American exceptionalism กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (3)

การยึดถือในปัจจุบัน : ในปัจจุบันพบว่ามีผู้ที่ยึดถือและไม่ยึดถือ ดังนี้
            1. พวกที่ไม่ยึดถือ
            พวกเสรีนิยมอเมริกัน (liberal) ไม่ให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้จากความเชื่อที่ว่าทุกคนเป็นสามัญชนคนทั่วไปที่ร่วมกันใช้ชีวิตภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ต้องการสังคมที่เท่าเทียม ไม่มีใครเหนือว่าใคร ประเทศสหรัฐฯ ไม่จำต้องแสดงความเป็นชาติที่เหนือกว่าชาติอื่น เห็นว่าการยึดถือแนวคิดดังกล่าวทำให้ต่างชาติมองอเมริกาว่าเป็นพวกเย่อหยิ่ง การยึดถือว่าตนรับหน้าที่ของพระเจ้าให้มาช่วยเหลือมนุษย์โลกเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ความเชื่อของแต่ละกลุ่มในสังคม พวกเสรีนิยมจึงเป็นพวกต่อต้านความพิเศษแตกต่าง (antiexceptionalists)
            เหตุผลสำคัญเกิดจากการที่พวกเสรีนิยมไม่ใจยึดถือศาสนาอย่างเคร่งครัด American exceptionalism ในฐานะมีองค์ประกอบของหลักศาสนาจึงไม่มีอิทธิพลต่อคนกลุ่มนี้ และเพราะคนกลุ่มนี้ยึดมั่นในความเท่าเทียมของมนุษย์ดังนั้นชาวอเมริกันไม่พิเศษแตกต่างจากชนชาติอื่น
            2. พวกที่ยึดถือ
            พวกที่ยึดถือลัทธิดังกล่าวในปัจจุบันแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือยึดถือโดยโยงกับเหตุผลทางศาสนา (ศาสนามีอิทธิพล) กลุ่มนี้เป็นคนส่วนน้อย ตัวอย่างเช่นบางคนบางกลุ่มในพวกอนุรักษ์นิยมกับอนุรักษ์นิยมใหม่ (neoconservatives) ต้องการให้ชาวอเมริกันคิดว่าพวกเขาเป็นคนพิเศษ เป็นประเทศที่น่าภาคภูมิใจ มีหลักศีลธรรมที่เหนือกว่า และเหนือว่าประเทศอื่นๆ ที่เป็นประชาธิปไตยด้วยกัน อีกกลุ่มคือยึดถือในฐานะเป็นประเพณีที่สืบทอดจากอดีต (ศาสนาไม่มีอิทธิพล)
            สถาบันวิจัย Gallop ชี้ว่าปัจจุบันชาวอเมริกันร้อยละ 80 เชื่อว่าประเทศอเมริกาพิเศษเหนือกว่าชาติอื่นๆ ด้วยเหตุผลจากประวัติศาสตร์และรัฐธรรมนูญ ที่น่าสนใจคือตัวคำถามไม่มีเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่ว่าผู้ตอบแบบสอบถามจะสังกัดพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตหรือไม่สังกัดพรรคส่วนใหญ่จะตอบว่าเชื่อด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นข้อสรุปคือชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพวกเสรีนิยมหรืออนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่ยึดถือ American exceptionalism โดยไม่เกี่ยวโยงกับศาสนาอย่างลึกซึ้ง
            เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าสังคมอเมริกันปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายจากศาสนาความเชื่อ คนส่วนใหญ่เห็นว่าศาสนาเป็นเรื่องโบราณ คนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่ยังยึดถือ ดังนั้นในภาพรวม American exceptionalism ในปัจจุบันไม่ได้อยู่ภายใต้การขับเคลื่อนของหลักความเชื่อใดๆ หากแต่เป็นวัฒนธรรมสังคมการเมืองอย่างหนึ่ง บางคนอาจชี้ว่ารากฐานวัฒนธรรมของอเมริกามีองค์ประกอบของศาสนา แต่ในปัจจุบันรากฐานดังกล่าวอยู่ในฐานะเป็นวัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่ สังคมอเมริกันปัจจุบันเป็นพหุสังคม คนจำนวนมากยึดถือหลักเสรีนิยมหลักปัจเจกชนนิยมมากกว่าหลักศาสนา

            3. ผู้นำประเทศยึดถือ
