ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง เกมอาวุธนิวเคลียร์

นับจากโลกมีอาวุธนิวเคลียร์ รัฐบาลสหรัฐไม่คิดที่จะปลดอาวุธนี้เพราะเห็นว่าคือเครื่องมือกอบโกยผลประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเด็นขีปนาวุธพิสัยกลางคืออีกภาพสะท้อน

            เรื่องอาวุธนิวเคลียร์เป็นประเด็นร้อนอีกครั้งเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่ารัสเซียละเมิดสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง สหรัฐไม่อาจปล่อยให้รัสเซียมีอาวุธชนิดนี้ในขณะที่สหรัฐไม่อาจจะมี ดังนั้นจึงขอถอนตัวจากสนธิสัญญา พร้อมกับพูดเป็นนัยว่าจีนต้องเข้าร่วมเจรจาด้วย มิเช่นนั้นสหรัฐจะสร้างอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางอีกครั้ง
คำกล่าวหาละเมิดสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง :
สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty: INF) เป็นสนธิสัญญาทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตเมื่อธันวาคม 1987 ทั้ง 2 ประเทศตกลงที่จะกำจัดขีปนาวุธพิสัยระหว่าง 500 – 5,500 กิโลเมตรที่ติดตั้งบนฐานยิงภาคพื้นดินให้หมดก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 1991 รวมทั้งระบบปล่อยอาวุธดังกล่าว ไม่ว่าจะติดหัวรบนิวเคลียร์หรืออื่นใด
            ภายใต้สนธิสัญญานี้การศึกษาพัฒนาในตัวกระดาษยังไม่นับว่าละเมิด หากผลิตหรือยิงทดสอบขีปนาวุธจึงถือว่าละเมิดแล้ว
            รัฐบาลสหรัฐกล่าวหารัสเซียละเมิดสนธิสัญญาณดังกล่าวตั้งแต่ปี 2008 ต่อมาปี 2014 รัฐบาลโอบามากล่าวหารัสเซียอีกครั้งว่าละเมิดสนธิสัญญาทำการทดสอบปล่อยจรวดร่อนจากระบบปล่อยภาคพื้นดิน รัฐสภามีมติให้ติดตามความเคลื่อนไหวของรัสเซียในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
            ธันวาคม 2017 สหรัฐระบุว่าขีปนาวุธที่ละเมิดคือ Novator 9M729 หรือ SSC-8 พัฒนามาจากขีปนาวุธพิสัยใกล้ Iskander K กลายเป็นพิสัยปานกลาง และกล่าวหาว่ารัสเซียได้ประจำการขีปนาวุธดังกล่าวแล้ว
            ด้านรัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาพร้อมกับชี้ว่าสหรัฐละเมิดสนธิสัญญาเช่นกัน ยกกรณีติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธ SM-3 ในโรมาเนียกับโปแลนด์ แม้ว่าระบบดังกล่าวเป็นระบบต่อต้านขีปนาวุธ (พื้นสู่อากาศ) แต่สามารถติดตั้งขีปนาวุธพื้นสู่พื้น เช่นจรวดร่อนโทมาฮอว์ค
            ฝ่ายสหรัฐชี้แจงว่าไม่ได้ละเมิดเพราะติดตั้งแต่ระบบต่อต้านขีปนาวุธ

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ในที่นี้จะนำเสนอแนวคิดมุมมองหลากหลาย ดังนี้
          ประการแรก ควรตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์หรือไม่
ภายใต้สนธิสัญญา INF ได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์พิเศษ (Special Verification Commission) ตรวจพิสูจน์ว่าคู่สัญญาทำตามข้อตกลงหรือไม่ คณะกรรมการดังกล่าวทำหน้าที่ได้ดีเป็นที่ยอมรับในช่วงตรวจพิสูจน์การทำลายอาวุธของทั้ง 2 ฝ่าย
