ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียในวิกฤตยูเครนเป็นสงครามเย็นหรือไม่ (ตอนที่ 2)

พฤษภาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
             ผู้ที่เคยอยู่ในช่วงสงครามเย็นหรือได้ศึกษาเรื่องราวโดยละเอียด จะรับรู้เหมือนกันว่าสงครามเย็นเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน เป็นช่วงเวลาแห่งความหวาดกลัวภัยสงคราม ถ้าเป็นประเทศในกลุ่มประชาธิปไตยจะรับรู้ถึงภัยคุกคามจากลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญหากพูดว่าสงครามเย็นกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
            เมื่อพิจารณา ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียต่อสถานการณ์ในยูเครน มีลักษณะหลายอย่างคล้ายสงครามเย็น เช่น เป็นการเผชิญหน้าระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจโดยตรง ทั้งคู่ต้องการแผ่ขยายอิทธิพลทั้งต่อประเทศยูเครนในทุกด้าน ทั้ง 2 ประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในมือ แต่ระมัดระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากสถานการณ์บานปลาย โดยเฉพาะการปะทะด้วยกำลังทหาร
            ภายใต้ลักษณะที่เหมือนหรือคล้ายกันหลายประการ ยังมีลักษณะที่แตกต่าง ไม่เหมือนสงครามเย็น บทความตอนนี้จะนำเสนอลักษณะแตกต่างเหล่านี้

ลักษณะที่แตกต่างจากสงครามเย็นในอดีต :
            จากการศึกษาพบว่าวิกฤตยูเครน การแยกตัวออกของไครเมีย มีลักษณะที่แตกต่างจากสงครามเย็นในอดีต ดังนี้
            ประการแรก ไม่ใช่ความขัดแย้งอันเนื่องจากอุดมการณ์ทางการเมือง
            เมื่อเริ่มต้นสงครามเย็นนั้น รัฐบาลโซเวียตประกาศอย่างชัดเจนว่าจะเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ สร้างระบบสังคมนิยมโลก แต่การแผ่ขยายเกิดขึ้นในช่วงแรกของสงครามเย็นเท่านั้น และเมื่อเข้าสู่ปลายทศวรรษ 1980 ระบอบคอมมิวนิสต์เริ่มล่มสลายในยุโรปตะวันออก จนในที่สุดสหภาพโซเวียตก็ล่มสลายด้วย
            เหตุการณ์สำคัญที่สร้างความวิตกกังวลแก่รัฐบาลสหรัฐฯ คือการที่รัฐบาลโซเวียตใช้อำนาจทหาร อำนาจการเมืองผนวกหลายประเทศในยุโรปตะวันออกเข้าเป็นพวกเดียวกันตน ในเรื่องนี้นักวิชาการในระยะหลังหลายคนอธิบายว่าเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลโซเวียตกระทำการดังกล่าว ไม่ใช่เพื่อการเผยแผ่ลัทธิการเมือง แต่ต้องการสร้างรัฐกันชน (buffer state) เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่โซเวียต เมืองสำคัญๆ หลายเมืองทุกทำลายราบ มีผู้เสียชีวิตกว่า 30 ล้าน เมื่อสิ้นสงครามรัฐบาลโซเวียตจึงให้ความสำคัญกับการสร้างรัฐกันชน เป็นยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ เพื่อลดความสูญเสียหากเกิดสงครามในอนาคต
            แต่ประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman) ตีความว่านี่คือการขยายลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ดำเนินหลักนิยมทรูแมน (Truman Doctrine) ปิดล้อมการแผ่ขยายของคอมมิวนิสต์
            ถ้าจะวิเคราะห์กันอย่างจริงๆ จังๆ การอธิบายว่าสงครามเย็นเป็นความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์การเมืองจึงเป็นเรื่องซับซ้อน