            ดังที่อธิบายแล้วว่าไม่ใช่ผู้นำประเทศทุกคนที่ยึดถือแต่ในระยะหลังผู้นำประเทศส่วนใหญ่เอ่ยอ้างถึง American exceptionalism ไม่มากก็น้อย ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเลิ้บยู. บุช คือผู้หนึ่งที่ยึดถือแนวคิดดังกล่าวตามแนวทางของนักอนุรักษ์นิยมใหม่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะภายหลังเกิดเหตุผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินโดยสารพุ่งชนตึกเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ในเหตุวินาศกรรม 9/11 นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าหลักนิยม (doctrine) หลักนโยบายของประธานาธิบดีบุชเรื่องการต่อต้านลัทธิก่อการร้ายทั่วโลก การทำสงครามในอิรักกับอัฟกานิสถานล้วนมีองค์ประกอบของแนวคิด American exceptionalism อย่างเหนียวแน่น
            ประธานาธิบดีบุชเคยกล่าวถึงเรื่องการบุกอิรักว่าเป็น “พันธกิจเพื่อนำเสรีภาพสู่ผู้ถูกกดขี่” ทีมงานใกล้ชิดบางคนให้ความเห็นว่าประธานาธิบดีเชื่อว่าตนเป็น “ผู้ทำพันธกิจเพื่อพระเจ้า” (หรือผู้ที่พระเจ้ามอบหมายให้ทำหน้าที่แทนพระองค์) เป็นเหตุผลที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
            ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวว่า “ข้าพเจ้าเชื่อใน American exceptionalism เหมือนกับที่ชาวอังกฤษเชื่อใน British exceptionalism หรือพวกกรีกเชื่อใน Greek exceptionalism” ประธานาธิบดีโอบามาอาจไม่ได้ยึดโยงกับหลักศาสนาเท่ากับประธานาธิบดีบุช แต่ได้สะท้อนการยึดถือแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน ดังนั้นในยุคปัจจุบันประธานาธิบดีหลายคนยังยึดถือ American Exceptionalism แต่ผู้นำประเทศที่ยึดถือลัทธิดังกล่าวเกิดจากหลายเหตุผล ไม่ใช่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง

วิวาทะระหว่างสองผู้นำประเทศมหาอำนาจ
            กลางเดือนกันยายน 2013 ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวชักจูงให้ชาวอเมริกันเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการโจมตีกองทัพรัฐบาลซีเรีย ชาวอเมริกันกว่าครึ่งไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ ประธานาธิบดีโอบามาพยายามหว่านล้อมด้วยการยอมรับว่าไม่สามารถแก้ปัญหาซีเรียด้วยการใช้กำลังแต่เหตุการณ์ใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม มีพลเรือนเสียชีวิตกว่าพันคน รวมทั้งเด็กและสตรี พร้อมกับอ้างหลักฐานหลายข้อและสรุปว่ารัฐบาลซีเรียเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี หากสหรัฐฯ ไม่ลงมือทำอะไรบางอย่าง เหตุการณ์ใช้อาวุธเคมีจะเกิดซ้ำอีก รวมทั้งพวกผู้ก่อการร้ายอาจนำมาโจมตีสหรัฐฯ รัฐบาลหวังจะโจมตีกองทัพอัสซาดเพื่อเตือนรัฐบาลอัสซาดและทุกฝ่ายว่าการใช้อาวุธเคมีเป็นเรื่องต้องห้าม
            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวทบทวนประวัติศาสตร์ชาติว่า “สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในเสาหลักของความมั่นคงโลกมาเกือบ 7 ทศวรรษแล้ว ... ภาระของผู้นำนั้นมักจะหนักหนาเสมอแต่โลกจะดีขึ้นถ้าเราแบกรับภาระเหล่านี้” เราสามารถหยุดไม่ให้เด็กต้องเสียชีวิตเพราะแก๊สพิษ และส่งผลต่อเนื่องทำให้ลูกหลานของเราปลอดภัยขึ้น ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราต้องลงมือกระทำ “นั่นคือสิ่งที่ทำให้อเมริกาแตกต่าง สิ่งที่ทำให้เราพิเศษแตกต่างเหนือชาติอื่น” (ประธานาธิบดีโอบามาใช้คำว่า exceptional จากหลักการ American exceptionalism) ขอให้พวกเราไม่ลืมความจริงสำคัญข้อนี้ด้วยความถ่อมใจแต่แน่วแน่
