ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

American exceptionalism กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (3)

มกราคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา


การยึดถือในปัจจุบัน
            ในปัจจุบันพบว่ามีผู้ที่ยึดถือและไม่ยึดถือ ดังนี้
            1. พวกที่ไม่ยึดถือ
            พวกเสรีนิยมอเมริกัน (liberal) ไม่ให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้จากความเชื่อที่ว่าทุกคนเป็นสามัญชนคนทั่วไปที่ร่วมกันใช้ชีวิตภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ต้องการสังคมที่เท่าเทียม ไม่มีใครเหนือว่าใคร ประเทศสหรัฐฯ ไม่จำต้องแสดงความเป็นชาติที่เหนือกว่าชาติอื่น เห็นว่าการยึดถือแนวคิดดังกล่าวทำให้ต่างชาติมองอเมริกาว่าเป็นพวกเย่อหยิ่ง การยึดถือว่าตนรับหน้าที่ของพระเจ้าให้มาช่วยเหลือมนุษย์โลกเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ความเชื่อของแต่ละกลุ่มในสังคม พวกเสรีนิยมจึงเป็นพวกต่อต้านความพิเศษแตกต่าง (antiexceptionalists)
            เหตุผลสำคัญเกิดจากการที่พวกเสรีนิยมไม่ใจยึดถือศาสนาอย่างเคร่งครัด American exceptionalism ในฐานะมีองค์ประกอบของหลักศาสนาจึงไม่มีอิทธิพลต่อคนกลุ่มนี้ และเพราะคนกลุ่มนี้ยึดมั่นในความเท่าเทียมของมนุษย์ดังนั้นชาวอเมริกันไม่พิเศษแตกต่างจากชนชาติอื่น

            2. พวกที่ยึดถือ
            พวกที่ยึดถือลัทธิดังกล่าวในปัจจุบันแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือยึดถือโดยโยงกับเหตุผลทางศาสนา (ศาสนามีอิทธิพล) กลุ่มนี้เป็นคนส่วนน้อย ตัวอย่างเช่นบางคนบางกลุ่มในพวกอนุรักษ์นิยมกับอนุรักษ์นิยมใหม่ (neoconservatives) ต้องการให้ชาวอเมริกันคิดว่าพวกเขาเป็นคนพิเศษ เป็นประเทศที่น่าภาคภูมิใจ มีหลักศีลธรรมที่เหนือกว่า และเหนือว่าประเทศอื่นๆ ที่เป็นประชาธิปไตยด้วยกัน อีกกลุ่มคือยึดถือในฐานะเป็นประเพณีที่สืบทอดจากอดีต (ศาสนาไม่มีอิทธิพล)
            สถาบันวิจัย Gallop ชี้ว่าปัจจุบันชาวอเมริกันร้อยละ 80 เชื่อว่าประเทศอเมริกาพิเศษเหนือกว่าชาติอื่นๆ ด้วยเหตุผลจากประวัติศาสตร์และรัฐธรรมนูญ ที่น่าสนใจคือตัวคำถามไม่มีเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่ว่าผู้ตอบแบบสอบถามจะสังกัดพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตหรือไม่สังกัดพรรคส่วนใหญ่จะตอบว่าเชื่อด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นข้อสรุปคือชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพวกเสรีนิยมหรืออนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่ยึดถือ American exceptionalism โดยไม่เกี่ยวโยงกับศาสนาอย่างลึกซึ้ง

            เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าสังคมอเมริกันปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายจากศาสนาความเชื่อ คนส่วนใหญ่เห็นว่าศาสนาเป็นเรื่องโบราณ คนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่ยังยึดถือ ดังนั้นในภาพรวม American exceptionalism ในปัจจุบันไม่ได้อยู่ภายใต้การขับเคลื่อนของหลักความเชื่อใดๆ หากแต่เป็นวัฒนธรรมสังคมการเมืองอย่างหนึ่ง บางคนอาจชี้ว่ารากฐานวัฒนธรรมของอเมริกามีองค์ประกอบของศาสนา แต่ในปัจจุบันรากฐานดังกล่าวอยู่ในฐานะเป็นวัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่ สังคมอเมริกันปัจจุบันเป็นพหุสังคม คนจำนวนมากยึดถือหลักเสรีนิยมหลักปัจเจกชนนิยมมากกว่าหลักศาสนา

