ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

American exceptionalism กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (2)

มกราคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา

ข้อวิพากษ์การบิดเบือน American exceptionalism
            ดังที่กล่าวแล้วว่าไม่มีนิยาม American exceptionalism อันเป็นที่ยอมรับทั่วไป มีแต่นิยามที่เกิดจากการตีความและนำมาใช้ตามความต้องการมากกว่า ดังนั้น เมื่อมีผู้ใดกล่าวอ้างหลักการดังกล่าว จึงมีมักเสียงสะท้อนว่าเป็นการบิดเบือนความหมายหรือตีความผิดเพี้ยน ลักษณะของการบิดเบือนที่สำคัญคือ

            1. บิดเบือนว่าเป็นพันธกิจของศาสนา
            การบิดเบือนโดยนำเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องถูกผูกโยงเข้ากับเหตุการณ์ตั้งแต่อดีต ในยุคล่าอาณานิคมนักการเมืองบางคนเห็นด้วยกับลัทธิจักรวรรดินิยม ดังเช่น สุนทรพจน์ที่กล่าวเมื่อปีค.ศ. 1846 ของวุฒิสมาชิกโธมัส เบนตันที่กล่าวว่าพวกชนผิวขาวเท่านั้นที่ได้รับบัญชาจากสวรรค์ให้ครอบครองแผ่นดินโลกนี้ทั้งสิ้น เพราะเป็นชนชาติเดียวเท่านั้นที่เชื่อฟังบัญชาพระเจ้า เป็นการอ้างว่าสหรัฐฯ สามารถเป็นเจ้าอาณานิคมเป็นจักรวรรดินิยมโดยถูกต้องตามหลักศาสนา

            ในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังได้เปรียบในสงครามเวียดนาม สงครามถูกตีความเปรียบเทียบว่าเป็นพันธกิจของอเมริกาจะต้องทำสงครามครูเสด (Crusade) ไปให้ความสว่างแก่ชาวเวียดนาม (คำว่า ความสว่าง เป็นคำที่นำมาจากหลักศาสนา) ชาวอเมริกันไม่คิดว่าพวกเขากำลังเข้ายึดครองเวียดนามแต่กำลังช่วยชาวเวียดนามสร้างชาติให้เป็นแบบอเมริกัน
            ในช่วงที่บรรยากาศทำสงครามต่อต้านลัทธิก่อการร้ายกำลังดำเนินอย่างเข้มข้นในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช ครั้งหนึ่งประธานาธิบดีถึงกับกล่าวในที่ประชุมสื่อว่าการทำสงครามต่อต้านก่อการร้ายเหมือนกับการทำสงครามครูเสด โยงกับเรื่องที่ผู้ก่อการร้ายที่ก่อเหตุวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 ที่เป็นมุสลิม

ผู้ศรัทธาบางคนวิพากษ์ว่าหากคำว่า exceptionalism มีจุดเริ่มต้นจากคำของนายวินธรอปที่กล่าวถึง “เมืองที่ตั้งอยู่บนเขา เท่ากับว่าเป็นการดึงคำที่อยู่คัมภีร์ไบเบิลมาตีความใหม่ ด้วยวัตถุประสงค์ใหม่ เพราะคริสเตียนใช้ประโยค “เมืองที่ตั้งอยู่บนเขา เป็นวิสัยทัศน์ตามความเชื่อ เป็นการสร้างสังคมตามหลักศาสนา ไม่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพหรือประชาธิปไตยอันเป็นแนวทางของฝ่ายโลก นอกจากนี้ทุกหนทุกแห่งในโลกสามารถเป็น “เมืองที่ตั้งอยู่บนเขา” ไม่จำกัดว่าต้องเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา
แต่ในระยะหลังคำดังกล่าวถูกนำมาดัดแปลงเป็นลัทธิเป็นแนวคิดแพร่ขยายการปกครองแบบประชาธิปไตยตามแนวทางของอเมริกา นำมาสร้างความชอบธรรมในการทำสงคราม เหล่านี้เป็นการบิดเบือนการตีความเนื้อหาในคัมภีร์ไบเบิล ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
            อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีผู้ยึดถือลัทธิโดยยึดโยงกับศาสนาเช่นเดิม กลายเป็นประเด็นถกเถียงว่าเป็นการบิดเบือนทางศาสนาจริงหรือไม่