            ในเวลาต่อมาในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ประธานาธิบดีโอบามากล่าวสุนทรพจน์ความตอนหนึ่งกล่าวถึงสถานการณ์ในซีเรียว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นการผิดพลาดหากไม่เข้าพัวพัน ข้าพเจ้าเชื่อว่าอเมริกายังต้องพัวพันเพื่อความมั่นคงของตน และเชื่อว่าจะส่งผลให้โลกดีขึ้นด้วย บางคนอาจไม่เห็นด้วย แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าอเมริกันนั้นแตกต่างพิเศษเหนือชาติอื่น เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราได้แสดงความตั้งใจที่จะเสียสละเลือดและทรัพย์สินเพื่อผลประโยชน์ของทุกประเทศไม่เพียงเฉพาะผลประโยชน์แคบๆ อันเห็นแก่ตัวของเรา”

            จากคำพูดดังกล่าวนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งรัสเซียวิพากษ์สถานการณ์ซีเรียที่รัสเซียกับสหรัฐฯ มีจุดยืนที่แตกต่างกันหลายเรื่อง ใจความสำคัญต้องการกล่าวถึงบทบาทของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ผู้แสดงบทบาทสำคัญต่อประเด็นความมั่นคงของโลกในปัจจุบัน เพื่อเตือนรัฐบาลโอบามาใช้กลไกสหประชาชาติแก้ปัญหาซีเรีย ไม่ใช่มุ่งโจมตีซีเรียด้วยตนเอง ชี้ว่าหากสหรัฐฯ “ทำการโจมตีโดยไม่ขอการรับรองจากคณะมนตรีความมั่นคง หากสหรัฐฯ ดื้อดึงทำการโจมตีซีเรียจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศขยายตัว กลุ่มก่อการร้ายจะโหมโจมตีใหม่อีกรอบ ... ทั้งหมดนี้จะยิ่งทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางกับแอฟริกาเหนือไร้เสถียรภาพ” เป็นการพาดพิงถึงสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโอบามา ไม่เห็นด้วยกับแนวคิด American exceptionalism ที่ผู้นำอเมริกาเอ่ยอ้าง

            สื่ออเมริกาบางแห่งวิพากษ์กลับว่าประธานาธิบดีปูตินไม่ให้เกียรติแนวคิดที่สำคัญที่สุดของคนอเมริกัน ในขณะที่สื่อจีนเห็นว่าประธานาธิบดีปูติมีความกล้าหาญ กล้าที่จะวิพากษ์อเมริกาอย่างตรงไปตรงมาในยามที่น้อยคนจะกล้าทำ และสหรัฐฯ ควรเปิดรับฟังความเห็นของผู้อื่นในฐานะที่ตนเป็นประเทศประชาธิปไตย
            ความคิดเห็นของประธานาธิบดีปูตินสอดคล้องกับแนวคิดหนึ่งที่เชื่อว่า ปัจจุบันอเมริกายังมีความเป็นจักรวรรดินิยมเหลืออยู่แต่เป็นจักรวรรดินิยมแบบอ่อน อเมริกาไม่ได้ควบคุมรัฐอื่นๆ ได้สมบูรณ์เต็มร้อยเหมือนยุคอาณานิคม แต่รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกต้องดำเนินนโยบายที่สนับสนุนผลประโยชน์ของอเมริกา

วิเคราะห์องค์รวม
ลัทธิหรือแนวคิดที่เชื่อว่าคนอเมริกันนั้นมีความพิเศษเหนือชาติอื่นมีประเด็นวิเคราะห์เพิ่มเติมที่น่าสนใจ ดังนี้
            ประการแรก การตีความ American exceptionalism ที่อยู่เคียงคู่กับประวัติศาสตร์อเมริกา
            สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียงสองร้อยกว่าปี มีอายุน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเก่าแก่ในยุโรป ทำให้สหรัฐฯ ขาดประวัติศาสตร์ของการเป็นสังคมชนเผ่า รัฐอาณาจักรโบราณ รัฐเจ้าขุนมูลนายหรือรัฐฟิวดัล (Feudal State) ไม่เคยผ่านการปกครองด้วยกษัตริย์ตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ไม่มีประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างกันอันยาวตามอย่างที่เกิดขึ้นในยุโรป หลังจากการต่อสู้เพื่อเอกราชแล้วเกิดประเทศที่ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยทันที เป็นระบอบการปกครองเดียวตลอดประวัติศาสตร์ประเทศ นี่เป็นส่วนหนึ่งของลักษณะอันแตกต่างจากยุโรป
