วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

วิสัยทัศน์โอบามา ระบบโลกใหม่ที่ควบคุมทุกรัฐบาลทั่วโลก

29 กันยายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6173 วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ.2556
และได้รับการเผยแพร่ผ่าน US Watch” โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ,
http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1752)

            นับเป็นครั้งที่ห้าแล้วที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาแสดงสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา เนื้อหาปีนี้ยังเน้นให้ความสำคัญต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ พูดถึงเรื่องสงครามกลางเมืองในซีเรีย การพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและความขัดแย้งระหว่างอาหรับกับอิสราเอล ทั้งหมดเป็นประเด็นร้อนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หากมองข้ามประเด็นเหล่านี้จุดที่น่าสนใจคือในส่วนสุดท้ายของสุนทรพจน์ ประธานาธิบดีโอบามาได้แสดงวิสัยทัศน์เรื่ององค์กรหรือระบบโลกที่เข้าควบคุมจัดการเหตุจลาจลวุ่นวาย สงครามกลางเมืองในประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีผลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ทุกคน
            บทความนี้จะตีความวิสัยทัศน์ดังกล่าวพร้อมข้อวิพากษ์ ดังนี้

เหตุผลที่มา หลักคิดของโอบามา:
            ประการแรก เหตุจากความมั่นคงภายในอันเปราะบาง พลเรือนถูกกระทำทารุณกรรม
            ประธานาธิบดีโอบามาเริ่มต้นด้วยการคาดการณ์สถานการณ์โลกในอนาคตว่า บางประเทศบางสังคมอาจเกิดเหตุวุ่นวาย มีการใช้ความรุนแรง พลเรือนผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นชายหญิงหรือเด็กต้องเสียชีวิต เกิดเสียงเรียกร้องให้ประชาคมโลกเข้าจัดการ แต่เนื่องจากระบบโลกปัจจุบันยังไม่มีสถาบันระหว่างประเทศใดสามารถยื่นมือเข้าปกป้องอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ประชาคมโลกจะได้ร่วมกันคิดว่าจะจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างไร
            ความคิดดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าความขัดแย้งภายในรัฐจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่รัฐที่เป็นรัฐล้มเหลว (Failed State) หลายกรณีมีต้นเหตุจากปัญหาเศรษฐกิจสังคมภายในที่รุมเร้าอย่างกรณีอาหรับสปริงในปัจจุบัน และที่จะเกิดจากชนกลุ่มน้อย เช่น พวกเคิร์ดในตุรกี ชีอะฮ์ในเลบานอน
            ที่ผ่านมายังติดเรื่องอธิปไตย ถกเถียงกันว่ากรณีใดที่นานาชาติควรแทรกแซง ดังเช่นกรณีซีเรียในปัจจุบัน ฝ่ายรัฐบาลระบุว่าการประท้วงไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ กลุ่มผู้ก่อการร้าย กองกำลังติดอาวุธต่างชาติเข้าแทรกแซงซ้ำเติมสถานการณ์ รัฐบาลกำลังปกป้องพลเรือนปกป้องอธิปไตยของตน ในขณะที่อเมริกากับพันธมิตรเห็นว่ารัฐบาลซีเรียสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์

            ประการที่สอง สหประชาชาติจำต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
            ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเห็นว่าสหประชาชาติควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เนื่องจากสหประชาชาติในปัจจุบันได้รับการออกแบบมาเพื่อป้องกันสงครามระหว่างรัฐ ขาดประสิทธิภาพในการป้องกันการสังหารหมู่ภายในประเทศ
            ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีโอบามากำลังพูดถึงบทบาทของกองกำลังสหประชาชาติเรื่องการสร้างความสงบ (Peacemaking) ที่เจตนารมณ์เดิมของสหประชาชาติไม่มุ่งหวังให้องค์กรแสดงบทบาทแก้ไขปัญหาภายในของประเทศใดๆ ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียวหมีการถกเถียงกันมานานแล้ว เช่น การเข้าแทรกแซงสงครามกลางเมืองไม่จำต้องได้รับการยินยอมจากรัฐบาลของประเทศนั้น คำถามคือสหประชาชาติควรทำหน้าที่สร้างสันติภาพมากน้อยเพียงไร หรือควรมุ่งจำกัดกรอบให้เป็นการรักษาสันติภาพ (Peacekeeping) เข้าระงับการพิพาท
            ไม่ว่าเจตนารมณ์ของประธานาธิบดีโอบามาคืออะไร ท่านเห็นว่ากฎบัตรสหประชาชาติต้องปรับปรุง อาจรวมถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือไม่ก็ต้องสถาปนาองค์กรระหว่างประเทศขึ้นมาใหม่อีกองค์กรหนึ่งเพื่อจัดการปัญหาดังกล่าว

