วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2558

นิวเคลียร์อิหร่านกับวาทกรรมของรัฐบาลโอบามา พรรครีพับลิกัน และนายกฯ เนทันยาฮู

15 มีนาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6703 วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2115152)

            โครงการนิวเคลียร์อิหร่านที่กำลังเจรจาเพื่อหาข้อตกลงฉบับถาวร กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวสุนทรพจน์พาดพิงรัฐบาลโอบามา เกิดวิวาทะระหว่างนายกฯ เนทันยาฮู รัฐบาลโอบามาและคนของพรรครีพับลิกัน

วาทะเนทันยาฮู สมาชิกพรรครีพับลิกัน :
นายกฯ  เนทันยาฮูได้รับเชิญจากพรรครีพับลิกันให้มาเยือนอเมริกา แสดงสุนทรพจน์ใจความว่าข้อตกลงที่รัฐบาลโอบามากำลังจะทำกับอิหร่าน “เป็นข้อตกลงที่แย่ แย่มาก ไม่มีข้อตกลงยังดีเสียกว่า” เพราะ “ไม่ป้องกันอิหร่านที่จะสร้างระเบิด” เห็นว่าสหรัฐควรเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรจนกว่าอิหร่านจะยอมละทิ้งโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมด
            ตลอดช่วงเวลาที่นายกฯ เนทันยาฮูเยือนสหรัฐ คนของพรรครีพับลิกันออกมากล่าวสนับสนุน วุฒิสมาชิกรีพับลิกัน 47 คนออกจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำประเทศอิหร่านเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ประกาศว่าประธานาธิบดีคนต่อไป (ชี้ว่าหมายถึงคนจากพรรครีพับลิกัน) อาจแก้ไขข้อตกลงใดๆ ที่ไม่ผ่านรัฐสภา และรัฐสภาในอนาคตอาจปรับแก้ข้อตกลงใดๆ ที่เกิดขึ้น
            นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าคือการปฏิเสธข้อตกลงนิวเคลียร์ ไม่ไว้หน้าประธานาธิบดีโอบามา สะเทือนถึงภาพลักษณ์การเมืองประเทศ
โมฮัมหมัด จาวัด ซารีฟ (Mohammad Javad Zarif) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โต้กลับชี้ให้เห็นความก้าวร้าวของรีพับลิกันว่า “วุฒิสมาชิกเหล่านี้ต้องรู้ว่าสหรัฐไม่ใช่โลกทั้งใบ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตั้งอยู่บนหลักกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงของรัฐบาลต่างๆ ไม่ใช่กฎหมายภายในของสหรัฐอเมริกา”

การตอบโต้ของรัฐบาลโอบามา :
            ซูซาน ไรซ์ (Susan Rice) ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีโอบามา ทบทวนประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิสราเอลว่า 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ยาวนานเกือบ 70 ปีแล้ว ประธานาธิบดีทรูแมนจากพรรคเดโมแครตเป็นคนแรกที่ประกาศยอมรับอิสราเอลในฐานะประเทศอธิปไตย ประธานาธิบดีนิกสันจากพรรครีพับลิกันเป็นคนที่ยืนเคียงข้างอิสราเอลในสงคราม Yom Kippur ประธานาธิบดีคาร์เตอร์เป็นคนที่ช่วยสร้างสันติภาพระหว่างอียิปต์กับอิสราเอลที่ยังยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้ ประธานาธิบดีคลินตันกับจอร์จ ดังเบิ้ลยู. บุชสนับสนุนอิสราเอลที่ต้องต่อสู้กับฮิซบอลเลาะห์กับฮามาส ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของผู้นำประเทศ หรือพรรคการเมือง แต่คือการเป็นพันธมิตรของ 2 ประเทศ
            “ความมั่นคงของอิสราเอล คือความมั่นคงร่วมของเรา เป็นวัตถุประสงค์ด้านการต่างประเทศเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่สุดของประธานาธิบดีโอบามา ให้มั่นใจว่าอิหร่านจะไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ดังที่ประธานาธิบดีโอบามากล่าวซ้ำหลายครั้งว่าพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์”

