วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ประชาธิปไตยไม่อาจยับยั้งแบลร์กับบุชก่อสงครามมิชอบ (1)

10 กรกฎาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7185 วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2559)

รายงานการไต่สวนกรณีอิรัก (The Iraq Inquiry) ที่นำโดยจอห์น ชิลคอต (John Chilcot) ได้ข้อสรุปว่า แท้จริงแล้วยังมีทางเลือกอื่น ยังไม่จำต้องเปิดฉากทำสงครามร่วมกับสหรัฐ แม้ซัดดัม ฮุสเซนเป็นจอมเผด็จการผู้โหดเหี้ยมก็ตาม (undoubtedly a brutal dictator) การตัดสินใจส่วนตัวของนายกฯ โทนี แบลร์ (Tony Blair) ในขณะนั้นเป็นเหตุให้อังกฤษเข้าสู่สงคราม เอกสารที่รัฐบาลแบลร์เสนอต่อสภาล่างเมื่อกันยายน 2002 ไม่มีน้ำหนักพอที่จะสรุปว่าโครงการอาวุธเคมีกับชีวภาพของอิรักกำลังเติบใหญ่
รายงานสรุปว่าไม่มีภัยคุกคามที่จวนจะถึงตัว (imminent threat) จากระบอบซัดดัม ฮุสเซน
ข้อเท็จจริงคือหลักฐานที่พยายามชี้ว่าอิรักมีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction: WMD) ไม่ถูกต้อง (not justified) เพราะก่อนนั้นรัฐบาลอิรักได้ทำลายหมดแล้ว นโยบายรุกรานอิรักจึงมาจาก “ข่าวกรองและการประเมินผลที่บกพร่อง” ควรใช้ยุทธศาสตร์ปิดล้อมต่อไป นอกจากนี้ทั้งๆ ที่มีคำเตือนมากมายต่อผลของสงครามแต่รัฐบาลไม่ใส่ใจ แผนการรบไม่สมบูรณ์ สรุปคือรัฐบาลไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้

รายงานของชิลคอตระบุว่าหลังเกิดเหตุ 9/11 นายกฯ แบลร์ขอให้ประธานาธิบดีบุชใจเย็น “อย่าเพิ่งด่วนเข้าจัดการอิรัก” ซึ่ง ณ ขณะนั้นประธานาธิบดีบุชกำลังคิดเรื่องส่งกองทัพบุกอิรัก แต่หลังการพบปะของ 2 ผู้นำเมื่อเมษายน 2002 จุดยืนของนายกฯ แบลร์ก็เปลี่ยนไป คณะกรรมการข่าวกรองร่วม 2 ประเทศมีข้อสรุปเดียวกันว่าต้องทำสงครามเท่านั้นจึงจะโค่นซัดดัมได้ ระบอบซัดดัมเป็นภัยคุกคาม “ที่ต้องเข้าจัดการ” ทั้งๆ ที่ยังมีเวลา ควรใช้วิธีทางการทูตและอื่นๆ ก่อน การที่รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจร่วมทำสงครามมาจากแรงผลักดันส่วนตัวของนายกฯ

รายงานยังระบุว่าทั้งประธานาธิบดีบุชกับนายกฯ แบลร์ต่างรู้ดีกว่าเมื่อโค่นระบอบซัดดัมแล้ว จะเกิดความขัดแย้งระหว่างนิกายศาสนาในอิรักอย่างรุนแรง แต่ยังคงเดินหน้าก่อสงคราม ผลจากการตัดสินใจครั้งนั้นยังส่งผลต่อปัจจุบันทั้งต่ออิรักและภูมิภาคตะวันออกกลาง

