วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

American exceptionalism กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (1)

มกราคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
ตีพิมพ์ใน รัฐสภาสาร ปีที่ 62 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม พ.ศ. 2557,  http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/download/article/article_20140127150327.pdf
(หมายเหตุ : เนื่องจากความยาวของบทความ จึงแบ่งออกเป็น 3 ตอน)

            เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแสดงสุนทรพจน์ที่เกี่ยวข้องนโยบายต่างประเทศมักจะมีการเอ่ยถึงAmerican exceptionalism หรือหลักการที่อยู่ภายในลัทธิหรือแนวคิดดังกล่าว แม้เป็นคำที่มีการพูดถึงแต่ในทางวิชาการเป็นที่ถกเถียงในความหมาย การตีความ การนำไปใช้ เนื่องจากลัทธิหรือแนวคิดนี้ขาดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ อีกทั้งพบว่าบ่อยครั้งผู้ใช้แต่ละคนจะใช้ในความหมายที่แตกต่างกันด้วยเหตุผลเฉพาะเจาะจง ในที่นี้จะอธิบายความหมาย การนำไปใช้ ผลที่เกิดขึ้นทั้งด้านบวกด้านลบ และข้อวิพากษ์

นิยาม
            American exceptionalism คือ ลัทธิความเชื่อว่าคนอเมริกันนั้นมีความพิเศษเหนือชนชาติอื่น มีรากฐานมาจากสองแนวคิดคือ อเมริกาเป็นประเทศที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ กับอเมริกาเป็นประเทศที่พิเศษกว่าประเทศอื่นๆ
            คำว่า แตกต่าง หมายถึงการแตกต่างจากชาติชนชาติอื่นๆ แม้บรรพบุรุษชาวอเมริกันคือชนชาติที่สืบเชื้อสายจากยุโรป แต่คนเหล่านี้ได้พัฒนาค่านิยมวัฒนธรรมของตนเองแตกต่างจากชาวยุโรป ชาวอเมริกันมีจุดเริ่มต้นที่ต้องการเป็นเสรีชน ชนชาติที่ไร้ชนชั้น สังคมปราศจากการแบ่งแยกหรือการต่อสู้เรื่องแนวคิดทางการเมือง ชาวอเมริกันทุกคนต่างร่วมใจปกป้องเสรีภาพของประชาชน พัฒนาประเทศให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี
            ส่วนคำว่า พิเศษ หมายถึงการมีเสรีภาพหรือโอกาสที่จะมีเสรีภาพ และเป็นชาติที่มีพันธกิจ (mission) มีหน้าที่เป็นเสาหลักแห่งเสรีภาพของโลก ความเป็นมหาอำนาจของอเมริกาเป็นประโยชน์ต่อประชาคมโลกเนื่องจากเป็นชาติประชาธิปไตยแตกต่างจากมหาอำนาจอื่นๆ ในประวัติศาสตร์
            นิยามดังกล่าวเป็นนิยามที่เกิดจากการรวมรวบข้อมูลหลากหลายแหล่งที่นิยมใช้กันทั่วไป ไม่มีนิยามสากลอันเป็นที่ยอมรับทั่วไป (หรือยังถกเถียงกันอยู่) มีแต่นิยามที่เกิดจากการตีความและนำมาใช้ตามความต้องการ

สิ่งที่มักคู่กับ American exceptionalism
            จากการศึกษาพบว่ามีหลายอย่างที่มักปรากฏหรือใช้ควบคู่กับ American exceptionalism ดังนี้
            1. ศาสนา
            ศาสนาคริสต์มีส่วนเกี่ยวข้องผูกพันโดยตรง ข้อมูลหลายชิ้นอ้างหลักฐานจากประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าจุดเริ่มต้นของแนวคิดดังกล่าวมาจากหลักศาสนา ในปี ค.ศ. 1630 นายจอห์น วินธรอป (John Winthrop) คริสเตียนผู้หนึ่งกล่าวถึงการบุกเบิกสร้าง “เมืองที่ตั้งอยู่บนเขา” อันเป็นประโยคที่หยิบยกมาจากพระคัมภีร์ไบเบิล กลุ่มผู้ก่อตั้งอาณานิคมใหม่ในทวีปอเมริกาเหนือปรารถนาสร้างเมืองนิวอิงแลนด์ (New England) เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เมืองอื่นๆ ดังคำกล่าวว่า “สายตาของคนทั้งหลายจับจ้องมองที่เรา”
            ความคิดของนายวินธรอปเป็นตัวอย่างบุคคลแรกๆ ที่นำหลักศาสนามาเกี่ยวข้องกับการสร้างเมืองใหม่ในโลกใหม่ (อเมริกา) มีอีกหลายคนที่วางรากฐานแนวคิดการสร้างเมืองสร้างชาติ และแนวคิดเหล่านั้นได้รับการพัฒนาต่อยอดจากคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า
            ในอดีตยุคที่คนอเมริกันส่วนใหญ่เชื่อเรื่องศาสนาอย่างเคร่งครัดจะยึดถือ American exceptionalism อย่างเคร่งครัดด้วย ในเวลาต่อมาแนวคิดของลัทธิดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม สังคมที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง และเป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของผู้นับถือศาสนาคริสต์บางกลุ่ม