            หากมองจากมุมมองของผู้นำโซเวียตตั้งแต่ผู้นำสตาลินจนถึงผู้นำมิคาอิล กอร์บาชอฟ  (Mikhail Gorbachev) โซเวียตต้องการและมีเป้าหมายให้โลกเป็นสังคมนิยม ด้วยการสนับสนุนด้านความคิด การเมือง ไม่ใช่ด้วยการทำสงครามระหว่างประเทศ และเห็นว่าแม้มีระบอบเศรษฐกิจการเมืองแตกต่างกัน ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และอื่นๆ บนผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งยังเชื่อว่าสภาพที่โลกอยู่ด้วยกันโดยสงบสุข สังคมนิยมกับทุนนิยมมีความสัมพันธ์ต่อกันจะเอื้ออำนวยให้ประเทศทุนนิยมเปลี่ยนมาเป็นสังคมนิยมได้ง่ายกว่า
            แต่รัฐบาลโลกเสรีนิยมในยุคสงครามเย็น มักชี้ว่าโซเวียตต้องการแผ่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตย

            ในเรื่องนี้พอจะอธิบายได้ว่า ผู้นำโซเวียตในยุคสงครามเย็นไม่หวังที่จะเปลี่ยนโลกให้เป็นสังคมนิยมด้วยการใช้กำลังความรุนแรง อาจเป็นเพราะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ หรือพวกตนยังไม่พร้อม สหภาพโซเวียตกับพันธมิตรยังอยู่ในภาวะต้องการฟื้นฟูจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศหรือรัฐบริวารที่เข้าระบบสังคมนิยมยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงขั้นต้นเท่านั้น ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ มุ่งมองว่าสหภาพโซเวียตเป็นภัยคุกคามสำคัญเร่งด่วน จำต้องต่อต้านให้ถึงที่สุด
            ความที่รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายปิดล้อม ต้องการต่อต้านค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์จนถึงที่สุด ทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นคือการเผชิญหน้าที่ยาวนานกว่า 4 ทศวรรษของค่ายเสรีนิยมกับสังคมนิยมในช่วงปี 1945-1991 ต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน มองอีกฝ่ายเป็นศัตรูอยู่ตลอดเวลา เห็นว่าฝ่ายหนึ่งต้องการโค่นล้มอีกฝ่ายหนึ่ง ความหวาดระแวงต่อกันเป็นอุปสรรคต่อการปรับความสัมพันธ์ และก่อให้เกิดการเผชิญหน้าในหลายมิติ หลายเหตุการณ์
            เมื่อพิจารณาสถานการณ์ความขัดแย้งกรณียูเครน มีข้อสรุปชัดเจนว่า รัสเซียในปัจจุบันไม่ใช่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จึงไม่ใช่ความขัดแย้งอันเนื่องจากอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างแน่นอน การที่รัสเซียส่งกองกำลังควบคุมไครเมีย และผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียก็ด้วยเหตุผลทางด้านความมั่นคงเป็นสำคัญ

            ประการที่สอง รัสเซียในปัจจุบันไม่ยิ่งใหญ่ดังเช่นอดีต
            ดังที่ได้กล่าวในตอนแรกแล้วว่า การล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อต้นทศวรรษ 1990 ส่งผลลดทอนอำนาจอิทธิพลอย่างมาก สหภาพโซเวียตแตกออกเป็นหลายประเทศ ชื่อเสียงในฐานะอภิมหาอำนาจสูญสิ้น เมื่อรัสเซียเริ่มต้นเป็นประเทศประชาธิปไตย ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีบอริส เยลซิน (Boris Yeltsin) เศรษฐกิจประเทศอยู่ในภาวะย่ำแย่มาก ฐานะการคลังอยู่ในสภาพเกือบล้มละลาย แต่รัสเซียยังได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจ หลายอย่างเป็นผลพวงจากอดีต เช่น การเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ มีอาวุธนิวเคลียร์ ยังเป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ได้ลดระดับจากอภิมหาอำนาจมาเป็นชาติมหาอำนาจลำดับรอง ที่ยังแสดงบทบาทในสถานการณ์โลกอย่างสม่ำเสมอ
             เมื่อเปรียบเทียบพลังอำนาจด้านต่างๆ กับสหรัฐฯ รัสเซียในปัจจุบันอยู่ในฐานะเป็นรอง ไม่ว่าเรื่องอำนาจเศรษฐกิจ อำนาจทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศ รัสเซียในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะฟื้นฟู พัฒนาประเทศในทุกด้านให้กลับมายิ่งใหญ่เช่นเดิม และกำลังก้าวขึ้นมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะตั้งแต่นายวลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้เป็นผู้นำบริหารประเทศอย่างยาวนานหลายสมัยตั้งแต่เมื่อสิ้นปี 1999 เป็นต้นมา

