ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐกับนโยบายต้านจีน

การยึดถือว่าระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามร้ายแรง ทำให้รัฐบาลสหรัฐต่อต้านคอมมิวนิสต์ และชักนำให้หลายประเทศทั่วโลกเข้าสู่ความขัดแย้งดังกล่าว รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องเลือกข้าง หน่วยลับของสหรัฐมีส่วนโค่นล้มรัฐบาลหลายประเทศที่เป็นมิตรกับสหภาพโซเวียต แล้วตั้งรัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับสหรัฐแทน แม้ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นอำนาจนิยมเผด็จการหรือไม่ก็ตาม
ความเป็นปรปักษ์ดังกล่าวครอบงำความสัมพันธ์ทางการเมืองเศรษฐกิจโลก กระทบต่อสังคมโลกอย่างกว้างขวางซึมลึกต่อเนื่องกว่า 4 ทศวรรษ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตหลายพันล้านคน
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็นในครั้งนั้นอย่างเข้มข้น เป็นที่มาของการก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนเมื่อ 1967 รัฐสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ โน้มเอียงเข้าข้างทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำ
ทุกวันนี้หลายคนพยายามนำคำว่าสงครามเย็น (Cold War) กลับมาใช้อย่างผิดๆ ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังเปิดฉากทำสงครามเย็นกับขั้วจีนอีกครั้ง เหตุที่ไม่ควรใช้คำว่าสงครามเย็นเพราะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีนในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์การเมืองอีกแล้ว จีนไม่ได้พยายามแผ่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ การใช้คำว่าสงครามเย็นอาจทำให้เข้าใจผิด เกิดการแยกขั้วโดยปริยายอย่างผิดๆ เพราะเคยแยกมาก่อน น่าสงสัยว่าทำไม่พวกตะวันตกยังคงพยายามใช้คำนี้
สัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐในยุคโลกาภิวัตน์ :
            ถ้าย้อนหลังไปสมัยสงครามเย็น National Security Council Report 68 (NSC-68) เมื่อปี 1950 ระบุอย่างชัดเจนว่าการที่โซเวียตครอบงำประเทศในแถบยูเรเชีย (Eurasia) ทั้งจากการบุกยึดด้วยกำลังทหาร ใช้วิธีการเมืองหรือวิธีอื่นๆ เป็นเรื่องที่สหรัฐยอมรับไม่ได้ พร้อมกับตีตราว่าสหภาพโซเวียต “ชั่วร้าย” (evil) ชี้ว่ารัฐบาลโซเวียตต้องการเปลี่ยนโลกให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งหมด ซึ่งหมายถึงการทำลายประเทศสหรัฐด้วย จึงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงลำดับแรก
ในยุคนั้นรัฐบาลสหรัฐพยายามชี้นำว่าสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เป็นภัยร้ายต่อเสรีภาพปัจเจกบุคคล เป็นภัยร้ายต่อทุนนิยม ทั้งนี้เพราะเป็น “ยุทธศาสตร์” สร้างกระแสสนับสนุนจากชาวอเมริกันและประเทศอื่นๆ ด้วยการสร้าง “ความหวาดกลัว” เห็นปรปักษ์ “เป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่อยู่ร่วมกันไม่ได้” ตามมาด้วย “การแบ่งแยก” ให้เป็นฝักฝ่าย ในทางวิชาการจึงเกิดยุค 2 ขั้ว (bipolar world)

ต่อมาในช่วงปี 1970-72 เกิดเหตุการณ์สำคัญ รัฐบาลนิกสันปรับความสัมพันธ์กับจีนต้านสหภาพโซเวียต เป็นตัวอย่างสำคัญว่าผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตยจับมือกับคอมมิวนิสต์จีนเพื่อต้านโซเวียต
            ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐคือตัวอย่างปัจจุบัน ซ้ำรอยลักษณะสหรัฐจับมือกับจีนในสมัยสงครามเย็น

