ระเบียบโลกทรัมป์2.0ลดทอนสิทธิมนุษยชน

ความเป็นไปของสหรัฐมีผลต่อระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัว รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนที่น่าจะเสื่อมถอย

เป็นประจำทุกปี ฮิวแมนไรตส์วอตช์” (Human Rights Watch: HRW) จะนำเสนอรายงานสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ฉบับล่าสุดคือ “World Report 2026” นำเสนอสถานการณ์ของปี 2025 บทความนี้สังเคราะห์ด้วยประเด็นระเบียบโลกทรัมป์2.0 ดังนี้

(YouTube: สิทธิมนุษยชนจะอยู่รอดหรือไม่)

สิทธิมนุษยชนจะอยู่รอดหรือไม่:

            รายงาน 2026 ให้ความสำคัญกับสหรัฐมาก ถึงขนาดตั้งคำถามว่า “สิทธิมนุษยชนจะอยู่รอดในโลกแบบทรัมป์หรือไม่” เพราะรัฐบาลทรัมป์คือพวกอำนาจนิยมที่คุกคามระเบียบโลกเดิม

            สิทธิมนุษยชนที่เสื่อมทรุดสัมพันธ์กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐ สอดคล้องกับประชาธิปไตยอเมริกาที่ถดถอย

            วิเคราะห์: ตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรก องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง งานวิจัยหลายชิ้น ล้วนฟันธงว่าประชาธิปไตยสหรัฐถดถอย ไม่สนใจสิทธิมนุษยชน ต่างจากยุทธศาสตร์แม่บทเดิม (Grand Strategy) ที่ยึดถือมานาน ทรัมป์ 2.0 ในขณะนี้แรงกว่าเดิมมาก ตั้งใจทำลายระเบียบโลกเดิมและสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ใหม่ (ระเบียบโลกใหม่) ที่สหรัฐได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้ไม่เป็นประชาธิปไตย ละเมิดการค้าเสรีของ WTO และละเมิดสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ

            ความไม่เป็นประชาธิปไตยของสหรัฐไม่ใช่เรื่องล้อเล่น มกราคม 2026 ฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีย้ำว่าสหรัฐไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ผู้นำเยอรมันใช้คำว่า “ลัทธิจักรวรรดินิยม” กับรัฐบาลทรัมป์ สอดคล้องกับการนำเสนอของสื่อตะวันตกหลายสำนัก

            ที่สำคัญคือ คำพูดนี้เท่ากับเอาสหรัฐออกจากฝ่ายประชาธิปไตย ทรัมป์พูดเองว่าบางคนเรียกเขาว่าเป็นจอมเผด็จการ (dictator) ที่ทรัมป์ตีความคำนี้หมายถึงการเป็น "ผู้นำที่เข้มแข็ง" (Strongman)

            เรื่องนี้อาจตีความว่ารัฐบาลสหรัฐหลายชุดพยายามแก้ปัญหาสำคัญของชาติ แต่วิธีเดิมไม่สำเร็จ ทรัมป์ 2.0 จึงเลือกใช้แนวทางสุดโต่งดังปรากฎในขณะนี้ เช่น ส่งเสริมอุดมการณ์ชาตินิยมผิวขาว (white nationalist ideology) ที่ต่อต้านชนเชื้อสายอื่น คนผิวสี ลดคุณค่าแรงงานต่างด้าว ผู้อพยพลี้ภัย ถอนตัวจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council: UNHRC) กระชับมิตรกับผู้นำอำนาจนิยมหลายประเทศ คว่ำบาตรองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ทำงานกับปาเลสไตน์ และคว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ที่น่าคิดคือคนในพรรครีพับลิกันไม่ต่อต้าน (บางคนอาจคัดค้านแต่เสียงอ่อน) สื่ออเมริกาเลี่ยงวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำประเทศแบบตรงๆ

            ผลสำคัญอีกข้อคือ แต่ไหนแต่ไรรัสเซียกับจีนมีปัญหาสิทธิมนุษยชน บัดนี้เมื่อสหรัฐถดถอยเรื่องนี้ ทำให้ภาพของรัสเซียกับจีนดูดีขึ้นเมื่อเทียบกับสหรัฐ หากจะวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนเท่ากับแตะรัฐบาลสหรัฐไม่โดยตรงกับโดยอ้อม