            3. ผู้นำประเทศยึดถือ
            ดังที่อธิบายแล้วว่าไม่ใช่ผู้นำประเทศทุกคนที่ยึดถือแต่ในระยะหลังผู้นำประเทศส่วนใหญ่เอ่ยอ้างถึง American exceptionalism ไม่มากก็น้อย ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเลิ้บยู. บุช คือผู้หนึ่งที่ยึดถือแนวคิดดังกล่าวตามแนวทางของนักอนุรักษ์นิยมใหม่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะภายหลังเกิดเหตุผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินโดยสารพุ่งชนตึกเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ในเหตุวินาศกรรม 9/11 นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าหลักนิยม (doctrine) หลักนโยบายของประธานาธิบดีบุชเรื่องการต่อต้านลัทธิก่อการร้ายทั่วโลก การทำสงครามในอิรักกับอัฟกานิสถานล้วนมีองค์ประกอบของแนวคิด American exceptionalism อย่างเหนียวแน่น
            ประธานาธิบดีบุชเคยกล่าวถึงเรื่องการบุกอิรักว่าเป็น “พันธกิจเพื่อนำเสรีภาพสู่ผู้ถูกกดขี่” ทีมงานใกล้ชิดบางคนให้ความเห็นว่าประธานาธิบดีเชื่อว่าตนเป็น “ผู้ทำพันธกิจเพื่อพระเจ้า” (หรือผู้ที่พระเจ้ามอบหมายให้ทำหน้าที่แทนพระองค์) เป็นเหตุผลที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
            ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวว่า “ข้าพเจ้าเชื่อใน American exceptionalism เหมือนกับที่ชาวอังกฤษเชื่อใน British exceptionalism หรือพวกกรีกเชื่อใน Greek exceptionalism” ประธานาธิบดีโอบามาอาจไม่ได้ยึดโยงกับหลักศาสนาเท่ากับประธานาธิบดีบุช แต่ได้สะท้อนการยึดถือแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน ดังนั้นในยุคปัจจุบันประธานาธิบดีหลายคนยังยึดถือ American Exceptionalism แต่ผู้นำประเทศที่ยึดถือลัทธิดังกล่าวเกิดจากหลายเหตุผล ไม่ใช่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง

วิวาทะระหว่างสองผู้นำประเทศมหาอำนาจ
            กลางเดือนกันยายน 2013 ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวชักจูงให้ชาวอเมริกันเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการโจมตีกองทัพรัฐบาลซีเรีย ชาวอเมริกันกว่าครึ่งไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ ประธานาธิบดีโอบามาพยายามหว่านล้อมด้วยการยอมรับว่าไม่สามารถแก้ปัญหาซีเรียด้วยการใช้กำลังแต่เหตุการณ์ใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม มีพลเรือนเสียชีวิตกว่าพันคน รวมทั้งเด็กและสตรี พร้อมกับอ้างหลักฐานหลายข้อและสรุปว่ารัฐบาลซีเรียเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี หากสหรัฐฯ ไม่ลงมือทำอะไรบางอย่าง เหตุการณ์ใช้อาวุธเคมีจะเกิดซ้ำอีก รวมทั้งพวกผู้ก่อการร้ายอาจนำมาโจมตีสหรัฐฯ รัฐบาลหวังจะโจมตีกองทัพอัสซาดเพื่อเตือนรัฐบาลอัสซาดและทุกฝ่ายว่าการใช้อาวุธเคมีเป็นเรื่องต้องห้าม
            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวทบทวนประวัติศาสตร์ชาติว่า “สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในเสาหลักของความมั่นคงโลกมาเกือบ 7 ทศวรรษแล้ว ... ภาระของผู้นำนั้นมักจะหนักหนาเสมอแต่โลกจะดีขึ้นถ้าเราแบกรับภาระเหล่านี้” เราสามารถหยุดไม่ให้เด็กต้องเสียชีวิตเพราะแก๊สพิษ และส่งผลต่อเนื่องทำให้ลูกหลานของเราปลอดภัยขึ้น ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราต้องลงมือกระทำ “นั่นคือสิ่งที่ทำให้อเมริกาแตกต่าง สิ่งที่ทำให้เราพิเศษแตกต่างเหนือชาติอื่น” (ประธานาธิบดีโอบามาใช้คำว่า exceptional จากหลักการ American exceptionalism) ขอให้พวกเราไม่ลืมความจริงสำคัญข้อนี้ด้วยความถ่อมใจแต่แน่วแน่
            ในเวลาต่อมาในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ประธานาธิบดีโอบามากล่าวสุนทรพจน์ความตอนหนึ่งกล่าวถึงสถานการณ์ในซีเรียว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นการผิดพลาดหากไม่เข้าพัวพัน ข้าพเจ้าเชื่อว่าอเมริกายังต้องพัวพันเพื่อความมั่นคงของตน และเชื่อว่าจะส่งผลให้โลกดีขึ้นด้วย บางคนอาจไม่เห็นด้วย แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าอเมริกันนั้นแตกต่างพิเศษเหนือชาติอื่น เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราได้แสดงความตั้งใจที่จะเสียสละเลือดและทรัพย์สินเพื่อผลประโยชน์ของทุกประเทศไม่เพียงเฉพาะผลประโยชน์แคบๆ อันเห็นแก่ตัวของเรา”

