วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

‘อิสลามหัวรุนแรง’ ของทรัมป์: “It's not personal, ...”

26 มิถุนายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7171 วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2559)

โดนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้ “เหมารวม” ว่ามุสลิมทุกคนคือผู้ก่อการร้าย ศาสนาอิสลามสนับสนุนการก่อการร้าย แต่ ท่าทีและนโยบายของทรัมป์ “ส่อเหมารวมว่ามุสลิมทุกคนคือผู้ต้องสงสัย” เช่น เสนอนโยบายตรวจสอบติดตามมุสลิมทุกคน ตรวจตรามัสยิดทุกแห่ง ทั้งๆ ที่มุสลิมมัสยิดส่วนใหญ่ต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS ผู้ที่สนับสนุน IS เป็นคนส่วนน้อยเท่านั้น
          ถ้าทรัมป์เข้าใจและยอมรับความแตกต่างระหว่างผู้ก่อการร้าย IS กับมุสลิมทั่วไป ทรัมป์จะไม่เสนอนโยบายตรวจตรามัสยิดทุกแห่ง จุดอ่อนสำคัญที่สุดคือใครก็เป็นผู้ก่อการร้ายได้ไม่จำต้องเป็นมุสลิมเท่านั้น

ความขัดแย้งระหว่างอิสลามกับคริสต์ :
            ไม่ว่าประวัติศาสตร์ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ปัจจุบันมุสลิมกับผู้นับถือคริสต์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่ามีความขัดแย้งระหว่าง 2 ศาสนามานานหลายร้อยปีแล้ว
          เรื่องที่หลายคนจะหยิบยกขึ้นมาพูดคือสงครามครูเสดที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 900 ปีก่อน เรื่องดังกล่าวยังถูกนำมาเอ่ยถึงอยู่เสมอราวกับว่าสงครามยังคงดำเนินต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่เปลี่ยนรูปเปลี่ยนวิธี ไม่ว่าความคิดเช่นนี้จะสวนทางกับข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด เช่น คนมุสลิมกับผู้นับถือคริสต์ทั่วโลกส่วนใหญ่อยู่ร่วมกันโดยสันติ ผู้นำศาสนา องค์กรศาสนา ผู้นำประเทศหลายประเทศเน้นย้ำให้อยู่อย่างสันติ ระบอบประชาธิปไตยให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา
          ข้อเท็จจริงคือมุสลิมทั่วโลกจำนวนไม่น้อยต่อต้านตะวันตก ส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยสงครามครูเสด ส่วนหนึ่งเป็นความขมขื่นในสมัยล่าอาณานิคม เมื่อพวกอาหรับ เปอร์เซีย เติร์กและชนหลายกลุ่มที่นับถืออิสลามถูกชาติตะวันตกยึดครอง ขูดรีดผลประโยชน์ การก่อตั้งประเทศอิสราเอล ฯลฯ
            รวมความแล้ว มุสลิมจำนวนมากรู้สึกขมขื่นต่อประวัติศาสตร์เมื่อนักล่าอาณานิคมตะวันตก รัฐบาลตะวันตกกดขี่ขูดรีดตนหลายยุคหลายสมัย

            ไม่เพียงแต่ประวัติศาสตร์หลายร้อยปีที่ชักนำให้มุสลิมต่อต้านตะวันตก ความเป็นไปของโลกในยุคปัจจุบันมีส่วนสำคัญทำให้มุสลิมบางคนต่อต้านตะวันตกเช่นกัน ความวุ่นวายในหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง การรุกคืบของวัฒนธรรมตะวันตก ล้วนถูกอธิบายว่าคือการรุกราน การทำลายล้างจากรัฐบาลตะวันตก
            ข้อมูล ความรู้เช่นนี้มีอยู่ทั่วไป มุสลิมจำนวนมากศึกษาเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่เด็ก เป็นไปได้ว่าบางคนบางกลุ่มเกิดความคิด “ตอบโต้ด้วยความรุนแรง” แม้คำสอนของอิสลามกระแสหลักจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
            ข้อเท็จจริงที่ทรัมป์ละเลยคือมุสลิมส่วนใหญ่รักสันติ ตัวอย่างใกล้ตัวมากที่สุดคือมุสลิม 3 ล้านคนในอเมริกานั่นเองที่เกือบทั้งหมดไม่เพียงอยู่อย่างสันติมานานนับร้อยปี ทั้งยังเป็นฝ่ายถูกคุกคามด้วยซ้ำ