            2. การชี้ว่าผู้อื่นด้อยพัฒนากว่า จำต้องเข้าไปช่วยเหลือเปลี่ยนแปลง
            พวกคนผิวขาวมีความเชื่อว่ามานานแล้วว่าประเทศของตนมีวัฒนธรรมสูงส่งกว่า เห็นว่าผู้อื่นเป็นคนป่าเถื่อน ไร้อารยธรรมหรือโบราณคร่ำครึ ความเชื่อนี้เป็นส่วนผสมในแนวคิดว่าพวกคนผิวขาวหรือชาวตะวันตกจำต้องช่วยเหลือชนชาติอื่นที่ด้อยพัฒนากว่าให้มีความเจริญตามแบบของตน เห็นว่าการนำความเปลี่ยนแปลงสู่ประเทศอื่นๆ เป็นเรื่องถูกต้องสมควรกระทำ
            ประโยคที่ได้รับการเอ่ยถึงอยู่เสมอคือสุนทรพจน์ของวุฒิสมาชิกโธมัส ฮาร์ท เบนตัน (Thomas Hart Benton) ที่กล่าวเมื่อปี ค.ศ. 1846 “ในอนาคต (อเมริกา) จะพัฒนาการค้า ใน (ดินแดนย่านแปซิฟิก) ที่กว้างใหญ่และหลากหลาย ซึ่งเป็นส่วนที่มีดินแดนกว้างใหญ่กว่าประเทศอเมริกา ... ดูเหมือนว่าพวกชนผิวขาว (White race) เท่านั้นที่ได้รับบัญชาจากสวรรค์ให้ครอบครองแผ่นดินโลกนี้ทั้งสิ้น เพราะเป็นชนชาติเดียวเท่านั้นที่เชื่อฟังบัญชา (ของพระเจ้า) และชนชาติเดียวเท่านั้นที่ออกแสวงหาดินแดนใหม่ที่ห่างไกล”

            3. การเผยแพร่ลัทธิเศรษฐกิจและการเมือง
            ในปี ค.ศ. 1776 นายโธมัส เพน (Thomas Paine) นักปฏิวัติเสรีประชาธิปไตยชี้ว่าอเมริกาเปรียบประดุจกระโจมไฟที่จะส่องสว่างแห่งเสรีภาพแก่โลก ในยามที่ “ทุกหนแห่งทั่วโลกแสวงหาเสรีภาพ” ไม่ว่าจะเป็นที่เอเชีย แอฟริกาหรือยุโรป ในสมัยของนายเพนการเผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตยยังจำกัดอยู่ในยุโรปกับอเมริกาเป็นหลัก สหรัฐฯ เริ่มเผยแพร่ประชาธิปไตยอย่างจริงจังเมื่อเข้าสู่ยุคสงครามเย็น พร้อมกับที่ American exceptionalism ได้พัฒนาตัวเองเป็นการส่งเสริมการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย กลายเป็นรากเหตุผลหนึ่งที่ประกาศว่าประชาชนทุกคนทั่วโลก รัฐบาลทุกประเทศทั่วโลกจะต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ และสหรัฐฯ มีพันธกิจที่จะต้องทำหน้าที่นี้ให้สำเร็จ
            ในปี ค.ศ. 1961 ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี กล่าวว่าชาวอเมริกัน “แบกรับภาระกับความเสี่ยงที่ประเมินขนาดและระยะเวลาไม่ได้ [ในการรักษาและปลดปล่อยคนทั่วโลกให้มีเสรีภาพ] ไม่ใช่เพื่อพวกเราเองเท่านั้นแต่เพื่อคนทั้งหลายที่ปรารถนาเป็นไท”
            ปัจจุบันการเผยแพร่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม การปกครองแบบประชาธิปไตยมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบในหลายรูปแบบ สหรัฐฯ พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบเดียวกับตน และผลักดันให้ประเทศต่างๆ เป็นประชาธิปไตย