            ในอดีตรัฐบาลสหรัฐมักใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนเล่นงานหลายประเทศ บัดนี้ทรัมป์ไม่ใช้เครื่องมือตามกลไกสหประชาชาติอีกแล้ว แต่อ้างกฎหมายของตัวเอง เช่น ส่งทหารบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) ผู้นำเวเนซุเอลาพร้อมภริยาด้วยกฎหมายปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐ หวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวว่า บางประเทศพิพากษาลงโทษผู้นำประเทศอื่นด้วยตัวเอง ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

            ผู้เชี่ยวชาญบางคนวิเคราะห์ว่า ถ้าสหรัฐไม่สนใจสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนโลกจะถดถอย เช่นเดียวกับประชาธิปไตย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีสร้างระเบียบโลกเช่นนั้น และเห็นชัดว่าชาติตะวันตกหลายประเทศกำลังถอยห่างจากเรื่องดังกล่าว เมื่อบริบทโลกเป็นเช่นนี้ ไม่แปลกที่การยึดถือสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ลดน้อยลง ความเป็นประชาธิปไตยลดลง อำนาจนิยมเฟื่องฟู

รัฐบาลสหรัฐปฏิเสธรายงาน:

            เนื่องจาก World Report 2026 มีประเด็นขัดแย้งกับท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐมีส่วนทำลายเสาหลักประชาธิปไตยและบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนสากล สหรัฐจึงปฏิเสธรายงานดังกล่าว ชี้ว่าเนื้อหา "บิดเบือน" ผลสำคัญอีกข้อคือสหรัฐการเมินเฉยกลไกสหประชาชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ยอมรับการตรวจสอบจากภายนอก มองว่ารายงานจากองค์กรอย่าง HRW เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้เพื่อโจมตีอำนาจอธิปไตยของตน เป็นตลกร้ายทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลสหรัฐใช้เรื่องนี้โจมตีรัฐบาลต่างชาติแต่กลับไม่ยอมรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศของตนเอง หรือที่ทำต่อต่างประเทศ

            ปัจจัยอิสราเอลมีส่วนสำคัญ แต่ไหนแต่ไรองค์กรสิทธิมนุษยชนกล่าวโทษอิสราเอลละเมิดสิทธิมนุษยชนปาเลสไตน์ ออกแถลงการณ์ประณามทุกปี เรื่องนี้เป็นหนึ่งในชนวนเหตุสำคัญ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐ (โดยเฉพาะภายใต้การนำของพรรครีพับลิกัน) กับองค์กรสิทธิมนุษยชนอย่าง Human Rights Watch (HRW) ตึงเครียดมาก

            ทั้งนี้เนื่องจากสองประเทศเป็นพันธมิตร รัฐบาลสหรัฐจึงพยายามขัดขวางการกล่าวโทษอิสราเอล อย่างเช่นคำว่า "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" เพื่อปกป้องพันธมิตร หวังลดกระแสต่อต้านชาวยิว (Antisemitism) ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมากในการเมืองภายในของสหรัฐ

วิเคราะห์ในมุมมองระเบียบโลกใหม่:

            ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ต่อรายงานดังกล่าวสะท้อน America First 2.0 เปลี่ยนการยึดถือระเบียบโลกที่ยึดกติกาเสรีนิยม (Liberal Rules-Based Order) เป็นระเบียบโลกที่เน้นผลประโยชน์สหรัฐ การเจรจาต่อรองทวิภาคี

            ในแนวทางจัดระเบียบโลกใหม่ของสหรัฐ “สิทธิมนุษยชน” ไม่เป็นกฎเกณฑ์สากลที่อยู่เหนือรัฐอีกต่อไป แต่ถูกมองว่าเป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศ

            ข้อนี้เป็นเหตุผลว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่ยอมรับ HRW กับ UN ตีความว่าพวกนี้พยายามเข้ามาแทรกแซงนโยบายความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ ขัดผลประโยชน์แห่งชาติ

            ในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังสร้าง สหรัฐให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่ไว้ใจได้มากกว่าพันธมิตรที่ทำตามกฎหรือข้อตกลงเดิม

