ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โจ ไบเดนกับใครสนับสนุน IS สงครามซุนนี-ชีอะห์และการโค่นล้มอัสซาด (ตอนที่ 2)

26 ตุลาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6564 วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2014774)

            ในโลกมุสลิม มีผู้เชื่อว่าอิหร่านคือผู้นำชีอะห์ในปัจจุบัน ส่วนซาอุดิอาระเบียได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำสายซุนนี 2 ฝ่ายแข่งขันกัน โดยมีชาติตะวันตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
            เมื่อเอ่ยถึงสถานการณ์ซีเรียกับอิรักในขณะนี้ รองประธานาธิบดีโจ ไบเดนกล่าวอย่างชัดเจนว่า ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ เช่น กาตาร์ “มุ่งมั่งโค่นล้มอัสซาดและทำสงครามตัวแทนของซุนนี-ชีอะห์ ... พวกเขาให้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์และอาวุธคิดเป็นน้ำหนักหลายพันตันแก่ใครก็ตามที่ต่อสู้อัสซาด” และเอ่ยชื่อกลุ่มก่อการร้ายอย่าง Al-Nusra อัลกออิดะห์และพวกญิฮาดสุดโต่งต่างๆ ที่มาจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งรวมถึงรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ด้วย

            ภายใต้แนวคิดนี้ บางคนเชื่อว่ารัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) คือตัวแทนของพวกซุนนี
            นาย Andrew Tabler นักวิชาการจาก Washington Institute for Near East Studies กล่าวว่า “ISIS เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังซุนนีที่กำลังต่อสู้กับกองกำลังชีอะห์จากความขัดแย้งทางศาสนาในภูมิภาคนี้ อยู่ในสงครามต่อสู้กับรัฐบาลมาลิกี (รัฐบาลอิรักก่อนหน้านี้) และสู้กับระบอบอัสซาด” สหรัฐพยายามที่จะมีบทบาทต่อสถานการณ์ แต่เมื่อไม่ได้เข้าดำเนินการด้วยตนเอง ประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรงจึงจัดการกันเอง
            อย่างไรก็ตาม ดังที่ได้อธิบายในบทความครั้งก่อนว่า ประเทศที่ถูกพาดพิงว่าสนับสนุน IS ต่างปฏิเสธ ทั้งยังประกาศชัดว่ามีนโยบายต่อต้านลัทธิก่อการร้าย ที่ประชุมสันนิบาตอาหรับ (Arab League) เห็นพ้องที่จะใช้มาตรการทุกอย่างเพื่อต่อต้าน IS การที่กองทัพอาหรับหลายประเทศเข้าร่วมกับสหรัฐโจมตี IS ในขณะนี้ เป็นการแสดงออกในเชิงรูปธรรมอย่างหนึ่ง ดังนั้น ซุนนีอาจมีความขัดแย้งกับชีอะห์ แต่รัฐบาลอาหรับปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องกับ IS ไม่ยอมรับว่า IS เป็นเครื่องมือของตนเพื่อจัดการพวกชีอะห์

จุดอ่อนแนวคิดสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์ :
            สงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์มีรายละเอียดปลีกย่อยมาก สามารถอธิบายได้ในหลายรูปแบบ แต่หากจะพยายามตอบว่าคือสงครามศาสนา จะมีจุดอ่อนหลายข้อ ดังนี้
            ประการแรก จุดเริ่มต้นในอิรักไม่ใช่เรื่องศาสนา
            มีผู้อธิบายว่าในช่วงปี 2007 ท่ามกลางกระแสทหารอเมริกันกำลังถอนตัวจากอิรัก พวกซุนนีรู้สึกตนถูกโดดเดี่ยวทั้งจากรัฐบาลสหรัฐและรัฐอาหรับ ในขณะที่พวกอัลกออิดะห์ในอิรักตั้งใจที่จะครอบงำพวกตนมากกว่าจะสนับสนุน ซุนนีบางเผ่าจึงกับร่วมมือกับสหรัฐกำจัดอัลกออิดะห์ แต่ความร่วมมือดังกล่าวเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น
            พวกซุนนีเห็นว่ารัฐบาลมาลิกีมุ่งรักษาผลประโยชน์ของชีอะห์ ไม่ให้ความคุ้มครองปกป้อง ส่วนพวกเคิร์ดมุ่งรักษาบ่อน้ำมันทางตอนเหนือ สิ่งที่เหลือให้กับพวกตนคือทะเลทราย ดังนั้น จึงคิดว่าทันทีที่ทหารสหรัฐออกจากอิรัก จะเป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้จัดการผลประโยชน์ในอิรักเสียใหม่
            ดังนั้น ชีอะห์กับซุนนีในอิรักมีความขัดแย้งกัน แต่เหตุผลหลักที่ก่อให้เกิดการปะทะที่สืบเนื่องจนถึงขณะนี้คือเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์เป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องนิกายความเชื่อที่แตกต่างกัน