            จากคำพูดดังกล่าวนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งรัสเซียวิพากษ์สถานการณ์ซีเรียที่รัสเซียกับสหรัฐฯ มีจุดยืนที่แตกต่างกันหลายเรื่อง ใจความสำคัญต้องการกล่าวถึงบทบาทของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ผู้แสดงบทบาทสำคัญต่อประเด็นความมั่นคงของโลกในปัจจุบัน เพื่อเตือนรัฐบาลโอบามาใช้กลไกสหประชาชาติแก้ปัญหาซีเรีย ไม่ใช่มุ่งโจมตีซีเรียด้วยตนเอง ชี้ว่าหากสหรัฐฯ “ทำการโจมตีโดยไม่ขอการรับรองจากคณะมนตรีความมั่นคง หากสหรัฐฯ ดื้อดึงทำการโจมตีซีเรียจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศขยายตัว กลุ่มก่อการร้ายจะโหมโจมตีใหม่อีกรอบ ... ทั้งหมดนี้จะยิ่งทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางกับแอฟริกาเหนือไร้เสถียรภาพ” เป็นการพาดพิงถึงสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโอบามา ไม่เห็นด้วยกับแนวคิด American exceptionalism ที่ผู้นำอเมริกาเอ่ยอ้าง

            สื่ออเมริกาบางแห่งวิพากษ์กลับว่าประธานาธิบดีปูตินไม่ให้เกียรติแนวคิดที่สำคัญที่สุดของคนอเมริกัน ในขณะที่สื่อจีนเห็นว่าประธานาธิบดีปูติมีความกล้าหาญ กล้าที่จะวิพากษ์อเมริกาอย่างตรงไปตรงมาในยามที่น้อยคนจะกล้าทำ และสหรัฐฯ ควรเปิดรับฟังความเห็นของผู้อื่นในฐานะที่ตนเป็นประเทศประชาธิปไตย
            ความคิดเห็นของประธานาธิบดีปูตินสอดคล้องกับแนวคิดหนึ่งที่เชื่อว่า ปัจจุบันอเมริกายังมีความเป็นจักรวรรดินิยมเหลืออยู่แต่เป็นจักรวรรดินิยมแบบอ่อน อเมริกาไม่ได้ควบคุมรัฐอื่นๆ ได้สมบูรณ์เต็มร้อยเหมือนยุคอาณานิคม แต่รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกต้องดำเนินนโยบายที่สนับสนุนผลประโยชน์ของอเมริกา