ดังที่ได้นำเสนอในบทความก่อนแล้วว่า ในการเยือนเวียดนามเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวยอมรับความเป็นเวียดนามในปัจจุบัน “ข้าพเจ้าพูดอย่างชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาไม่ได้พยายามยัดเยียดรูปแบบรัฐบาลแก่เวียดนามหรือประเทศอื่นใด เราเคารพอธิปไตยและอิสรภาพของเวียดนาม ในขณะเดียวกัน เรายังคงพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เราเชื่อว่าเป็นเรื่องสากล รวมถึงเสรีภาพการพูด เสรีภาพของสื่อ เสรีภาพทางศาสนาและเสรีภาพในการชุมนุม”
            ในอีกวาระหนึ่งกล่าวว่า “ประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็กหรือใหญ่ล้วนมีอธิปไตย อธิปไตยนี้ควรได้รับการยอมรับ เขตแดนจะต้องไม่ถูกล่วงล้ำ ประเทศใหญ่ไม่ควรคุกคามประเทศเล็กกว่า ควรแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ” นี่คือเรื่องที่รัฐบาลข้าพเจ้ายึดถือ
การที่เป็นเช่นนี้อธิบายได้ว่ารัฐบาลสหรัฐคบค้ากับเวียดนามบนฐานผลประโยชน์แห่งชาติที่ไม่เกี่ยวข้องกับความแตกต่างเรื่องระบอบการปกครองเศรษฐกิจ

            ปัจจุบันจีนกับเวียดนามคล้ายคลึงกัน คือปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์คือแกนนำรัฐบาล แต่ระบบเศรษฐกิจค่อนมาทางการค้าเสรีมากขึ้น ทั้ง 2 ประเทศมีความเป็นการค้าเสรีมากพอจนได้เป็นสมาชิกขององค์การค้าโลก ที่น่าสนใจกว่านั้นคือสหรัฐทำการค้าการลงทุนจำนวนมากกับจีน ชาวอเมริกันซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีนมากกว่าประเทศใดๆ ในโลก ข้อมูลบางชิ้นระบุว่าราวร้อยละ 40 ของสินค้าที่นำเข้าเป็นสินค้า MADE IN CHINA (ความแพร่หลายของสินค้าจีนพบเห็นได้ในหลายประเทศทั่วโลก) จนรัฐบาลสหรัฐปวดหัวกับการขาดดุลการค้ากับจีน จีนถือครองพันธบัตรอเมริกามากกว่าประเทศใดๆ ตัวเลขเมื่อเดือนพฤษภาคม (2016) ถือครองถึง 1.2703 ล้านล้านดอลลาร์

ประชาชน 2 ฝั่งเดินทางไปมาหาสู่โดยสะดวก นักศึกษาจีนเดินทางไปศึกษาต่อในสหรัฐปีละหลายหมื่นคน ข้อมูลปี 2014-15 นักศึกษาจีนคือนักศึกษาต่างชาติที่มากที่สุดในสหรัฐ มีมากถึง 3 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 31 ของจำนวนนักศึกษาต่างชาติทั้งหมด ลองจินตนาการว่าสหรัฐได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก นักศึกษาต่างชาติทั่วโลกจึงเดินทางไปศึกษาต่อในสหรัฐ ในจำนวนนี้ทุก 10 คนเป็นชาวจีนถึง 3 คน (ราวกับว่ารัฐบาลจีนไม่หวั่นเกรงว่านักศึกษาเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคต่อการปกครอง หรือคนเหล่านั้นจะเข้าไปบ่อนทำลายอเมริกา เผยแพร่คอมมิวนิสต์)
            ดังนั้น ในแง่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเดินทางไปมาหาสู่กัน สะท้อนว่าสหรัฐมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน อีกทั้งรัฐบาลสหรัฐไม่ได้อ้างเรื่องการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์จากจีนอีกแล้ว

สนใจคลิกที่รูป

            ประเด็นขัดแย้งที่รัฐบาลสหรัฐหยิบยกมาพูดคือ เรื่องสิทธิมนุษยชน เสรีภาพพื้นฐาน แต่กลับกลายเป็นว่า ณ วันนี้ปัญหาสิทธิมนุษยชนเวียดนามไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ประธานาธิบดีโอบามาพูดอย่างชัดเจนว่า “สหรัฐอเมริกาตอบรับความพยายามของเวียดนามที่กำลังปรับปรุงระบบกฎหมาย กำลังปฏิบัติกฎหมายเพื่อประกันสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐานให้ดีกว่าเดิมตามกรอบรัฐธรรมนูญเวียดนาม 2013”
            และย้อนกลับมาพูดถึงประเทศตัวเองว่า “ไม่มีประเทศใดสมบูรณ์ 2 ศตวรรษแล้วที่สหรัฐอเมริกายังคงพยายามปฏิบัติให้บรรลุอุดมคติของผู้ก่อตั้งประเทศ เรายังคงแก้ปัญหาจากไม่ความสมบูรณ์ เช่น มีเงินมากไปในการเมืองของเรา ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจที่ถ่างกว้าง ระบบยุติธรรมด้านอาชญากรรมที่มีอคติต่อเชื้อชาติ ผู้หญิงยังคงได้เงินเดือนต่ำกว่าผู้ชายในงานเดียวกัน เรายังมีปัญหาอื่นๆ ... ข้าพเจ้าได้ยินเรื่องเหล่านี้ทุกวัน แต่การเผชิญหน้าความไม่สมบูรณ์ เปิดให้อภิปราย ให้ทุกคนได้พูดได้ช่วยให้เราเติบโตแข็งแกร่ง มั่งคั่งและยุติธรรมมากขึ้น”

