ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียในวิกฤตยูเครนเป็นสงครามเย็นหรือไม่ (ตอนแรก)

พฤษภาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
บทความทั้งหมดมี 3 ตอน แยกตีพิมพ์ใน นิตยสารหนังสือข่าวทหารอากาศ จำนวน 3 เล่ม คือ ปีที่ 74 ฉบับที่ 5, 6 และ 7 เดือนพฤษภาคม มิถุนายน และพฤษภาคม 2557.
(หมายเหตุ : แบ่งนำเสนอเป็น 3 ตอน)

            จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียต่อวิกฤตยูเครน การประกาศแยกตัวออกของไครเมีย สื่อตะวันตก นักวิเคราะห์หลายคนใช้คำว่า “สงครามเย็น” (Cold War) ในทำนองว่าเกิดความขัดแย้งเหมือนสมัยสงครามเย็นในอดีต แม้กระทั่งบุคคลสำคัญๆ เช่น นายจอห์น แคร์รี่ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเตือนรัสเซียให้เลี่ยงการเผชิญหน้าอย่างที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามเย็น และนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ เตือนว่าไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์ยูเครนกลายเป็น “กระดานหมากรุกเหมือนสมัยสงครามเย็น” ที่สหรัฐฯ เผชิญหน้ากับรัสเซีย
            เป็นที่มาของคำถามว่าการเผชิญหน้า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากวิกฤตยูเครนคือสงครามเย็นรอบใหม่หรือไม่ บทความนี้จะวิเคราะห์เพื่ออธิบายสงครามเย็น และข้อวิพากษ์ดังนี้

นิยามสงครามเย็น :
            การตอบคำถามดังกล่าว สามารถตั้งต้นด้วยการอธิบายนิยาม ในทางวิชาการคำว่า “สงครามเย็น” ไม่ได้มีเพียงนิยามเดียว ขึ้นกับมุมมองต่อเหตุการณ์ นายเจฟฟรีย์ โรเบิร์ตส (Geoffrey Roberts) อธิบายว่าเวลาพูดคำว่า “สงครามเย็น” จะเป็นการพูดจากมุมมองของฝ่ายตะวันตกล้วนๆ หากมองจากมุมของสหภาพโซเวียต จะมองว่าเป็นช่วงเวลาที่โซเวียตพยายามอยู่อย่างสงบ และต้องการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับปรปักษ์ (détente)
            ในที่นี้จะเน้นอธิบายตามแนวทางของฝ่ายตะวันตก ให้นิยามว่า สงครามเย็น (Cold War) หมายถึง สภาวะแวดล้อมที่มีความตึงเครียด ความเป็นปรปักษ์ การแข่งขันระหว่างค่ายประชาธิปไตยที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ กับค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ

ลักษณะสงครามเย็น :
            จากนิยามข้างต้น ชี้ให้เห็นลักษณะสำคัญบางประการ เช่น คู่ความขัดแย้งหลักคือสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต ระหว่างค่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยกับค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ในความจริงแล้วสงครามเย็นมีลักษณะสำคัญๆ อีกหลายประการ บางอย่างตรงกับสถานการณ์ความขัดแย้งจากยูเครน บางอย่างแตกต่าง และบางอย่างอยู่ก้ำกึ่งระหว่างทั้ง 2 ในบทความนี้จะนำเสนอลักษณะบางประการที่สำคัญโดยสังเขป ดังนี้