นอกจากโครงการนิวเคลียร์ที่เป็นปัญหา อิหร่านยังเป็นภัยคุกคามจากอีกหลายประเด็น เช่น สนับสนุนก่อการร้าย ละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง พยายามบั่นทอนเสถียรภาพของประเทศเพื่อนบ้าน สนับสนุนอัสซาด ฮามาสและฮิซบอลเลาะห์ คุกคามอิสราเอลอย่างหนัก รัฐบาลสหรัฐจะยังคงคว่ำบาตรอิหร่านในประเด็นเหล่านี้ จะยังคงต้านภัยคุกคามเหล่านี้
ประธานาธิบดีโอบามายืนยันว่านโยบายของตนคือ ใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันอิหร่านให้เจรจา ทศวรรษที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าอิหร่านจะยังคงพัฒนานิวเคลียร์ต่อไปแม้ถูกคว่ำบาตร (โดยเฉพาะสมัยมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) ประธานาธิบดีคนก่อน) หากจะให้อิหร่านระงับโครงการจำต้องให้เกิดความรู้สึกว่าการคว่ำบาตรถูกยกเลิก
หากบรรลุข้อตกลง ไม่เพียงแต่จะตัดช่องทางที่อิหร่านจะสามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ ยังจะมีกลไกคอยตรวจสอบติดตามว่าอิหร่านแอบดำเนินการในทางลับหรือไม่

วิเคราะห์วิวาทะ :
            หากฟังข่าวเผินๆ จะรู้สึกว่ามีความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างรัฐบาลโอบามา พรรครีพับลิกันและนายกฯ เนทันยาฮู แต่เมื่อพิจารณาข้อมูล วิเคราะห์อย่างถ่องแท้ พบว่า
            ประการแรก ทั้งรัฐบาลโอบามา พรรครีพับลิกัน รัฐบาลอิสราเอลมีเป้าหมายเดียวกัน
            ข้อเท็จจริงคือ ทั้ง 3 ฝ่ายต่างมีจุดยืนร่วมกันคือ “ห้ามอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์” ต่างกันเล็กน้อยตรงที่นายกฯ อิสราเอลมีจุดยืนว่าห้ามอิหร่านมี “ขีดความสามารถ” ที่จะสร้างอาวุธ แต่ผลสุดท้ายจะตรงกันหมด
            ไม่ว่ารัฐบาลโอบามา (พรรคเดโมแครต) จะขัดแย้งกับพรรครีพับลิกันอย่างไร 2 ฝ่ายมีท่าทีร่วมกันว่า “ห้ามอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์”
            ไม่ว่ารัฐบาลโอบามาจะมีวิวาทะกับนายกฯ เนทันยาฮูอย่างไร ทั้ง 2 รัฐบาลมีเป้าหมายร่วมคือ “ห้ามอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์”
            ดังนั้น ไม่ว่าสิ่งที่เห็น สิ่งที่ปรากฏจะเป็นอย่างไร ข้อสรุปสุดท้ายคือ “ห้ามอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์” แม้นายกฯ เนทันยาฮูไม่มาสหรัฐ ไม่แสดงสุนทรพจน์ราวกับต้องการตะโกนคำว่าเป็น “ข้อตกลงแย่”  แม้วุฒิสมาชิกพรรครีพันลิกัน 47 คน จะไม่ออกหนังสือเปิดผนึก หรือแม้กระทั่งรัฐบาลโอบามาไม่ตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆ
            ที่แตกต่างคือแต่ละฝ่ายจะมี ”ลีลา” อย่างไร เช่น แสดงท่าทางรักชาติยิ่งชีพ เข้มแข็งดุดันสมกับความเป็นมหาอำนาจ หรืออ่อนสุภาพลุ่มลึก

            ประการที่ 2 ทั้งพรรคเดโมแครต รีพับลิกัน รัฐบาลอิสราเอลถือว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม
ในกรอบที่กว้างกว่าอาวุธนิวเคลียร์ ประธานาธิบดีโอบามาย้ำว่าประเด็นที่เห็นร่วมกันคือ ทั้งคู่เห็นว่า “อิหร่านเป็นระบอบอันตราย ยังคงพัวพันเรื่องที่ขัดแย้งต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา อิสราเอลและภูมิภาค” “อิหร่านยังคงคุกคามอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง ออกแถลงการณ์ต่อต้านพวกยิว”
เรื่องที่จำต้องตระหนักคือ หากประเด็นนิวเคลียร์ได้ข้อยุติ ใช่ว่าสถานการณ์จะคืนสู่ความสงบ ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ขึ้นอยู่กับรัฐบาลสหรัฐจะหยิบยกให้เป็นประเด็นหรือไม่

