ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Group of 77 (G-77)

4 ตุลาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6906 วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2265596)

กำเนิดและบทบาทของ Group of 77 :
Group of 77 (G-77) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1964 ด้วยประเทศผู้ร่วมก่อตั้งทั้งหมด 77 ประเทศ ทั้งหมดเป็นประเทศกำลังพัฒนา ปัจจุบัน (2015) มีสมาชิกทั้งสิ้น 134 ประเทศ ถือเป็นองค์กรสังกัดสหประชาชาติ และเป็นองค์กรของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในสหประชาชาติด้วย
            จุดแข็งประการหนึ่งของกลุ่มคือการมีจำนวนสมาชิกมากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศจีนเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มด้วย
ในช่วงทศวรรษ 1950-60 เป็นช่วงที่มีประเทศเกิดใหม่จำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นอดีตอาณานิคม หลายประเทศกำลังเริ่มสร้างประเทศ มีอำนาจต่อรองน้อย ในขณะที่ชาติมหาอำนาจพยายามครอบงำทางการเมือง กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจึงรวมกันก่อตั้ง “กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” (Non-Aligned Movement: NAM) เพื่อต้านแรงกดดันจากชาติมหาอำนาจทั้งเรื่องความพยายามที่จะครอบงำ และกำลังขัดแย้งรุนแรงด้วยเหตุสงครามเย็น
NAM จึงตั้งขึ้นด้วยเหตุผลการเมืองระหว่างประเทศเป็นหลัก

            แต่หลังจากนั้นไม่นาน เริ่มตระหนักว่าประเด็นเศรษฐกิจมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าการเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจากหลายประเทศเดิมเป็นอาณานิคม แม้ประกาศอิสรภาพแล้วแต่ระบบเศรษฐกิจยังอิงกับประเทศเจ้าอาณานิคม อยู่ในสภาพเสียเปรียบ จึงหวังปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากการครอบงำทั้งจากรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ เป็นที่มาของ G-77

            ในปี 1974 G-77 เสนอระเบียบเศรษฐกิจนานาชาติแบบใหม่ (New International Economic Order: NIEO) เนื่องจากเห็นว่าระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่มีอยู่เป็นระบบซึ่งประเทศกำลังพัฒนาเสียเปรียบ ขาดดุลการค้า ก่อปัญหาภายในมากมาย จึงต้องปฏิรูประบบเสียใหม่ ทั้งยังอ้างว่าระเบียบการค้าที่มีอยู่เกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศยังไม่เกิดจึงไม่เป็นธรรมต่อพวกเขา ระเบียบการค้าโลกจะต้องสะท้อนความต้องการของประเทศที่กำลังพัฒนาด้วย ความมั่งคั่งจะต้องไม่กระจุกตัวที่บางประเทศเท่านั้นควรกระจายแก่ประเทศอื่นๆ ให้เท่าเทียมกว่านี้
            แนวคิดของ NIEO ตั้งอยู่บนทฤษฎีพึ่งพา (dependency theory) นายทุนของชาติอุตสาหกรรมควบคุมกฎการค้าเพื่อให้ประเทศอื่นๆ ยากจน อยู่ในฐานะต้องพึ่งพาประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการกดราคาสินค้าเกษตร สินแร่ต่างๆ ในขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมมีราคาสูงกว่ามาก ประเทศกำลังพัฒนาต้องขายของถูกแต่ซื้อของแพง เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาที่ไม่เท่าเทียมกัน
            G-77 NAM และ UNCTAD ร่วมกันเป็นแกนนำผลักดัน NIEO แต่ไม่เป็นผล

            ต่อมาในกลางทศวรรษ 1980 ทางกลุ่มหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนจากต่างชาติ ขอลดหนี้หรือยกเลิกหนี้ ลดหย่อนภาษีสินค้าส่งออก ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (generalized system of preferences: GSP) คือหนึ่งในผลงานของ G-77 ที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุด สามารถเจรจากับประเทศพัฒนาแล้วเพื่อลดภาษีสินค้าส่งออกของประเทศกำลังพัฒนา ได้ข้อตกลงว่าสินค้าบางอย่างจากประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับการลดหย่อนภาษีโดยพิจารณาเป็นรายประเทศ
            ปัจจุบันเป้าหมายสำคัญของ G-77 ยังเป็นเรื่องเศรษฐกิจ และได้ขยายเป้าหมายสู่ประเด็นอื่นๆ ในทุกด้าน