            4. การเสริมสร้างกำลังทหาร การทำสงคราม การขยายขอบเขตอิทธิพล
            การจะมีอิทธิพลต่อประเทศอื่นๆ จำต้องมีอำนาจทางทหารสนับสนุน การช่วยเหลือประเทศอื่น ช่วยปลดปล่อยประเทศอื่นจากการถูกยึดครอง หรือการปกป้องประเทศจากการถูกรุกรานจำต้องมีกำลังรบที่เพียงพอ
            รัฐบาลอเมริกันบางชุดตั้งงบกลาโหมไว้น้อยบางชุดตั้งไว้มากขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมในขณะนั้น รวมทั้งนโยบายของรัฐบาล มีหลักฐานชัดเจนว่าในสมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) เพิ่มงบประมาณกลาโหมมหาศาล เร่งเสริมสร้างกองทัพให้เข้มแข็งทั้งกำลังรบในรูปแบบ พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เช่น โครงการผลิตเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์แบบ B-1 โครงการพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์รุ่น MX ประกาศว่าประเทศอยู่ในภาวะอ่อนแอเกินไปจำต้องสร้างกองทัพให้เข้มแข็งโดยเชื่อมโยงกับแนวคิด American Exceptionalism
            ในทางการเมืองการอ้างสหรัฐฯ ที่แตกต่างพิเศษกว่าชนชาติอื่นๆ มักเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างกองทัพให้เข้มแข็งอยู่เสมอเพราะเป็นส่วนสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทุกวันนี้สหรัฐฯ ยังเป็นประเทศที่มีงบประมาณด้านกลาโหมสูงสุดในโลก มีพลังอำนาจการรบสูงที่สุด

            เมื่อพูดถึงการทำสงคราม ตลอดประวัติศาสตร์อเมริกามีการทำสงคราม ขยายดินแดนหลายครั้ง ในช่วงที่ประเทศในยุโรปกำลังออกล่าอาณานิคมทั่วโลก (เนื่องจากยุโรปในสมัยนั้นปราศจากพื้นที่ไร้คนจับจอง การขยายดินแดนหากไม่ทำสงครามกับเพื่อนบ้านก็ต้องออกล่าอาณานิคมนอกยุโรป และหลายประเทศกำลังแข่งขันแสวงหาอำนาจ) ในขณะที่ชาวยุโรปที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในทวีปอเมริกาเหนือซึ่งกลายเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมาทำสงครามขับไล่ชนพื้นเมืองออกจากพื้นที่ คนเหล่านี้ที่เป็นบรรพบุรุษของอเมริกาในปัจจุบันขึ้นฝั่งทางด้านตะวันออกของทวีปอเมริกาแล้วเคลื่อนตัวยึดครองดินแดนเรื่อยมาทางตะวันตก จนสุดท้ายมาติดฝั่งมหาสมุทรแปซิกฟิก และกลายเป็นประเทศสหรัฐฯ ในปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่บางคนตีความว่านี่คือลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกาอันเป็นผลจาก American exceptionalism
            ต่อมาในช่วงปีค.ศ. 1898-99 สหรัฐฯ ได้ผนวกหมู่เกาะฮาวาย ยึดครองเปอร์โตริโก (Puerto Rico) กับฟิลิปปินส์หลังรบชนะสเปน เข้าครอบครองเกาะกวมและบางส่วนของเกาะโซมัวซึ่งปัจจุบันยังเป็นของสหรัฐฯ เรียกว่าอเมริกันซามัว (American Samoa) และเข้าซื้อหมู่เกาะเวอร์จิน (Virgin Islands) ในช่วงเวลาเพียง 18 เดือนอเมริกากลายเป็นมหาอาณาจักรในย่านแคริเบียนและแปซิฟิก
            อย่างไรก็ตาม สงครามใหญ่ใช้งบประมาณทรัพยากรมหาศาลจึงส่งผลกระทบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 และสงครามเวียดนาม รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การทำสงครามเต็มรูปแบบจึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้บ่อยครั้งตามต้องการ อีกทั้งยังมีข้อจำกัดเรื่องอื่นๆ อีกมาก รัฐบาลอเมริกันในปัจจุบันจึงเน้นแนวทางอื่นๆ เช่น สนับสนุนให้เกิดปฏิวัติรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปลี่ยนผู้นำประเทศที่เป็นมิตรกับอเมริกา ใช้ soft power การขยายอิทธิพล ดึงให้ประเทศทั้งหลายต้องแสดงความเป็นมิตรกับอเมริกา