จากรายงานดังกล่าวอดีตนายกฯ แบลร์ขออภัย (apologise) ต่อการบาดเจ็บล้มตายในสงคราม แต่ไม่เสียใจ (sorry) ต่อการตัดสินใจครั้งนั้น เพราะกระทำบนความตั้งใจดีเห็นว่าการโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน “เป็นประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด” ทหารอังกฤษที่เสียชีวิตไม่ได้ตายเปล่า ส่วนเรื่องข้อมูลข่าวกรองผิดพลาดไม่ใช่ความผิดของตน
            รายงานของจอห์น ชิลคอตให้ความเข้าใจลงลึกในภาพเล็กภาพหนึ่ง เพิ่มรายละเอียดแก่ส่วนหนึ่งของภาพ ถ้ามองภาพกว้างรอบด้านจะเห็นอีกภาพที่ให้ความเข้าใจที่ครอบคลุมกว่า เปรียบเหมือนเห็นนกน้อยสีขาวนวล 3 ตัวกำลังโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าสีคราม แต่ถ้ามองภาพใหญ่จะเห็นท้องฟ้าฝั่งซ้ายที่เมฆดำก้อนใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ พายุกำลังมา

รัฐบาลคลินตันประกาศว่าอิรักมี WMD :
            อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) กลายเป็นประเด็นสำคัญตั้งแต่หลังสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก (1990-1991) ในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (George H. W. Bush - บิดาของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช) คณะมนตรีความมั่นคงมีมติให้อิรักต้องปลอด WMD ทุกชนิด ทีมงานสหประชาชาติ U.N. Special Commission (UNSCOM) เข้าตรวจสอบค้นหาและยืนยัน การตรวจสอบเต็มด้วยข้อขัดแย้ง เช่น อิรักไม่ยอมให้ตรวจบางสถานที่ อ้างว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐบางคนเป็นสายลับ ในทางกลับกันถูกกล่าวหาว่ารายงานเท็จ ปลายเดือนตุลาคม 1998 (สมัยรัฐบาลบิล คลินตัน) รัฐบาลซัดดัมยุติการติดต่อกับ UNSCOM
            รัฐบาลคลินตันตอบโต้ด้วยการโจมตีอิรักด้วยขีปนาวุธกับการทิ้งระเบิดเมื่อกลางเดือนธันวาคม 1998 ประกาศว่าพร้อมดำเนินการทุกอย่างแม้กระทั่งทำสงครามเต็มรูปแบบต่ออิรัก ทั้งนี้ขึ้นอิรักเอง
            แต่สงครามไม่เกิดเพราะคณะมนตรีความมั่นคงมีมติจัดตั้งทีมตรวจสอบชุดใหม่ (United Nation Monitoring, Verification and Inspection Commission: UNMOVIC) ตามข้อมติ 1284 (1999) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 1999
รัฐบาลคลินตันมักพูดถึงภัยคุกคามจาก WMD และเชื่อว่าประเทศเป็นเป้าหมายของการก่อการร้าย เชื่อมโยง WMD ของอิรักกับการก่อการร้าย เชื่อว่าอิรักยังมี WMD อยู่ในครอบครองจำนวนหนึ่ง เช่น สารวีเอ็กซ์ (VX)

            ประธานาธิบดีบิล คลินตันกล่าวว่าเป้าหมายสุดท้ายซึ่งเป็นความคาดหวังระยะยาวคือ “เปลี่ยนรัฐบาลแบกแดดให้เป็นรัฐบาลใหม่ ที่ให้คำมั่นว่าจะเป็นตัวแทนของประชาชนและเคารพต่อประชาชนทั้งประเทศ ไม่ปราบปรามประชาชนส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง
            เป้าหมายนี้บรรลุผลในรัฐบาลต่อมา นั่นคือสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช

บุชวางกรอบความชอบธรรมแก่การทำสงคราม :
20 กันยายน 2001 9 วันหลังเกิดเหตุ 9/11 ประธานาธิบดีบุชแถลงต่อรัฐสภาว่าอัลกออิดะห์คือผู้ลงมือ 2 สัปดาห์ต่อมาสหรัฐกับอังกฤษร่วมโจมตีทิ้งระเบิดอัฟกานิสถาน ภายในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันก็สามารถยึดครองกรุงคาบูล แต่สงครามต่อต้านก่อการร้ายเพิ่งจะเริ่มต้น
เมื่อเข้าปี 2002 รัฐบาลบุชให้ความสนใจต่ออิรัก หน่วยข่าวกรองหลายหน่วยรายงานตรงกันว่าอิรักยังคงพัฒนาและผลิต WMD รัฐบาลอิรักไม่ได้ให้ความร่วมมือการตรวจสอบอย่างเต็มที่
29 มกราคม 2002 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช กล่าวสุนทรพจน์ใน State of the Union Address ประกาศว่าอิรักเป็นหนึ่งใน “axis of evil” ร่วมกับอิหร่าน เกาหลีเหนือ
กลางปี 2002 ประกาศหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” (preemption) สหรัฐจะโจมตีทุกประเทศที่เห็นว่าเป็นภัยคุกคามจวนตัว (imminent threat)
หลักนิยมชิงลงมือก่อนไม่ให้ความสำคัญกับการได้รับอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ไม่สนใจว่าประเทศอื่นๆ จะคิดเห็นอย่างไร เป็นการลงมือฝ่ายเดียว ให้เหตุผลว่าเป็นการทำสงครามเพื่อป้องกันตัวเอง
            เมื่อถึงตอนนี้นักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นตรงกันว่ารัฐบาลบุชคิดจะทำสงครามใหญ่ และเป็นเช่นนั้นจริงสหรัฐกับพันธมิตรโดยเฉพาะอังกฤษส่งกองทัพโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนโดยปราศจากข้อมติรับรองจากสหประชาชาติ

หลังล้มระบอบซัดดัม รัฐบาลบุชพยายามค้นหา WMD อยู่หลายปีจากหลายทีม ในที่สุดยอมรับว่าแท้จริงแล้วอิรักไม่มี WMD นอกจากนี้นายพล Colin Powell ยอมรับว่าสหรัฐไม่มีหลักฐานใดๆ พิสูจน์ว่ารัฐบาลซัดดัมมีความเชื่อมโยงกับพวกอัลกออิดะห์ ที่ผ่านมาเป็นเพียงข้อสงสัยเท่านั้น
เมื่อถึงตอนนี้รัฐบาลบุชให้เหตุผลใหม่ว่าการล้มซัดดัม ฮุสเซนเป็นเรื่องดีเพราะได้จำกัดเผด็จการ อิรักเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย
เป็นข้อแก้ตัวเดียวกับที่อดีตนายกฯ แบลร์ใช้

คำถามสำคัญที่ต้องระลึกถึงเสมอคือสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนช่วยลดก่อการร้ายหรือไม่ หรือยิ่งเป็นเหตุกระตุ้นให้เกิดผู้ก่อการร้ายสารพัดกลุ่ม รวมทั้ง IS/ISIL/ISIS ผลการโค่นล้มระบอบซัดดัมทำให้การเมืองอิรักแตกแยก สังคมไร้ขื่อแป กลายเป็นรัฐล้มเหลวหรือกึ่งล้มเหลว
            ย้อนหลังกลับไป ตั้งแต่สมัยสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก (1990-1991) ฝ่ายพันธมิตรไม่เห็นด้วยกับความคิดล้มระบอบซัดดัมด้วยเห็นว่าจะทำให้ประเทศแยกเป็นเสี่ยง ควบคุมไม่ได้ ยิ่งเป็นเหตุทำให้ภูมิภาคขาดเสถียรภาพ
            ประเด็นที่ต้องระลึกเสมอคือตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกหลายประเทศมีข้อสรุปแล้วว่าไม่ควรล้มระบอบซัดดัม ข้อสรุปนี้คงอยู่เรื่อยมา ทั้งรัฐบาลบุช (ลูก) กับรัฐบาลแบลร์ต่างรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีแต่ไม่สนใจ รายงานของชิลคอตคือหลักฐานล่าสุดที่ยืนยันเรื่องนี้