เรื่องที่น่าแปลกใจคือเมื่อเทียบกับจีนแล้ว จีนเป็นคอมมิวนิสต์เหมือนกันแต่ดูเหมือนว่ายังมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับสหรัฐ จนรัฐบาลจีนต้องพยายามเจรจาเพื่อวางกรอบความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับสหรัฐ ให้เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน รวมทั้งระบอบการเมืองและวิถีการพัฒนาประเทศ
            และแม้ว่ารัฐบาลโอบามาจะเอ่ยปากตอบรับหากจีนก้าวขึ้นมาอย่างสันติ แต่จากความจริงที่ปรากฏดูเหมือนว่าจะไม่เป็นเช่นนั้นสักเท่าใด แม้กระทั่งเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเวียดนาม นักวิชาการหลายคนสรุปเหตุผลว่าเพื่อร่วมกันต้านจีน
            ถ้าจะมองให้กว้างขึ้น หลายประเทศในโลกนี้ยังปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ ใช้หลักศาสนาที่ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลของประเทศเหล่านี้หลายประเทศเป็นพันธมิตรของสหรัฐ มีความสัมพันธ์แนบแน่นยิ่งกว่าเวียดนาม
            ข้อสรุปสำคัญคือ การที่รัฐบาลสหรัฐถือว่าจีนเป็นปรปักษ์ในปัจจุบันจึงไม่ขึ้นกับความแตกต่างทางอุดมการณ์การเมือง (เว้นแต่จะใช้เป็นข้ออ้าง)

สนใจคลิกที่รูป

ความพยายามดึงเวียดนามต้านจีน :
            หนึ่งในประเด็นความสัมพันธ์สำคัญระหว่างเวียดนาม-สหรัฐคือความร่วมมือต้านจีน เป็นที่รู้กันว่าในหมู่ชาติสมาชิกอาเซียน เวียดนามเป็น 1 ใน 2 ประเทศที่ขัดแย้งกับจีนเรื่องทะเลจีนใต้อย่างเปิดเผย
            ในแง่สหรัฐ ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แอช คาร์เตอร์ (Ash Carter) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐชี้ว่าสถานการณ์ในเอเชียแปซิฟิกคือหนึ่งในประเด็นความมั่นคงที่สำคัญที่สุด สหรัฐจะให้ความสำคัญและเพิ่มบทบาทของตนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กระชับสัมพันธ์กับมิตรประเทศ จีนพยายามอ้างความเป็นเจ้าของพื้นที่น่านน้ำมากเกินควร ก่อสร้างสนามบิน ส่งเรือรบเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อน สหรัฐเพียงต้องการรักษาการเดินเรือเดินอากาศเสรีเพื่อผลประโยชน์ของทุกประเทศ