            ประธานกลุ่ม (Chairman) คือผู้มีบทบาทสำคัญที่สุด ทำหน้าที่เป็นโฆษกของกลุ่ม ตำแหน่งประธานจะสลับเปลี่ยนหมุนเวียนตามภูมิภาคที่แบ่งออกเป็น 3 เขต ได้แก่ แอฟริกา เอเชียแปซิฟิก และลาตินอเมริกากับคาริเบียน ตำแหน่งประธานมีวาระ 1 ปี
            การประชุมที่สำคัญที่สุดคือการประชุมที่เรียกว่า “The South Summit” สถานที่จัดประชุมจะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนตามภูมิภาคเช่นกัน อีกการประชุมที่สำคัญคือการประชุมประจำปีระดับรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ (The Annual Meeting of the Ministers for Foreign Affairs of the Group of 77) ที่จะจัดควบคู่การประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ก กลายเป็นหนึ่งในการประชุมกลุ่มย่อยที่สำคัญที่สุดของสหประชาชาติ
            ทุกวันนี้ การประชุมของ G-77 เป็นเวทีที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนากำหนดจุดยืนร่วมกัน พร้อมๆ กับที่แต่ละประเทศมีความร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เป็นการส่วนตัว มีความร่วมมือในระดับภูมิภาคที่ตนสังกัด

ข้อเสนอปรับปรุงสหประชาชาติจาก G-77 :
            กันยายน 1997 G-77 ได้ข้อสรุปปรับปรุงสหประชาชาติ เป็นมุมมองข้อคิดที่น่าสนใจ G-77 เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่าการดำเนินงานของสหประชาชาติสะท้อนความต้องการของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนามากน้อยเพียงใด หรือว่านับวันสหประชาชาติยิ่งถูกควบคุมกำกับโดยชาติมหาอำนาจ สหประชาชาติควรเป็นองค์กรเพื่อยับยั้งอำนาจที่ต้องการครอบครองความเป็นเจ้าไม่ว่าจะด้านการเมือง เศรษฐกิจ เป็นองค์กรที่ทำเพื่อสมาชิกทุกประเทศไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก
            การที่ประเทศพัฒนาแล้วพยายามจำกัดบทบาทสหประชาชาติ รักษาองค์กรระหว่างประเทศที่ดูแลเศรษฐกิจโลกอย่างสถาบันจาก Bretton Woods, WTO, Group of 7 และ OECD เท่ากับเป็นการกีดกันสหประชาชาติไม่ให้ดูแลเศรษฐกิจทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งประเด็นการเมืองอันเนื่องจากนโยบายของสถาบันเหล่านั้นด้วย ผลลัพธ์คือการกีดกันบทบาทของประเทศกำลังพัฒนา สวนทางกับเจตจำนงของสหประชาชาติ สมัชชาควรมีบทบาทกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

            ประเทศพัฒนาแล้วพยายามผลักดันให้สหประชาชาติเล็กลง ให้งบประมาณเฉพาะประเด็นที่พวกเขาสนใจ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาพยายามลดบทบาทสมัชชา ควบคุมสหประชาชาติไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่อชาติที่พัฒนาแล้ว
สมัชชาควรมีบทบาทในลงมติการคว่ำบาตรประเทศใดประเทศหนึ่ง อีกทั้งไม่ควรที่ประเทศหนึ่งประเทศใดจะคว่ำบาตรประเทศอื่นโดยปราศจากข้อมติสหประชาชาติ
            ประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศพยายามผลักดันให้สหประชาชาติใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนเพื่อแก้ไขโครงการรัฐบาลและการเมืองของประเทศที่มีปัญหา เป็นการบั่นทอนหลักอธิปไตยชาติขัดแย้งหลักการของสหประชาชาติ
            ในอนาคตจะต้องสหประชาชาติโปร่งใสกว่านี้ เป็นพหุสังคมและประชาธิปไตย กระบวนการตัดสินใจต้องยึดหลักประชาธิปไตยมากกว่าที่เป็นอยู่