นายโคฟี่ อันนัน (Kofi Annan) อดีตเลขาธิการสหประชาชาติกล่าวเมื่อปลายเดือนกันยายน 2015 ถ้าวิเคราะห์จากหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ การที่สหรัฐกับพันธมิตรส่งกองทัพรุกรานอิรัก ล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนนั้นละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ สิ่งที่สหรัฐกับพันธมิตรทิ้งไว้ให้กับอิรักคือความวุ่นวายภายในประเทศ

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
รายงานของจอห์น ชิลคอตไม่เพียงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญอีกชิ้นที่บ่งบอกความไม่ชอบมาพากลของการรุกรานโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนจากมุมภายในประเทศอังกฤษ ถ้ามองภาพรวมมองย้อนอดีตจะพบว่านโยบายของรัฐบาลสหรัฐมีความต่อเนื่องทั้งแต่สมัยบุช (ผู้พ่อ) แม้ซัดดัมยอมแพ้แต่เรื่องไม่จบ WMD กลายเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบติดตาม รัฐบาลต่อมาคือรัฐบาลคลินตันเป็นชุดที่ได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่นานหลายปี มีทั้งความร่วมมือและความขัดแย้ง ฝ่ายอิรักยืนยันว่าได้ทำลายอาวุธต้องห้ามหมดแล้ว แต่ฝ่ายสหรัฐเชื่อในข้อมูลว่ายังซ่อน WMD จำนวนหนึ่ง พร้อมกับเอ่ยถึงแนวคิด “ล้มระบอบซัดดัม”
โศกนาฏกรรม 9/11 เร้ากระแสสังคมอเมริกันให้ทำสงครามต่อต้านก่อการร้ายทั่วโลก ในช่วงนั้นชาวอเมริกันเกือบทั้งประเทศพร้อมใจกันสนับสนุนรัฐบาลบุชที่จะส่งกองทัพล้มระบอบซัดดัม ด้วยเหตุผลว่าอิรักมี WMD และสนับสนุนผู้ก่อการร้าย วันหนึ่งผู้ก่อการร้ายอาจได้อาวุธร้ายแรงจากอิรักและโจมตีสหรัฐ
สหรัฐจึงชิงโจมตีก่อน
ทุกวันนี้มีข้อสรุปที่ยอมรับแล้วว่าอิรักไม่มี WMD ซัดดัมไม่ได้สนับสนุนผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ตามที่รัฐบาลบุชกล่าวอ้าง อิรักไม่ใช่ภัยคุกคามจวนตัว การทำสงครามล้มระบอบซัดดัมไม่ช่วยเรื่องต่อต้านก่อการร้าย ซ้ำยังกระตุ้นให้เกิดผู้ก่อการร้ายสารพัดกลุ่ม กลุ่มหนึ่งที่ทุกคนรู้จักดีคือ IS/ISIL/ISIS อิรักกลายเป็นรัฐล้มเหลว ทั่วโลกต้องหวาดผวา IS
เป็นคำถามที่ดีจะถ้าถามว่าระบอบประชาธิปไตยอังกฤษกับสหรัฐช่วยให้ 2 ประเทศนี้ก่อสงครามที่สมควรทำหรือไม่ รัฐบาลเช่นนี้เหมาะที่จะเป็นผู้รักษาสันติภาพโลกหรือไม่
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
12 ปีนับจากโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนและรัฐบาลบุชประกาศว่าจะสร้างอิรักให้เป็นประชาธิปไตย เป็นแบบอย่างแก่ประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง จากบัดนั้นจนบัดนี้อิรักยังไม่เคยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ อีกทั้งสถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม สังคมแตกแยกร้าวลึก สงครามกลางเมืองทำให้ผู้คนล้มตายปีละนับพันนับหมื่น โดยยังไม่เห็นวี่แววว่าเมื่อไหร่ความสงบสุขจะกลับคืนมา