เมื่อสำรวจประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ทั้งหมดตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษจนยุคปัจจุบัน พบว่ามีการใช้หรือการตีความว่ามีการใช้ American exceptionalism มาตลอด ตั้งแต่เป็นแนวคิดที่เห็นว่าตนแตกต่างเหนือกว่าชาวยุโรปที่เป็นเชื้อชาติดั้งเดิมของตนสู่การต่อสู้ประกาศเอกราชกลายเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา การแผ่ขยายดินแดนในทวีปอเมริกาเหนือและยึดดินแดนอื่นๆ ในช่วงศตวรรษที่ 19 การทำสงครามต่อสู้กับลัทธินาซี ลัทธิคอมมิวนิสต์ จนมาถึงยุคสมัยปัจจุบันที่อเมริกาคงความเป็นชาติมหาอำนาจ
ความเข้มข้นในการยึดถือมีระดับสูงต่ำมากน้อยไม่สม่ำเสมอ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือนิยามมีการเปลี่ยนแปลงเสริมแต่ง ในช่วงแรกสุดเป็นการประยุกต์ใช้จากหลักศาสนา ต่อมากลายเป็นแนวคิดที่ฝังรากลึกในสังคม กลายเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งของสังคมอเมริกันที่ผูกกับค่านิยมอื่นๆ เช่น ความรักในเสรีภาพ ปัจเจกชนนิยมโดยไม่ผูกโยงกับหลักศาสนาอีกต่อไป ทุกวันนี้คนที่ยึดถือลัทธินี้เนื่องจากศาสนากลายเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคม
ในแง่มุมนี้ ชี้ว่า American exceptionalism อยู่เคียงคู่กับการตีความประวัติศาสตร์ ขึ้นกับการใช้ว่าใครต้องการใช้อย่างไร ตีความอย่างไรและกลายเป็นเนื้อหาประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นปัจจุบันศึกษา

            ประการที่สอง ปัญหาเชิงคุณค่าและที่มา
นายเจมส์ ซีซาร์ (James Ceaser) ตั้งคำถามว่าการใช้คำว่า ลัทธิ(ism) มีที่มาที่ไปหรือไม่ หรือเป็นเพียงการใช้กันอย่างลอยๆ เพราะว่าคำว่าลัทธิในทางการเมืองจะต้องเป็นแนวคิดที่หนักแน่นในหลักข้อเชื่อ มีคำตอบแก่คำถามต่างๆ มากมาย ดังตัวอย่างเช่นลัทธิเสรีนิยม ลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ American exceptionalism ไม่มีหลักวิชาการที่หนักแน่นแต่ประการใด
            บางคนอ้างว่าลัทธินี้มีที่มามีประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ เมื่อสืบค้นจริงๆ พบว่าในปี ค.ศ. 1630 นายจอห์น วินธรอปเป็นคนแรกที่มักถูกอ้างเสมอว่าเป็นต้นสายของลัทธิ หลายคนอ้างคำของนายวินธรอปที่กล่าวว่า “เมืองที่ตั้งอยู่บนเขาแต่นายวินธรอปไม่เอ่ยว่าคำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของหลักการ exceptionalism ที่นายวินธรอปอ้างคือข้อความที่มาจากคัมภีร์ไบเบิล เนื่องจากเขาเป็นคริสเตียนนิกายเพียวริแตน (Puritan) จึงใช้และตีความหวังจะสร้างเมืองให้เป็นดั่งเมืองของผู้เชื่อผู้ศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า สาระสำคัญอยู่ที่ว่าเป็นที่ชุมนุมของผู้เชื่อ จะเป็นที่ใดในโลกหรือประกอบด้วยชนชาติใดก็ได้ อีกทั้งสามารถมีได้หลายแห่งไม่จำกัดจำนวน การอ้างคำพูดของนายวินธรอปเพื่ออ้างเป็นลัทธิเก่าแก่จึงไม่สมเหตุสมผล และเป็นการบิดเบือนหลักศาสนา
