ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Shale gas กับ tight oil แหล่งปิโตรเลียมใหม่ของโลก

3 กรกฎาคม 2013
ชาญชัย
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2556, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1271)
(ปรับปรุงแก้ไข 27 พฤศจิกายน 2014)

            ก๊าซธรรมชาติกับน้ำมัน (ปิโตรเลียม) ที่ใช้กันทั่วไปในโลกมีที่มาจากหลายแหล่ง สามารถแบ่งอย่างง่ายๆ ว่าเป็นแหล่งบนบกกับแหล่งในทะเล ในความจริงแล้วปิโตรเลียมแต่ละแหล่งมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน มีความยากง่ายในการขุดเจาะไม่เท่ากัน ต้องอาศัยเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาสมแตกต่างกันออกไป กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าการเลือกใช้เทคโนโลยีการขุดเจาะขึ้นกับลักษณะของแหล่ง มีผลต่อต้นทุนการผลิต ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ การที่ประเทศไทยเพิ่งจะได้ใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเมื่อปี ค.ศ.1981 ส่วนหนึ่งก็ด้วยเหตุผลดังกล่าว
            shale gas คือก๊าซธรรมชาติที่ถูกกักเก็บไว้ในชั้นหินดินดาน ส่วน shale oil คือน้ำมันดิบที่พบในชั้นหินดินดาน คนทั่วไปมักใช้คำว่า shale oil กับ tight oil ในความหมายเดียวกัน แต่แท้ที่จริงแล้วมีความหมายต่างกัน shale oil คือ tight oil ประเภทหนึ่งที่มีคุณสมบัติซึมซาบไหลผ่านช้า ในแวดวงอุตสาหกรรมน้ำมันสหรัฐฯ ใช้คำว่า tight oil เป็นหลักเพราะเป็นคำที่กินความครอบคลุมและถูกต้องมากกว่าเพราะ tight oil พบได้ในหลายแหล่งไม่เฉพาะในชั้นดินดินดานเท่านั้น (เป็นที่มาของชื่อ shale oil)
            มนุษย์รู้จัก shale gas กับ shale oil/tight oil มานานแล้ว แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับต้นทุนการผลิตที่ผ่านมามนุษย์จึงใช้ปิโตรเลียมจากแหล่งทั่วไป (conventional) การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ10 ปีที่แล้วเมื่อสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกผู้ค้นพบเทคโนโลยีการผลิตที่เรียกว่า "fracking
            "fracking” คือระบบวิธีการผลิตด้วยการผสานสองเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ประกอบด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า Hydraulic Fracturing กับ Horizontal Drilling โดยจะฉีดน้ำผสมสารเคมีและทรายจำนวนมหาศาลลงใต้ดินเพื่อทำให้เกิดรอยแตกในชั้นหิน เป็นเหตุให้ shale gas กับ shale oil/tight oil ที่ถูกเก็บกักอยู่ระหว่างชั้นจึงหลุดออกมา กระบวนการดังกล่าวไม่กระทำเฉพาะในแนวดิ่งเท่านั้น ยังกระทำในแนวราบด้วยจึงสามารถขุดเจาะได้บริเวณกว้างได้ปิโตรเลียมจำนวนมาก