วิเคราะห์ ข้อเสนอปรับปรุงสหประชาชาติจาก G-77 :
          ประการแรก การต่อสู้เพื่อปรับปรุงสหประชาชาติ
            เมื่อพิจารณาแนวคิดการพัฒนาปรับปรุงสหประชาชาติของกลุ่มต่างๆ ข้อเสนอและข้อโต้แย้งแนวทางการปรับปรุงชี้ให้เห็นถึงการต่อสู้แข่งขันทั้งระดับระหว่างกลุ่มกับภายในกลุ่ม ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งของเวทีโลกไม่ว่าประเด็นการครอบงำของชาติมหาอำนาจ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ความพยายามเพิ่มอิทธิพลของตนเองในสหประชาชาติ ผลักดันให้ไปในทิศทางที่เอื้อต่อกลุ่มตน ประเทศตนเป็นหลัก
            ทั้งหมดสะท้อนความเป็นไปของสหประชาชาติที่เป็นอยู่จริงในขณะนี้

          ประการที่ 2 บริบทเปลี่ยนไปและซับซ้อนกว่าเดิม
            จากข้อเสนอปรับปรุงสหประชาชาติของ G-77 บ่งบอกมุมมองที่แตกต่างระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนากับประเทศที่พัฒนาแล้ว ผลประโยชน์ที่ขัดแย้ง
แนวคิดของ NIEO ที่นำเสนอในทศวรรษ 1970 ตั้งอยู่บนทฤษฎีพึ่งพา เห็นว่าโครงสร้างระบบเศรษฐกิจโลกมาจากการจัดวางของประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นโครงสร้างที่ประเทศกำลังพัฒนาเสียเปรียบ ต้องพึ่งพาประเทศที่พัฒนาแล้ว ขายของถูกแต่ซื้อของแพง จึงเรียกร้องแก้ไขระบบเศรษฐกิจโลก
ในเวลาต่อมา G-77 ได้ปรับยุทธศาสตร์เน้นส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ ทำให้เศรษฐกิจระหว่างประเทศพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมากขึ้น ในแง่หนึ่งแม้จะยังเสียเปรียบ แต่เร่งให้เศรษฐกิจเติบโต ประเทศพัฒนาทางวัตถุอย่างรวดเร็ว
            และพัฒนามาเป็นยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน ที่ประชาชนจำนวนมากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้น แต่ช่องว่างความมั่งคั่งถีบห่างมากขึ้นเช่นกัน พร้อมกับปัญหาใหม่ความท้าทายใหม่อีกหลายประเด็น

          ประการที่ 3 ทำเพื่อประโยชน์ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือ
            การดำเนินการของ G-77 ดูราวกับว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ร่วมมือร่วมใจอย่างมีเอกภาพ ผลักดันวาระของพวกเขาดังที่ปรากฏ ในอีกมุมหนึ่งเกิดคำถามว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีเอกภาพจริงหรือ มากน้อยเพียงใด ในเมื่อแต่ละประเทศยังพยายามแสวงหาความช่วยเหลือจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่างหวังรับการลงทุนจากต่างชาติ เร่งการส่งออก เจรจาต่อรองผลประโยชน์ทั้งทางตรงทางลับกับประเทศที่พัฒนาแล้ว
            ในด้านหนึ่ง G-77 เป็นเวทีแสดงท่าทีจุดยืนร่วม ในขณะเดียวบางประเทศอาจใช้เป็นเครื่องเพื่อต่อรองผลประโยชน์ให้กับตัวเองเท่านั้น เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมกลุ่มจึงมีผลงานน้อย