            5. แบ่งแยกศัตรูกับพันธมิตร
            การประกาศทำสงครามครั้งใหญ่หรือการต่อต้านศัตรูตัวฉกาจมักจะมีพันธมิตรเข้ามาเกี่ยวข้อง มีการแบ่งแยกฝักฝ่าย เช่น การทำสงครามกับฮิตเลอร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองมีการแบ่งแยกเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรกับฝ่ายอักษะ การต่อสู้กับสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น (Cold War) มีการแบ่งแยกว่าเป็นขั้วโลกเสรีกับขั้วสังคมนิยม
            ประเทศอิสราเอลเป็นกรณีตัวอย่างความร่วมมือที่ยาวนาน สองประเทศจับมือเป็นพันธมิตรตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เมื่ออิสราเอลต้องเผชิญหน้าประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นชาติอาหรับ มีการรบกันหลายครั้ง มีแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองประเทศต่างได้รับผลประโยชน์จากความร่วมมือดังกล่าว สำหรับอเมริกาแล้วผลประโยชน์หนึ่งที่สำคัญคือมีเหตุเข้าไปมีบทบาทต่อภูมิภาคตะวันออกกลางกับแอฟริกาเหนือ
            การทำสงครามต่อต้านลัทธิก่อการร้ายในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช เป็นตัวอย่างยุคปัจจุบันที่รัฐบาลอเมริกันใช้ American exceptionalism เพื่อขยายอำนาจอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศ ในแง่มุมหนึ่งการต่อต้านลัทธิก่อการร้ายจำต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลประเทศต่างๆ เนื่องจากผู้ก่อการร้ายสามารถแฝงตัวอยู่ในทุกประเทศ ในอีกมุมหนึ่งรัฐบาลบุชใช้โอกาสดังกล่าวในการแบ่งแยกมิตรกับศัตรู ขยายอิทธิพลอเมริกาด้วยการประกาศว่า “ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายเราหรือผู้ก่อการร้าย สหรัฐฯ จะถือว่ารัฐบาลของประเทศใดๆ ที่ยังให้ที่พักพิงหรือสนับสนุนลัทธิก่อการร้ายเป็นศัตรู”
            กรณีอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ จับมือกับอังกฤษส่งกองทัพนับแสนเข้าทำลายระบอบซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) แห่งประเทศอิรักในปี 2003 กรณีเมื่อไม่นานนี้สหรัฐฯ อังกฤษและฝรั่งเศสพยายามหาทางโจมตีกองทัพของรัฐบาลอัสซาดแห่งซีเรีย เนื่องจากเชื่อว่าเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2013
            จะเห็นได้ว่าข้อมูลจากแหล่งวิชาการจำนวนมากต่างบ่งชี้ว่าศาสนากับการสถาปนาประเทศในยุคแรกๆ คือสิ่งที่คู่กับ American exceptionalism และตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมามักเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงทางทหารและการเผยแพร่ประชาธิปไตย

การใช้ประโยชน์จาก American exceptionalism
            การใช้ประโยชน์มีหลายด้านขึ้นกับบริบท เป้าหมายในแต่ละยุคสมัยดังนี้
            1. การสร้างอัตลักษณ์และการประกาศเอกราช
            ชาวยุโรปที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาบุกเบิกตั้งถิ่นอาศัยใหม่ในทวีปอเมริกาคือผู้ที่ประสงค์จะตั้งรกรากบนพื้นที่ใหม่ หลีกพ้นจากถิ่นฐานเก่า วัฒนธรรมค่านิยมเดิม เมื่อมาถึงจำต้องสร้างคุณค่าแห่งการดำรงอยู่ คุณค่าแห่งการสร้างบ้านแปงเมืองขึ้นใหม่ หนึ่งในวิธีที่ทรงพลังคือการเชื่อมโยงกับศาสนาว่าถิ่นที่อยู่ใหม่นั้นเป็นที่ๆ ได้การอวยพรเป็นพิเศษจากพระเจ้าและบางคนเชื่อเช่นนั้นจริงๆ ดังที่นายจอห์น วินธรอปกล่าวถึงการสร้างเมืองที่โดดเด่นโดยอ้างอิงศาสนา
            ในเวลาต่อมาการให้คุณค่ากับความเป็นเสรีชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประกาศเอกราชจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษ เพราะคือจุดเริ่มต้นปลุกใจประชาชนให้ร่วมมือร่วมใจเห็นด้วยกับการแยกตัวเป็นอิสระสถาปนาประเทศอเมริกาในที่สุด