            ปริมาณ shale gas กับ shale oil/tight oil เป็นเรื่องที่วงการอุตสาหกรรมน้ำมันให้ความสำคัญ เพราะโลกแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ อยู่เสมอ มีความจำเป็นต้องผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ ให้ทันกับความต้องการ รายงานล่าสุดของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (2013) ชี้ว่าทั้งโลกมี shale oil/tight oil จำนวน 345 พันล้านบาร์เรลจากทั้งหมด 42 ประเทศที่ทำการสำรวจ เพียงพอให้ทั้งโลกใช้เป็นเวลากว่า 10 ปี (คิดจากปริมาณการบริโภคที่ราว 90 ล้านบาร์เรลต่อวัน) รัสเซียมีปริมาณ shale oil/tight oil มากที่สุด ราว 75 พันล้านบาร์เรล รองลงมาคือสหรัฐฯ มีประมาณ 58 พันล้านบาร์เรล จีนมี 32 อาร์เจนตินา 27 และลิเบียมี 26 พันล้านบาร์เรล ปริมาณดังกล่าวเป็นปริมาณที่สำรวจพบในทางเทคนิค
            ปริมาณที่สำรวจพบในทางเทคนิค (technically recoverable) หมายถึง ปริมาณที่เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถผลิตได้ โดยไม่คำนึงเรื่องราคาหรือต้นผลิตการผลิต ต้นทุนการผลิตของแต่ละที่แต่ละแหล่งไม่เท่ากัน หากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นโอกาสที่แหล่งต่างๆ จะคุ้มค่าเชิงพาณิชย์จะมีมากขึ้น ดังนั้น ปริมาณที่มีอยู่จริงไม่ได้หมายความว่าจะถูกดึงมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด
            ส่วน shale gas พบว่ามีปริมาณมหาศาลเช่นกัน หากรวมก๊าซธรรมชาติจาก shale gas จะทำให้ปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 47 หรือเท่ากับ 22,882 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต อย่างไรก็ตาม เรื่องหนึ่งที่ต้องพึงระลึกเสมอคือการสำรวจระดับโลกยังอยู่ในขั้นเบื้องต้น ไม่ได้กระทำอย่างทั่วถึง ปริมาณที่มีอยู่จริงน่าจะมากกว่านี้

            เมื่อพิจารณาเฉพาะส่วนของสหรัฐอเมริกา ข้อมูลล่าสุดพบว่ามีปริมาณ shale gas ทั้งหมด 7,299 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต เพิ่มขึ้นจากรายงานปี 2011 ที่ 6,622 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ส่วน shale oil/ tight oil พบว่ามี 345 พันล้านบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปี 2011 ที่คาดว่ามีเพียง 32 พันล้านบาร์เรล (สังเกตว่าปริมาณที่สำรวจพบล่าสุดเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าตัว)
            แหล่งสหรัฐฯ เป็นแหล่งที่มีความสำคัญเพราะนอกจากมีปริมาณมากแล้วยังเป็นเพียงหนึ่งในสองประเทศในปัจจุบันที่ดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์แล้ว ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจาก shale gas คิดเป็นร้อยละ 40 ของปริมาณก๊าซธรรมชาติทั้งหมดที่ประเทศผลิตในปี 2012 ส่วนน้ำมันดิบที่ผลิตจาก shale oil/tight oil คิดเป็นร้อยละ 29 ของปริมาณน้ำมันดิบที่ประเทศผลิตได้ เหตุที่สหรัฐฯ สามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าวก่อนประเทศอื่นมาจากเหตุผลหลายอย่าง ประการแรกคือบริษัทเอกชนประสบความสำเร็จคิดค้นเทคโนโลยี "fracking” ก่อนประเทศอื่นๆ ประการที่สองคือกฎหมายอเมริกาให้ shale gas กับ tight oil ที่อยู่ใต้พื้นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน จึงเอื้อต่อการลงทุนของบริษัทเอกชนและดึงมาใช้ประโยชน์อย่างรวดเร็ว ประการที่สามคือมีโครงสร้างระบบท่อรองรับอยู่แล้ว (ขนส่งสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย) และมีแหล่งน้ำมากเพียงพอซึ่งจำต้องใช้ในขั้นตอน hydraulic fracturing
            นักวิเคราะห์คาดว่าในอนาคตสหรัฐฯ จะผลิตน้ำมันได้มากขึ้น องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency หรือ IEA) ประเมินว่าก่อนปี 2020 สหรัฐฯ จะเปลี่ยนจากผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลกมาเป็นผู้ผลิตผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกแซงหน้าประเทศซาอุดิอาระเบีย

