ยุโรปไม่ใช่เบี้ยล่างของสหรัฐ

ผู้นำเยอรมันใช้คำว่า “ลัทธิจักรวรรดินิยม” เอาสหรัฐออกจากฝ่ายประชาธิปไตย บัดนี้เยอรมนี ยุโรปตะวันตก คือฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนสหรัฐกลายเป็นอีกพวก

            มกราคม 2026 ฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีย้ำว่าสหรัฐไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เรากำลังเข้าสู่โลกใหม่ที่มหาอำนาจเกิดขึ้นบนฐานอำนาจ ความเข้มแข็งและใช้กำลัง ขอให้ยุโรปยอมรับการใช้อำนาจทางทหารกับเศรษฐกิจ เพื่อคงยุโรปเป็นกองทัพฝ่ายประชาธิปไตยโลก ให้ยึดการเมืองเชิงอำนาจ (power politics) อำนาจอยู่คู่กับผลประโยชน์

            วิเคราะห์: นายกฯ เยอรมันประกาศส่งเสริมและใช้พลังอำนาจทางทหารกับเศรษฐกิจ ซึ่งจำต้องพัฒนาและขยายกองทัพ เน้นใช้อำนาจเศรษฐกิจเพื่อความมั่นคงแห่งชาติมากกว่าการค้า ความมั่นคงอยู่เหนือหลักการค้าเสรีกับข้อตกลงต่างๆ เรื่องนี้ตรงตามแนวทางของทรัมป์ ยึดทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม สร้างพลังอำนาจของยุโรป (ไม่รวมสหรัฐ)

             นายกฯ เเมิร์ซกล่าวว่าเราขอเสนอ "ชุดคุณค่าหรือระเบียบแบบใหม่" ที่ดีกว่าลัทธิจักรวรรดินิยมและระบอบอัตตาธิปไตยในโลก (imperialism and autocracy) นานาชาติเข้าเป็นหุ้นส่วนในด้านต่างๆ กับเราได้ รวมทั้งอุดมคติของเรา ด้วยความเคารพต่อกัน ซื่อสัตย์และไว้วางใจได้ (ไม่กลับไปกลับมา คาดเดาไม่ได้)

(YouTube: ผู้นำเยอรมันเอาสหรัฐออกจากฝ่ายประชาธิปไตย)

            วิเคราะห์: น่าสนใจที่ผู้นำเยอรมันใช้คำว่า “ลัทธิจักรวรรดินิยม” ที่ปกติจะหมายถึงรัสเซียกับจีน แต่กรณีนี้หมายถึงรัฐบาลทรัมป์ เป็นเรื่องใหม่ที่รัฐบาลเยอรมันกล้าใช้คำนี้กับสหรัฐ สอดคล้องกับการนำเสนอของสื่อตะวันตกหลายสำนัก

            ที่สำคัญคือ คำพูดนี้เท่ากับเอาสหรัฐออกจากฝ่ายประชาธิปไตย บัดนี้เยอรมนี ยุโรปตะวันตก คือฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนสหรัฐกลายเป็นอีกพวก ฝ่ายประชาธิปไตยยุโรปคือทางเลือกใหม่ของนานาชาติ เป็นมุมมองใหม่ที่นาโตยุโรปนำเสนอต่อประชาคมโลก

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม:

            ยุโรปต้องยอมรับและยึดถือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) สร้างพลังอำนาจของยุโรป (ไม่รวมสหรัฐ) เป็นการย้ำว่าโลกปัจจุบันใช้กฎแห่งป่า ต้องมีอำนาจมากพอจึงจะอยู่รอด และเล็งถึงสหรัฐที่กำลังใช้สัจนิยมอย่างเข้มข้น ก่อความขัดแย้งกับหลายสิบประเทศทั่วโลก ทั้งเรื่องภาษี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

            ที่น่าตกใจอีกเรื่องคือท่ามกลางกระแสตึงเครียดระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับยุโรป เยอรมนีเรียกร้องให้ยุโรปลุกขึ้นต่อต้านการครอบงำของสหรัฐ ขอให้ตระหนักและยอมรับความจริงนี้

 

พันธมิตรหรือหุ้นส่วนที่เปราะบาง:

            เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า รัฐบาลทรัมป์พร้อมที่จะยกเลิกข้อตกลงฝ่ายเดียว ไม่สนใจความร่วมมือระดับโลกหากคิดว่าไม่ได้ประโยชน์มากพอ สหรัฐอยากได้แคนาดากับกรีนแลนด์เป็นของตน ทั้งๆ ที่แคนาดากับเดนมาร์กเป็นสมาชิกนาโต (ตามสนธิสัญญาชาตินาโตต้องปกป้องพวกเดียวกัน บัดนี้สหรัฐที่เป็นสมาชิกนาโตกำลังข่มขู่คุกคามพวกนาโตด้วยกัน) ควรย้ำว่านาโตคือเสาหลักความมั่นคงของตะวันตกที่ยืนยาวตั้งแต่สมัยสงครามเย็น แต่องค์กรแบบอย่างนี้เปลี่ยนไปแล้ว