ลักษณะที่ตรงกันหรือใกล้เคียง :
            วิกฤตยูเครนในปัจจุบันกับสงครามเย็นในอดีต มีส่วนที่ตรงกันหรือใกล้เคียงกัน ดังนี้
            ประการแรก การแผ่ขยายอิทธิพลในระดับภูมิภาค ระดับโลก
            เมื่อสหภาพโซเวียตแตกออกเป็นหลายประเทศ ประเทศรัสเซียก็เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจภายในที่ย่ำแย่ ฐานะการคลังอยู่ในสภาพเกือบล้มละลาย ค่าเงินอ่อนตัวอย่างหนัก ระบบการเมืองการปกครองยังไร้เสถียรภาพ รัฐบาลในช่วงนั้นจึงมุ่งอยู่กับการรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนจากสังคมนิยมมาสู่ทุนนิยมเต็มตัว
            ในช่วงหลายปีแห่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าว รัสเซียยังได้ชื่อว่าเป็นชาติมหาอำนาจ เนื่องจากยังเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ มีอาวุธนิวเคลียร์ และยังเป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพียงแต่ได้ลดระดับจากชาติอภิมหาอำนาจมาเป็นชาติมหาอำนาจลำดับรอง

            ประเทศรัสเซียเริ่มยิ่งใหญ่อีกครั้งเมื่อนายวลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีบริหารประเทศ พยายามฟื้นฟูอิทธิพลในระดับภูมิภาค นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า หากรัสเซียประสบความสำเร็จในการที่ครอบงำยูเครน ก็จะทำให้ประเทศอื่นๆ รอบข้างรัสเซียยอมอยู่ใต้อิทธิพลรัสเซียมากขึ้น
            เมื่อเทียบกับสมัยสงครามเย็น ที่สหภาพโซเวียตมีอิทธิพลครอบงำหลายประเทศในยุโรปตะวันออก สร้างขั้วสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ มีอาวุธนิวเคลียร์ เผชิญหน้ากับขั้วเสรีนิยมประชาธิปไตย สหภาพโซเวียตอยู่ในฐานะเป็น 1 ใน 2 อภิมหาอำนาจโลก รัสเซียในปัจจุบันจึงอยู่ในภาวะฟื้นฟูอิทธิพลของตนอีกครั้ง โดยเฉพาะในทวีปยุโรปกับเอเชีย

            ทางด้านสหรัฐฯ แม้นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่าอิทธิพลกำลังลดน้อยถอยลง แต่สหรัฐฯ ยังอยู่ในฐานะมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก และพยายามคงอิทธิพลของตนไว้ นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ยืนยันบทบาทด้านความมั่นคงโลก กล่าวว่าเมื่อทบทวนประวัติศาสตร์ชาติจะพบว่า “สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในเสาหลักของความมั่นคงโลกมาเกือบ 7 ทศวรรษแล้ว ... ภาระของผู้นำนั้นมักจะหนักเสมอแต่โลกจะดีขึ้นถ้าเราแบกรับภาระเหล่านี้”
            เรื่องที่จำต้องตระหนักคือ รัฐบาลโอบามาไม่คิดที่จะแทรกแซงทุกเรื่องราว ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า “อเมริกาไม่ใช่ตำรวจโลก” สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นทั่วโลก เกินกว่าที่อเมริกาจะแก้ไขทุกเรื่องร้ายให้กลับเป็นดี รัฐบาลโอบามาจึงเลือกพัวพัน (engage) เฉพาะเรื่องที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ต่อตนเอง
            ความปรารถนาที่จะแผ่ขยายอิทธิพล ผลประโยชน์แห่งชาติที่ต้องการจึงเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญต่อสถานการณ์ยูเครน