            เมื่อพิจารณาความเกี่ยวข้องกับตลาดโลก พบว่าก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง shale gas ของสหรัฐฯ ไม่ค่อยมีผลต่อราคาก๊าซทั่วโลก เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับราคาตลาดโลกน้อยกว่าเมื่อเทียบกับน้ำมัน ดังนั้นประเด็นที่นักวิเคราะห์ให้ความสำคัญคือผลของ shale oil/tight oil ต่อตลาดโลก
            ในระยะสั้นหรือสองสามปีที่ผ่านมา ไม่มีผลต่อราคาน้ำมันตลาดโลก เนื่องจากเป็นช่วงที่อุปทานน้ำมันโลกมีความตึงตัว การที่สหรัฐฯ เริ่มผลิตน้ำมันดิบจาก shale oil/tight oil ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบโลกได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
            ในระยะกลาง 5 ปี องค์กรพลังงานระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าแม้จะค้นพบแหล่งปิโตรเลียมเหล่านี้จากหลายประเทศ แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้ายังคงมีผู้ผลิต shale gas กับ shale oil/tight oil รายใหญ่เพียงไม่กี่ประเทศ เนื่องจากแต่ละแหล่งมีความแตกต่างทั้งเรื่องการก่อตัวของชั้นดินและเงื่อนไขอื่นๆ เช่น กฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศ แหล่งน้ำที่มากเพียงพอ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อต้นทุนการผลิต มีผลต่อแรงจูงใจว่าควรลงทุนหรือไม่ เมื่อไม่สามารถคาดการณ์กำลังการผลิต จึงไม่อาจคาดการณ์ผลต่อราคาน้ำมันโลกอย่างชัดเจน ในขณะที่ต้องระลึกเสมอว่าเทคโนโลยียังพัฒนาได้อีกมาก อีกทั้งการสำรวจอาจค้นพบแหล่งปิโตรเลียมจาก shale oil/tight oil เพิ่มขึ้น

            ประเด็นที่สำคัญกว่าคือผลระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) ต่อราคาน้ำมันโลก ในด้านอุปสงค์เป็นที่ชัดเจนว่าโลกในศตวรรษที่ 21จะบริโภคปิโตรเลียมมากขึ้น เศรษฐกิจหลายประเทศกำลังเติบโต ปริมาณคนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้คนเหล่านี้มีรถยนต์ มีเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก งานวิจัยในอดีตจึงมีข้อสรุปว่าไม่เกินปี 2030 โลกจะต้องหันมาพึ่งพาปิโตรเลียมจากองค์การประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (Organization of Petroleum Exporting Countries หรือโอเปก) มากขึ้น เนื่องจากเมื่อโลกบริโภคพลังงานมากขึ้นเรื่อยๆ จะเกินกำลังแหล่งผลิตปิโตรเลียมของนอกกลุ่มโอเปก (non-OPEC) ทำให้ความเป็นไปของภูมิภาคตะวันออกกลางมีผลต่อราคาน้ำมันโลก แต่งานวิจัยล่าสุดมองว่าราคาน้ำมันในระยะยาวน่าจะมีเสถียรภาพ ไม่เกิดภาวะปรับตัวขึ้นสูงผิดปกติ เพราะไม่ช้าก็เร็วโลกจะมีผู้ผลิต shale gas กับ shale oil/tight oil เพิ่มขึ้น ผลลัพธ์คือผู้ผลิตน้ำมันรายเดิมจะลดความสำคัญ อิทธิพลของโอเปกที่มีผลต่อทิศทางราคาน้ำมันตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาจะลดน้อยลง สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางจะไม่ค่อยมีอิทธิพลต่อราคาน้ำมันดังเช่นช่วงทศวรรษ 1990 – 2000 ที่สงครามอ่าวเปอร์เซียทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นมาก องค์การข้อมูลข่าวสารด้านพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Energy Information Administration) เห็นว่าที่สุดแล้วผลตอบแทนจากการลงทุนจะเป็นปัจจัยสำคัญว่าผู้ผลิตทั่วโลกจะยอมผลิตมากน้อยเพียงไรหรือขึ้นกับหลักอุปสงค์อุปทานนั่นเอง

            ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของกระบวนการผลิตปิโตรเลียมด้วยวิธีการ "fracking” ทำให้มนุษย์สามารถดึงก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน (shale gas) และ shale oil/tight oil ที่สะสมอยู่ใต้พิภพนับล้านๆ ปีมาใช้ประโยชน์ ทุกวันนี้มีเพียงสหรัฐฯ กับแคนาดาสามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ เชื่อว่าอีกไม่นานประเทศอื่นๆ จะสามารถผลิตได้เช่นกัน นอกจากนี้เทคโนโลยีดังกล่าวยังสามารถพัฒนาได้อีกมาก ช่วยลดต้นทุนให้ต่ำกว่าเดิม ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเมื่อโลกบริโภคพลังงานมากขึ้นจะเป็นตัวจูงใจให้นานาประเทศสนใจและอยากพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมเหล่านี้ ความกังวลว่าน้ำมันจะหมดโลกถอยห่างออกไปอีกอย่างน้อยอีก 10 ปี
            ในขณะเดียวกันหากมีประเทศผู้ผลิตมากขึ้นและสหรัฐฯ อาจกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (หรืออย่างน้อยไม่นำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ) ย่อมส่งผลต่อตลาดน้ำมันโลก เชื่อว่าราคาน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ที่สุดแล้วราคาตลาดโลกจะช่วยควบคุมปริมาณการผลิตให้เป็นไปตามหลักอุปสงค์อุปทาน
            หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งสำรวจว่าประเทศตนมี shale gas กับ shale oil/tight oil หรือไม่ เปรียบเสมือนการค้นหาขุมทรัพย์ เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศที่กำลังเร่งศึกษาเทคโนโลยีผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากแหล่งเหล่านี้ ในอนาคตจะมีอีกหลายประเทศที่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ เฉกเช่นเดียวกับประเทศไทยในยุคหนึ่งที่รัฐบาลประกาศว่าเป็นยุคโชติช่วงชัชวาล
------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง
Shale gas กับ Shale oil ผู้ท้าทายวงการน้ำมันโลก
ความสำเร็จของสหรัฐฯ ในการพัฒนา shale gas กับ shale oil จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมน้ำมันโลก ต่อวงการน้ำมันโลกอย่างแน่นอน


บรรณานุกรม:
1. ก๊าซธรรมชาติ, กระทรวงพลังงาน, http://www.energy.go.th/index.php?q=node/386, Accessed 18 June 2013.
2. World Has 10 Years of Shale Oil: US Department of Energy, CNBC/Financial Times, 11 June 2013, http://www.cnbc.com/id/100804970
3. Roy Nersesian, Energy for the 21st Century, second edition (N.Y.: M.E. Sharpe, 2010)
4. Technically Recoverable Shale Oil and Shale Gas Resources: An Assessment of 137 Shale Formations in 41 Countries Outside the United States, U.S. Department of Energy, http://www.eia.gov/analysis/studies/worldshalegas/pdf/fullreport.pdf
5. How the US Could be the World's Next Major Producer of Oil, CNBC, 13 January 2013, http://www.cnbc.com/id/100375838
6. Handel Jones, CHINAMERICA: The Uneasy Partnership that Will Change the World (USA: McGraw-Hill, 2010)
7. John Fanchi, Energy in the 21st Century, second edition (N.J.: World Scientific Publishing, 2011)
8. Bill Paul, Future Energy: How the New Oil Industry Will Change People, Politics and Portfolios (N.J.: John Wiley & Sons, 2007)
-------------------------------------

ความคิดเห็น

  1. ไม่ระบุชื่อ24 พฤศจิกายน 2557 16:18

    รายงานล่าสุดของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (2013) ชี้ว่าทั้งโลกมี shale oil/tight oil จำนวน 345 ล้านบาร์เรลจากทั้งหมด 42 ประเทศที่ทำการสำรวจ ไม่น่าจะถูกต้อง
    น่าจะเป็น 345 พันล้าน
    นวรัตน์

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ขอปรับแก้เป็น "จำนวน 345 พันล้านบาร์เรล (345 billion barrels)"
      ที่มา http://www.cnbc.com/id/100804970
      ขอขอบคุณ คุณนวรัตน์ด้วยครับ

      ลบ
  2. ขอปรับแก้เป็น "จำนวน 345 พันล้านบาร์เรล (345 billion barrels)"
    ที่มา http://www.cnbc.com/id/100804970
    ขอขอบคุณ คุณนวรัตน์ด้วยครับ

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…