ถ้ามองจากมุมสหรัฐที่เปิดเผยต่อสารณชน ลำพังเพียงประเด็นนี้สามารถเผชิญหน้าโดยตรงกับจีน แต่รัฐบาลสหรัฐยังพยายามดึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเข้ามาเป็นพวก พร้อมกับที่ประเทศเหล่านี้หวังความช่วยเหลือจากสหรัฐด้วย
            ผลลัพธ์ทีเกิดขึ้นคือการเผชิญหน้าทางทหาร การทูตระหว่างสหรัฐกับจีน และคาดว่าจะเกิดความตึงเครียดต่อเนื่องยาวนานหลายปี และน่าจะยาวนานหลายทศวรรษ ดังเช่นสงครามเย็นที่กินเวลากว่า 4 ทศวรรษ
            แต่โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งจนบานปลายยังน้อยอยู่ เพราะประเทศในภูมิภาคระวังตัวอย่างดี และด้วยเหตุผลที่ว่าเวียดนามหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ร่วมกับจีนกับสหรัฐ คำถามจึงอยู่ที่ว่าประเทศอย่างเวียดนามจะอยู่ร่วมกับมหาอำนาจอย่างไร เป็นไปได้ว่ารัฐบาลเวียดนามต้องการแสดงอาการ “ขัดแย้งกับจีน” ในระดับหนึ่ง เพื่อดึงสหรัฐเข้ามาใกล้ นำสู่การปรองดองฟื้นฟูความสัมพันธ์ และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการนี้ เป็นความตั้งใจของเวียดนามที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับทั้ง 2 มหาอำนาจ ถ่วงดุลมหาอำนาจในประเด็นขัดแย้ง
จึงไม่ง่ายนักที่รัฐบาลสหรัฐจะฉวยประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

            ความเข้าใจที่สำคัญอีกประการคือ ด้วยความที่สหรัฐเป็นประชาธิปไตย การดำเนินนโยบายของรัฐบาลจะต้องได้การสนับสนุนจากประชาชนหรืออย่างน้อยไม่ต่อต้านรุนแรง รัฐบาลสหรัฐจึงต้องพยายามสร้างกระแสสังคมด้วยวิธีต่างๆ นานา และในยุคนี้จะต้องปลุกกระแสระดับโลกด้วย ลดแรงต่อต้านจากสังคมนานาชาติ อันจะส่งผลกระทบต่อภายในประเทศอีกที (กรณีสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่คนยุโรปต่อต้าน) เป็นเรื่องของการต่อสู้เชิงข้อมูลข่าวสาร จิตวิทยา
            การให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแก่สังคมจึงเป็นมาตรการสำคัญ การทำเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อทำลายล้างใคร เป็นเพียงการปกป้องสังคมแผ่นดินของตนเอง
            เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมอุดมปัญญา
5 มิถุนายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7150 วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2559)
------------------------
ประชาสัมพันธ์ :
โครงการที่คัดสรรมาแล้ว
ซื้อเพื่อลงทุนมูลค่าเพิ่มขึ้นแน่นอน
ด้วยเงื่อนไขพิเศษ
ราคาที่ยังเอื้อมถึง
ไม่ต้องเชื่อ ให้มาดู เรียนรู้ สัมผัสจริงด้วยตัวคุณเอง
สนใจ เดินทางมาเยี่ยมชมโครงการกับเรา
วันอาทิตย์ที่ 27 พ.ค. 2561 (เวลาจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ปกติมีทริปทุกสัปดาห์ ดูที่ Google form เป็นหลัก)

เดินทางโดยรถบัส ขึ้นรถที่เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์ตร้า บางนา กม.7 เวลา 8.30 น. 
โทร 083-0725036 ไลน์ @7chanchai
ฟรีตลอดรายการ ยกเว้นค่าอาหารกลางวันของตัวเอง


บทความที่เกี่ยวข้อง :
ในสมัยสงครามเย็น นักวิชาการ ตำราจำนวนมากสอนว่าประเทศเสรีประชาธิปไตยเข้ากับสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ไม่ได้ มองคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามร้ายแรง แต่ปัจจุบันความแตกต่างด้านระบอบเศรษฐกิจการปกครองดูจะไม่เป็นปัญหาร้ายแรงดังเช่นอดีต ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนาม-สหรัฐในขณะนี้คือหลักฐาน การยึดถือว่าใครประเทศใดเป็นมิตรหรือศัตรูต่างหากที่เป็นสร้างความตึงเครียด สร้างสงครามทำลายล้างกัน