วิเคราะห์องค์รวม
ลัทธิหรือแนวคิดที่เชื่อว่าคนอเมริกันนั้นมีความพิเศษเหนือชาติอื่นมีประเด็นวิเคราะห์เพิ่มเติมที่น่าสนใจ ดังนี้
            ประการแรก การตีความ American exceptionalism ที่อยู่เคียงคู่กับประวัติศาสตร์อเมริกา
            สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียงสองร้อยกว่าปี มีอายุน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเก่าแก่ในยุโรป ทำให้สหรัฐฯ ขาดประวัติศาสตร์ของการเป็นสังคมชนเผ่า รัฐอาณาจักรโบราณ รัฐเจ้าขุนมูลนายหรือรัฐฟิวดัล (Feudal State) ไม่เคยผ่านการปกครองด้วยกษัตริย์ตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ไม่มีประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างกันอันยาวตามอย่างที่เกิดขึ้นในยุโรป หลังจากการต่อสู้เพื่อเอกราชแล้วเกิดประเทศที่ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยทันที เป็นระบอบการปกครองเดียวตลอดประวัติศาสตร์ประเทศ นี่เป็นส่วนหนึ่งของลักษณะอันแตกต่างจากยุโรป
เมื่อสำรวจประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ทั้งหมดตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษจนยุคปัจจุบัน พบว่ามีการใช้หรือการตีความว่ามีการใช้ American exceptionalism มาตลอด ตั้งแต่เป็นแนวคิดที่เห็นว่าตนแตกต่างเหนือกว่าชาวยุโรปที่เป็นเชื้อชาติดั้งเดิมของตนสู่การต่อสู้ประกาศเอกราชกลายเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา การแผ่ขยายดินแดนในทวีปอเมริกาเหนือและยึดดินแดนอื่นๆ ในช่วงศตวรรษที่ 19 การทำสงครามต่อสู้กับลัทธินาซี ลัทธิคอมมิวนิสต์ จนมาถึงยุคสมัยปัจจุบันที่อเมริกาคงความเป็นชาติมหาอำนาจ
ความเข้มข้นในการยึดถือมีระดับสูงต่ำมากน้อยไม่สม่ำเสมอ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือนิยามมีการเปลี่ยนแปลงเสริมแต่ง ในช่วงแรกสุดเป็นการประยุกต์ใช้จากหลักศาสนา ต่อมากลายเป็นแนวคิดที่ฝังรากลึกในสังคม กลายเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งของสังคมอเมริกันที่ผูกกับค่านิยมอื่นๆ เช่น ความรักในเสรีภาพ ปัจเจกชนนิยมโดยไม่ผูกโยงกับหลักศาสนาอีกต่อไป ทุกวันนี้คนที่ยึดถือลัทธินี้เนื่องจากศาสนากลายเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคม
ในแง่มุมนี้ ชี้ว่า American exceptionalism อยู่เคียงคู่กับการตีความประวัติศาสตร์ ขึ้นกับการใช้ว่าใครต้องการใช้อย่างไร ตีความอย่างไรและกลายเป็นเนื้อหาประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นปัจจุบันศึกษา

            ประการที่สอง ปัญหาเชิงคุณค่าและที่มา
นายเจมส์ ซีซาร์ (James Ceaser) ตั้งคำถามว่าการใช้คำว่า ลัทธิ(ism) มีที่มาที่ไปหรือไม่ หรือเป็นเพียงการใช้กันอย่างลอยๆ เพราะว่าคำว่าลัทธิในทางการเมืองจะต้องเป็นแนวคิดที่หนักแน่นในหลักข้อเชื่อ มีคำตอบแก่คำถามต่างๆ มากมาย ดังตัวอย่างเช่นลัทธิเสรีนิยม ลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ American exceptionalism ไม่มีหลักวิชาการที่หนักแน่นแต่ประการใด
            บางคนอ้างว่าลัทธินี้มีที่มามีประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ เมื่อสืบค้นจริงๆ พบว่าในปี ค.ศ. 1630 นายจอห์น วินธรอปเป็นคนแรกที่มักถูกอ้างเสมอว่าเป็นต้นสายของลัทธิ หลายคนอ้างคำของนายวินธรอปที่กล่าวว่า “เมืองที่ตั้งอยู่บนเขาแต่นายวินธรอปไม่เอ่ยว่าคำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของหลักการ exceptionalism ที่นายวินธรอปอ้างคือข้อความที่มาจากคัมภีร์ไบเบิล เนื่องจากเขาเป็นคริสเตียนนิกายเพียวริแตน (Puritan) จึงใช้และตีความหวังจะสร้างเมืองให้เป็นดั่งเมืองของผู้เชื่อผู้ศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า สาระสำคัญอยู่ที่ว่าเป็นที่ชุมนุมของผู้เชื่อ จะเป็นที่ใดในโลกหรือประกอบด้วยชนชาติใดก็ได้ อีกทั้งสามารถมีได้หลายแห่งไม่จำกัดจำนวน การอ้างคำพูดของนายวินธรอปเพื่ออ้างเป็นลัทธิเก่าแก่จึงไม่สมเหตุสมผล และเป็นการบิดเบือนหลักศาสนา