อิรักกับซีเรียเป็น 2 ตัวอย่างว่านโยบายกำจัดเผด็จการเป็นต้นเหตุของสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด กลายเป็นรัฐล้มเหลว การปล่อยให้เผด็จการดำรงอยู่ต่อไปเป็นโทษน้อยกว่า การกำจัดเผด็จการไม่เป็นเหตุให้ประเทศกลายเป็นประชาธิปไตยเสมอไป ถ้ามองว่าเผด็จการหมายถึงประชาชนถูกกดขี่ เมื่อเป็นรัฐล้มเหลวประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงยิ่งกว่า ชีวิตอยู่ในอันตรายมากกว่า แต่รัฐบาลโอบามายังยืนหยัดนโยบายโค่นเผด็จการไม่ต่างจากรัฐบุชและอีกหลายชุด

บรรณานุกรม:
1. 5 revelations from Chilcot’s damning report into the Iraq war. (2016, July 6). RT. Retrieved from https://www.rt.com/uk/349672-chilcot-findings-iraq-blair/
2. Baker, Peter. (1998, December 16). Clinton Says Iraqis Have 'Backed Down'. The Washington Post.  A01.
3. Braude, Joseph. (2003). The New Iraq. New York : Basic Book.
4. Committee of Privy Counsellors. (2016, July 6). The Report of the Iraq Inquiry: the Executive Summary. Retrieved from http://www.iraqinquiry.org.uk/media/246416/the-report-of-the-iraq-inquiry_executive-summary.pdf
5. Dathan, Matt. (2016, July 6). Grovelling Blair's voice cracks as he finally says sorry for Iraq War after devastating Chilcot report - but he STILL defiantly insists 'there were no lies' and 'I would take the same decision again'. Daily Mail. Retrieved from http://www.dailymail.co.uk/news/article-3676847/I-responsibility-mistakes-Tony-Blair-says-decision-war-Iraq-taken-good-faith.html
6. Duiker, William J. (2009). Contemporary World History (5th ed.). USA: Wadsworth.
7. Engdahl, William. (2004). A Century of War: Anglo-American Oil Politics and the New World Order, (Revised Ed.). London: Pluto Press.
8. Harding, Luke. (2016, July 6). Chilcot delivers crushing verdict on Blair and the Iraq war. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/uk-news/2016/jul/06/chilcot-report-crushing-verdict-tony-blair-iraq-war
9. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.
10. Justin P. Coffey and Paul G. Pierpaoli Jr.. (2010). Bush, George Walker. In The Encyclopedia of Middle East Wars: The United States in the Persian Gulf, Afghanistan, and Iraq Conflicts. (pp.251-255). California : ABC-CLIO, LLC.
11. McSmith, Andy., & Cooper, Charlie. (2016, July 6). Chilcot report: Tony Blair convinced himself Iraq had WMDs – but intelligence 'did not justify' his certainty. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/uk/politics/chilcot-report-inquiry-tony-blair-iraq-war-weapons-of-mass-destruction-evidence-verdict-a7122361.html
12. United Nations. (1999, December 17). Security Council, Resolution 1284 (1999). Retrieved from http://www.un.org/Depts/unscom/Keyresolutions/sres99-1284.htm
13. U.S. Department of State. (1998, February 13). Iraq Weapons of Mass Destruction Programs. U.S. Government White Paper. Retrieved from http://www.state.gov/www/regions/nea/iraq_white_paper.html
14. West Facing Diplomatic Dilemma Over Syria After Putin Offer. (2015, September 29). Sputnik News. Retrieved from http://sputniknews.com/europe/20150929/1027712250/west-syria-russia-ISIL.html
-----------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...