            2. บิดเบือนว่าลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตยเหมาะสมกับทุกคนทุกสังคมทั่วโลก
            ประเด็นนี้เป็นข้อถกเถียงอย่างมากเช่นกัน ในยุคสงครามเย็นที่เป็นการแข่งขันระหว่างขั้วประชาธิปไตยกับขั้วสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ต่างนำเสนอจุดดีของตนและอ้างว่าอีกฝ่ายบกพร่อง ทุกวันนี้รัฐบาลอเมริกันยังพูดอยู่เสมอว่าประชาธิปไตยคือการปกครองที่เหมาะสมกับทุกประเทศทั่วโลก กลายเป็นต้นเหตุสำคัญของความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
            นายเบรนท์ สโกว์ครอฟท์  (Brent Scowcroft) เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องการชีวิตที่ดีขึ้น แต่ผู้ที่ใช้ American exceptionalism มักบิดเบือนว่าคนทั่วโลกต้องการมีวิถีชีวิตแบบอเมริกันโดยไม่พิจารณาว่าพวกเขาต้องการอย่างนั้นจริงหรือไม่

ผลเสียการใช้ American exceptionalism
            หากกล่าวว่า American exceptionalism สร้างคุณประโยชน์ต่ออเมริกามหาศาล ในอีกแง่มุมหนึ่งเป็นต้นเหตุที่มาของความขัดแย้งมหาศาลเช่นกัน ดังนี้
            1. ขัดแย้งกับค่านิยมอื่นๆ ทั่วโลก ได้รับการต่อต้านจากสังคมอื่นๆ
            นายซบิกนิว เบรซินสกี (Zbigniew Brzezinski) เชื่อว่าแท้จริงแล้วมนุษย์ต้องการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี (dignity) สามารถเลือกเส้นทางชีวิตของตน อยู่อย่างมีความหมายตามแบบของตน เสรีภาพอาจเป็นส่วนหนึ่งของศักดิ์ศรีของใครบางคน แต่ศักดิ์ศรีของมนุษย์มีมากกว่าเสรีภาพ และขึ้นอยู่กับนิยามของแต่ละคนแต่ละสังคมและศาสนา นอกจากนี้คนทั่วโลกต่างต้องการให้ผู้อื่นเคารพในศักดิ์ศรี ในนิยามศักดิ์ศรีของตน
            American exceptionalism เป็นการประกาศว่าความเชื่อว่าค่านิยม แนวทางเศรษฐกิจการเมืองแบบอเมริกันดีที่สุด ทุกประเทศต้องเจริญรอยตามโดยไม่คำนึงพื้นฐานการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคมและเรื่องใดๆ ผลที่ตามมาคืออเมริกามักขัดแย้งกับประเทศที่มีระบบการเมืองเศรษฐกิจ ค่านิยม วิถีชีวิต นิยามศักดิ์ศรีที่แตกต่างออกไป บางครั้งกลายเป็นศัตรู คู่แข่งขัน ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกไม่พอใจเมื่อผู้นำอเมริกาบอกว่าค่านิยมแบบอเมริกาดีที่สุด
            ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจน แม้การรุกคืบของ American exceptionalism ในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นด้วยแรงจูงใจทางศาสนาเป็นสำคัญ แต่ผลการรุกคืบคือการนำค่านิยมตะวันตกเข้าไปแทนที่ ก่อให้แก่ความขัดแย้งตั้งแต่ระดับรากหญ้าคือเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลของมุสลิมกับแนวคิดตะวันตก

            มีหลักฐานมากมายว่าประชาชนประเทศอื่นๆ ต่อต้าน American exceptionalism แม้กระทั่งประเทศในยุโรปตะวันตกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คนเหล่านี้ต่อต้านลัทธิดังกล่าว ต่อต้านระบอบการเมือง เศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรมตามแบบฉบับอเมริกันที่รัฐบาลสหรัฐฯ หยิบยื่นมาให้พร้อมกับความช่วยเหลือ

