ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

พักยกวิกฤตยูเครน ไครเมีย ชาติมหาอำนาจขอ “แช่แข็ง” ไว้ก่อน

6 เมษายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6361 วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ.2557)
            เมื่อปลายเดือนมีนาคม นายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกับนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ  รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้ร่วมเจรจาอย่างเป็นทางการและจริงจังที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤติยูเครน รัสเซียผนวกไครเมีย 2 ฝ่ายแถลงข่าวหลังการเจรจาที่ไม่บรรลุข้อตกลงใดๆ สหรัฐยืนกรานว่ารัสเซียผนวกไครเมียนั้นผิดกฎหมายและไม่ชอบธรรม
            ในการเจรจามีนัยว่ารัสเซียจะคืนไครเมียกลับไปอยู่กับประเทศยูเครน ภายใต้รูปแบบสหพันธรัฐ (federal state) อันหมายถึงประเทศยูเครนจะมีเขตปกครองตนเองเพิ่มอีกหลายเขต ที่สามารถเลือกแนวทางเศรษฐกิจการเงิน สังคม ภาษา ศาสนาของตนเอง โดยให้เหตุผลว่าที่ผ่านรัฐบาลแต่ละชุดล้วนไม่ประสบผลสำเร็จในการบริหารประเทศ เนื่องจากคนในประเทศมีความแตกต่างหลากหลายมาก การปกครองแบบรัฐเดี่ยวจึงไม่ได้ผลดี อ้างว่าประเทศในรูปแบบสหพันธรัฐ “ไม่ใช่การพยายามแบ่งแยกยูเครน” แต่ตอบสนองผลประโยชน์ของคนในทุกภูมิภาค นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลในอนาคตดำเนินนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของทุกฝ่าย ดำเนินนโยบายเป็นกลาง ด้านสหรัฐไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ยูเครนเป็นกลาง เห็นว่าอนาคตของยูเครนต้องให้คนยูเครนตัดสินใจเอง

วิพากษ์แนวทางสหรัฐ :
            รัฐมนตรีแคร์รีอ้างหลักอธิปไตยว่าทุกประเทศมีอธิปไตย ตัดสินอนาคตด้วยตนเอง ปราศจากการแทรกแซงจากต่างชาติ ยูเครนในอนาคตจะดำเนินนโยบายอย่างไรย่อมขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐบาลยูเครน ขึ้นกับความเห็นชอบของประชาชน ตามระบบการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้
            ประเด็นที่รัฐมนตรีแคร์รีไม่พูดถึงคือ สถานการณ์การเมืองภายในยูเครนในขณะนี้เป็นระบบขั้วการเมือง 2 ขั้วที่แบ่งแยกอย่างรุนแรง
            ขั้วยูเครนตะวันออก ฝ่ายของ (อดีต) ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) มีนโยบายอิงรัสเซีย ส่วนขั้วยูเครนตะวันตกที่นำโดยฝ่ายของอดีตนายกฯ ยูเลีย ทิโมเชนโก (Yulia Timoshenko) มีนโยบายอิงสหรัฐ
            ความขัดแย้งภายในประเทศยูเครนเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จนกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจดังที่เป็นอยู่ก็เนื่องจากความขัดแย้งของขั้วการเมืองยูเครน หากรัฐบาลที่มาจากขั้วใดขั้วหนึ่งในอนาคต ดำเนินตามแนวทางยึดขั้วและอิงฝ่ายตะวันตกหรือรัสเซียฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเหนียวแน่น จะทำให้ประชาชนที่อยู่ขั้วตรงข้ามและประเทศเพื่อนบ้านไม่พอใจ เป็นที่มาของความขัดแย้งทั้งภายในภายนอกประเทศอย่างไม่สิ้นสุด
            แนวทางของรัฐมนตรีแคร์รีจึงมีจุดอ่อนและขัดแย้งในตัวเอง หรือไม่ได้พูดทั้งหมด

วิพากษ์แนวทางรัสเซีย :
            ข้อเสนอของรัฐมนตรีลาฟรอฟ เป็นแนวทางที่มุ่งเน้นผลปลายทาง คือ ให้ยูเครนดำเนินนโยบายเป็นกลาง เพื่อจะไม่เกิดเหตุเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียกับนาโต
            ข้อถกเถียงประการแรก คือ คำว่า “เป็นกลาง” ในรายละเอียดหมายถึงอะไร เช่น เขตปกครองตนเองไครเมียต้องกลับไปเป็นของประเทศยูเครนหรือไม่ สถานะการเช่าพื้นที่สำหรับฐานทัพเรือรัสเซียที่เซวาสโตโพล (Sevastopol) จะเป็นอย่างไร รัสเซียจะสามารถต่อสัญญาเช่าพื้นที่ได้เรื่อยๆ ใช่หรือไม่
            ข้อถกเถียงประการที่สอง คือ ในทางปฏิบัติยูเครนจะสามารถเป็นกลางได้หรือไม่ นับตั้งแต่ที่ยูเครนได้รับเอกราชเมื่อ 23 ปีก่อน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมักฉ้อฉลและคอร์รัปชัน เศรษฐกิจที่อ่อนแอผลักดันให้ยูเครนหวังพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างชาติเรื่อยมา ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลดำเนินนโยบายอิงรัสเซียก็ด้วยหวังความช่วยเหลือจากรัสเซีย ล่าสุดรัฐบาลรักษาการพยายามเข้าหากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน

            นอกจากนี้ คำถามที่สำคัญกว่า คือ หากยูเครนต้องการเป็นกลาง ชาติมหาอำนาจจะยินยอมหรือไม่
            ก่อนหน้านี้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเสนอทางออกโดยให้ยูเครนเป็นกลาง นายเฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เป็นหนึ่งในผู้เสนอแนวทางนี้ เห็นว่าทางออกของปัญหาคือการปล่อยให้ประเทศยูเครนมีอิสระในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทุกประเทศโดยเสรี มีรัฐบาลที่แสดงเจตนารมณ์ที่แท้ของประชาชน ผู้นำการเมืองยูเครนต้องดำเนินนโยบายสร้างความปรองดอง มีความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก แต่ไม่เข้าร่วมนาโต และระวังที่จะไม่สร้างความเป็นปรปักษ์กับรัสเซีย
            แต่รัฐบาลโอบามาไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ อ้างว่าอนาคตของยูเครนต้องให้ยูเครนตัดสินเอง
            ในหลักความสัมพันธ์ประเทศ เป็นที่ทราบกันว่าทุกประเทศต่างแสวงหาผลประโยชน์จากอีกประเทศ ยิ่งเป็นชาติมหาอำนาจยิ่งต้องการผลประโยชน์จำนวนมากจากประเทศอื่นๆ ภายใต้หลักการดังกล่าว หากชาติมหาอำนาจยอมให้ยูเครนเป็นกลาง จึงควรมาจากเหตุผลที่ว่า การที่ยูเครนเป็นกลางคือสถานะที่ชาติมหาอำนาจได้ประโยชน์มากที่สุด
            คำตอบว่ายูเครนจะได้เป็นกลางหรือไม่ หากมองจากปัจจัยภายนอก จึงต้องกลับไปสู่คำถามที่ว่ารัสเซียจะยอมลดทอนอำนาจอิทธิพลที่ได้จากกองเรือทะเลดำหรือไม่ นาโตจะปรับยอมเปลี่ยนยุทธศาสตร์ขยายสู่ตะวันออกหรือไม่

มองโลกแง่บวก :
            ถ้าจะมองในแง่บวก การที่รัฐมนตรีแคร์รีแสดงจุดยืนดังกล่าว อาจเป็นเพียงท่าทีแข็งกร้าวในช่วงภาวะครุกรุ่นในระยะนี้เท่านั้น อาจเป็นเพียงการพูดตามหลักการกว้างๆ ที่ยึดมั่นในหลักอธิปไตย หากการเข้าโครงการปฏิรูปของกองทุนการเงินระหว่างประเทศช่วยให้ยูเครนสามารถยืนหยัดบนลำแข้งของตนเอง ระบบการเมืองมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล การคอร์รัปชันลดน้อยถอยลง วันหนึ่งในอนาคต ยูเครนอาจตัดสินใจด้วยตนเองให้ดำเนินนโยบายกับทุกประเทศอย่างสมดุล ไม่ต้องการอิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

            การเจรจาที่แถลงว่าไม่มีบรรลุข้อตกลงใดๆ แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่ามีผลลัพธ์ที่ดีหลายอย่าง เช่น รัฐมนตรีลาฟรอฟกล่าวว่าสหรัฐตกลงที่อยากจะเห็นรัฐบาลยูเครนดูแลสิทธิของชาวยูเครนที่พูดภาษารัสเซีย และปลดอาวุธกองกำลังนอกเครื่องแบบที่ปลุกปั่นสร้างสถานการณ์ ที่แล้วมารัสเซียมักอ้างว่าพวกเผด็จการฟาสซิสต์ครองเมือง และคุกคามทำร้ายคนยูเครนที่พูดภาษารัสเซีย ดังนั้น หากรัฐบาลยูเครนสามารถทำตามแนวทางดังกล่าว รัสเซียก็ไม่อาจใช้ข้ออ้างเรื่องปกป้องคนยูเครนเชื้อสายรัสเซีย เพื่อส่งกองกำลังเข้ายูเครนอีก
            ในอีกแง่มุมหนึ่ง แนวทางนี้อาจเป็นกลยุทธ์ถอยของนาโตก็เป็นได้ คือ สนับสนุนให้รัฐบาลยูเครนในอนาคตดำเนินนโยบายที่ไม่ยั่วยุรัสเซีย ป้องกันไม่ให้รัสเซียใช้กำลังเข้าแทรกแซงยูเครนดังเช่นกรณีไครเมีย เพราะรัฐบาลโอบามากับพันธมิตรยุโรปในขณะนี้ยังไม่พร้อมที่จะตอบโต้อย่างแข็งกร้าว
            ชาติตะวันตกจึงสนับสนุนแนวทางไม่ยั่วยุรัสเซียในขณะนี้ แต่เปิดช่องไว้สำหรับอนาคต เผื่อว่านาโตในอนาคตจะเข้มแข็งขึ้น หรือรัสเซียอ่อนแอ

ข้อวิพากษ์ยุติการคว่ำบาตร :
            เรื่องหนึ่งที่น่าจะชัดเจนคือ นับจากนี้ทั้งชาติตะวันตกกับรัสเซียจะไม่ตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรเศรษฐกิจให้รุนแรงกว่าที่เป็นอยู่อีก เพราะต่างรู้ว่าสร้างความเสียหายแก่ทั้งคู่ ยิ่งคว่ำบาตรยิ่งตอบโต้ ต่างฝ่ายต่างยิ่งเสียหาย ทำไมชาติตะวันตกจะต้อง “จ่ายแพง” ขนาดนั้น ในเมื่อเป้าหมายเดิมที่วางไว้คือให้รัสเซียที่เป็นฝ่ายต้อง “จ่ายราคา”
            ดังนั้นในยกที่ 1 นี้ถือว่ารัสเซียกับชาติตะวันตกบรรลุข้อตกลง “แช่แข็ง” การเผชิญหน้าชั่วคราว ถือว่าทั้ง 2 ฝ่ายเสมอตัว นานาประเทศทั่วโลกพลอยได้อานิสงส์
            ส่วนผู้ที่สูญเสียมากที่สุด คือ ประเทศยูเครนที่ต้องสูญเสียไครเมียแก่รัสเซีย การเมืองภายในประเทศยังอยู่ในภาวะตึงเครียด เป็นประเทศที่ต้อง “จ่ายหนัก” มากที่สุด ทั้งยังต้องลุ้นต่อไปอีกว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองภายใต้โครงการของกองทุนระหว่างประเทศจะได้ผลดีหรือผลร้าย

คาดการณ์ สถานการณ์ยูเครนต่อจากนี้ :
            สถานการณ์ยูเครนในขณะนี้อยู่ในภาวะถูก “แช่แข็ง” หมายถึง ยุติการเผชิญหน้าชั่วคราว ชาติตะวันตกไม่ยกระดับคว่ำบาตรรัสเซีย กองทหารรัสเซียไม่บุกเข้าไปในที่อื่นๆ เพิ่มเติม แม้จะมีข่าวว่ารัสเซียยังคงกำลังรบจำนวนมากตามแนวพรมแดนยูเครน รากความขัดแย้งยังคงอยู่และพร้อมที่จะปะทุขึ้นอีกครั้งในอนาคต
            ในระหว่างนี้เป็นเวลาที่รัฐบาลชุดใหม่สามารถบริหารประเทศ ถ้าฝ่ายที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาล (ภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้) คือขั้วยูเครนตะวันตกที่อิงชาติตะวันตก ก็จะเดินหน้าดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองภายใต้โครงการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระวังที่จะไม่ให้พวกหัวรุนแรงคุกคามทำร้ายพลเมืองที่พูดภาษารัสเซีย และจะต้องไม่ดำเนินนโยบายยั่วยุรัสเซียอย่างรุนแรง เช่น การเข้าเป็นสมาชิกอียู นาโต