          ขณะที่ทรัมป์มุ่งพูดถึงภัยที่จะมาจากมุสลิม ฮิลลารี คลินตันพูดถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐกับชุมชนมุสลิมในประเทศว่านับจากโศกนาฏกรรม 9/11 เป็นต้นมาได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด พลเมืองที่เป็นมุสลิมผู้รักสันติหลายล้านคนกำลังดำเนินชีวิต ทำงาน ดูแลครอบครัวตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ พวกเขากำลังพยายามจัดการพวกหัวรุนแรงเช่นกัน สิ่งที่รัฐควรทำคือสนับสนุนพวกเขา ไม่ใช่ให้เป็นแพะรับบาปหรือโดดเดี่ยวพวกเขา

การสร้างความแปลกแยกระหว่างมุสลิมกับสังคมอเมริกา :
เรื่องที่ทุกคนรู้ (รวมทั้งทรัมป์) ความแปลกแยกกลายเป็นประเด็นสำคัญตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 สังคมอเมริกันถูกตอกย้ำภัยจาก “อิสลามหัวรุนแรง” ผ่านผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์และอื่นๆ สารพัดกลุ่ม สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่ง IS/ISIL/ISIS กลายเป็นที่เป็นผู้ก่อการร้ายกลุ่มสำคัญในขณะนี้ พร้อมกับเหตุการณ์ก่อการร้ายเป็นระยะๆ ในหลายประเทศ และล่าสุดคือการสังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้ (Orlando Shooting)
ความแปลกแยกในที่นี้หมายถึง การรู้สึกแตกต่าง ถูกปฏิบัติอย่างแตกต่างโดยไม่สมเหตุผล ถูกกีดกันให้ห่างออกไป เกิดความรู้สึกไม่อยากอยู่ร่วมกัน ทั้งๆ ที่เป็นพลเมืองอเมริกันเหมือนกัน วิธีที่พบเห็นบ่อยคือชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่พยายาม “อยู่ห่าง” จากคนที่มีหน้าตาคล้ายคนตะวันออกกลาง ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานบ่งบอกว่าเขาคนนั้นเป็นผู้ก่อการร้าย ซ้ำร้ายอาจนับถือศาสนาความเชื่ออื่นๆ เพียงแต่มีหน้าตาคล้ายคนตะวันออกกลาง
            อันตรายร้ายแรงจากแนวนโยบายของทรัมป์คือตอกย้ำความ “แปลกแยก” ระหว่างมุสลิมกับสังคมอเมริกา เกิดคำถามว่าคือทรัมป์กำลังสร้างภาพ “ลบ” ต่อศาสนาอิสลามหรือไม่ กำลังละเมิดรัฐธรรมนูญ บั่นทอนเสรีภาพการนับถือศาสนาทางอ้อมหรือไม่

พฤติกรรมของทรัมป์ตรงข้ามกับรัฐบาลโอบามาที่ในเวลาเดียวกันพยายามเอ่ยเรื่องเสรีภาพการนับถือศาสนา ประธานาธิบดีโอบาแถลงหลังเกิดเหตุว่า “ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติใด ศาสนา ความเชื่อหรือเพศใด เราทั้งหมดเป็นคนอเมริกัน เราจำต้องดูแลซึ่งกันและกัน ปกป้องกันและกันในทุกเวลาเมื่อเผชิญหน้าพฤติกรรมอันโหดร้ายนี้”
            เป็นภาพที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงระหว่างทรัมป์กับรัฐบาลโอบามา