            บ่อยครั้งความขัดแย้งเกิดจากเรื่องพื้นฐานอย่างเสรีภาพการพูดการแสดงออก ชาวอเมริกันบางคนใช้เสรีภาพดังกล่าวในการวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาอื่น จนกลายเป็นเหตุประท้วงทั่วโลกเพราะผู้อื่นเห็นว่าเป็นการลบหลู่ศาสนาอันเป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้หรือจำต้องประท้วงต่อต้านเนื่องจากเป็นข้อบังคับทางศาสนา
การที่อเมริกายึดมั่นว่าตนมีพันธกิจมีหน้าที่ต้องส่งเสริมเสรีภาพ ซึ่งปัจจุบันมาในรูปของการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นการคุกคามประเทศอื่นๆ ที่ปกครองด้วยระบอบอื่น เกิดการต่อต้านการไม่เห็นด้วยจากรัฐบาลอื่นๆ โดยเฉพาะรัฐบาลที่เข้ากันไม่ได้กับระบอบประชาธิปไตย ยิ่งสหรัฐฯ ยึดมั่นมากเพียงใดก็ยิ่งได้รับการต่อต้านมากเพียงนั้น

            2. ได้รับการต่อต้านจากภายในประเทศอเมริกา
            หากศึกษาประวัติศาสตร์ตั้งแต่ประกาศเอกราชเมื่อปี ค.ศ.1776 จนถึงยุคปัจจุบัน เหตุที่อเมริกาทำสงครามเกิดจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ American exceptionalism เป็นปัจจัยสำคัญภายในประเทศประการหนึ่งอันเป็นต้นเหตุให้รัฐบาลประกาศทำสงคราม การทำสงครามด้วยลัทธิดังกล่าวกลายเป็นสิ่งที่ทำได้และชอบธรรม แม้ทำให้ผู้คนทุกฝ่ายบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก หลายคนตกอยู่ในภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด
            ในแง่มุมภายในประเทศอเมริกา ผลจากสงครามแต่ละครั้งได้สร้างความทรงจำแก่การเมืองภายในประเทศอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะสงครามอเมริกากับสเปน (Spanish-American War) สงครามโลกครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 สงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม บางสงครามให้ความรู้สึกดี อเมริกามีชัยชนะ ขณะที่ประชาชนต่อต้านบางสงครามโดยเฉพาะสงครามเวียดนาม
            สงครามโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนในปี 2003 เป็นอีกตัวอย่างที่ส่งผลต่อการเมืองภายในประเทศ ชาวอเมริกันราวสองในสามไม่เห็นด้วยกับการโจมตี ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลข้ออ้างของรัฐบาล ไม่เชื่อว่าประเทศได้ประโยชน์จากการทำสงครามนี้ ทุกวันนี้พิสูจน์แล้วว่าเหตุผลที่รัฐบาลบุชอ้างเพื่อบุกอิรักนั้นเป็นเหตุผลเท็จ การที่นายบารัก โอบามาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยการชูนโยบายถอนทหารอเมริกันออกจากอิรักและอัฟกานิสถานแสดงให้เห็นถึงกระแสการต่อต้านอย่างรุนแรง

            เมื่อนายโอบามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมีเหตุที่ถูกการต่อต้านเช่นกัน เมื่อรัฐบาลตั้งใจจะโจมตีกองทัพรัฐบาลซีเรียด้วยการแสดงหลักฐานที่สหรัฐฯ เป็นผู้เก็บและสรุปเองว่ากองทัพอัสซาดคือผู้ใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2013 เห็นว่าการอยู่นิ่งเฉยจะเป็นเหตุให้มีผู้ใช้อาวุธเคมีอีกในอนาคต อาวุธดังกล่าวอาจตกอยู่ในมือของผู้ก่อการร้ายและนำมาโจมตีอเมริกาในที่สุด แต่ผลสำรวจของ CNN/ORC ชี้ว่าชาวอเมริกันกว่าร้อยละ 70 ไม่ต้องการให้สหรัฐฯ โจมตีซีเรียเนื่องจากเห็นว่าการโจมตีไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ สหรัฐฯ ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองซีเรีย ผลสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับอีกหลายสำนักวิจัยที่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าประชาชนกว่าครึ่งไม่ต้องการให้ประเทศโจมตีซีเรีย
            นายฮาโรลด์ โค (Harold Koh) นักกฎหมายและนักวิชาการอเมริกันชี้ว่าชาวอเมริกันควรกดดันรัฐบาลของตนเองให้หลีกเลี่ยงผลเสียจากการใช้ American exceptionalism เพราะหลักการดังกล่าวกลายเป็นที่มาของการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน ปฏิบัติต่อตนเองอย่างหนึ่งในขณะที่ปฏิบัติต่อที่เหลือทั้งโลกอีกอย่างหนึ่ง