            และเมื่อประธานาธิบดีบารัก โอบามาเข้าดำรงตำแหน่ง ท่านมีนโยบายถอนทหารอเมริกันทั้งหมดกลับประเทศ ทันทีที่ทหารอเมริกันถอนตัวออก อิรักกลายเป็นประเทศที่ไร้ขื่อแป กองกำลังชีอะห์ที่ชื่อว่า Mahdi Army ในกรุงแบกแดดชิงจัดระเบียบเมืองเสียใหม่ พวกซุนนีหลายคนต้องอพยพออกจากบ้านของตน ผู้ขัดขืนถูกเฆี่ยนตีหรือถูกฆ่า
            ไม่เพียงที่กรุงแบกแดด เมืองใกล้เคียงอย่างฟาลูจาห์ (Fallujah) ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน พวกชีอะห์พยายามขับไล่พวกซุนนีออกจากพื้นที่ 2 ฝ่ายปะทะกันอย่างรุนแรง รวมความแล้ว พวกชีอะห์โดยเฉพาะขั้วของ Sadr พยายามควบคุมกรุงแบกแดดและเมืองรอบๆ นัยว่าเป็นการสร้างเขตพื้นที่ควบคุมของตน

            นาย Andrew Krepinevich ชี้ว่าการจัดระเบียบกรุงแบกแดด การขับไล่พวกซุนนีออกจากพื้นที่เป็นต้นเหตุทำให้พวกซุนนีต้องลุกขึ้นสู้ และคราวนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอาหรับ เช่น ซาอุฯ คูเวต มีอาสาสมัครจากหลายประเทศเข้าร่วมต่อสู้ รวมทั้งบางส่วนที่เป็นกลุ่มอัลกออิดะห์อิรัก เหตุการณ์ช่วงนี้ปรากฏชัดเจนเมื่อเดือนมกราคม 2014
            ด้านรัฐบาลมาลีกิตอบโต้ด้วยการส่งทหารซึ่งส่วนหนึ่งเป็นกองกำลัง Madhi Army ของ Sadr เข้าปราบปราม

            ชื่อ ISIL หรือ ISIS (ปัจจุบันคือ IS) ก็ปรากฏตัวเป็นข่าวของอิรัก หรือที่บางคนเรียกว่า “กลุ่มอัลกออิดะห์อิรัก” กองกำลัง IS ที่ก่อนหน้านี้กำลังสู้รบในซีเรียเพื่อโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด ได้แบ่งกำลังส่วนหนึ่งเข้ามาในอิรัก การปรากฏตัวของ IS การควบคุมพื้นที่ทั้งในอิรักกับซีเรียกลายเป็นเหตุบานปลายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
            สถานการณ์ล่าสุดของอิรัก แม้อิรักได้นายกฯ คนใหม่ที่ทุกฝ่ายรับรอง แต่พวกซุนนีบางกลุ่มยังปฏิเสธให้ความร่วมมือต่อต้าน IS ซ้ำยังเห็นว่าจำต้องร่วมมือกับ IS ต่อไป