            นายเจมส์ ซีซาร์ได้ทำการสืบค้นฐานข้อมูลย้อนหลังและพบว่าศัพท์คำว่า ‘exceptionalism’ เริ่มมีการใช้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรกเมื่อปลายทศวรรษ 1950 (ก่อนหน้านี้ในทศวรรษ 1920 มีคนเดียวเท่านั้นที่ใช้ เนื้อหาเป็นการคาดการณ์เส้นทางทุนนิยมอเมริกาที่ในช่วงหนึ่งจะเติบโตก่อนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ในที่สุด ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ตามการกล่าวอ้างในปัจจุบัน) ดังนั้น คำว่า ‘exceptionalism’ จึงเป็นศัพท์ใหม่ การใช้ American exceptionalism จึงเป็นการตีความย้อนหลังของใครบางคนเท่านั้น ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ขาดความเป็นวิชาการ และอาจเกี่ยวข้องกับสงครามเย็นที่จำต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อันเป็นภัยคุกคามร้ายแรงในสมัยนั้น

            ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมามีการใช้มีการเอ่ยถึง American exceptionalism เป็นการใช้ในประเด็นสำคัญระดับชาติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอัตลักษณ์แห่งชาติ การอธิบายเหตุผลของการต่อสู้เพื่อเอกราช การขยายดินแดนในปลายศตวรรษที่ 19 และต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น จนถึงทุกวันนี้ที่มักใช้เพื่อเป็นเหตุความชอบธรรมในการทำสงคราม การส่งเสริมระบอบการปกครองประชาธิปไตย และการประกาศความภาคภูมิใจแห่งความเป็นอเมริกา ด้วยเหตุผลความสำคัญดังกล่าวไม่ว่า American exceptionalism จะมีนิยามอย่างไร เป็นศัพท์ใหม่หรือเก่าย่อมไม่สำคัญเท่ากับการใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน
            แต่ประวัติศาสตร์เมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกช่วงเวลาที่ผู้นำประเทศหรือสังคมให้ความสำคัญกับแนวคิดดังกล่าว การจะใช้ American exceptionalism จึงขึ้นกับบริบทและนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ คุณค่าของแนวคิดนี้จึงขึ้นกับการนำมาใช้ประโยชน์และการยอมรับของสังคมอเมริกันโดยแท้

สรุป
เป็นธรรมดาที่นักการเมือง ผู้นำประเทศจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ถึงประเทศที่รุ่งเรือง ผู้นำประเทศต้องจัดทำนโยบายที่สร้างประเทศให้เข้มแข็ง ประชาชนมีกำลังใจ สำคัญที่รายละเอียดของวิสัยทัศน์ว่าจะต้องสามารถอยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้ด้วยดี ให้มีความขัดแย้งเท่าที่จำเป็น ประชาชนยอมรับได้ ไม่แสดงการดูหมิ่นหรือต้องการกดขี่ชนชาติอื่น อันจะนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างไม่จบสิ้น อเมริกามีหนังสือประวัติศาสตร์ของตนเอง ชนชาติอื่นๆ ก็มีหนังสือประวัติศาสตร์ของตนเองด้วยเช่นกัน
เมื่อวิสัยทัศน์ แนวคิดและการประกาศใช้เกิดจากการสรรค์สร้างของมนุษย์ มนุษย์จึงสามารถเลือกตัดสินใจและตระหนักว่าสิ่งใดจะก่อประโยชน์อย่างถาวรยั่งยืนเพราะประวัติศาสตร์จะจารึกไว้เช่นนั้น American exceptionalism คงจะอยู่เคียงคู่กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ไปอีกนาน พร้อมกับข้อวิพากษ์ทั้งจากคนในชาติและนานาประเทศถึงความเหมาะสมของนิยามและการใช้ประโยชน์ เป็นประเด็นให้ได้ถกเถียงกันเรื่อยไป
-------------------

บรรณานุกรม
1. Americans See U.S. as Exceptional; 37% Doubt Obama Does. Gallop. 22 December 2010. http://www.gallup.com/poll/145358/americans-exceptional-doubt-obama.aspx
2.  Bacevich, Andrew. 2005. The New American Militarism: How Americans Are Seduced by War. New York: Oxford University Press.
3. Bell, Daniel. 1975. The End of American Exceptionalism. The Public Interest 41(3):
193–224. http://www.nationalaffairs.com/doclib/20080527_197504111theendofamericanexceptionalismdanielbell.pdf
4. Bert, Wayne. 2011. American Military Intervention in Unconventional War: From the Philippines to Iraq. New York: Palgrave Macmillan.
5. Boot, M ax. U.S Imperialism: a Force for Good. National Post. 13 May 2003. http://www.cfr.org/iraq/us-imperialism-force-good/p5959 accessed 12 October 2013.
6. Brzezinski, Zbigniew. Scowcroft, Brent. and Ignatius, David. 2008. America and the World: Conversations on the Future of American Foreign Policy. Philadelphia: Basic Books.
7. Cameron, Fraser. 2003. Us Foreign Policy after the Cold War: Global Hegemon or Reluctant Sheriff? USA: Taylor & Francis Routledge.
8. Ceaser, James W. 2012. The Origins and Character of American Exceptionalism.  American Political Thought: A Journal of Ideas, Institutions, and Culture, vol. 1 (Spring 2012), http://www.polisci.wisc.edu/Uploads/Documents/Ceaser.pdf, accessed 2 September 2013.
9. Chaudet, Didier.  Parmentier, Florent. and Pélopidas, Benoît. 2009. When Empire Meets Nationalism. England: Ashgate Publishing Limited.
10. CNN poll: Public against Syria strike resolution. CNN. 9 September 2013. http://edition.cnn.com/2013/09/09/politics/syria-poll-main/
11. Friedman , Uri. 2012. American Exceptionalism': A Short History. Foreign Policy. July/August 2012.  http://www.foreignpolicy.com/articles/2012/06/18/american_exceptionalism accessed 14 October 2013.
12. Geller, Pamela and Spencer. Robert. 2010. The Post-American Presidency: The Obama Administration’s War on America. New  York: Threshold Editions.
13. Gill, Stephen. 2008. Power and Resistance in the New World Order. Great Britain: Palgrave Macmillan.
14. Go, Julian. 2011. Patterns of Empire: The British and American Empires, 1688 to the Present. New York: Cambridge University Press.
15. Hippel, Karin von. 2004. Democracy by Force: US Military Intervention in the Post-Cold War World. United Kingdom: Cambridge University Press.
16. Kurian, George Thomas. (Editor in chief). 2011. The Encyclopedia of Political Science. DC: CQ Press.
17. Lobe,Jim.  CNN poll: Public against Syria strike resolution. CNN. 9 September 2013. http://edition.cnn.com/2013/09/09/politics/syria-poll-main/ntiwar.com/lobe/?articleid=7452 30 September 2005.
18. Nye Jr., Joseph S. 2011. The Future of Power. New York: PublicAffairs.
19. Putin right to slam US exceptionalism. People’s Daily/Global Time. http://english.peopledaily.com.cn/90777/8402422.html 17 September 2013.
20. Putin, Vladimir V. A Plea for Caution From Russia. The New York Times. http://www.nytimes.com/2013/09/12/opinion/putin-plea-for-caution-from-russia-on-syria.html?pagewanted=all&_r=0 11 September 2013.
21. Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. The White House. http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly 24 September 2013.
22. Remarks by the President in Address to the Nation on Syria. The White House, 10 September 2013. http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/10/remarks-president-address-nation-syria accessed 12 September 2013.
23. Roark, James L. and others. 2010. The American Promise: A Compact History (Volumes I and II). USA: Bedford/St. Martin’s.
24. Saldin, Robert P. 2011. War, the American State, and Politics since 1898. New York: Cambridge University Press.
25. Tucker, Spencer C. (editors). The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia (Volume Set). USA: ABC-CLIO, Inc.
26. U.S. weapons reaching Syrian rebels. The Washington Post. http://www.washingtonpost.com/world/national-security/cia-begins-weapons-delivery-to-syrian-rebels/2013/09/11/9fcf2ed8-1b0c-11e3-a628-7e6dde8f889d_story.html 12 September 2013.
27. Wald, Kenneth D. and Calhoun-Brown, Allison. 2010. Religion and Politics in the United States. 6th edition. USA: Religion & Politics in the United States.
28. Walberg, Eric. 2011. Postmodern Imperialism: Geopolitics and the Great Games. USA: Clarity Press.
-------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…