            การอธิบายตามแนวทางดังกล่าวข้างต้นชี้ว่าสำหรับคนอเมริกันแล้ว American exceptionalism สร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศมหาศาล เป็นรากฐานของการสร้างประเทศสร้างสังคมที่น่าภาคภูมิใจ เช่นเดียวกับนานาประเทศที่จะต้องมีประวัติศาสตร์การสร้างชาติอันน่าภาคภูมิน่าจำจด
            ทุกวันนี้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับศาสนาดังเช่นคนในยุคก่อน แต่ยังคงยึดมั่นใน American exceptionalism ด้วยเหตุผลที่ว่าลัทธิดังกล่าวสนับสนุนความเป็นเสรีชน คอยตอกย้ำว่าเป็นชนชาติที่พิเศษแตกต่างอันเป็นรากฐานแนวคิดแห่งความภาคภูมิใจ ความเชื่อมั่นของชาวอเมริกัน

            2. การต่อสู้ทางการเมือง การขยายและรักษาอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศ
            ในช่วงสงครามเย็นช่วงแห่งการต่อสู้อย่างเข้มข้นระหว่างสองขั้วมหาอำนาจ พวกอนุรักษ์นิยมใหม่ (neoconservatives) ในสหรัฐฯ อาศัย American exceptionalism ประกาศว่าประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่มีศีลธรรมสูงกว่า (ตรงข้ามกับลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ปฏิเสธศาสนา) และเห็นว่าตนเองมีพันธกิจระดับโลกที่จะต้องต่อสู้ช่วยเหลือโลกให้พ้นภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์
            ในสมัยนั้นสหรัฐฯ ได้ดำเนินนโยบายหลายอย่างเพื่อส่งเสริมลัทธิประชาธิปไตยด้วยหลากหลายวิธี ทั้งการโฆษณาชวนเชื่อ ใช้องค์กรช่วยเหลือทางสังคมเป็นเครื่องมือ เฉพาะระหว่างปี 1955-1961 รัฐบาลอเมริกันใช้งบประมาณกว่า 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและการทหารแก่เวียดนามใต้ ครู ข้าราชการพลเรือน ตำรวจอเมริกันที่ส่งไปช่วยเหลือต่างสอน/ดำเนินในแนวทางของอเมริกันทั้งสิ้น แม้กระทั่งช่วยร่างรัฐธรรมนูญตามแบบตะวันตก

            การต่อต้านลัทธิใดๆ ที่ขัดขวางต่อสู้ระบอบประชาธิปไตยและการแผ่ขยายลัทธิประชาธิปไตยทั่วโลกในปัจจุบันยังดำเนินต่อเนื่อง เป็นความใฝ่ฝันที่ว่าทั่วทั้งโลกจะต้องเป็นประชาธิปไตยทั้งหมด นโยบายส่งเสริมประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางให้เป็นประชาธิปไตยเป็นตัวอย่างหนึ่ง นายริชาร์ด ฮาซซ์ (Richard Haass) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ กล่าวในปี 2002 ว่าเป็นเวลานานหลายทศวรรษแล้วที่สหรัฐฯ ดำเนินนโยบายส่งเสริมให้โลกมุสลิมเป็นประชาธิปไตย ดังเช่นที่ทำกับภูมิภาคอื่นประเทศอื่นๆ ลักษณะเช่นนี้ยังสามารถเห็นเด่นชัดในปัจจุบันที่รัฐบาลอเมริกันสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย สนับสนุนรัฐบาลในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เป็นประชาธิปไตย ถือเกณฑ์ความเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเป็นเงื่อนไขรับการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจการเมืองจากอเมริกา
            ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช (George W. Bush) กล่าวสุนทรพจน์ในงานองค์กรส่งเสริมประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Endowment for Democracy) “เราเชื่อว่าเสรีภาพที่เราให้ความสำคัญไม่ได้มีเพื่อพวกเรา (ชาวอเมริกัน) เท่านั้นแต่เป็นสิทธิและมีเพื่อมนุษยชาติ”
            ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวถึงนโยบายนี้เช่นกันว่า “เพราะชนชาติทั้งหลายสมควรที่จะเดินอยู่บนวิถีประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นประเทศในยุโรปหรือเอเชีย แอฟริกาหรืออเมริกา เพื่อจะมีความมั่งคั่งมากขึ้น มีสันติภาพมากขึ้น และสามารถเพิ่มการลงทุนเพื่อความมั่นคงร่วมกัน เพื่อผลประโยชน์ของมนุษยชาติร่วมกัน และข้าพเจ้าเชื่อว่าเจตจำนงนี้จะกลายเป็นจริงในโลกอาหรับ”