            ประการที่สอง ทั้ง 2 ฝ่ายต่างสะสมอาวุธจำนวนมาก รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์
            นับจากที่โลกมีอาวุธนิวเคลียร์เป็นต้นมา อาวุธดังกล่าวกลายเป็นเครื่องมือทรงพลัง ทำให้ประเทศผู้ครอบครองมีอำนาจ เป็นที่เกรงกลัว
            ในยุคสงครามเย็น ความเป็นปฏิปักษ์ ความกลัวที่จะพ่ายแพ้สงคราม ทำให้ต่างฝ่ายต่างเสริมสร้างกองทัพ สะสมอาวุธจำนวนมาก รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์จนมากพอที่จะทำลายอารยธรรมโลก และด้วยความกลัวต่ออำนาจการทำลายล้างดังกล่าว ต่างจึงหลีกเลี่ยงการยั่วยุที่จะก่อให้เกิดสงครามนิวเคลียร์
            เมื่อสิ้นสุดสงครามเย็น ระดับภัยคุกคามลดลงต่ำ ทั้งสหรัฐฯ กับรัสเซียต่างลดจำนวนอาวุธทั้งสงครามตามแบบและอาวุธนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังเป็นประเทศที่มีพลังอำนาจการรบสูงสุด ส่วนรัสเซียกำลังฟื้นฟูพลังอำนาจการรบให้เพียงพอแก่การป้องกันประเทศ สมกับฐานะชาติมหาอำนาจ
            การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียในขณะนี้ จึงเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง 2 มหาอำนาจทางทหารของโลกเหมือนเช่นสงครามเย็นในอดีต

            ประการที่สาม ต่างฝ่ายต่างระมัดระวัง ควบคุมความขัดแย้ง
            ดังที่กล่าวแล้วว่าความกลัวต่ออำนาจทำลายล้างของอาวุธนิวเคลียร์และสงครามโลก ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายต่างพยายามควบคุมความขัดแย้งให้อยู่ในกรอบ บ่อยครั้งจึงเป็นเพียงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ถึงขั้นเกิดสงครามเต็มรูปแบบ
            เมื่อเอ่ยถึงสถานการณ์ตึงเครียดของสงครามเย็นก็ต้องพูดถึง “วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา” (Cuban Missle Crisis) นักวิชาการหลายคนเห็นตรงกันว่าเมื่อเดือนตุลาคม 1962 คือช่วงตึงเครียดที่สุดของสงครามเย็น เมื่อสหภาพโซเวียตอยู่ระหว่างการติดตั้งและขนส่งขีปนาวุธเข้าไปในคิวบาหลากหลายชนิด ทั้งขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ และขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ ทั้งแบบพิสัยกลางและพิสัยไกล อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่โซเวียตราว 45,000 นายกำลังปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ในคิวบา
            ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี  (John F. Kennedy) สั่งประเทศเตรียมทำสงคราม และส่งเรือรบจำนวนมากเพื่อสกัดกั้นกองเรือรัสเซียที่กำลังเดินทางมาคิวบา ประกาศว่าพร้อมจะทำสงครามนิวเคลียร์กับสหภาพโซเวียตหากโซเวียตไม่ถอนขีปนาวุธออกจากคิวบา ในที่สุด 2 ฝ่ายตกลงกันได้ สถานการณ์คืนสู่ความสงบ “วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา” เป็นกรณีตัวอย่างชี้ให้เห็นว่า 2 อภิมหาอำนาจต่างระวังที่จะเผชิญหน้าจนถึงขั้นเกิดสงครามระหว่างกันโดยตรง

            เมื่อเทียบกับสถานการณ์ยูเครนในปัจจุบัน จะพบว่า 2 ฝ่ายต่างระวังไม่ยั่วยุให้เกิดการเผชิญหน้า สหรัฐฯ กับพันธมิตรเน้นการตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตร โดดเดี่ยวรัสเซีย ในขณะที่รัสเซียมองว่าที่มาของปัญหามาจากการเมืองภายในยูเครน จึงเปิดทางว่าต้องการไขปัญหายูเครนผ่านการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง

            ประการที่สี่ การเสริมสร้างพันธมิตรเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงทางทหารและเศรษฐกิจ
            ในช่วงสงครามเย็นมีองค์การระหว่างประเทศเกิดขึ้นจำนวนมาก ทั้งระดับโลกกับระดับภูมิภาค แสดงถึงการจับขั้ว หนึ่งในองค์การที่โดดเด่นคือ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation) หรือนาโต
            วัตถุประสงค์ของนาโตในระยะนั้นมีเพื่อสงครามเย็นโดยเฉพาะ นั่นคือ เพื่อจัดตั้งระบบพันธมิตรทางทหารถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกในกรณีที่ถูกคุกคามจากภายนอก
            ที่น่าสนใจคือแม้สงครามเย็นจะสิ้นสุดลงแล้วกว่า 2 ทศวรรษ แต่นาโตยังคงอยู่ นายลีออน อี. พาเน็ตต้า (Leon E. Panetta) รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวเมื่อไม่นานนี้ว่า พันธมิตรนาโตที่กินเวลายาวนานกว่า 60 ปี “ยังเป็นรากฐานแห่งหุ้นส่วนระดับโลกของอเมริกา” นาโตในวันนี้ยังเป็นกองกำลังที่มีประสิทธิภาพ มีขีดความสามารถ เป็นพันธมิตรทางทหารที่มั่นคงยาวนาน เพียงแต่ต้องปรับให้ทันต่อภัยคุกคามความมั่นคงสมัยใหม่ที่หลากหลาย ท่ามกลางภาวะที่สมาชิกหลายประเทศกำลังปรับลดงบประมาณกลาโหม

            ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 นาโตมีนโยบายขยายสมาชิกสู่ตะวันออก อันหมายถึงต้องการให้ประเทศที่แตกตัวออกจากอดีตสหภาพโซเวียต รวมทั้งประเทศยุโรปตะวันออกที่เคยเป็นพันธมิตรของโซเวียต มาเข้าเป็นสมาชิกนาโต เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นกระทบต่อความมั่นคงของรัสเซียอย่างรุนแรง เนื่องจากรัสเซียในปัจจุบันยังยึดหลักใช้ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงเป็นเกราะ หรือเป็นแนวป้องกันประเทศของรัสเซีย
            นอกจากการร่วมมือด้านความมั่นทางทหาร ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็นเช่นกัน และองค์การที่โดดเด่นมากที่สุดคือ สหภาพยุโรป หรืออียู จุดเริ่มต้นของอียูคือสนธิสัญญาปารีส เมื่อปี 1951 (Paris Treaty) เป็นความร่วมมือด้านถ่านหินกับเหล็ก ประกอบด้วย 6 ชาติ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอมันตะวันตก อิตาลี เบลเยี่ยม ฮอลแลนด์และลักเซมเบิร์ก
            ไม่น่าเชื่อว่าอียูในปัจจุบันมีสมาชิกถึง 28 ประเทศ ในจำนวนนี้ 11 เป็นเคยเป็นพันธมิตรหรือส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียตมาก่อน มิตรประเทศของรัสเซียในยุโรปตะวันออกนับวันจะลดน้อยลง ในขณะที่สหภาพยุโรปมีขนาดใหญ่โตขึ้น
            ประเทศที่เข้าร่วมสมาชิกอียูจะได้รับโอกาสทางการค้าการลงทุนมากว่าประเทศนอกสมาชิก แต่สิ่งที่เสียไปคืออธิปไตย โดยเฉพาะอธิปไตยทางด้านเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลไม่อาจตัดสินใจนโยบายเศรษฐกิจได้ด้วยตนอย่างสมบูรณ์ แต่ขึ้นกับนโยบายร่วมของสหภาพ ซึ่งมักจะอิงชาติสมาชิกที่มีอำนาจเศรษฐกิจการเมืองมากกว่า โดยเฉพาะประเทศแถบยุโรปตะวันตก
            การที่อียูมีวิสัยทัศน์ว่า คือการรวมกลุ่มของประเทศใน “ยุโรป” การแย่งชิงอิทธิพลทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับอียูจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