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            บรรดารัฐบาลของ G-77 พยายามชี้ว่าปัญหาอันเนื่องจากการเอารัดเอาเปรียบของประเทศที่พัฒนาแล้ว นายทุนข้ามชาติที่ขูดรีด เป็นต้นเหตุให้ประเทศกำลังพัฒนายากจน เกิดปัญหาภายในมากมาย สหประชาชาติเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่สะท้อนการเอารัดเอาเปรียบดังกล่าว สหประชาชาติไม่ได้ดูแลผลประโยชน์ของประชาชนในหมู่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเต็มที่
            เรื่องเหล่านี้เป็นจริงไม่มากก็น้อย

            ในอีกมุมหนึ่งเป็นเรื่องจริงเช่นเดียวกันว่า ผู้นำหลายประเทศของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนากดขี่ขูดรีดคนในประเทศเดียวกัน
            ถ้าเรามองทั้งโลก มีประเทศร่ำรวยกับยากจน ถ้ามองในระดับประเทศมีคนมั่งมีกับยากจน มีความไม่เท่าเทียมกันเช่นกัน
            ที่สำคัญกว่านั้นคือในแง่แนวคิด เป้าหมายการพัฒนาผิดพลาดหรือไม่ ที่มุ่งแต่ฐานะทางเศรษฐกิจ มุ่งพัฒนาสะสมวัตถุ ทำให้ทั้งโลกจ้องจะแย่งชิงเพื่อครอบครองความมั่งคั่ง วัตถุสิ่งของ
การปฏิรูปต้องปฏิรูปที่หลักคิดก่อน ถ้าหลักคิดผิดก็จะยังวนเวียนอยู่ในวงวันแห่งปัญหา ความทุกข์ยากไม่สิ้นสุด
------------------------------

บรรณานุกรม:
1. Braveboy-Wagner, Jacqueline Anne. (2007). Group of 77. In Encyclopedia of Governance. (pp.400-401). USA: SAGE Publications.
2. DK. (2010, April 17). BANDUNG SPIRIT. Retrieved from http://www.bandungspirit.org/spip.php?article4
3. Grieb, K. J. (2008). New International Economic Order (NIEO). In Encyclopedia of the United Nations (2nd Ed.). (pp.309-310). USA: Facts On File.
4. Kegley, Charles W., & Blanton, Shannon L. (2011). World Politics: Trend and Transformation, (2010-2011 Ed.). MA: Wadsworth Publishing.
5. Phipps, Peter. (2012). Neocolonialism. In Encyclopedia of Global Studies. (Vol. 2., pp.1232-1236). USA: SAGE Publications.
6. The Group of 77. (2015). A Commentary on "Renewing the United Nations: A Programme for Reform": A policy brief prepared by the South Centre at the request of the Group of 77. Retrieved from http://www.g77.org/doc/policy%20brief.htm
7. The Group of 77. (2015). About the Group of 77. Retrieved from http://www.g77.org/doc/
--------------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

อุดมการณ์ทางการเมือง (1) นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย
อุดมการณ์ทางการเมือง
“นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง”
1.ความหมายของอุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) มีผู้นิยามหลากหลาย 1.1.หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ที่มีแบบแผนเกี่ยวกับหลักการและคุณค่าทางการเมือง เป็นความคิดความเชื่อที่มีแนวทางแน่นอน มีเหตุผล มีจุดหมายปลายทาง และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์พยายามจะดำเนินการให้สัมฤทธิผล 1.2.หมายถึง ความคิดความเชื่อที่ทำให้เกิดกลไกควบคุม เพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งความคิดความเชื่อนั้น 1.2.1.เช่นอุดมการณ์มาร์กซิสม์ ก่อให้เกิดพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อสร้างและควบคุมให้การปกครองบรรลุเป้าหมายของอุดมการณ์ 1.2.2.อุดมการณ์ประชาธิปไตย คือ การเพิ่มพูน ปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคล ทำให้เกิดไกกลต่างๆ เช่น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ การลงมติ เพื่อรักษาความเป็นประชาธิปไตย 1.3.อุดมการณ์มิใช่เป็นเพียงปรัชญาการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองจะเรียกร้องให้มีการกระทำจากผู้ศรัทธาในอุดมการณ์ เกิดความรู้สึกว่าถูกต้องที่จะกระทำตามนั้น อุดมการณ์ทางการเมืองมักจะเชื่อมโยงกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ 1.4.สมเกียรติ วันท…