            ประการที่ 2 จุดเริ่มต้นในซีเรียไม่ใช่เรื่องศาสนา
            อาหรับสปริงในซีเรียมีจุดเริ่มต้นจากการที่กลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปประเทศ ให้มีการเลือกตั้งโดยเสรี จัดตั้งรัฐสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชน แต่ประธานาธิบดีอัสซาดเห็นว่าหากซีเรียปกครองด้วยประชาธิปไตยแบบตะวันตกจะยิ่งทำให้ประเทศอ่อนแอ จึงปฏิเสธข้อเรียกร้อง การชุมนุมที่เริ่มต้นโดยสงบกลายเป็นการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรง ฝ่ายประชาชนก็ตอบโต้ด้วยความรุนแรงเช่นกัน
            และดังที่ทราบกันทั่วไปว่า จากนั้นเริ่มปรากฏกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ในซีเรีย หนึ่งในกลุ่มเหล่านี้คือ IS และกลายเป็นกลุ่มที่มีพลังมากที่สุด
            จุดเริ่มต้นของอาหรับสปริงซีเรียจึงเป็นเรื่องที่ชาวซีเรียบางส่วนเรียกร้องการปกครองที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ผลประโยชน์ของชาติกระจายอย่างทั่วถึง จากนั้นเกิดการแทรกแซงโดยกองกำลังที่มาจากต่างชาติหลายประเทศ ส่วนหนึ่งอยู่ในนาม IS

            ประการที่ 3 IS กวาดล้างทุกความเชื่อ ชนทุกกลุ่มในพื้นที่
            ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ IS ทำสงครามสังหารทุกกลุ่ม สังหารพวกชีอะห์ในอิรัก พวกนับถือคริสต์ ชนกลุ่มน้อยยาซิดี (Yazidi) ที่นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism) รวมทั้งพวกเคิร์ดในอิรักกับซีเรียซึ่งนับถือนิกายซุนนี
            ดังนั้น กองกำลัง IS เป็นศัตรูกับทุกศาสนาความเชื่อ ถ้ามองในแง่เชื้อชาติคือจำกัดชนทุกกลุ่มยกเว้นพวกซุนนีอาหรับ ผู้ที่จะอาศัยในเขตอิทธิพลของพวกเขาจำต้องเปลี่ยนความเชื่อ ส่วนคนเชื้อชาติอื่นจะตกอยู่ในสภาพเป็นทาสหรือกึ่งทาส ดังนั้น ไม่ได้มุ่งเป้าชีอะห์อย่างเดียว
            การกระทำเช่นนี้ คล้ายกับการที่พวกชีอะห์จัดการกับพวกซุนนีในกรุงแบกแดดกับพื้นที่ใกล้เคียงหลังทหารอเมริกันถอนตัวออกจากอิรัก นั่นคือการขับไล่พวกซุนนีออกจากพื้นที่ หรือจัดพื้นที่เสียใหม่ เพื่อให้พวกชีอะห์สามารถอยู่ในเมืองในตำแหน่งที่พวกเขาต้องการ

ผู้นำศาสนาไม่ยอมรับ :
            แนวทางค้นหาคำตอบว่าเป็นสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์ที่ดีแนวทางหนึ่ง คือ เริ่มจากการพิจารณาว่า IS เป็นตัวแทนของซุนนีหรือชีอะห์หรือไม่ ข้อมูลที่ปรากฏคือ IS ไม่เพียงไม่เป็นตัวแทนของซุนนีหรือชีอะห์ ยังเป็นศัตรูของอิสลามด้วย

            อยาตุลเลาะห์ อาลี โฮไซนี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Hosseini Khamenei) ผู้นำจิตวิญญาณอิหร่าน ย้ำว่าวิกฤตอิรักไม่ใช่ความขัดแย้งทางศาสนา ส่วนประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานีแห่งอิหร่าน กล่าวว่า “ศัตรูของอิสลามพยายามสร้างความแตกแยกระหว่างมุสลิม ผลักดันให้พวกเขาก่อความรุนแรงเนื่องจากความแตกต่างทางศาสนา แต่มุมมองของอิสลามปฏิเสธความรุนแรง ความสุดโต่ง และเราต้องพยายามสุดกำลังที่จะสร้างมิตรภาพและความใกล้ชิดระหว่างมุสลิมด้วยกัน”