บัดนี้ เมื่อมีข้อกล่าวหาจึงมีผู้เสนอให้คณะกรรมการพิเศษชุดนี้ทำหน้าที่อีกครั้ง เพื่อชี้ว่ามีการละเมิด INF หรือไม่ แต่ดูเหมือนรัฐบาลทรัมป์ (รวมทั้งรัฐบาลโอบามา) ไม่สนใจตรวจพิสูจน์ด้วยคนกลาง เลือกที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่รัสเซียปฏิเสธเรื่อยมา
            แนวคิดใช้คณะกรรมการตรวจพิสูจน์เป็นแนวคิดที่ดีแต่ยากจะปฏิบัติในบริบทปัจจุบัน ควรเท้าความว่าคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเริ่มบังคับใช้ INF นั้นในขณะนั้นเป็นช่วงปลายสงครามเย็น ทั้งยุโรปตะวันตกกับรัสเซียต่างเห็นพ้องที่จะลดความตึงเครียดจึงยินดีเปิดฐานทัพให้เข้าตรวจสอบและทำลายอาวุธนิวเคลียร์
            แต่บริบทปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้น สหรัฐหรือรัสเซียคงไม่ยินดีที่จะเปิดให้ตรวจสอบอย่างทั่วถึง แท้จริงแล้วไม่มีประเทศใดที่เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด สุดท้ายกลายเป็นว่าไม่อาจสรุปได้ว่ายังยึดมั่น INF หรือไม่ อีกทั้งการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเข้าจารกรรมล้วงความลับ บริบทที่ไม่เอื้อจึงเป็นอุปสรรคหากจะใช้แนวทางนี้
ประการที่ 2 เพื่อยับยั้งอิทธิพลจีนในทะเลจีนใต้
            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าเป้าหมายที่แท้คือสหรัฐหวังสกัดอิทธิพลจีนในทะเลจีนใต้ เกรงว่าขีปนาวุธจีนคุกคามพันธมิตร ฐานทัพ กองเรือสหรัฐในย่านนั้น การประกาศถอนตัวของทรัมป์อาจเป็นกลวิธีเจรจาเพื่อดึงให้จีนเข้าร่วมสนธิสัญญา INF ฉบับใหม่ (การเจรจาใหม่) จำกัดปริมาณอาวุธของจีน ฯลฯ
            หนึ่งในระบบขีปนาวุธจีนที่สหรัฐกังวลคือ DF-26 มีพิสัย 4,000 กิโลเมตร เป็นอันตรายต่อฐานทัพอเมริกันและกองเรือในรัศมีอาวุธ สหรัฐคงหวังให้ยุโรป รัสเซีย และอีกหลายประเทศช่วยกดดันจีนให้ยอมเข้าร่วม INF นับเป็นวิธีการที่ชาญฉลาด หากสำเร็จลุล่วงควรยกความดีความชอบให้กับรัฐบาลทรัมป์
แดน บลูเมนธอล (Dan Blumenthal) อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเห็นว่าการถอนตัวจากสนธิสัญญาเปิดทางให้สหรัฐสร้างขีปนาวุธพิสัยกลางแบบใหม่ที่มีความสามารถในการพรางตัวและเคลื่อนที่ไปมาได้สะดวก และอาจประจำการขีปนาวุธชนิดนี้ที่เกาะกวมกับญี่ปุ่น หากเป็นเช่นนั้นจีนต้องพัฒนาและติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธอีกมากหากคิดจะสกัดกั้น
            แนวคิดนี้มุ่งเป้าที่จีน

          ประการที 3 INF ล้าสมัยควรเจรจาใหม่
            ในอีกมุมมองคือสนธิสัญญา INF เป็นประโยชน์ในยุคใกล้สิ้นสงครามเย็น แต่หลังใช้มากว่า 30 ปีบริบทเปลี่ยนไปมากแล้ว รัสเซียภายใต้ยุคปูตินกำลังฟื้นตัวอีกครั้งและต้องการความเป็นเจ้า (อย่างน้อยในระดับภูมิภาค) เร่งสร้างขยายกองทัพใหม่อีกครั้ง
            ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในด้านหนึ่งมหาอำนาจนิวเคลียร์เจรจาเรื่อยมาเพื่อรักษาความปลอดภัยไม่ให้เกิดเหตุร้ายโดยไม่คาดฝัน เจรจาลดอาวุธหลายรอบ หนึ่งในผลงานคือ INF แต่ในอีกด้านการแข่งขันยังดำเนินต่อเนื่อง ชาตินิวเคลียร์ส่วนใหญ่ยังพัฒนาอาวุธใหม่ๆ สหรัฐสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธและพยายามติดตั้งตามจุดต่างๆ ทั่วโลก รัสเซียตอบโต้ด้วยการสร้างขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่อ้างว่าสามารถหลบหลีกหรือทะลวงระบบต่อต้านของสหรัฐ
            ด้วยแนวคิดนี้ การถอนตัวหรือยกเลิก INF เพื่อเจรจาใหม่น่าจะเป็นผลดี และควรนำทุกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์มาร่วมเจรจา รวมทั้งอิสราเอลที่ไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธว่าตนมีอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ ทั้งควรนำระบบต่อต้านขีปนาวุธ (Ballistic Missile Defense - BMD) เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาด้วย แต่แนวคิดนี้คงไม่ง่าย มากคนมากความ
          ประการที่ 4 ทำไมยังต้องทำสนธิสัญญาอีกเมื่อรัฐบาลสหรัฐพร้อมฉีกทุกเมื่อ
            ถ้ามองในแง่ลบ ในเวลาไม่ถึง 2 ปีรัฐบาลสหรัฐฉีกสนธิสัญญา ข้อตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ ด้วยเหตุผลว่าไม่สนับสนุนผลประโยชน์อเมริกา ก่อให้เกิดคำถามว่าการทำสนธิสัญญา ข้อตกลงกับประเทศนี้มีประโยชน์แค่ไหน เพราะไม่มีหลักประกันว่าข้อตกลงที่ทำวันนี้จะคงอยู่ในวันพรุ่งนี้
            รัฐบาลสหรัฐจะคงรักษาข้อตกลงตราบเท่าที่เห็นว่าได้ประโยชน์มากพอ คำถามคือจำเป็นแค่ไหนที่ต้องทำสัญญาเพื่อให้สหรัฐได้ประโยชน์สูงสุด
            สมมุติว่าจีนเข้าร่วมทำข้อตกลงฉบับใหม่ จำกัดอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง ไม่ได้แปลว่าในอนาคตสหรัฐจะไม่ฉีกสัญญาหรือขอให้ปรับสัญญาใหม่ตราบเท่าที่สหรัฐคงความเป็นเจ้าทางทหารของโลก
            แนวคิดนี้ให้หลักคิดว่ารัฐบาลสหรัฐใช้การทำสนธิสัญญา ข้อตกลงต่างๆ เป็นเครื่องมือจำกัดอำนาจอิทธิพลของชาติอื่นๆ เพิ่มขยายผลประโยชน์ อำนาจอิทธิพลของตัวเอง
          ประการที่ 5 โลกแห่งการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์
            นับตั้งแต่โลกมีอาวุธนิวเคลียร์ครั้งแรก สหรัฐเป็นประเทศนำด้านนี้มาตลอด ยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ (Nuclear Posture Review : NPR) ฉบับล่าสุดปี 2018 ประกาศชัดว่า รัฐบาลมีหน้าที่คงกำลังอาวุธนิวเคลียร์ให้เหนือทุกประเทศใดโลก ด้วยความเชื่อว่านอกจากปลอดภัยแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเจรจา เรื่องนี้สัมพันธ์กับเศรษฐกิจโดยตรง เพราะสหรัฐมีอิทธิพลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลก เป็นระบบที่เอื้อประโยชน์ต่อตน วันใดที่ภาพลักษณ์ความเป็นมหาอำนาจหดหาย จะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทันที เช่น กระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ ข้อตกลงการค้าที่สหรัฐได้เปรียบ