            นายเจมส์ ซีซาร์ได้ทำการสืบค้นฐานข้อมูลย้อนหลังและพบว่าศัพท์คำว่า ‘exceptionalism’ เริ่มมีการใช้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรกเมื่อปลายทศวรรษ 1950 (ก่อนหน้านี้ในทศวรรษ 1920 มีคนเดียวเท่านั้นที่ใช้ เนื้อหาเป็นการคาดการณ์เส้นทางทุนนิยมอเมริกาที่ในช่วงหนึ่งจะเติบโตก่อนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ในที่สุด ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ตามการกล่าวอ้างในปัจจุบัน) ดังนั้น คำว่า ‘exceptionalism’ จึงเป็นศัพท์ใหม่ การใช้ American exceptionalism จึงเป็นการตีความย้อนหลังของใครบางคนเท่านั้น ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ขาดความเป็นวิชาการ และอาจเกี่ยวข้องกับสงครามเย็นที่จำต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อันเป็นภัยคุกคามร้ายแรงในสมัยนั้น

            ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมามีการใช้มีการเอ่ยถึง American exceptionalism เป็นการใช้ในประเด็นสำคัญระดับชาติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอัตลักษณ์แห่งชาติ การอธิบายเหตุผลของการต่อสู้เพื่อเอกราช การขยายดินแดนในปลายศตวรรษที่ 19 และต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น จนถึงทุกวันนี้ที่มักใช้เพื่อเป็นเหตุความชอบธรรมในการทำสงคราม การส่งเสริมระบอบการปกครองประชาธิปไตย และการประกาศความภาคภูมิใจแห่งความเป็นอเมริกา ด้วยเหตุผลความสำคัญดังกล่าวไม่ว่า American exceptionalism จะมีนิยามอย่างไร เป็นศัพท์ใหม่หรือเก่าย่อมไม่สำคัญเท่ากับการใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน
            แต่ประวัติศาสตร์เมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกช่วงเวลาที่ผู้นำประเทศหรือสังคมให้ความสำคัญกับแนวคิดดังกล่าว การจะใช้ American exceptionalism จึงขึ้นกับบริบทและนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ คุณค่าของแนวคิดนี้จึงขึ้นกับการนำมาใช้ประโยชน์และการยอมรับของสังคมอเมริกันโดยแท้

สรุป
เป็นธรรมดาที่นักการเมือง ผู้นำประเทศจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ถึงประเทศที่รุ่งเรือง ผู้นำประเทศต้องจัดทำนโยบายที่สร้างประเทศให้เข้มแข็ง ประชาชนมีกำลังใจ สำคัญที่รายละเอียดของวิสัยทัศน์ว่าจะต้องสามารถอยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้ด้วยดี ให้มีความขัดแย้งเท่าที่จำเป็น ประชาชนยอมรับได้ ไม่แสดงการดูหมิ่นหรือต้องการกดขี่ชนชาติอื่น อันจะนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างไม่จบสิ้น อเมริกามีหนังสือประวัติศาสตร์ของตนเอง ชนชาติอื่นๆ ก็มีหนังสือประวัติศาสตร์ของตนเองด้วยเช่นกัน
เมื่อวิสัยทัศน์ แนวคิดและการประกาศใช้เกิดจากการสรรค์สร้างของมนุษย์ มนุษย์จึงสามารถเลือกตัดสินใจและตระหนักว่าสิ่งใดจะก่อประโยชน์อย่างถาวรยั่งยืนเพราะประวัติศาสตร์จะจารึกไว้เช่นนั้น American exceptionalism คงจะอยู่เคียงคู่กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ไปอีกนาน พร้อมกับข้อวิพากษ์ทั้งจากคนในชาติและนานาประเทศถึงความเหมาะสมของนิยามและการใช้ประโยชน์ เป็นประเด็นให้ได้ถกเถียงกันเรื่อยไป
มกราคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
-------------------

บรรณานุกรม
1. Americans See U.S. as Exceptional; 37% Doubt Obama Does. Gallop. 22 December 2010. http://www.gallup.com/poll/145358/americans-exceptional-doubt-obama.aspx
2.  Bacevich, Andrew. 2005. The New American Militarism: How Americans Are Seduced by War. New York: Oxford University Press.