            เมื่อเทียบระหว่างช่วงสงครามเย็นกับปัจจุบัน องค์การนาโตกับอียู มีพัฒนาการไปสู่การเติบโต และปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ตามบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง แต่โดยรวมแล้วทั้ง 2 องค์การของชาติตะวันตกนั้นเข้มแข็ง ส่วนรัสเซียอยู่ในภาวะฟื้นฟูระบบพันธมิตรขึ้นใหม่ ทั้งด้านความมั่นคงกับเศรษฐกิจ
            ในกรณีของยูเครน ทั้ง 2 ฝ่ายต้องปรารถนาดึงยูเครนเข้าเป็นพวก ชาติตะวันตกต้องการให้ยูเครนเป็นสมาชิกอียูกับนาโต ส่วนรัสเซียต้องการให้ยูเครนเข้ากลุ่มการค้า สหภาพยูเรเชีย” (Eurasian Union) เป็นที่มาของวิกฤตในขณะนี้

            โดยรวมแล้ว ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียต่อสถานการณ์ในยูเครน มีลักษณะหลายอย่างคล้ายสงครามเย็น เช่น เป็นการเผชิญหน้าระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจ ความต้องการแผ่ขยายอิทธิพลทั้งด้านการเมือง ความมั่นคงทางทหารและเศรษฐกิจ และทั้งคู่ยังคงระมัดระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากสถานการณ์บานปลาย
            อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีลักษณะที่ตรงกันหรือใกล้เคียงกันหลายอย่าง แต่มีส่วนที่แตกต่างหลายข้อเช่นกัน จึงมีข้อวิพากษ์มากมายหากจะบอกว่าเป็นสงครามเย็นครั้งใหม่ ดังจะนำเสนอในตอนต่อไป
-----------------------------


ยูเครนเป็นประเทศที่น้อยคนจะรู้จัก เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียต เริ่มเป็นรัฐอธิปไตยหลังสิ้นสุดสงครามเย็น ตั้งแต่ปลายปี 2013 เกิดความขัดแย้งทางการเมืองที่บานปลายจนรัสเซียส่งกองกำลังเข้ายึดไครเมีย และเกิดสงครามกลางเมืองขนาดย่อมในฝั่งตะวันออกของประเทศ แต่ความสำคัญของสถานการณ์ยูเครนในขณะนี้คือการเผชิญหน้า ความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจ 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือรัสเซีย อีกฝ่ายคือสหรัฐฯ กับพันธมิตรอียู การเผชิญหน้าครั้งนี้อาจรุนแรงยืดเยื้อกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากรัฐบาลรัสเซียสู้ไม่ถอย

บรรณานุกรม ตอนแรก:
1. Cohen, Stephen F. (2009). Soviet fates and lost alternatives : from Stalinism to the new Cold War. New York: Columbia University Press.
2. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
3. Dockrill, Michael L., & Hopkins, Michael F. (2006). The Cold War 1945-91 (2nd Ed.). New York: Palgrave Macmillan.
4. Monitor's Editorial Board. (2014, March 4). How Ukraine crisis can revive EU ideals. Retrieved from http://www.csmonitor.com/Commentary/the-monitors-view/2014/0304/How-Ukraine-crisis-can-revive-EU-ideals
5. Parrish, Karen. (2013, January 18). Panetta Urges New Focus for NATO. Retrieved from http://www.defense.gov/news/newsarticle.aspx?id=119050
6. Remarks by the President in Address to the Nation on Syria. (2013, September 10). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/10/remarks-president-address-nation-syria
7. Roberts, Geoffrey. (1999). The Soviet Union in World Politics: Coexistence, Revolution and Cold War, 1945-1991. London: Routledge.
8. Soares, John A. (2000). Cuban Missiles Crisis. In Showalter, Dennis ., & DuQuenoy, Paul. (Eds.), History in Dispute (Vol. 6. The Cold War, Second Series, pp.70-76). USA: St. James Press.
9. Subrahmanyam, K. (2010). Superpower Rivalry and Conflict: The Long Shadow of the Cold War on the 21st Century. Chari, Chandra. (Ed.). New York: Routledge.
-------------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…