            บัดนี้ความเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วนจึงเปราะบาง ไม่แน่นอน คาดเดาไม่ได้ตามสไตล์ทรัมป์ ทุกอย่างขึ้นกับการเจรจาต่อรอง ผลประโยชน์ที่สหรัฐคาดหวัง วันนี้เป็นพันธมิตรพรุ่งนี้อาจเป็นศัตรู

            ควรสรุปว่าไม่ใช่ยุโรปที่ไม่อยากเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วน แต่อยู่ที่รัฐบาลสหรัฐว่าต้องการเป็นพันธมิตรด้วยหรือไม่ และควรตั้งคำถาม “คำว่าพันธมิตรของสหรัฐหมายถึงอะไรกันแน่”

ต่อต้านการครอบงำแต่ไม่ตัดขาด:

            นายกฯ เมิร์ซพูดชัดเจนว่ายุโรปตั้งใจร่วมมือกับสหรัฐภายใต้กรอบนาโตต่อไป แต่ไม่ใช่ "ลูกน้อง" (subordinate) ที่ต้องรับคำสั่ง ชาติยุโรปมีอธิปไตย มีผลประโยชน์ของตัวเองที่ต้องรักษาไม่ต่างจากสหรัฐ

            ในขณะเดียวกันพันธมิตรนาโตยังคงอยู่ ยุโรปจะพยายามร่วมมือกับสหรัฐต่อไปในฐานะหุ้นส่วนกับพันธมิตร

            นาโตคือพันธมิตรความมั่นคงโดยเฉพาะความมั่นคงทางทหาร ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ณ ตอนนี้ยุโรปยังต้องผูกติดการป้องกันประเทศเข้ากับสหรัฐ และหนึ่งในหัวข้อสำคัญคือยุทธศาสตร์ป้องปรามนิวเคลียร์

            ตั้งแต่แรกยุโรปพึ่งพาการป้องกันนิวเคลียร์จากสหรัฐซึ่งสำคัญมากในสมัยสงครามเย็น แต่แนวทางนี้กำลังขยับตัว นายกฯ เมิร์ซกล่าวว่าเยอรมนีหวังเพิ่มบทบาทปกป้องนิวเคลียร์ ที่สอดคล้องทำงานร่วมกับการป้องปรามนิวเคลียร์ของสหรัฐ (ปัจจุบันเป็นระบบที่สหรัฐเป็นแกนหลัก เช่น ใช้อาวุธนิวเคลียร์อเมริกา สหรัฐมีส่วนกำกับควบคุม) คล้ายบทบาทของฝรั่งเศสกับอังกฤษ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็น nuclear-sharing ที่มีปัญหาการแบกภาระค่าใช้จ่าย

            รัฐธรรมนูญเยอรมันห้ามประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ด้วยนโยบาย “NATO’s nuclear sharing” (ข้อตกลงความร่วมมือด้านอาวุธนิวเคลียร์ของนาโต ได้แก่ เยอรมนี ตุรเคีย เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ที่ใช้นิวเคลียร์สหรัฐ) ทำให้เยอรมันมีลูกระเบิดหัวรบนิวเคลียร์ของสหรัฐ และเก็บอาวุธเหล่านี้ไว้ในประเทศ

            ยกเว้นฝรั่งเศสที่มีขีปนาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองมานานแล้ว ส่วนอังกฤษมีเรือดำน้ำที่ติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐ สองประเทศนี้จึงแตกต่างจากนาโตยุโรปอื่น โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่เป็นของตัวเองแท้ๆ

            ไม่ว่ายุโรปจะชอบหรือไม่ นาโตยุโรปยังต้องพึ่งพาการป้องกันประเทศจากสหรัฐและคงต้องเป็นเช่นนี้อีกนาน การแตกหักจึงไม่ใช่ทางออก ควรหาทางอยู่ร่วมกันต่อไป พยายามเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด พร้อมกับยกระดับการป้องกันประเทศบนขาของตัวเอง เป็นโจทย์ที่ท้าทาย ประชาชนต้องร่วมจิตร่วมใจ

วิเคราะห์: ข้อตกลงประจำการอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐในเยอรมนีเป็นเรื่องซับซ้อน ไม่อาจพิจารณาด้วยเหตุผลบางด้าน มีทั้งข้อดีข้อเสีย เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์แม่บท (Grand strategy) ของแต่ละประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกข้างว่าอยู่ฝ่ายใด และหมายถึงรัฐบาลสหรัฐต้องการให้เยอรมนีเป็นพวกตนด้วย

            ลี เซียนลุง รัฐมนตรีอาวุโส (Senior Minister) และอดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ วิเคราะห์ว่าชาติยุโรปจะต้องหาทางป้องกันตัวเอง กำหนดนโยบายความมั่นคงที่ลดพึ่งพาสหรัฐ ยุโรปจะเพิ่มงบกลาโหมมหาศาล นโยบายความมั่นคงใหม่จะส่งผลต่อโลก นโยบายต่อยูเครนจะสะท้อนความคิดอ่านของยุโรป