            มีตัวอย่างอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชปราศรัยในช่วงหาเสียงปี 2000 ว่านโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ นั้นควร “ถ่อมตนแต่เข้มแข็ง” ไม่มีประเทศใดต้องกังวลหากสหรัฐฯ ดำเนินตามทิศทางนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะมีความแตกต่างระหว่างอำนาจกับสิทธิอำนาจ อำนาจคือความสามารถในการใช้กำลังและการคว่ำบาตร ส่วนสิทธิอำนาจคือความสามารถในการนำ แต่หากสหรัฐฯ ไม่ดำเนินการตามทิศทางดังกล่าวอเมริกาจะสูญเสียความพิเศษแตกต่างและกลายเป็นนักเลงโตข้างถนน
            ประธานาธิบดีบุช กล่าวในปี 2002 ว่า “เวลาพูดเรื่องความถูกผิดบางคนอาจกังวลการพูดที่ไม่เข้ากับหลักการทูตหรือไม่สุภาพ ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย [กับความกังวลเหล่านั้น] สถานการณ์ที่ต่างกันจำต้องใช้วิธีการที่แตกต่างแต่หลักศีลธรรมไม่เปลี่ยนแปลง ความจริงในหลักศาสนาไม่เปลี่ยนแปลงตามวัฒนธรรม กาลเวลาหรือสถานที่ การมุ่งเป้าสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นความผิดเสมอไม่ว่าเกิดขึ้นที่ใด การกระทำทารุณต่อสุภาพสตรีนั้นผิดเสมอไม่ว่าเกิดขึ้นเมื่อใดเวลาใด ไม่มีความเป็นกลางระหว่างความยุติธรรมกับความโหดร้าย ระหว่างความบริสุทธิ์กับการกระทำผิด และอเมริกาจะเรียกความชั่วร้ายตามชื่อของมัน เราไม่ได้สร้างปัญหา เราเพียงเปิดโปงปัญหาด้วยการเผชิญหน้ากับความชั่วร้าย ระบอบที่ไม่ยึดถือหลักนิติธรรม และเราจะนำโลกต่อต้านความชั่วร้ายนี้”
            อเมริกาจึงต้องต่อสู้กับการปกครองที่ชั่วร้ายทั่วโลกเพื่อรักษาความดีให้คงอยู่นิรันดร์

            3. การทำสงคราม การขยายดินแดน
            สังคมที่ยึดมั่นในความคิดเห็นเสรีของประชาชน การจะประกาศทำสงครามเต็มตัวจำต้องขับเคลื่อนให้ประชาชนเห็นร่วม บางครั้งผู้นำประเทศ นักการเมืองอาศัย American exceptionalism เพื่อ ดึงประชาชนให้มีส่วนร่วม สร้างความฮึกเหิมและเป็นความชอบธรรมที่สหรัฐฯ จะเข้าทำสงครามกับต่างชาติ
            สงครามเวียดนามกับสงครามอิรักเป็นกรณีตัวอย่างว่ารัฐบาลต้องยกเหตุผลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงหรือด้านความชอบธรรมตามหลักศาสนา ด้วยหลักเหตุผลซ้ำเดิมแม้จะไม่พูดด้วยประโยคเดิมๆ การทำสงครามกับอิรักจะยกเปรียบเทียบประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) แห่งอิรักว่าไม่แตกต่างจากฮิตเลอร์