3. Bell, Daniel. 1975. The End of American Exceptionalism. The Public Interest 41(3):
193–224. http://www.nationalaffairs.com/doclib/20080527_197504111theendofamericanexceptionalismdanielbell.pdf
4. Bert, Wayne. 2011. American Military Intervention in Unconventional War: From the Philippines to Iraq. New York: Palgrave Macmillan.
5. Boot, M ax. U.S Imperialism: a Force for Good. National Post. 13 May 2003. http://www.cfr.org/iraq/us-imperialism-force-good/p5959 accessed 12 October 2013.
6. Brzezinski, Zbigniew. Scowcroft, Brent. and Ignatius, David. 2008. America and the World: Conversations on the Future of American Foreign Policy. Philadelphia: Basic Books.
7. Cameron, Fraser. 2003. Us Foreign Policy after the Cold War: Global Hegemon or Reluctant Sheriff? USA: Taylor & Francis Routledge.
8. Ceaser, James W. 2012. The Origins and Character of American Exceptionalism.  American Political Thought: A Journal of Ideas, Institutions, and Culture, vol. 1 (Spring 2012), http://www.polisci.wisc.edu/Uploads/Documents/Ceaser.pdf, accessed 2 September 2013.
9. Chaudet, Didier.  Parmentier, Florent. and Pélopidas, Benoît. 2009. When Empire Meets Nationalism. England: Ashgate Publishing Limited.
10. CNN poll: Public against Syria strike resolution. CNN. 9 September 2013. http://edition.cnn.com/2013/09/09/politics/syria-poll-main/
11. Friedman , Uri. 2012. American Exceptionalism': A Short History. Foreign Policy. July/August 2012.  http://www.foreignpolicy.com/articles/2012/06/18/american_exceptionalism accessed 14 October 2013.
12. Geller, Pamela and Spencer. Robert. 2010. The Post-American Presidency: The Obama Administration’s War on America. New  York: Threshold Editions.
13. Gill, Stephen. 2008. Power and Resistance in the New World Order. Great Britain: Palgrave Macmillan.
14. Go, Julian. 2011. Patterns of Empire: The British and American Empires, 1688 to the Present. New York: Cambridge University Press.
15. Hippel, Karin von. 2004. Democracy by Force: US Military Intervention in the Post-Cold War World. United Kingdom: Cambridge University Press.
16. Kurian, George Thomas. (Editor in chief). 2011. The Encyclopedia of Political Science. DC: CQ Press.
17. Lobe,Jim.  CNN poll: Public against Syria strike resolution. CNN. 9 September 2013. http://edition.cnn.com/2013/09/09/politics/syria-poll-main/ntiwar.com/lobe/?articleid=7452 30 September 2005.
18. Nye Jr., Joseph S. 2011. The Future of Power. New York: PublicAffairs.
19. Putin right to slam US exceptionalism. People’s Daily/Global Time. http://english.peopledaily.com.cn/90777/8402422.html 17 September 2013.
20. Putin, Vladimir V. A Plea for Caution From Russia. The New York Times. http://www.nytimes.com/2013/09/12/opinion/putin-plea-for-caution-from-russia-on-syria.html?pagewanted=all&_r=0 11 September 2013.
21. Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. The White House. http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly 24 September 2013.
22. Remarks by the President in Address to the Nation on Syria. The White House, 10 September 2013. http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/10/remarks-president-address-nation-syria accessed 12 September 2013.
23. Roark, James L. and others. 2010. The American Promise: A Compact History (Volumes I and II). USA: Bedford/St. Martin’s.
24. Saldin, Robert P. 2011. War, the American State, and Politics since 1898. New York: Cambridge University Press.
25. Tucker, Spencer C. (editors). The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia (Volume Set). USA: ABC-CLIO, Inc.
26. U.S. weapons reaching Syrian rebels. The Washington Post. http://www.washingtonpost.com/world/national-security/cia-begins-weapons-delivery-to-syrian-rebels/2013/09/11/9fcf2ed8-1b0c-11e3-a628-7e6dde8f889d_story.html 12 September 2013.
27. Wald, Kenneth D. and Calhoun-Brown, Allison. 2010. Religion and Politics in the United States. 6th edition. USA: Religion & Politics in the United States.
28. Walberg, Eric. 2011. Postmodern Imperialism: Geopolitics and the Great Games. USA: Clarity Press.
-------------------------