            หากไม่มีการยั่วยุจากฝ่ายใด ในระยะยาว 1-2 ปีจะต้องติดตามผลการปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางของ IMF ว่าจะได้ผลดีมากน้อยเพียงใด ประชาชนยอมรับหรือไม่ เมื่อเศรษฐกิจยูเครนเข้าสู่ระบบกลไกตลาดเต็มตัว รัสเซียขายก๊าซแก่ยูเครนในราคาตลาด ทำให้ราคาขายปลีกภายในประเทศปรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 ราคาสินค้าและบริการอื่นๆ พลอยขยับขึ้นตามไปด้วย ภาวะเศรษฐกิจและการคอร์รัปชันอาจจะเป็นชนวนความขัดแย้งภายในยูเครนรอบหน้า และเมื่อถึงเวลานั้นต้องติดตามว่าต่างชาติจะแทรกแซงอีกหรือไม่
            ส่วนในระยะสั้น ต้องติดตามผลการเลือกตั้งในวันที่ 25 พฤษภาคม เพื่อวิเคราะห์ว่ายูเครนจะได้พักสงบยาวนานหรือไม่ และตรวจสอบยืนยันท่าทีของประเทศที่เกี่ยวข้อง
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง: 
รัฐบาลรักษาการยูเครนดำเนินนโยบายที่อิงฝ่ายชาติตะวันตกอย่างเต็มที่ ใช้ข้ออ้างสารพัดเพื่อดึงให้ชาติตะวันตกเข้ามาปกป้องอธิปไตย ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่าชาติตะวันตกได้ประโยชน์จากการนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์แน่นอนคือพวกของอดีตนายกฯ ทีโมเชงโก ที่สามารถยืมมือชาติตะวันตกมาอยู่กับพวกตน
2. เกมรุกของปูตินกับข้อวิพากษ์ต่อสถานการณ์ในยูเครน
รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ได้ควบคุมไครเมียและพร้อมส่งกองทัพข้ามพรมแดนไปยังฝั่งยูเครนตะวันออก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตะวันตกคาดการณ์มานานแล้ว เพราะในมุมมองของรัสเซียประเทศยูเครนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางด้านความมั่นคงที่สำคัญ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จึงเป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”
3. เบี่ยงปัญหายูเครน เบนจากทางออกสู่ทางตัน
วิกฤตยูเครนเป็นมากกว่าเรื่องการเมืองภายในประเทศ การผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหรัฐต่อรัสเซีย นโยบายขยายสมาชิกสู่ตะวันออกของนาโต อียู และยุทธศาสตร์รัฐกันชนของรัสเซีย การแก้ปัญหายูเครนที่ถูกจุดจึงเกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้
4. ความล้มเหลวของการปกครองและรัฐบาลคือภัยร้ายของยูเครน
ยูเครนได้รับเอกราชและเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตยในสภาพที่ไม่มีการเตรียมตัวใดๆ นำสู่การบริหารประเทศที่ฝ่ายบริหารกับรัฐสภาเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจนโยบายสำคัญๆ โดยปราศจากระบบหรือกลไกควบคุม การล้มเหลวของรัฐบาลมือใหม่สร้างปัญหาเศรษฐกิจการเมืองก่อให้เกิดการเมืองแบบ 2 ขั้วที่ไม่อาจร่วมมือกันเพื่อสร้างชาติ กลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหา การปกครองล้มเหลว
5. ท่าที การดำเนินนโยบายของ G7 ต่อวิกฤตยูเครนและผลลัพธ์ที่ได้
ถ้ามองในแง่ดี คือ กลุ่ม G7 ระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างรุนแรง แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจวิพากษ์ว่ากลุ่ม G7 เกรงว่ามาตรการคว่ำบาตรอย่างจริงจังจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของพวกตน ท้ายที่สุดแล้ว กรณียูเครนที่เป็นตัวอย่างล่าสุดที่เตือนใจองค์การระหว่างประเทศของประเทศเล็กๆ ทั้งหลายว่าจำต้องมีเอกภาพ ไม่สร้างเงื่อนไขให้ชาติมหาอำนาจเข้ามา “แบ่งแยกแล้วปกครอง”

บรรณานุกรม:
1. Gazprom raises gas price for Ukraine. (2014, April 1). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/europe/2014/04/gazprom-raises-gas-price-ukraine-2014417162367581.html
2. Kissinger, Henry A. (2014, March 6). How the Ukraine crisis ends. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/opinions/henry-kissinger-to-settle-the-ukraine-crisis-start-at-the-end/2014/03/05/46dad868-a496-11e3-8466-d34c451760b9_story.html
3. Lavrov, Kerry discussed Ukraine constitutional reform, fair elections. (2014, March 30). RT. Retrieved from http://rt.com/news/ukraine-lavrov-kerry-talks-241/
4. Putin could invade Ukraine within a week, warns Nato chief. (2014, April 2). The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/europe/putin-could-invade-ukraine-within-a-week-warns-nato-chief-9232269.html
5. Russia 'starts' Ukraine border pullout. (2014, March 31). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/europe/2014/03/russia-gradually-withdrawing-from-ukraine-20143319599463940.html
6. Ukraine crisis: US-Russia deadlock despite 'frank' talks. (2014, March 30). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/world-europe-26814651
7. US, Russia talks fail to end Ukraine deadlock. (2014, March 30). Businessweek/AP. Retrieved from http://www.businessweek.com/ap/2014-03-30/kerry-set-to-see-russian-fm-on-ukraine
-------------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…