ทรัมป์มีความคิดแอบแฝงหรือไม่ :
            ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าคนที่ชื่อโดนัลด์ ทรัมป์จะไม่สามารถแยกแยะระหว่างผู้ก่อการร้าย IS กับมุสลิมทั่วไปที่รักสันติ เพราะเรื่องราวในโลกมีมากมายไม่มีใครสามารถเข้าใจรู้ดีไปหมดทุกเรื่อง แต่ในฐานะ “ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี” จะต้องมีทีมงาน ทีมนโยบาย ทีมที่ปรึกษามากพอจนสามารถแยกแยะว่าอะไรคืออะไร
            ทรัมป์ไม่ได้หาเสียงคนเดียว เป็นเหมือนผู้สมัครคนอื่นๆ ที่มีทีมงาน มีผู้ให้คำแนะนำ และผู้พยายามมาให้คำแนะนำ จึงต้องสรุปว่านโยบายที่ใช้หาเสียงผ่านการกลั่นกรองมาดีแล้ว (และน่าจะเป็นเช่นนั้นถ้าหวังชนะการเลือกตั้ง) อีกทั้งทรัมป์พูดเรื่องมุสลิมหลายรอบในต่างกรรมต่างวาระ ผ่านการตอบโต้หลายครั้ง จึงไม่อาจปฏิเสธว่านโยบายต่อมุสลิมนั้นเกิดจากความไม่เข้าใจ ไม่ตั้งใจ
            ด้วยสมมุติฐานข้างต้น จึงเกิดคำถามสำคัญว่านโยบายแง่ลบต่อมุสลิมทั้งหลายทั้งปวงนั้น ทรัมป์มีความคิดแอบแฝงใดหรือไม่

            ประการหนึ่งที่เห็นชัดคือ ทรัมป์หาเสียงด้วยวิธีการสร้างความแปลกแยก ให้คนอเมริกันหวาดผวาเรื่องผู้ก่อการร้ายอย่างรุนแรง เพื่อให้ได้คะแนนเสียง โดยยอมทิ้งพลเมืองเชื้อสายอาหรับ คนที่นับถืออิสลามเพราะเห็นว่าเป็นคนส่วนน้อย
            แก่นของระบอบประชาธิปไตยข้อหนึ่งคือ ใช้หลักเสียงข้างมาก (Majority Rule) ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การปกครองโดยเสียงข้างมาก เป็นการปกครองโดยประชาชนทั้งหมดร่วมกัน โดยยอมรับความจริงว่าคนย่อมไม่คิดเห็นตรงกันทั้งหมด เพื่อให้ได้หาข้อยุติจึงใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ไม่ละเมิดสิทธิและพยายามรักษาผลประโยชน์ของเสียงข้างน้อย
          กลยุทธ์การหาเสียงของทรัมป์นอกจากละเมิดสิทธิของเสียงข้างน้อยแล้วยังใช้ประโยชน์ด้วยการสร้างความแปลกแยก

It's not personal, it's business.:
            นับจากโศกนาฏกรรม 9/11 รัฐบาลบุชออกนโยบายหลายอย่างเพื่อต่อต้านก่อการร้าย ไม่ว่าจะอิงข้อมูลที่เป็นทางการหรือจากนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนล้วนบ่งบอกว่า ทุกวันนี้รัฐบาลตรวจสอบติดตามคนอเมริกันผู้ต้องสงสัยทุกคน การดักฟังโทรศัพท์ แอบเปิดอ่านอีเมล์เป็นภารกิจที่ทำเป็นปกติ
            และนโยบายดังกล่าวยังคงอยู่จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน
ดังนั้น ผู้ที่เข้าใจมาตรการป้องกันผู้ก่อการร้ายจะสรุปว่าข้อเสนอของทรัมป์ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย อีกทั้งจะเป็นโทษมากกว่า จึงเกิดคำถามว่าแล้วทำไมทรัมป์จึงพยายามเสนอนโยบายตรวจสอบติดตามมุสลิมทุกคน ชูประเด็น “อิสลามหัวรุนแรง” กำลังหาเสียงโดยโหนกระแสโรคหวาดกลัวอิสลาม (Islamophobia) ที่มีอยู่ในสังคมอเมริกา (และอีกหลายประเทศในยุโรป) หรือไม่