            ประการที่สาม อเมริกาต้องช่วยเหลือปกป้องพลเรือนร่วมกับนานาชาติ
            ในยามที่ประเทศใดอยู่ในภาวะดังกล่าวประธานาธิบดีโอบามาเห็นว่าสหรัฐมีหน้าที่ต้องเข้าไปปกป้องพลเรือนจากพฤติกรรมทารุณชั่วร้าย เป็นการปกป้องสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน แต่อเมริกาไม่สามารถและไม่ควรแบกรับหน้าที่ดังกล่าวเพียงลำพัง พยายามชี้ให้เห็นผลดีที่เกิดขึ้น เช่น อเมริกาสนับสนุนฝรั่งเศสเข้าแทรกแซงสถานการณ์ในประเทศมาลี สามารถผลักดันพวกอัลกออิดะห์ เพื่อให้กองกำลังแอฟริกันรับช่วงดูแลความเรียบร้อยนำความสงบสุขกลับมา ปัจจุบันอเมริกาเข้าร่วมในกองกำลังสหประชาชาติเพื่อปกป้องพลเรือนในลิเบีย เป็นเหตุให้หลายชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ยับยั้งไม่ให้กลุ่มอดีตทรราชคืนสู่อำนาจ แม้หลายคนอาจวิพากษ์ว่าลิเบียในขณะนี้ประสบปัญหาหลายอย่าง อีกหลายพื้นที่ที่รัฐบาลไม่สามารถเข้าควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อย กลุ่มติดอาวุธกับพวกสุดโต่งเข้าควบคุมเขตพื้นที่ต่างๆ ตามอำเภอใจ แต่หากไม่มีกองกำลังสหประชาชาติในวันนี้สถานการณ์ลิเบียจะย่ำแย่กว่าที่เป็นอยู่ จะเกิดสงครามกลางเมือง พวกอัลกออิดะห์สามารถฆ่าหรือทารุณประชาชนตามใจชอบ
            เป็นการตอกย้ำจุดยืนเดิมๆ ของอเมริกา เห็นว่ามีความชอบธรรมที่จะแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นเมื่อเกิดเหตุจลาจลวุ่นวาย อเมริกาไม่หวังผลเลิศในทุกกรณีแต่อย่างน้อยดีกว่าไม่ทำอะไรเลย พร้อมกับเรียกร้องนานาชาติเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

            ประการที่สี่ เป้าหมายคือองค์กรหรือระบบระหว่างประเทศที่เอื้อต่อการเข้าแทรกแซง
            หลังจากไล่เลี่ยงเหตุผลที่มา จุดอ่อนที่ต้องปรับปรุง จนถึงจุดยืนของอเมริกา ท้ายที่สุดประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าสถานการณ์โลกไม่ได้ดำเนินในแนวทางที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์แบบตามหลักอุดมคติ “โลกไม่ได้อยู่ในทางที่ดีที่สุด หลายประเทศไม่เห็นด้วยกับการเข้าจัดการทุกกรณี หลักอธิปไตยเป็นหัวใจของระเบียบระหว่างประเทศ แต่ไม่ควรให้ทรราชใช้อธิปไตยเป็นโล่ปกป้องตนเองในยามที่เขาสังหารผู้คน หรือเป็นข้ออ้างให้ประชาคมโลกปิดตาตัวเอง” แน่นอนว่าเราไม่สามารถขจัดความชั่วทุกอย่าง มีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
            อย่างไรก็ตาม “ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราสามารถอ้าแขนต้อนรับอนาคตที่แตกต่าง” ด้วยการที่ทุกประเทศมีนโยบายดำเนินการบางอย่างเพื่อให้ “ประเทศทั้งหลายมีความรับผิดชอบต่อบทบาทของตนและสิทธิต่างๆ ของปัจเจกบุคคล” หากประเทศใดฝ่าฝืนจะโดนทำโทษ เช่น ถูกคว่ำบาตร ได้รับแรงกดดันทางการทูต ถูกแทรกแซงด้วยกำลังทหารจากนานาชาติถ้าจำเป็น รวมถึงการที่นานาประเทศมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาประเทศอื่นๆ ให้สามารถรักษากฎเกณฑ์ต่างๆ
            สรุปแล้วประธานาธิบดีโอบามาวาดฝันถึงระบบโลกที่มีกลไกจัดการรัฐบาลของประเทศใดๆ ที่ขาดธรรมาภิบาล ไม่เคารพสิทธิของปัจเจกบุคคล
            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวต่อว่า “นี่คือประชาคมโลกที่อเมริกาแสวงหา” โลกที่เหล่าผู้ปกครองไม่สามารถก่อสงครามอันป่าเถื่อน โลกที่พวกเราสามารถแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ ป้องกันไม่ให้เกิดสงครามที่บรรพบุรุษได้สู้รบกันมา โลกที่มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและมีสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก
            ผลลัพธ์ที่ได้ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องการเมืองภายในหรือระหว่างประเทศเท่านั้น จะเกี่ยวข้องกับชีวิตในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาความอดอยากยากจน สุขภาพอนามัย ปัญหาโลกร้อน สิทธิในการประกอบอาชีพ “นี่คือการมองโลกอนาคตด้วยความหวังไม่ใช่ด้วยความกลัว และเชื่อว่าประชาคมโลกจะสามารถขับเคลื่อนให้โลกมีสันติภาพ ความมั่งคั่ง และความยุติธรรมยิ่งกว่าเดิมเพื่อชนรุ่นถัดไป”
            รวมความแล้วคือระบบโลกที่ดูแลควบคุมมนุษย์ทุกคนผ่านรัฐบาลของประเทศนั้นนั่นเอง