            ทั้งรัสเซียกับจีนล้วนเป็นผู้ตามหลังอเมริกาในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ (แม้สหรัฐจะไม่มีขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางแต่โดยรวมแล้วยังเป็นเจ้า) และต้องย้ำว่าสหรัฐจะไม่ยอมให้ใครแซงนำในเรื่องนี้
            การถอนตัวจาก INF การนำสู่การเจรจาใหม่อยู่ภายใต้กรอบแนวคิดว่าสหรัฐจะต้องเป็นผู้นำด้านกองกำลังนิวเคลียร์โลก ดังนั้น หากรัสเซีย จีนหรือประเทศใดพยายามจะแข่งสะสมนิวเคลียร์ สหรัฐจะก้าวไปให้เร็วกว่าและไกลกว่า โลกแห่งการสะสมกองกำลังนิวเคลียร์เป็นเช่นนี้
            ไม่ว่าประเทศใด องค์การระหว่างประเทศ คนชาติใดจะกล่าวโจมตีรัฐบาลสหรัฐ

          ประการที่ 6 ทรัมป์ไม่ต้องการสงครามล้างโลก
            บ่อยครั้งที่มีข่าวความตึงเครียดเรื่องอาวุธนิวเคลียร์จะมีผู้คิดถึงสงครามนิวเคลียร์ แม้ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรง สุ่มเสี่ยงให้เผชิญหน้า เพิ่มงบประมาณสร้างอาวุธจำนวนมากรวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ใหม่ๆ แต่เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทรัมป์คิดจะทำสงครามนิวเคลียร์
            ถ้าจะตั้งคำถามแบบเข้าใจง่ายๆ อาจตั้งคำถามว่าประธานาธิบดีอยากทำสงครามนิวเคลียร์หรือไม่ อยากดำเนินชีวิตต่อในโลกยุคหลังสงครามนิวเคลียร์หรือไม่ คำตอบโดยสามัญสำนึกคือทรัมป์อยากอยู่ดีกินดี มีชีวิตยืนยาวอีกหลายปี ใช้ชีวิตเยี่ยงราชามากกว่า
            เรื่องที่ใส่ใจมากที่สุดตอนนี้อาจเป็นทำอย่างไรจะได้เป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย
            ดังนั้นไม่ควรตั้งธงว่าทรัมป์ต้องการทำสงครามนิวเคลียร์ จะเกิดสงครามล้างโลกในไม่ช้า
            บางคนวิพากษ์ว่าความคิดถอนตัวจากสนธิสัญญาขีปนาวุธพิสัยกลาง (INF) จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียด เป็นเหตุแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ บางคนตั้งคำถามว่าเป็นประโยชน์ต่ออเมริกาแค่ไหน จะยิ่งทำให้ประเทศตกอยู่ในความเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์หรือไม่ ที่ผ่านมากรณีเกาหลีเหนือกับอิหร่านก็ถูกตีความว่าอาจเป็นเหตุใช้นิวเคลียร์กันแล้ว กรณีล่าสุดเป็นการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจนิวเคลียร์ด้วยกันจะร้ายแรงกว่าเพียงใด เหล่านี้เป็นมุมมองที่พูดได้ ในอีกมุมมองหนึ่งควรชมเชยรัฐบาลสหรัฐที่กำลังใช้ความได้เปรียบของตนสร้างความได้เปรียบเพิ่มอีก ต้องอาศัยรัฐบาลอย่างทรัมป์ที่จะลงมือทำเรื่องเช่นนี้
28 ตุลาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8023 วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2561)
-----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ตลอด 240 ปีนับจากก่อตั้งประเทศได้พิสูจน์ชัดว่าชาวอเมริกันผู้รักสันติแทบไม่มีผลต่อนโยบายทำสงคราม เป็นเหตุให้สหรัฐเข้าทำสงครามน้อยใหญ่อยู่เสมอ สงครามมีเพื่อใครกันแน่
โลกเข้าสู่ยุคสงครามนิวเคลียร์ สหรัฐจะชิงลงมือก่อน?
โอกาสเกิดสงครามล้างโลกนิวเคลียร์เป็นไปได้น้อยมาก ที่มีความเป็นไปได้มากขึ้นคือสหรัฐจะเป็นผู้ลงมือใช้ก่อนกับประเทศเล็กๆ 

บรรณานุกรม :
1. China’s missile buildup — a threat to U.S. bases in Japan — likely a key factor in Trump plan to exit INF. (2018, October 22). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2018/10/22/asia-pacific/russia-blamed-china-real-reason-u-s-inf-exit/#.W85fiXszbZ4
2. Council on Foreign Relations (CFR). (2018, February 21). The Uncertain Future of the INF Treaty. Retrieved from https://www.cfr.org/backgrounder/uncertain-future-inf-treaty
3. Stockholm International Peace Research Institute. (2018). World nuclear forces. Retrieved from https://www.sipri.org/sites/default/files/SIPRIYB18c06.pdf
4. The Death of the INF Treaty Could Signal a U.S.-Russia Missile Race. (2017, December 6). The National Interest. Retrieved from https://nationalinterest.org/feature/the-death-the-inf-treaty-could-signal-us-russia-missile-race-23532
5. Trump's missile treaty pullout could escalate tension with China. (2018, October 23). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-nuclear-china/trumps-missile-treaty-pullout-could-escalate-tension-with-china-idUSKCN1MX0E7
6. U.S. Department of Defense. (2018). Nuclear Posture Review 2018. Retrieved from https://media.defense.gov/2018/Feb/02/2001872886/-1/-1/1/2018-NUCLEAR-POSTURE-REVIEW-FINAL-REPORT.PDF
-----------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018: ถอดบทเรียนที่ได้ ชัยชนะของทรัมป์

กระแสต่อต้านทรัมป์มีจริงแต่ไม่แรงอย่างที่หลายฝ่ายนำเสนอ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศตามแนวทางของตนต่อไป ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ไม่กี่วันก่อนเลือกตั้ง ผลโพลรายงานว่าพรรคเดโมแครทจะได้ ส.ส. เพิ่ม 23 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ในขณะที่รีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงประธานาธิบดีทรัมป์กับพรรครีพับลิกันของท่านเน้นหาเสียงให้กับวุฒิสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นแผนหรือเป็นการคาดการณ์ตามผลโพล ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งทรัมป์เอ่ยเรื่องที่ต้องการได้ ส.ว.เพิ่มขึ้น ส.ส.ลดลง “คลื่นน้ำเงิน” (Blue Wave): ถ้าใช้ข้อมูลที่พูดแง่ลบต่อทรัมป์ 3 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งทรัมป์ประกาศว่าหากรีพับลิกันแพ้ไม่ใช่ความผิดของตน ผลโพลหลายสำนักชี้ว่าคนจำนวนมากออกไปใช้สิทธิ์เพราะต้องการแสดงตนต่อต้านประธานาธิบดี ยกตัวอย่างผลโพลของ CNN ชี้ว่าร้อยละ 42 ของผู้ที่จะไปใช้สิทธิจะลงคะแนนเพื่อส่งสารแสดงตนบอกว่าผลงานรัฐบาลไม่เข้าตา ร้อยละ 28 ตั้งใจไปเลือกตั้งเพื่อสนับสนุนประธานาธิบดี และอีกร้อยละ 28 เช่นกันพูดว่าไม่ได้เลือกเพราะทรัมป์ นักวิชาการบางคนเห็นว่าเป็นไปตามทิศทางเล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…