            ประเด็น “อิสลามหัวรุนแรง” สามารถวิเคราะห์ผ่านหลายมุมมอง บทวิเคราะห์นี้ยึดกรอบว่าโดยส่วนตัวแล้วโดนัลด์ ทรัมป์อาจไม่ได้จงเกลียดจงชังมุสลิม แต่ที่พยายามปลุกกระแส “อิสลามหัวรุนแรง” เชื่อมโยงกับการก่อการร้ายในประเทศก็เพียงเพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นอีกประเด็นที่ “ให้ความรู้สึกรุนแรง” มากเพียงพอที่จะผลักให้คนอเมริกันออกจากบ้านไปคูหาเลือกตั้งและกากบาท สอดคล้องสำนวนที่ว่า “It's not personal, it's business.
ตัวอย่างผลสำรวจเมื่อสิ้นเดือนมกราคม 2016 ของ Bloomberg News ทำร่วมกับ Des Moines Register บ่งชี้ว่าความนิยมของทรัมป์เพิ่มขึ้นเมื่อพูดเรื่อง “อิสลามหัวรุนแรง” ห้ามมุสลิมอพยพเข้าประเทศจนแซงนำเท็ด ครูซ (Ted Cruz) ผู้สมัครพรรคเดียวกันที่ได้คะแนนตามมาเป็นที่ 2 อย่างหลุดลุ่ย
            ยิ่งมาถึงวันนี้เห็นชัดว่าแม้ทรัมป์จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งจากในและต่างประเทศ คนของพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ให้การ “สนับสนุน”
อีกประเด็นที่ควรพูดคือเรื่องไม่รับผู้อพยพมุสลิมเข้าประเทศ Stephen Yale-Loehr ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจาก Cornell ชี้ว่านโยบายห้ามผู้อพยพเข้าเมืองเพราะเหตุผลทางศาสนาไม่น่าจะทำได้ เพราะเท่ากับละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 14
ที่สุดแล้ว หากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี ทรัมป์อาจยื่นเสนอนโยบายนี้แล้วก็ตกไป เพราะศาลศาลสูงสุด (Supreme Court) ไม่ให้ผ่าน เมื่อถึงตอนนั้นไม่มีใครโทษทรัมป์ได้เพราะได้ทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ และไม่มีผลอะไรต่อทรัมป์เพราะได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
คงต้องขอพูดอีกครั้งว่า It's not personal, it's business.
          ผู้มีสติปัญญาในสังคมอเมริกันควรตั้งคำถามว่าการทำเช่นนี้ประเทศชาติจะได้หรือเสียประโยชน์มากกว่ากัน
---------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
โดนัลด์ ทรัมป์ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐไม่พลาดโอกาสนำเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้มาสนับสนุนนโยบายกีดกันมุสลิมบางกลุ่มเข้าประเทศ เทคนิคการหาเสียงทรัมป์สรุปสั้นๆ ได้ว่า “เล่นกับความรู้สึก” ของคน โดยขยายความประเด็นนั้นๆ ให้รุนแรงที่สุด (สร้างความรู้สึกให้แรงสุด) โจมตีผู้สมัครคนอื่นว่าผิดหมด (ทำลายแนวทางเลือกอื่นๆ) พร้อมกับเสนอวิธีแก้ไขที่ไม่อาจสมเหตุผลแต่ตอบสนองความรู้สึกของผู้ที่มองแง่ลบต่อมุสลิมอยู่แล้ว

บรรณานุกรม:
1. Buncombe, Andrew. (2016, January 31). Donald Trump has clear lead over rivals in final poll before Iowa caucus. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/donald-trump-has-clear-lead-over-rivals-in-final-poll-before-iowa-caucus-a6844496.html
2. CIA chief says ISIL 'formidable' despite setbacks. (2016, June 17). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2016/06/cia-chief-isil-formidable-setbacks-160616160207789.html
3. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
4. Healy, Patrick., Barbaro, Michael. (2015, December 7). Donald Trump Calls for Barring Muslims From Entering U.S. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/politics/first-draft/2015/12/07/donald-trump-calls-for-banning-muslims-from-entering-u-s/
5. Martin, Jonathan., Burns, Alexander. (2016, June 13). Blaming Muslims After Attack, Donald Trump Tosses Pluralism Aside. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/06/14/us/politics/donald-trump-hillary-clinton-speeches.html?_r=0
6. National Security Agency. (2013, October). The National Security Agency: Missions, Authorities, Oversight and Partnerships. Retrieved from http://www.NSA.gov/public_info/_files/speeches_testimonies/2013_08_09_the_NSA_story.pdf
7. Orlando shooting: Obama slams Trump's Muslim ban call. (2016, June 15). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2016/06/obama-slams-trump-anti-muslim-rhetoric-160614164625273.html
8. Text of Hillary Clinton’s remarks on the Orlando shooting and terrorism. (2016, June 13). Market Watch. Retrieved from http://www.marketwatch.com/story/text-of-hillary-clintons-remarks-on-the-orlando-shooting-and-terrorism-2016-06-13
9. The White House. (2016, June 12). Remarks by the President After Briefing on the Attack in Orlando, Florida. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2016/06/13/remarks-president-after-briefing-attack-orlando-florida
10. Trump backs surveillance of mosques despite criticism of rhetoric. (2016, June 15). Arab News/Reuters. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/940096/world
-----------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...