          ประการที่ 3 ประเด็นที่พูดคือเรื่องเก่าเล่าใหม่
การเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้คือการเจรจาต่อเนื่องจากการเจรจาก่อนหน้านี้ ผลการเจรจาครั้งก่อนได้ข้อตกลงชั่วคราวที่เรียกกว่า Joint Plan of Action อิหร่านยอมลดหรือระงับโครงการบางส่วน แลกกับที่หลายประเทศคลายมาตรการคว่ำบาตร
ตั้งแต่เริ่มมีข้อตกลงฉบับชั่วคราว รัฐบาลอิสราเอลก็แสดงท่าทีไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว นายกฯ ทันยาฮูประกาศว่า “อิสราเอลไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าวและข้าพเจ้าขอประกาศชัดว่าจะไม่ยอมให้อิหร่านมีขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์”
            ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเนทันยาฮูพยายามชี้ชวนให้รัฐบาลโอบามากดดันอิหร่าน เช่น ให้ปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบปฏิกรณ์น้ำมวลหนัก (heavy-water reactor) ที่เมือง Arak หรือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง พร้อมกับยื่นเงื่อนไขว่าหากอิหร่านไม่ยอมปฏิบัติตามสหรัฐจะต้องเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรให้รุนแรงกว่าที่เป็นอยู่

            ส่วนจุดยืนของรัฐบาลโอบามาคงเดิมเรื่อยมา คือเคารพสิทธิของอิหร่านที่จะใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ เพียงแต่จะต้องเปิดเผยโปร่งใส ได้รับการตรวจสอบติดตาม
            ด้านพรรครีพับลิกันเห็นว่ายอมให้มากเกินไป สมาชิกพรรคบางคนแสดงท่าทีสอดคล้องกับนายกฯ เนทันยาฮู เช่น ต้องการให้อิหร่านละทิ้งโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด แม้ว่าจะใช้เพื่อสันติก็ตาม โดยอาศัยมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงเพื่อกดดันให้รัฐบาลอิหร่านยอมรับเงื่อนไข
            เมื่อดูข้อมูลย้อนหลังจะพบว่าท่าทีจุดยืนของรัฐบาลโอบามา พรรครีพับลิกัน และนายกฯ เนทันยาฮูเป็นเช่นนี้มาตลอด

ในเหตุวิวาทะล่าสุด ประธานาธิบดีโอบามายังกล่าวด้วยตนเองว่าท่าทีของนายกฯ เนทันยาฮูไม่มีอะไรใหม่ ประเด็นหลักที่แตกต่างคือทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์
            จะเห็นได้ว่าทุกฝ่ายพูดเหมือนเดิม ตอบเหมือนเดิม
            จึงเกิดคำถามว่าทำไมต้องพูดซ้ำอีกรอบ บางคนอาจตอบว่าเนื่องจากอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่กำลังทำข้อตกลงฉบับถาวร เป็นการย้ำเตือนจุดยืน การอธิบายเช่นนี้มีส่วนถูกแต่ไม่ครอบคลุม อาจถูกโต้กลับว่าทุกฝ่ายพูดซ้ำหลายรอบแล้วและยังคงรักษาจุดยืนเดิม ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร จะตอบอย่างไรอยู่แล้ว

วาทะเพื่อการเมืองภายใน :
            มีความเป็นไปได้ว่า นายกฯ เนทันยาฮูใช้เวทีที่สหรัฐหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปในวันอังคารที่ 17 มีนาคมนี้ ชี้ว่านโยบายของตนนั้นถูกต้องเหมาะสม (ขนาดพรรครีพับลิกันที่น่าจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปยังสนับสนุน) สื่อหลักของสหรัฐกับอิสราเอลต่างประโคมข่าวของท่าน (โดยไม่ต้องลงทุนซื้อโฆษณา) ยิ่งมีความขัดแย้งกับรัฐบาลโอบามา เกิดวิวาทะระหว่างกัน ทำให้สื่อนำเสนอข่าวต่อเนื่องหลายวัน
            คงต้องขอบคุณทั้งพรรครีพับลิกันกับรัฐบาลโอบามาที่ต่างได้แสดง “บทบาท” ของตน

            พรรคร่วมรัฐบาลอิสราเอลหลายคนออกมาชื่นชนสุนทรพจน์ของนายกฯ เนทันยาฮู แต่ในมุมของ Isaac Herzog แกนนำฝ่ายค้านเห็นว่าสุนทรพจน์ดังกล่าวไม่ช่วยยับยั้งอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งยังชี้ว่านโยบายของเนทันยาฮูมีแต่ทำให้อิสราเอลถูกโดดเดี่ยว “รังแต่ทำให้ความสัมพันธ์กับมหามิตรและพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ร้าวหนักกว่าเดิม”