            พวกอนุรักษ์นิยมใหม่บางครั้งถึงกับเรียกกองทัพประเทศว่าเป็น กองทัพของพระเจ้าด้วยเหตุฉะนี้จึงมีความชอบธรรมในการจัดการกับรัฐบาลประเทศต่างๆ และแตกต่างจากลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) ที่มักรุกรานประเทศอื่นชนชาติอื่นให้มาอยู่ใต้บังคับของตน
            ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช กล่าวว่า “อเมริกาไม่เคยเป็นจักรวรรดิ เราเป็นเพียงชาติมหาอำนาจที่มีประวัติศาสตร์ว่ามีโอกาส [ที่จะเป็นจักรวรรดิ] แต่เราปฏิเสธ” ในขณะที่นายเม็กซ์ บูท (Max Boot) เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องอายที่จะเป็นจักรวรรดินิยมหากเป็นจักรวรรดิที่ทำลายล้างความชั่ว พร้อมกับอธิบายว่าด้วยความที่สหรัฐฯ เป็นกองทัพคุณธรรม ในอดีตที่ผ่านมาจึงได้ต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายอย่างลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธินาซี หรือสิ่งที่ชั่วร้ายรองลงมาอย่างพวกตอลีบัน (Taliban) ผู้สนับสนุนลัทธิก่อการร้าย ชาวเซอร์เบีย (Serbian) ที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนชาติอื่นอย่างเหี้ยมโหด
            นักวิเคราะห์ที่เชื่อว่ามีจักรวรรดินิยมอเมริกาอธิบายเหตุผลที่มาของลักษณะจักรวรรดินิยมอเมริกากับความแตกต่างจากจักรวรรดินิยมอังกฤษว่า สหรัฐฯ ในทวีปอเมริกาเหนือมีอาณาเขตกว้างใหญ่มหาศาล ยังมีที่ดินทรัพยากรรองรับประชากรได้อีกมาก ต่างจากอังกฤษที่มีพื้นที่จำกัด เผชิญแรงกดดันจากการทำสงคราม การแข่งขันกับเพื่อนบ้านหลายประเทศ ด้วยแรงกดดันเหล่านี้ผลักดันให้อังกฤษจำต้องมีอาณานิคม เมื่อมาถึงยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกากลายเป็นชาติอภิมหาอำนาจ มีอำนาจครอบงำเศรษฐกิจโลก ปราศจากคู่แข่งทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงสามารถตักตวงผลประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกได้มากเพียงพอโดยไม่ต้องเข้ายึดครองอาณานิคมแต่อย่างไร

            ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์ที่เชื่อมั่นว่ามีจักรวรรดิอเมริกาชี้ว่าสังคมอเมริกาพยายามหลงลืมประวัติศาสตร์ส่วนนี้ และที่น่าทึ่งคือชาวอเมริกันจำนวนมากเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีจักรวรรดิดังกล่าวแต่อย่างไร ลักษณะดังกล่าวกลายเป็นความแตกต่างพิเศษอีกประการของอเมริกา
            รวมความแล้ว ทุกวันนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จาก American exceptionalism ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างประเทศหรือเพื่อการทำสงคราม แต่มักอยู่ในลักษณะเป็นแนวคิดแฝง ดังจะเห็นว่าทุกรัฐบาลจะประกาศนโยบายเรื่องการส่งเสริมเสรีภาพ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ปกป้องอธิปไตยความมั่นคงต่างๆ โดยไม่ได้เอ่ยถึง American exceptionalism โดยตรงอย่างพร่ำเพรื่อ แต่แนวคิดนี้คือรากฐานและแฝงตัวอยู่ในนโยบายหลักเหล่านั้น ผู้นำประเทศหรือสังคมจะกล่าวถึงแนวคิดนี้อย่างตรงไปตรงมาในยามที่เผชิญภัยคุกคามร้ายแรง เป็นภาวะที่รัฐบาลต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ต้องการการสนับสนุนจากประชาชนอย่างสุดกำลัง หรือในมุมกลับกันเป็นภาวะที่แนวคิด American exceptionalism ส่งผลผลักดันให้รัฐบาลต้องจัดการอย่างจริงจังหลังจากที่ลังเลใจเรื่อยมา

            หลายคนอาจต่อต้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ แต่ต้องยอมรับว่าอเมริกาได้ฟันฝ่าอุปสรรคมาแล้วมากมาย ผ่านสงครามใหญ่หลายครั้ง แต่จนทุกวันนี้ยังสามารถรักษาอธิปไตย เป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่ประวัติศาสตร์โลกต้องจารึก
American exceptionalism กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (3)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น