            นักวิชาการบางคนเห็นว่า รัสเซียมีแนวโน้มเป็นชาติอำนาจนิยมและจักรวรรดินิยม เนื่องจากประวัติศาสตร์รัสเซียเคยเป็นประเทศที่มีอาณาเขตมากที่สุดในโลก เคยควบรวมอาณาจักรข้างเคียงมารวมเป็นประเทศเดียวกับตน ดังนั้น ในความคิดของรัสเซียยังต้องการแสดงความมีอำนาจและการแผ่ขยายอำนาจอยู่เสมอ แต่บางคนเห็นตรงข้าม เช่น นาย Efstathios T. Fakiolas ชี้ว่า รัสเซียในปัจจุบันไม่ได้เป็นอภิมหาอำนาจอีกแล้ว อำนาจรัสเซียในปัจจุบันไม่สามารถครอบงำโลกในยุคโลกาภิวัตน์ ไม่สามารถสร้างค่ายหรือขั้วเพื่อต่อต้านสหรัฐฯ ดังสมัยสงครามเย็น หรือต่อต้านโลกาภิวัตน์
            รัฐบาลปูตินอาจมีเป้าหมายต้องการให้รัสเซียกลับมาอยู่ในสถานะที่เท่าเทียมกับมหาอำนาจอื่นๆ ด้วยการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ปฏิรูปในส่วนที่ยังอ่อนแอไม่สมบูรณ์ และมีบทบาทในเวทีโลก แต่ ณ วันนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัสเซียจะสามารถพัฒนาประเทศ ระบอบการเมืองการปกครองให้เป็นชาติมหาอำนาจที่เจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนได้หรือไม่
            รัสเซียในปัจจุบันจึงไม่ยิ่งใหญ่ ไม่มีศักยภาพเป็นภัยคุกคามร้ายแรงดังเช่นสมัยสงครามเย็นอีกแล้ว แต่เป็นอีกประเทศหนึ่งที่อยู่ภายใต้บริบทโลกาภิวัตน์ไม่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ

            ประการที่สาม รัสเซียในปัจจุบันมีเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับตลาดโลก
            รัสเซียมีข้อได้เปรียบตรงที่ประเทศมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ปัจจุบันยังเป็นประเทศที่มีอาณาเขตใหญ่ที่สุดในโลก อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีก๊าซธรรมชาติสำรองมากเป็นลำดับที่ 1 และมีถ่านหินมากเป็นลำดับที่ 2 ของโลก มีน้ำมันสำรองร้อยละ 18 ของน้ำมันทั้งโลก คาดว่าจะเป็นผู้ส่งออกพลังงานรายสำคัญของโลกได้อีกหลายทศวรรษ
            ความที่เป็นผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ของโลก รัฐบาลปูตินจึงใช้การส่งออกพลังงานเพื่อสร้างรายได้แก่ประเทศ เป็นเครื่องมือดำเนินนโยบายต่างประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจในขณะนี้จึงขึ้นอยู่กับการส่งออกพลังงาน แร่ธาตุ (ราว 2 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด) และมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ กล่าวได้ว่าเศรษฐกิจฟื้นฟูก็ด้วยการส่งออกพลังงาน แร่ธาตุ
            ในปีที่ผ่านมา รัสเซียสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันมากที่สุดในโลก และจากสถานการณ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงโดยเฉลี่ย 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัสเซียจึงมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันมากถึง 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อรวมการส่งออกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งรัสเซียก็เป็นผู้ผลิตและส่งออกรายสำคัญที่สุดของโลก ทำให้การค้าระหว่างประเทศมีภาวะเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเงินสำรองระหว่างประเทศมากเป็นอันดับที่สามของโลกรองจากจีนและญี่ปุ่น