American exceptionalism ไม่มีผลต่ออเมริกาเสมอไป
            เมื่อประเมินภาพรวมแล้วพบว่า American exceptionalism มีผลต่อการตัดสินใจทางประวัติศาสตร์หลายครั้ง บางครั้งมีผลต่อความเป็นไปทั้งของอเมริกาและของโลก อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวไม่ได้มีอิทธิพลเสมอไป เนื่องจากไม่ใช่ทุกรัฐบาลที่สนับสนุนหรือยึดถือแนวทางดังกล่าว อีกทั้งยังขึ้นกับบริบทความเข้มแข็งของประเทศ การสนับสนุนจากประชาชน
            เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์อเมริกาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ ไม่ใช่ทุกรัฐบาลที่สนับสนุนหรือยึดถือแนวทาง American exceptionalism หากแนวคิดดังกล่าวสัมพันธ์กับการล่าอาณานิคม ข้อมูลทางวิชาการหลายชิ้นสรุปว่าชาวอเมริกันตั้งแต่ในช่วงทศวรรษ 1880 ต่อต้านลัทธิอาณานิคมอย่างมาก อันเป็นเหตุให้อเมริกาประกาศเป็นเอกราชในเวลาต่อมา

            ในแง่การขยายอาณาเขต อเมริกามีทั้งช่วงที่ขยายอาณาเขตกับช่วงแยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งใดๆ ในโลก (Isolationism) เช่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 รัฐบาลอเมริกันหันกลับไปยึดถือหลัก Isolationism พยายามไม่ข้องแวะกับความขัดแย้งในยุโรปหรือที่อื่นใดทั่วโลก
            ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ผู้ดำรงตำแหน่งในช่วง 1977–1981 เป็นอีกตัวอย่างผู้นำประเทศที่ไม่นิยมความรุนแรง ตั้งใจอยู่ร่วมกับฝ่ายตรงข้ามในยุคนั้นด้วยสันติ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพโซเวียต ชาติอาหรับที่เป็นศัตรูกับอิสราเอล
โดยสรุปแล้ว เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ พบว่าผู้นำประเทศบางคน นักการเมืองบางยุคสมัยไม่ยึดมั่น American exceptionalism

ในอีกด้านหนึ่งนายแดเนียล เบลล์ (Daniel Bell) เห็นว่าความเข้มแข็งของประเทศมีผลต่อการยึดถือ American exceptionalism โดยสังเกตว่าในทศวรรษ 1970 เป็นช่วงที่ไม่มีกระแสดังกล่าวเนื่องจากประเทศอยู่ในภาวะอ่อนแอ สังคมอเมริกันกำลังแตกแยกทางความคิด วัฒนธรรมอย่างรุนแรง เศรษฐกิจมีปัญหา ในช่วงเวลานั้นชาวอเมริกันส่วนใหญ่จึงไม่มีเชื่อเรื่อง American exceptionalism และหันไปยึดถือค่านิยมอื่นๆ แทน
การต่อต้านสงครามเวียดนามในอดีต การต่อต้านการโจมตีซีเรียเมื่อไม่นานนี้เป็นกรณีที่ประชาชนไม่เห็นด้วย การที่ผู้นำประเทศจะอ้าง American exceptionalism จึงใช้ไม่ได้ผลเสมอไป ขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง

อ่านต่อ:
American exceptionalism กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (3)
อ่านย้อนหลัง:

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…