บรรณานุกรม:
1. China's holdings of U.S. Treasuries rise for third month. (2015, July 17). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2015-07/17/c_134419649.htm
2. China marks six priorities for new-type of major-country relations with US. (2014, November 12). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-11/12/c_133785087.htm
3. Ferdinando, Lisa. (2016, May 27). Naval Academy Graduates to Face Evolving Global Challenges, Carter Says. DoD News. Retrieved from http://www.defense.gov/News-Article-View/Article/783990/naval-academy-graduates-to-face-evolving-global-challenges-carter-says
4. Institute of International Education. (2016). International Students in the United States. Retrieved from http://www.iie.org/Services/Project-Atlas/United-States/International-Students-In-US#.V0_Qhnlq3IU
5. Leffler, Melvyn P., Westad, Odd Arne (Eds.). (2010). The Cambridge History of the Cold War: Crises and Détente (Volume 2). New York: Cambridge University Press.
6. Roberts, Geoffrey. (1999). The Soviet Union in World Politics: Coexistence, Revolution and Cold War, 1945-1991. London: Routledge.
7. Samuels, Richard J. (Ed.). (2006). NSC-68 (NATIONAL SECURITY REPORT). In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.531-532). California: Sage Publications.
8. Shirk, Susan L. (2007). China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail Its Peaceful Rise. New York: Oxford University Press.
9. The White House. (2016, May 23). Joint Statement: Between the United States of America and the Socialist Republic of Vietnam. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2016/05/23/joint-statement-between-united-states-america-and-socialist-republic
10. The White House. (2016, May 23). Remarks by President Obama and President Quang of Vietnam in Joint Press Conference. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2016/05/23/remarks-president-obama-and-president-quang-vietnam-joint-press
11. The White House. (2016, May 24). Remarks by President Obama in Address to the People of Vietnam. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2016/05/24/remarks-president-obama-address-people-vietnam
-----------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

มุกตาดา อัล-ซาดาร์ ผู้สร้างความเปลี่ยนครั้งใหญ่แก่อิรัก ?

ตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐทั้งสิ้น อัล-ซาดาร์กำลังจะเป็นนายกฯ คนแรกที่พยายามปลดแอกอิรักจากการครอบงำของต่างชาติ
เมื่อกองทัพสหรัฐกับพันธมิตรโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ปกครองอิรัก จนถึงปี 2006 ส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก จัดเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหลายครั้ง แต่ผู้เป็นนายกฯ เป็นคนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ ดังนั้น แม้จะบอกว่าเป็นการเลือกตั้งเสรี ความจริงแล้วเป็นเพียงวิธีการ ทุกอย่างอยู่ภายใต้การจัดวางล่วงหน้า
เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนที่ผ่าน มุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) ได้ที่นั่งในสภาสูงสุด มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกฯ และอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่อิรักต่างจากนายกฯ คนก่อนๆ
แนวทางของอัลซาดาร์ : มุกตาดา อัล-ซาดาร์ เป็นนักบวช เป็นผู้นำจิตวิญญาณของมุสลิมชีอะห์กลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในอิรัก นอกจากแสดงบทบาทในฐานะผู้นำทางศาสนา ยังทำหน้าที่อีกหลายอย่างเช่น เป็นผู้ปกครองของกลุ่ม ผู้วางนโยบายกำหนดทิศทาง และเป็นผู้นำกองกำลัง Mahdi Army อันเลื่องชื่อ ปะทะกับกองทัพสหรัฐนับครั้งไม่ถ้วน อัล-ซาดาร์ต่อต…

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ในบริบทอาเซียน

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ : ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากสำนักสัจนิยม (Realist School) นักวิชาการบางคนเห็นว่าตามประวัติศาสตร์ยุโรปแนวคิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปีค.ศ.1648 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปสงบสุขถึง 266 ปี เหตุที่ใช้ได้ผลเพราะประเทศในยุโรปสมัยนั้นไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่เป็นมหาอำนาจ
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจจึงเป็นหลักการหรือกลไกจัดระเบียบยุโรปในสมัยนั้น เป็นแนวทางการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศที่สำคัญ และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน
            A. E. Campbell กับ Richard Dean Burns อธิบายว่าเริ่มต้นของดุลแห่งอำนาจเป็นเพียงหลักการง่ายๆ ว่าหากประเทศในกลุ่มมี ‘ความสมดุลจริง’ (just equilibrium) ก็จะทำให้แต่ละประเทศมีความเข้มแข็งเพียงพอที่แสดงความต้องการที่แท้จริงของตน             แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ คือ การพยายามรักษาให้กลุ่มหรือฝ่ายที่เป็นอริกันนั้นมีอำนาจเท่าเทียมกัน หากมีฝ่ายใดที่กำลังมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ประเทศที่แต่เดิมเป็นกลางก็จะต้องหันไปสนับสนุนฝ่ายที่กำลังตกเป็นเบี้ยล่าง อาจเรียกประเทศดังกล่าวว่าเป็น ‘ผู้รักษาสมดุล’ …