(YouTube: วิสัยทัศน์ยุโรปที่รวมเป็นหนึ่ง)

ยุโรปที่รวมเป็นหนึ่ง:

            นายมาริโอ ดรากี (Mario Draghi) อดีตนายกฯ อิตาลีและประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่า “ยุโรปเสี่ยงที่จะกลายเป็นลูกน้อง ถูกแบ่งแยก และไม่เป็นชาติอุตสาหกรรม (Deindustrialized) หากไม่ปรับตัวให้เป็นสหพันธรัฐที่แท้จริง (genuine federation) อียูต้องรวมตัวใกล้ชิดมากกว่านี้ จึงจะมีพลังมากขึ้น ต้านทานกระแสโลกที่กำลังปั่นป่วน สหรัฐอยากเห็น “การเมืองยุโรปแตกแยก เพราะเป็นประโยชน์แก่พวกเขา” ส่วนจีนอาศัยการทุ่มตลาด ทำให้นานาชาติขาดดุลและเกิดปัญหา และจีนพยายามสร้างขั้วของตนเอง

            แนวคิดของดรากีคือหากยุโรปมาสามารถรวมตัวเป็นสหพันธรัฐ จะเพิ่มอำนาจต่อรอง เจรจากับประเทศอื่นบนพื้นฐานยุโรปที่เป็นประเทศเดียว มองว่ายุโรปเป็นอีกขั้วอำนาจที่ไม่อยู่ใต้สหรัฐหรือจีน

            วิเคราะห์: สหภาพยุโรปที่รวมตัวกลายเป็นประเทศเป็นวิสัยทัศน์ที่เอ่ยถึงนานแล้ว เชื่อว่าท้ายที่สุดจะกลายเป็น "สหรัฐยุโรป" (United States of Europe) หรือ "สหพันธรัฐยุโรป" (Federal Europe) แต่แนวทางนี้เต็มด้วยความท้าทาย การที่อดีตนายกฯ ดรากี พูดเรื่องนี้น่าจะเป็นการชักชวนให้อียูร่วมมือกันมากขึ้น เป็นเอกภาพกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อรับมือภัยคุกคามจากมหาอำนาจ

            ไม่มีรัฐบาลใดยอมรับว่าประเทศตนสูญเสียอธิปไตย ตกเป็นเบี้ยล่างของรัฐบาลประเทศอื่น อียูหรือนาโตยุโรปกำลังยืนยันจุดนี้ ทั้งๆ ที่หลายครั้งที่พวกเขาเดินตามแนวทางสหรัฐแม้ต้องสูญเสียผลประโยชน์ นับวันสหรัฐที่เป็น “พันธมิตรความมั่นคง” กลับกลายเป็น “ภัยความมั่นคง” ที่เด่นชัดมากขึ้น เรื่องนี้สะเทือนใจคนยุโรป ในฐานะรัฐบาลจึงจำต้องแสดงท่าทีปกป้องประเทศ สัมพันธ์ยุโรปกับสหรัฐจะเป็นประเด็นที่จะถูกพูดถึงอีกหลายครั้ง

8 กุมภาพันธ์ 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10675 วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569)

---------------

บรรณานุกรม :

1. EU must become a 'genuine federation' to avoid deindustrialisation and decline, Draghi says. (2026, February 2). Euro News. Retrieved from https://www.euronews.com/my-europe/2026/02/02/eu-must-become-a-genuine-federation-to-avoid-deindustrialisation-and-decline-draghi-says

2. Europe’s future depends on whether it can embrace hard power, says Germany’s Merz. (2026, January 29). Politico. Retrieved from https://www.politico.eu/article/europe-eu-future-embrace-hard-power-germany-friedrich-merz/

3. German leader hails Europe as an ‘alternative to imperialism and autocracy’. (2026, January 30). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/germany-merz-europe-trump-nato-alliances-trade-65a8342f7b3fde483e85c20051845aa5

6. Germany news: Merz says Europeans 'not subordinates' to US. (2026, January 29). DW. Retrieved from https://www.dw.com/en/germany-news-merz-says-europeans-not-subordinates-to-us/live-75706500

7. Germany’s Trump problem: Why Berlin won’t play hardball? (2026, January 29). Defence24. Retrieved from https://defence24.com/defence-policy/germanys-trump-problem-why-berlin-wont-play-hardball)

8. US willingness to act unilaterally, including military actions in Venezuela, has major geopolitical implications: SM Lee. (2026, January 9). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/asia/singapore-lee-hsien-loong-venezuela-international-law-united-states-military-5836171

9. US: an old-new imperial doctrine. (2026, February 2). Le Monde diplomatique. Retrieved from https://mondediplo.com/2026/02/05us

-----------------

ความคิดเห็น