            ด้าน Grand Mufti Sheikh Abdulaziz Aal Alsheikh ผู้นำจิตวิญญาณของซาอุดิอาระเบีย ประณามอัลกออิดะห์และรัฐอิสลามว่าเป็น “ศัตรูหมายเลข 1” ของอิสลาม “แนวคิดของลัทธิสุดโต่ง หัวรุนแรง และการก่อการร้าย ... ไม่มีอะไรที่สอดคล้องกับอิสลาม และเป็นศัตรูหมายเลข 1 ของอิสลาม” “ผู้รับเคราะห์ร้ายจากลัทธิสุดโต่งนี้ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม จากอาชญากรรมที่ก่อโดยพวกที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม อัลกออิดะห์และกลุ่มต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับพวกเขา”
            องค์กร Muslim Public Affairs Council (MPAC) ออกแถลงการณ์ว่า “การแพร่ขยายแนวคิดของพวกสุดโต่ง กองกำลังติดอาวุธและลัทธิก่อการร้ายบ่อนทำลายโลก ทำลายอารยธรรมมนุษย์ ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นอิสลาม แต่เป็นศัตรูหมายเลข 1 ของอิสลาม และมุสลิมเป็นเหยื่อรายแรกของพวกเขา” เช่นเดียวกับองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ยืนยันว่าแนวทางของกลุ่มก่อการร้ายอย่าง IS ไม่มีส่วนใดที่เข้ากับอิสลาม และขอประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มเหล่านี้

            องค์กร ผู้นำจิตวิญญาณทั้งฝ่ายซุนนีกับชีอะห์จึงประกาศชัดว่าพวกตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ IS และ IS เป็นศัตรูของอิสลาม ดังนั้น ความขัดแย้งในขณะนี้ไม่ใช่สงครามตัวแทนระหว่างซุนนี-ชีอะห์แต่ประกาศใด ส่วนผู้ที่สนับสนุน IS ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ คือ “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ศัตรูหมายเลข 1 ของอิสลาม

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป ตอนที่ 2:
            เรื่องสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์เป็นประเด็นถกเถียงได้หลายแง่มุม หนึ่งในแง่มุมสำคัญคือ ความสามารถที่จะอธิบายปรากฏการณ์ทั้งหมดผ่านความขัดแย้งทางศาสนา จริงอยู่ที่มีความขัดแย้งทางศาสนาแฝงอยู่ โดยเฉพาะกรณีของอิรัก แต่เหตุผลดังกล่าวเพียงข้อเดียวไม่อาจอธิบายความจริงได้ทั้งหมด เพราะกองกำลัง IS ไม่เพียงตั้งตัวเป็นศัตรูกับชีอะห์ ซุนนีเท่านั้น แต่เป็นศัตรูกับทุกคนทุกความเชื่อที่ขัดขวางปฏิบัติการของ IS ซึ่งในช่วงนี้คือการยึดครองพื้นที่ซีเรียกับอิรัก การวิเคราะห์โดยมองมิติเชิงพื้นที่ให้คำตอบที่ใกล้เคียงความจริงมากกว่า

            ข้อวิพากษ์สำคัญคือ ในขณะที่องค์กร ผู้นำจิตวิญญาณประกาศชัดว่า IS ไม่ใช่อิสลาม รองประธานาธิบดีไบเดนกลับพยายามดึง IS เข้าไปอยู่ในอิสลาม เท่ากับไม่ยอมรับคำประกาศของผู้นำมุสลิม ยังยืนยันว่า IS อยู่ในกลุ่มซุนนี เพื่อทำสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์

            ในระดับปัจเจกบุคคลอาจมีผู้ที่เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าตนกำลังทำสงครามศาสนา แต่ถ้าอธิบายในระดับรัฐแล้ว การอ้างเรื่องสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์จะมีประเด็นขัดแย้งหลายข้อ และจะถูกตั้งคำถามว่า เป็น “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ศัตรูหมายเลข 1 ของอิสลามหรือไม่
----------------------------

บทความที่่เกี่ยวข้อง 
รองประธานาธิบดีไบเดนอ้างว่ารัฐบาลตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ให้เงินและอาวุธกับผู้ก่อการร้าย รวมทั้งกลุ่ม IS แม้ว่าทำเนียบขาวจะชี้แจงว่าท่านไม่ได้ตั้งใจหมายความเช่นนั้นจริง แต่เป็นอีกข้อมูลอีกชิ้นที่ชี้ว่าชาติอาหรับให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย และเกิดคำถามว่าคำพูดของท่านสร้างความกระจ่างหรือสร้างความสับสนกันแน่

รองประธานาธิบดีไบเดนชี้ว่าปัญหาวุ่นวายในซีเรียที่ยืดเยื้อกว่า 3 ปีครึ่ง ผู้คนล้มตายกว่า 200,000 คน มาจากพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ในอีกมุมหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลโอบามาประกาศนโยบายโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด และยังยืนยันนโยบายจนถึงบัดนี้ นอกจากนี้การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลโอบามากำลังดำเนินนโยบายเพื่อคนอเมริกันหรือเพื่อใครกันแน่

บรรณานุกรม ตอนที่ 2:
1. Arab meet vows all-out efforts to crush IS terror. (2014, September 8). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/627046
2. Dabashi, Hamid. (2011). Shi'ism: A Religion of Protest. USA: The Belknap Press of Harvard University Press.
3. Erlich, Reese. (2014). Inside Syria: The Backstory of Their Civil War and What the World Can Expect. New York: Prometheus Books.
4. Grand Mufti: IS is Islam’s ‘enemy No. 1’. (2014, August 20). Saudi Gazette. Retrieved from http://www.saudigazette.com.sa/index.cfm?method=home.regcon&contentid=20140820215352
5. Iranian President: Islam Rejects Violence, Extremism. (2014, June 23). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930402001046
6. Iraqi PM Blasts Saudi Arabia, Other Persian Gulf Arab States for Backing ISIL. (2014, October 13). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930721000490
7. Krepinevich, Andrew. (2009). 7 Deadly Scenarios: A Military Futurist Explores War in the 21st Century. USA: Bantam.
8. Organisation of Islamic Cooperation. (2014, September 25). OIC welcomes President Obama’s call to confront extremist ideology. Retrieved from http://www.oic-oci.org/oicv2/topic/?t_id=9363&t_ref=3737&lan=en
9. Pazzanese, Christina. (2014, October 3). All Politics is Personal; VP Biden Delivers Address at Kennedy School Forum. Retrieved from http://www.hks.harvard.edu/news-events/news/articles/joe-biden-forum-event
10. Rogin, Josh. (2014, June 14). America's Allies Are Funding ISIS. The Daily Beast. Retrieved from http://www.thedailybeast.com/articles/2014/06/14/america-s-allies-are-funding-isis.html
11. Washington's Blog. (2014, August 24). Muslim Leaders Worldwide Condemn ISIS. Global Research.  Retrieved from http://www.globalresearch.ca/muslim-leaders-worldwide-condemn-isis/5397364
12. Withnall, Adam. (2014, June 21). Iraq crisis: Iran's Khamenei condemns US intervention and 'attempts to turn conflict into sectarian war'. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/middle-east/iraq-crisis-irans-khamenei-condemns-us-intervention-and-attempts-to-turn-conflict-into-sectarian-war-9554805.html
--------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ในบริบทอาเซียน

21 กุมภาพันธ์ 2016 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7045 วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559)
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ : ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากสำนักสัจนิยม (Realist School) นักวิชาการบางคนเห็นว่าตามประวัติศาสตร์ยุโรปแนวคิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปีค.ศ.1648 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปสงบสุขถึง 266 ปี เหตุที่ใช้ได้ผลเพราะประเทศในยุโรปสมัยนั้นไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่เป็นมหาอำนาจ ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจจึงเป็นหลักการหรือกลไกจัดระเบียบยุโรปในสมัยนั้น เป็นแนวทางการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศที่สำคัญ และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน             A. E. Campbell กับ Richard Dean Burns อธิบายว่าเริ่มต้นของดุลแห่งอำนาจเป็นเพียงหลักการง่ายๆ ว่าหากประเทศในกลุ่มมี ‘ความสมดุลจริง’ (just equilibrium) ก็จะทำให้แต่ละประเทศมีความเข้มแข็งเพียงพอที่แสดงความต้องการที่แท้จริงของตน             แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ คือ การพยายามรักษาให้กลุ่มหรือฝ่ายที่เป็นอริกันนั้นมีอำนาจเท่าเทียมกัน หากมีฝ่ายใดที่กำลังมีอำนาจเหนืออีกฝ่า…