            ตั้งแต่แรกเกิดวิกฤตยูเครน แม้ว่ารัสเซียจะแสดงอาการก้าวร้าวและทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนสุดท้ายผนวกเขตปกครองไครเมียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย ตลอดช่วงของพัฒนาการเหตุการณ์ดังกล่าว ชาติตะวันตกได้แต่กล่าวว่าจะใช้นโยบายโดดเดี่ยวรัสเซีย คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และได้ประกาศมาตรการบางอย่างที่มีผลน้อยมาก
            เหตุผลสำคัญที่ชาติตะวันตกไม่กล้าคว่ำบาตรอย่างจริงจัง นั่นเป็นเพราะว่าการคว่ำบาตรจะทำให้เกิดการตอบโต้ไปมาด้วยการคว่ำบาตรจากอีกฝ่ายหนึ่ง ระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันโดยเฉพาะระหว่างรัสเซียกับสหภาพยุโรป (อียู) ที่ต่างเป็นผู้ส่งออกและนำเข้าสำคัญของอีกฝ่าย ย่อมเห็นภาพอย่างชัดเจนว่าจะเกิดผลร้ายมากเพียงใดหากต่างไม่ค้าขายกับอีกฝ่าย
            อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าเศรษฐกิจโดยรวมของอียูยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวเท่านั้น หลายประเทศเพิ่งผ่านวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 2-3 ปีก่อน การตอบโต้ทางเศรษฐกิจจึงมีโอกาสที่จะสร้างความเสียทางเศรษฐกิจแก่อียูอย่างมาก
            ในมุมกลับกัน หากการคว่ำบาตรทำให้คนงานอียูนับแสนต้องตกงาน รัสเซียอาจต้องเผชิญปัญหาไม่ต่างกันมากนัก และหากเศรษฐกิจอียูอ่อนแอย่อมจะกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซียเช่นกัน

            การเจรจาระหว่างนายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กับนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเมื่อปลายเดือนมีนาคม เป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการและจริงจังที่สุดนับจากเริ่มเกิดวิกฤติยูเครน สหรัฐฯ ยืนกรานว่ารัสเซียผนวกไครเมียนั้นผิดกฎหมายและไม่ชอบธรรม ด้านรัสเซียหวังจะให้ไครเมียจะกลับไปอยู่กับยูเครน ภายใต้รูปแบบสหพันธรัฐ (federal state) และยูเครนจะมีหลายเขตปกครองตนเอง ที่สามารถเลือกแนวทางเศรษฐกิจการเงิน สังคม ภาษา ศาสนาของตนเอง แต่สหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับการให้ยูเครนเป็นกลาง เห็นว่าอนาคตของยูเครนต้องให้ยูเครนตัดสินใจเอง
            แม้ไม่สามารถยุติมูลเหตุความขัดแย้ง แต่ได้ “แช่แข็ง” สถานการณ์ไม่ให้บานปลาย และที่สำคัญคือ นับจากนี้ทั้งชาติตะวันตกกับรัสเซียจะไม่ตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรเศรษฐกิจให้รุนแรงกว่าที่เป็นอยู่อีกต่อไป เพราะต่างรู้ดีว่าเสียหายด้วยกันทั้งคู่ ยิ่งคว่ำบาตรยิ่งตอบโต้ ต่างฝ่ายต่างยิ่งเสียหาย
            นี่คือระบบโลกยุคโลกาภิวัตน์ ระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน หากเศรษฐกิจประเทศหนึ่งเสียหายจะกระทบต่อเศรษฐกิจของอีกประเทศ ต่างจากระบบเศรษฐกิจในยุคสงครามเย็นที่แต่ละประเทศมักทำการค้าการลงทุนกับประเทศในขั้วเดียวกันเป็นหลัก ค่ายเสรีนิยมสามารถปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่อค่ายคอมมิวนิสต์

            เมื่อพิจารณาคุณลักษณะที่แตกต่างจากสงครามเย็นในอดีต พบว่าความแตกต่างสำคัญที่เกิดขึ้น มาจากฝั่งของค่ายสังคมนิยมเป็นหลัก โดยเฉพาะผลจากการสิ้นสุดสหภาพโซเวียต อิทธิพลพลังอำนาจของรัสเซียในปัจจุบันอยู่ในช่วงฟื้นฟู ไม่ยิ่งใหญ่ดังเช่นอดีต ไม่ต้องการเผยแผ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ รัสเซียในปัจจุบันมีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์ หากวิกฤตยูเครนกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปหรือเศรษฐกิจโลก เท่ากับว่ากำลังกระทบต่อเศรษฐกิจตนเองในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียง ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ

            วิกฤตยูเครนจึงไม่ใช่ความขัดแย้งแบบสมัยสงครามเย็นในอดีตอย่างแน่นอน โอกาสที่จะเกิดผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศในระดับโลกมีน้อยและไม่รุนแรง ส่วนโอกาสที่จะตอบโต้ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงนั้นมีน้อยเช่นกัน (อาจเกิดขึ้นในระยะสั้นๆ) เพราะทุกรัฐบาลต่างต้องการให้ประเทศตนมีเศรษฐกิจที่ดี การดูแลภาวะเศรษฐกิจในยุคนี้จึงมีความสำคัญเทียบเท่ากับการระวังไม่ให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ เพราะวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลทำให้ผู้คนนับล้านประสบความทุกข์ยากแสนสาหัส แม้ไม่ตายฝ่ายร่างกายแต่ก็เหมือนกับผู้ที่ตายทั้งเป็น แม้บ้านเรือนสิ่งของไม่เสียหายแต่กลายเป็นคนไร้บ้านไร้สมบัติใดๆ
            ประเด็นสำคัญสุดท้ายที่ควรพิจารณาคือ เมื่อไม่เป็นสงครามเย็น แต่ทำไมผู้นำประเทศบางคน สื่อบางสำนัก จึงพูดพาดพิงถึงสงครามเย็น มีเหตุผลที่ลึกซึ้งหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะพิจารณาในตอนจบของเรื่องนี้
          [บทความทั้งหมดมี 3 ตอน ตอนต่อไป คือตอนจบ]
----------------------------

อ่านต่อ :

อ่านย้อนหลัง: 

บทความที่เกี่ยวข้อง :
            ความตึงเครียดจากสถานการณ์ยูเครนที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2013 จนนำสู่การเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจรัสเซียกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างชัดเจน สหรัฐฯ กับพันธมิตรโดยเฉพาะอียูร่วมออกมาตรคว่ำบาตรรัสเซียหลายรอบ
            ข้อเขียนชิ้นนี้อธิบายนโยบายของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียเพื่ออธิบายเหตุผลที่มาที่ไปของนโยบายปิดล้อมรัสเซีย การตอบโต้จากรัฐบาลปูติน นำสู่การวิเคราะห์องค์รวม ชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์เชิงลึกของสหรัฐฯ ความพยายามจัดระเบียบโลกผ่านวิธีการต่างๆ จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ปิดล้อม พลังอำนาจที่ถดถอยของสหรัฐฯ พร้อมกับคาดการณ์อนาคต

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม ตอนที่ 2:
1. Cohen, Stephen F. (2009). Soviet fates and lost alternatives : from Stalinism to the new Cold War. New York: Columbia University Press.
2. Fakiolas, Efstathios T. (2012). International Politics in Times of Change. Tzifakis, Nikolaos. (Ed.). Berlin: Springer-Verlag Berlin Heidelberg.
3. Putin warns West against sanctions, says Ukraine interim leader 'not legitimate. (2014, March 4). Fox News. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/04/putin-blames-unconstitutional-overthrow-yanukovych-for-crimea-crisis/
4. Roberts, Geoffrey. (1999). The Soviet Union in World Politics: Coexistence, Revolution and Cold War, 1945-1991. London: Routledge.
5. Samuels, Richard J. (Ed.). (2006). Cold War. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.135-138). California: Sage Publications, Inc.
6. US, Russia talks fail to end Ukraine deadlock. (2014, March 30). Businessweek/AP. Retrieved from http://www.businessweek.com/ap/2014-03-30/kerry-set-to-see-russian-fm-on-ukraine
7. Ukraine crisis: US-Russia deadlock despite 'frank' talks. (2014, March 30). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/world-europe-26814651
-------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ชาญชัย ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทาง…