วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2558

เมื่อรัฐบาลโอบามาลังเลใจช่วยอิรักถล่ม IS

12 เมษายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6731 วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2136251)

            สหรัฐกับพันธมิตรเริ่มโจมตี IS ทางอากาศในเมืองทิกริต (Tikrit) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม หลังการรบผ่านไปแล้วกว่า 3 สัปดาห์จนรัฐบาลอิรักต้องออกมาเรียกร้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกเพราะก่อนหน้านี้สหรัฐใช้กำลังทางอากาศโจมตี IS อย่างต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ที่ประกาศไว้ กระทรวงกลาโหมจัดให้การปราบปราม IS เป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญที่สุดต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง
            ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแอช คาร์เตอร์ (Ash Carter) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกับกับพลเอกมาร์ติน เดมซีย์ (Martin Dempsey) ประธานคณะเสนาธิการทหารผสมกังวลว่าสมรภูมิทิกริตจะเพิ่มความขัดแย้งทางศาสนา เนื่องจากอิหร่านมีส่วนเกี่ยวข้อง สนับสนุนการรบอย่างเต็มที่
            ด้านนายกฯ อาบาดีกล่าวว่าความช่วยเหลือจากนานาชาติไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาวุธ การฝึกทหารหรือกำลังทางอากาศเป็นความช่วยเหลือ “ฉันท์มิตร” ที่พูดเช่นนี้มีนัยยะต้องการเอ่ยถึงรัฐบาลโอบามา
            สหรัฐเป็นหนึ่งในตัวแสดงที่วิเคราะห์ยาก สิ่งที่เห็นไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด มีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

ผลประโยชน์อเมริกันมีทุกที่ :
            ความเข้าใจเรื่องผลประโยชน์ของรัฐบาลสหรัฐสามารถถอยหลังถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่หากเริ่มจากหลังสิ้นสุดระบอบซัดดัม ฮุสเซน รัฐบาลสหรัฐต้องการมีอิทธิพลเหนืออิรักและภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง การที่ต้องรักษาสัมพันธ์ทั้ง 2 ทางทำให้การวางตัวต่อสถานการณ์ในอิรักเป็นเรื่องยุ่งยาก
            ในนโยบายต่ออิรัก รัฐบาลมาลิกีคือหลักฐานชิ้นสำคัญ เพราะนายกฯ มาลิกีคือบุคคลที่สหรัฐสนับสนุนยกชูให้เป็นผู้นำประเทศ บรรษัทน้ำมันตะวันตกคือผู้ขุดเจาะน้ำมันทำให้อิรักกลับมาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อีกครั้ง 2 ประเทศจึงมีความสัมพันธ์รอบด้าน การเปลี่ยนแปลงท่าทีเกิดขึ้นเมื่อกองกำลัง ISIL/ISIS ปรากฏตัว รัฐบาลโอบามาประกาศปกป้องอิรักอย่างมีเงื่อนไข ย้ำว่าปัญหาอิรักไม่อาจแก้ด้วยกำลังทหารเท่านั้น ที่ผ่านมาผู้นำอิรักไม่สามารถแก้ปัญหาความไม่ไว้วางใจและความแตกแยกทางศาสนาที่ระอุมาอย่างยาวนาน ปัญหาจึงต้องแก้ที่รัฐบาลอิรักด้วย

ประเด็นสำคัญคือรัฐบาลอาหรับอื่นๆ สนับสนุนพวกซุนนีอิรัก ไม่พอใจรัฐบาลมาลิกี รัฐบาลโอบามาจึงวางตัวลำบากระหว่างจะอุ้มชูรัฐบาลมาลิกีหรือตอบสนองความต้องการของรัฐบาลอาหรับ
            แต่ที่สุดแล้ว นายกฯ มาลิกีถูกกดดันจนต้องก้าวลงจากตำแหน่ง

            การเข้าใจนโยบายของรัฐบาลโอบามาต่ออิรัก อาจเริ่มที่เดือนกรกฎาคม 2014 ในขณะนั้นกองกำลัง ISIL/ISIS บุกยึดได้หลายเมือง นายชัค เฮเกล (Chuck Hagel) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม (ในขณะนั้น) กับพลเอกเดมซีย์แถลงว่ากองทัพอิรักเน้นการสร้างแนวป้องกันการรุกคืบจากกองกำลังพวกซุนนีและ ISIL กองกำลังรัฐบาล “มีขีดความสามารถป้องกันกรุงแบกแดด” แต่ยากจะขับไล่ฝ่ายต่อต้านให้ออกจากพื้นที่ยึดครอง ทั้งยังเห็นว่ากองทัพสหรัฐยังไม่ควรเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
            จะเห็นได้ว่า ภายใต้คำว่า “ปกป้องอิรัก” รัฐบาลโอบามาเน้นป้องกันให้ไม่กองกำลัง IS รุกคืบเข้ามาในดินแดนของชีอะห์กับพวกเคิร์ด แต่ไม่คิดปราบปราม IS อย่างรวดเร็ว พยายามชี้ว่ารากปัญหาคือความขัดแย้งภายในระหว่างซุนนี-ชีอะห์ อีกทั้งยังแสดงท่าทีไม่อยากเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
            หรือพูดอีกอย่างคือ รัฐบาลโอบามาให้ความสำคัญต่อเรื่องการปรองดองมากกว่าการปรากฏตัวของ ISIL/ISIS มากกว่าการสถาปนารัฐอิสลาม ทั้งยังพูดเป็นนัยว่าหากปรองดองกันได้ ปัญหา IS จะสลายไปเอง

            การปกป้องพวกชีอะห์กับเคิร์ดเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะอุตสาหกรรมน้ำมันของบรรษัทน้ำมันสหรัฐกับพันธมิตรตะวันตกตั้งอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ ในสมัยสงครามโค่นล้มซัดดัมนั้น คนของซัดดัมทำลายโรงกลั่น เผาบ่อน้ำมันทั้งหมด (ส่วนหนึ่งสหรัฐกับพันธมิตรทำลายตั้งแต่สมัยสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก) บรรษัทน้ำมันต้องลงทุนใหม่หมด ถ้าถูกทำลายอีกรอบบรรษัทจะเสียหายอย่างหนัก จึงเป็นผลประโยชน์ที่รัฐบาลสหรัฐต้องปกป้องโดยตรง ส่วนมิตรภาพกับรัฐบาลอาหรับนั้นก็ซับซ้อนลึกซึ้งยาวนานไม่อาจลบทิ้งได้
            ในช่วงที่ ISIL/ISIS บุกยึดหลายเมืองอย่างรวดเร็วนั้น ครั้งหนึ่งประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า สหรัฐมีความกังวลเรื่องที่ ISIL จะส่งผลต่อการส่งออกน้ำมันของอิรัก เนื่องจากเป็นประเทศส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก
            คำพูดดังกล่าวสะท้อนผลประโยชน์หลักของสหรัฐในอิรัก ในตะวันออกกลาง นั่นคือเรื่องน้ำมัน ไม่ว่าชาวอิรักจะขัดแย้ง เข่นฆ่ากันอย่างไร แต่หากไม่กระทบต่อน้ำมัน ผู้ก่อการร้ายไม่มาวางระเบิดในแผ่นดินอเมริกา รัฐบาลสหรัฐจะมองว่าภัยคุกคามนั้นอยู่ไกลตัว
            รัฐบาลโอบามายังคงยึดแนวทางดังรัฐบาลก่อนๆ คือ ต้องรักษาผลประโยชน์ของบรรษัทน้ำมัน ชาวอเมริกันต้องมีน้ำมันใช้ในราคาที่รับได้ ส่วนความขัดแย้งในหมู่ประเทศตะวันออกกลางเป็นเรื่องรอง นโยบายต่อประเทศเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือหรือวิถีสู่เป้าหมายหลัก

            ณ ขณะนี้ ทางเลือกที่ดีที่สุดคือแนวทางที่รัฐมนตรีเฮเกลให้ไว้ สหรัฐไม่ควรเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะซุนนีหรือชีอะห์ ผลลัพธ์คือกองทัพสหรัฐไม่ทำอะไรจริงจัง หวังว่าสุดท้ายจะพวกซุนนี-ชีอะห์อิรักจะตกลงกันได้ ระวังไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์จากการปราบ IS เพียงฝ่ายเดียว เพราะที่ไหนๆ ก็ล้วนมีผลประโยชน์สหรัฐอยู่ในนั้น
            ถ้าจะพูดโดยตั้งบนผลประโยชน์สหรัฐ ไม่ง่ายเลยที่รัฐบาลโอบามาจะจัดการเรื่องเหล่านี้ให้ทุกฝ่ายพอใจ

อิทธิพลของสหรัฐลดลงหรือไม่ :
            ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างซุนนี-ชีอะห์ รัฐบาลโอบามาทำอย่างหนึ่งคือ ขัดขวางไม่ให้นายกฯ มาลิกีขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3 นายไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider al-Abadi) แกนนำคนหนึ่งของพรรคขึ้นดำรงตำแหน่งแทน
            แต่ดูเหมือนว่านายกฯ อาบาดีจะไม่แตกต่างจากอดีตนายกฯ มาลิกีมากนัก คือ หันไปใกล้ชิดอิหร่านมากขึ้น
            สมรภูมิปราบปราม IS ในเมืองทิกริตคือหลักฐานชิ้นสำคัญ รัฐบาลอาบาดีไม่สนใจว่ารัฐบาลโอบามาจะให้ไฟเขียวหรือไม่ สั่งกองทัพร่วมกับกองกำลังชีอะห์บุกถล่ม IS ในเมืองทิกริต เมืองที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นซุนนี ไม่สนใจคำเตือนจากสหรัฐ

            ในมุมมองของอิหร่าน อยาตุลเลาะห์ อาลี โฮไซนี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Hosseini Khamenei) ผู้นำจิตวิญญาณอิหร่าน เคยกล่าวว่าสหรัฐกำลังพยายามครอบงำอิรัก “ให้อยู่ใต้ความเป็นเจ้าและถูกปกครองโดยลูกน้องของสหรัฐ” ไม่เห็นด้วยหากสหรัฐจะเข้าพัวพันไม่ว่าจะร่วมมือกับอิหร่านหรือไม่ก็ตาม
            “เราต่อต้านการแทรกแซงกิจการภายในอิรักจากสหรัฐและประเทศอื่นๆ” “ข้อพิพาทหลักในอิรักคือข้อพิพาทระหว่างพวกที่ต้องการให้อิรักเข้าร่วมกลุ่มสหรัฐ กับพวกที่แสวงหาอิรักที่เป็นอิสระ” เชื่อว่ารัฐบาลอิรักกับประชาชนทุกหมู่เหล่าจะสามารถยับยั้งการปลุกปั่นในขณะนี้ พวกสุดโต่งเป็นศัตรูทั้งต่อพวกชีอะห์กับซุนนี

            การที่อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอีต้องการให้สหรัฐถอยห่างไม่พัวพันอิรัก เรื่องนี้อธิบายได้ไม่ยาก ข้อแรก หากรัฐบาลสหรัฐเข้าพัวพัน รัฐบาลอิรักจะตกอยู่ในอำนาจสหรัฐต่อไป เหมือนกับรัฐบาลมาลิกี ซึ่งเท่ากับเป็นการกีดกัน ขัดขวางอิทธิพลจากอิหร่าน
            ข้อ 2 อิรักมีพรมแดนติดอิหร่าน รัฐบาลอิหร่านกังวลใจเสมอ มองว่าอิรักที่ใกล้ชิดสหรัฐ หรืออิรักในสถานการณ์วิกฤตและสหรัฐเข้าแทรกแซง จะเป็นภัยคุกคามต่อตน ดังกรณีสมัยสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน
            ข้อ 3 เป้าหมายที่อิหร่านต้องการคือกีดกันสหรัฐให้ถอยห่างจากอิรัก ซึ่งเท่ากับว่าอิรักจะเป็นอิสระมากขึ้น และอิหร่านน่าจะมีอิทธิพลมากขึ้น จึงเป็นสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างช่วงชิงที่จะเข้าไปมีอิทธิพลเหนืออิรัก

            ครั้งหนึ่งอยาตุลเลาะห์ คาเมเนอีถึงกับพูดว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่สงครามระหว่างชีอะห์กับซุนนี แท้จริงแล้วเป็นแผนที่ชาติมหาอำนาจวางไว้ โดยอาศัยกำลังจากพลพรรคของอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน กับพวกผู้ก่อการร้ายตักฟีรีย์ (หมายถึง IS) เพื่อบั่นทอนเสถียรภาพและบูรณภาพแห่งดินแดนของอิรัก แท้จริงแล้ว “ความขัดแย้งหลักในอิรักคือความขัดแย้งระหว่างพวกที่ต้องการให้อิรักเข้าอยู่ฝ่ายสหรัฐกับพวกที่ต้องการให้อิรักเป็นไท”
            ตักฟีรีย์ (takfiri) หมายถึง ผู้ที่กล่าวหาผู้อื่นที่มีความคิดต่างว่าเป็นผู้ปฏิเสธอิสลาม (กาเฟร) ในขณะที่มุสลิมทั่วไปเห็นว่าพวกนี้เป็นมุสลิมเทียมเท็จ

            โดยรวมแล้ว เป็นการเร็วเกินไปหากจะสรุปว่าอิทธิพลของสหรัฐต่ออิรักลดลง (แม้มีร่องรอยอยู่บ้าง) อิรักยังต้องพึ่งพาสหรัฐต่อไป อุตสาหกรรมน้ำมันอิรักสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบรรษัทน้ำมันตะวันตก ไม่สามารถตัดขาดจากกัน เพียงแต่ในด้านการเมืองระหว่างประเทศจะอิงอิหร่านมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในประเด็นปราบปราม IS และการช่วงชิงอำนาจภายในอิรักระหว่างชีอะห์กับซุนนี

            ในภาพที่กว้างขึ้น หากการปราบปราม IS เป็นเหตุให้อิหร่านมีอิทธิพลในอิรักเพิ่มขึ้น (ซึ่งน่าจะเป็นเช่นนั้น) รัฐบาลสหรัฐอาจมองว่าเป็นภัยคุกคาม แม้ว่าโดยความจริงแล้วยังเป็นเรื่องที่ไกลตัว เนื่องจากอิหร่านยังต้องใช้เวลาฟื้นฟูประเทศอีกนานและไม่แน่นอน เช่นเดียวกับสถานการณ์ในอิรักที่ความขัดแย้งน่าจะดำเนินต่อไป เพียงแต่ชีอะห์จะได้เปรียบเพิ่มขึ้น รัฐบาลอาบาดีใกล้ชิดกับอิหร่านมากกว่าเดิม ดังคำพูดของ นายกฯ อาบาดี เมื่อต้นเดือนเมษาบรรยายสภาพของรัฐบาลแบกแดดว่า “ข้าพเจ้าหวังว่าการสนับสนุนจะเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเริ่มโจมตีพวกดาอิช (หมายถึง IS) พวกเขากำลังคุกคามกรุงแบกแดด ความจริงที่เกิดขึ้นคือไม่มีฝ่ายใดช่วยจริงทั้งจากสหรัฐหรือประเทศใดๆ”
ประโยคที่สำคัญคือ “สถานการณ์เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อแกรนด์ อยาตุลเลาะห์ อาลี ซิสตานี (Grand Ayatollah Ali Al-Sistani – ผู้นำจิตวิญญาณของชีอะห์อิรัก) มีฟัตวา (fatwa) ให้พลเรือนปกป้องประเทศและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ” “อิหร่านให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ให้ทั้งอาวุธและคำปรึกษา”

รัฐบาลโอบามาหวังปกป้องผลประโยชน์ของตนในดินแดนของพวกเคิร์ดกับชีอะห์อิรัก แต่การปราบปราม IS อย่างราบคาบนั้น รัฐบาลอิรักต้องพึ่งพาตนเองและอิหร่านมากกว่า สำหรับรัฐบาลโอบามาแล้ว การสกัดกั้น IS กับการปราบปราม IS ต้องแยกกันพูด เพราะเป็นคนละเรื่อง การเข้าใจเช่นนี้จะช่วยอธิบายพฤติกรรมสหรัฐในขณะนี้ สมรภูมิทิกริตคือหลักฐานอีกชิ้น
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับเป็นตัวแสดงหนึ่งที่เกี่ยวข้อง ความเป็นไปของ IS หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ภายในอิรักส่งผลต่อ GCC โดยตรง เป็นเรื่องซับซ้อนวิเคราะห์ได้หลายแง่มุม ในแง่ผลบวก IS เป็นภัยคุกคามที่เด่นชัดทั้งต่อราชอาณาจักรและปัจเจกบุคคล การต่อต้าน IS จึงเท่ากับช่วยเหลือประเทศตนเอง ทั้งยังชูบทบาทของ GCC การเป็นผู้พิทักษ์อิสลาม 

2.GCC เดือดร้อน?หากอิรักชนะ IS (3)
GCC ประกาศชัดให้อัสซาดก้าวลงจากอำนาจ บางประเทศให้ความช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านอย่างเปิดเผย ให้ทั้งเงิน อาวุธ หาก IS ในอิรักพ่ายแพ้จะเป็นข่าวร้ายของ GCC พิสูจน์ว่าพวกชีอะห์อิรักมีความเข้มแข็งที่จะปกครองประเทศต่อไป ในภาพรวมสะท้อนความเข้มแข็งของชีอะห์ “จันทร์เสี้ยวชีอะห์” พิสูจน์ตนเองอีกครั้งว่าเข้มแข็งกว่าเดิม กระทบต่ออนาคตของ GCC อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3.ใครได้ใครเสีย หากอิรักชนะ IS (Ookbee)
สมรภูมิทิกริตไม่ใช่่เรื่องการปราบปรามผู้ก่อการร้าย IS ในอิรักเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายหลายประเทศ ที่ควรเอ่ยถึงได้แก่ 1.ชีอะห์อิรัก 2.อิหร่าน 3.ซุนนีอิรัก 4.พวกเคิร์ด 5.ซีเรีย 6.IS/ISIL/ISIS 7.รัฐบาลสหรัฐฯ 8.GCC ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ได้มีต่อการเมืองอิรักเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบภูมิภาคตะวันออกกลาง เกี่ยวข้องกับชาติมหาอำนาจ

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป


บรรณานุกรม:
1. Al-Abadi laments U.S. inaction when ISIL attacked Iraq. (2015, April 6). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/politics/122798-al-abadi-laments-us-inaction-when-isil-attacked-iraq-
2. Iraq conflict not a war between Shias and Sunnis: Leader. (2014, June 22). Tehran Times. Retrieved from http://tehrantimes.com/component/content/article/94-headline/116482-iraq-conflict-not-a-war-between-shias-and-sunnis-leader
3. Rasheed, Ahmed., & Stewart, Phil. (2015, March 25). U.S.-led coalition, Iraqis pound Islamic State in Tikrit. Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/2015/03/26/us-mideast-crisis-iraq-confirmation-idUSKBN0ML27Q20150326/
4. Roulo, Claudette. (2015, March 3). Officials Outline Policy, Posture in Middle East. U.S. Department of Defense. Retrieved from http://www.defense.gov/news/newsarticle.aspx?id=128284
5. The White House. (2014, June 13). Statement by the President on Iraq. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/06/13/statement-president-iraq
6. Whitlock, Craig. (2014, July 3). Pentagon leaders: Iraq probably needs outside help to retake seized territory. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/national-security/pentagon-leaders-iraq-probably-needs-outside-help-to-retake-seized-territory/2014/07/03/c28e34a8-02d0-11e4-8572-4b1b969b6322_story.html
7. Withnall, Adam. (2014, June 21). Iraq crisis: Iran's Khamenei condemns US intervention and 'attempts to turn conflict into sectarian war'. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/middle-east/iraq-crisis-irans-khamenei-condemns-us-intervention-and-attempts-to-turn-conflict-into-sectarian-war-9554805.html
---------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...