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคมดูเหมือนว่าผู้มีบทบาทต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่านมากที่สุดคือรัฐบาลอเมริกันกับอิสราเอล ข้อเท็จจริงคือ ข้อตกลงต้องผ่านความเห็นชอบ การลงนามของคู่เจรจาทั้งหมด ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐ รัสเซีย จีนและเยอรมนี หรือที่เรียกว่า P5+1 ในการนี้ไม่ต้องการชื่อของอิสราเอล ทั้งยังมีคำถามว่ารัฐบาลเนทันยาฮูมีอิทธิพลชักจูงประเทศคู่เจรจาได้กี่ประเทศ
-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
สมาชิกรัฐสภาฝ่ายที่ต้องการให้อิหร่านละทิ้งโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ใช้การคว่ำบาตรอย่างรุนแรงเพื่อกดดันให้รัฐบาลอิหร่านยอมรับเงื่อนไข การเจรจาในช่วงนี้เป็นจุดสำคัญ เพราะหากเลยเส้นตาย 1 กรกฎาคม 2015 สหรัฐจะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะกลายเป็นหนึ่งในประเด็นหาเสียงอย่างสมบูรณ์ สถานการณ์จะซับซ้อนยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

ในมุมมองของอิสราเอล การขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์อิหร่านจะต้องควบคุมโครงการอิหร่านอย่างสมบูรณ์ ไม่ปล่อยให้มีโอกาสผลิตอาวุธได้แม้แต่น้อย เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวรัฐบาลอิสราเอลพร้อมที่จะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดสิทธิอันพึงมีของอิหร่าน อาศัยแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ อิทธิพลของสหรัฐ กดดันให้อิหร่านยอมกระทำตามความต้องการของตน

รัฐบาลอิสราเอลพูดอยู่เสมอว่าอิหร่านใกล้จะประสบความสำเร็จในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เป้าหมายคือทำลายล้างอิสราเอล แม้อิหร่านกับชาติมหาอำนาจ 6 ประเทศที่เรียกว่ากลุ่ม P-5+1 ได้ข้อตกลงฉบับชั่วคราวและเมื่อต้นเดือนเมษาที่ผ่านมาได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ นายกฯ เนทันยาฮูยังเชื่อเช่นเดิม สวนทางความจริงที่ว่า ทุกวันนี้โครงการฯ ของอิหร่านหดตัว อยู่ภายใต้การตรวจตราของ IAEA ซึ่งได้พิสูจน์ชัดแล้วว่าโครงการฯ ในขณะนี้มีเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น ความเข้าใจของนายกฯ เนทันยาฮูจึงกลายเป็นภาพหลอนที่คอยหลอกลอนให้หลายคนเชื่อเช่นนั้น

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Baker, Peter. (2015, March 6). G.O.P. Senators Write to Iran on Nuclear Pact. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/03/10/world/asia/white-house-faults-gop-senators-letter-to-irans-leaders.html
2. Deal reached on Iranian nuclear program. (2013, November 23). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2013/11/23/deal-reached-on-iranian-nuclear-program/
3. Doyle McManus. (2015, March 3). Herzog: Netanyahu's speech to Congress has politics written all over it. Los Angeles Times. Retrieved from http://www.latimes.com/opinion/op-ed/la-oe-mcmanus-netanyahu-speech-iran-politics-20150304-column.html
4. Lis, Jonathan. (2015, March 4). Herzog: Even after Netanyahu's speech, Israel is still isolated. Harretz. Retrieved from http://www.haaretz.com/news/diplomacy-defense/.premium-1.645231
5. Morello, Carol., & DeYoung, Karen. (2014, November 24). Iran nuclear talks extended for 7 months amid impasse ahead of deadline. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/at-deadline-iran-nuclear-talks-shift-to-efforts-at-keeping-negotiations-alive/2014/11/24/96e05284-73d0-11e4-a5b2-e1217af6b33d_story.html
6. Netanyahu: Deal with Iran a ‘historic mistake,’ Israel not bound by it. (2013, November 24). JTA. http://www.jta.org/2013/11/24/news-opinion/israel-middle-east/deal-with-iran-a-historic-mistake-netanyahu-says
7. The White House. (2013, September 24). Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly 24 September 2013
8. The White House. (2015, March 2). Remarks As Prepared for Delivery at AIPAC Annual Meeting by National Security Advisor Susan E. Rice. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2015/03/02/remarks-prepared-delivery-aipac-annual-meeting-national-security-advisor
9. The White House. (2015, March 3). Remarks by the President Before Meeting with Secretary of Defense Carter. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2015/03/03/remarks-president-meeting-secretary-defense-carter
10. Zarif to U.S. senators: You are ignorant of international law. (2015, March 9). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/component/content/article/94-headline/122464-zarif-to-us-senators-you-are-ignorant-of-international-law
---------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น