            ท่าทีทรัมป์จะเปลี่ยนทันทีหากประเทศนั้นไม่ยอมทำตามที่ต้องการ หรือทำสิ่งที่ขัดกับสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรเก่าแก่หรือไม่ ตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรกก็ชี้ว่านาโตมี 2 ปัญหาใหญ่ ข้อแรกคือล้าสมัยเพราะสถาปนาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น บริบทปัจจุบันแตกต่างไปมาก ข้อ 2 นาโตยังให้ความสำคัญกับก่อการร้ายน้อยเกินไป ในขณะที่สหรัฐต้องเสียงบประมาณสนับสนุนมากเกินไป ไม่ยุติธรรมต่อสหรัฐ ไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้ ดังนั้น หากชาติสมาชิกนาโตไม่ช่วยแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จะขอพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต และถ้าการทำเช่นนี้เป็นเหตุให้นาโตแตกก็ให้แตกไปเลย

            ทุกวันนี้เห็นชัดแล้วว่าทรัมป์ตั้งใจลดบทบาทองค์กรพหุภาคี (De-institutionalization) ต้องการรื้อทำลายระเบียบโลกเก่านั่นเอง เพื่อเปิดทางให้สหรัฐกำหนดมาตรฐาน สิทธิและความชอบธรรมขึ้นมาใหม่ตามเป้าหมายใหม่ ถ้าไม่นับมาตรการภาษีสินค้านำเข้าที่ใช้กับหลายสิบประเทศทั่วโลก Board of Peace (BoP) หรือคณะกรรมการสันติภาพที่กำลังก่อตั้งคือตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจน เบื้องต้นคือยุติความขัดแย้งและฟื้นฟูพื้นที่หลังสงครามในฉนวนกาซา ในอนาคตอาจขยายบทบาทไปสู่ความขัดแย้งอื่น ๆ ทั่วโลก เป็นองค์กรระหว่างประเทศใหม่ที่กำลังก่อตัว ไม่อยู่ภายใต้กติกาสหประชาชาติ วิเคราะห์ได้ว่าเป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องทำเช่นนั้นเพื่อความอยู่รอด

สรุป:

            ถ้าสังเกตให้ดี นับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ความเป็นมหาอำนาจ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนของสหรัฐมักไปในทิศทางเดียวกัน อาจตีความว่าเมื่อความเป็นมหาอำนาจถดถอย จึงทำให้ 2 เรื่องหลังถดถอยด้วย ความเป็นไปของสหรัฐมีผลต่อระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัว รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนที่น่าจะเสื่อมถอย

            บทความนี้นำเสนอข้อมูลที่ชี้ว่าสิทธิมนุษยชนอเมริกาถดถอย ต้องมองอีกด้านว่าสิทธิมนุษยชนในอเมริกายังดีกว่าหลายสิบประเทศทั่วโลก คนย่อมมีความสุขเมื่ออยู่ในประเทศที่ความเป็นคนมีคุณค่า พลเมืองทุกคนได้รับความคุ้มครอง สำนึกรักชาติเกิดขึ้นเมื่อชาติรัก

15 กุมภาพันธ์ 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10682 วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569)

---------------


บรรณานุกรม :

1. Europe’s future depends on whether it can embrace hard power, says Germany’s Merz. (2026, January 29). Politico. Retrieved from https://www.politico.eu/article/europe-eu-future-embrace-hard-power-germany-friedrich-merz/

2. German leader hails Europe as an ‘alternative to imperialism and autocracy’. (2026, January 30). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/germany-merz-europe-trump-nato-alliances-trade-65a8342f7b3fde483e85c20051845aa5

3. Germany’s Trump problem: Why Berlin won’t play hardball? (2026, January 29). Defence24. Retrieved from https://defence24.com/defence-policy/germanys-trump-problem-why-berlin-wont-play-hardball

4. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html

5. Trump predicts "very massive recession" in U.S. (2016, April 3). CNBC/Reuters. Retrieved from http://www.cnbc.com/2016/04/03/trump-predicts-very-massive-recession-in-us.html

7. US: an old-new imperial doctrine. (2026, February 2). Le Monde diplomatique. Retrieved from https://mondediplo.com/2026/02/05us

8. We never believe that any country can play the role of world policeman: Chinese FM on Venezuela situation. (2026, January 4). Global Times. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/page/202601/1352265.shtml

-----------------

ความคิดเห็น