วิเคราะห์องค์รวม:
            หากคิดวิเคราะห์ในรายละเอียดจะมีประเด็นให้ถกเถียงถึงความถูกต้อง เช่น ถ้าคนกลุ่มเล็กๆ ในประเทศหรือต่างชาติต้องการล้มรัฐบาล จึงจัดตั้งกลุ่มชุมนุมประท้วงด้วยความรุนแรง ยั่วยุให้รัฐบาลปราบปราม ยั่วยุให้เกิดสถานการณ์รุนแรงเพื่อดึงนานาชาติเข้ามาแทรกแซง จะเป็นการช่วยคนกลุ่มดังกล่าวหรือต่างชาติล้มรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศหรือไม่
            สหประชาชาติหรือระบบโลกใหม่จะวินิจฉัยเรื่องเหล่านี้อย่างไร เกณฑ์การตัดสินใจเป็นอย่างไร ใครหรือกลไกการสรุปตัดสินเป็นอย่างไร เหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นให้ถกเถียงและไม่มั่นใจว่าระบบใหม่จะไม่ตกเป็นเครื่องมือของพวกที่ต้องการล้มล้างรัฐบาลที่ชอบธรรม
            ในทางเทคนิคจะมีปัญหาบางอย่าง เช่น ใครจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เป็นเวลาหลายปีแล้วที่สหประชาชาติมีปัญหาเรื่องงบประมาณ อยู่ในภาวะต้องรัดเข็มขัด เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ไม่ชำระเงินตามกำหนด อเมริกาคือหนึ่งในประเทศที่ค้างชำระมากที่สุด นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าเหตุที่ไม่ชำระเพราะไม่เห็นด้วยกับโครงการของสหประชาชาติ สมาชิกสภาคองเกรสมีความเห็นต่างว่าอเมริกาควรสนับสนุนด้านงบประมาณมากน้อยเพียงใด บางคนเห็นว่าบางประเทศชำระน้อยแต่มีอิทธิพลต่อสหประชาชาติมาก (แนวคิดผู้จ่ายมากควรมีอิทธิพลมาก ผู้จ่ายน้อยควรมีอิทธิพลน้อย) หากจะให้สหรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายอย่างเต็มที่คงต้องเปลี่ยนหลักเกณฑ์การสนับสนุนงบประมาณ แต่ผลที่ตามมาคือหลายประเทศอาจไม่เห็นด้วยและไม่ยินดีชำระเพราะเห็นว่าไม่ยุติธรรมต่อตนเช่นกัน
            ยิ่งหากกองกำลังสหประชาชาติมีพันธะกิจต้องเข้าจัดการเหตุจลาจลสงครามกลางเมืองในทุกกรณี ต้องเพิ่มจำนวนกองกำลังอีกมาก บางกรณีต้องใช้อาวุธหนัก เป็นภาระด้านงบประมาณอย่างยิ่ง

            หากมองย้อนอดีตการเสนอความคิดปรับเปลี่ยนสหประชาชาติไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอ็ช.ดับเบิ้ลยู. บุชเรียกร้องให้สหประชาชาติเพิ่มบทบาทด้านการทูตเชิงป้องกัน เพิ่มบทบาทกองกำลังรักษาสันติภาพและสร้างความสงบ ประธานาธิบดีบิลล์ คลินตันก็กล่าวในทำนองเดียวกัน เรียกร้องให้เพิ่มบทบาทของสหประชาชาติในการป้องกันเหตุมากกว่าเข้าไประงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นแล้ว
            ดังนั้น สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโอบามาคือการสานต่อ ปรับปรุงแนวคิดดังกล่าวให้ทันสมัยคมชัดยิ่งขึ้น คือระบบโลกใหม่ที่มีกลไกควบคุมเข้มข้นกว่าเดิม ความเป็นอธิปไตยลดน้อยลง รัฐทั้งหลายอยู่ภายใต้แนวทางเดียว ผลลัพธ์สุดท้ายคือมนุษย์ทุกคนทั่วโลกอยู่ภายใต้ระบบใหม่ มีวิถีชีวิตตามแบบแผนที่ระบบใหม่วางไว้เหมือนกันทั้งโลก นี่คือวิสัยทัศน์ของรัฐบาลโอบามาของรัฐบาลอเมริกัน ไม่ว่าจะมีข้อถกเถียงโต้แย้งมากน้อยเพียงไร
-------------------------

บรรณานุกรม:
1. Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. The White House. http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly 24 September 2013.
2. National Intelligence Council.  Global Trends 2030: alternative world. http://www.dni.gov/files/documents/GlobalTrends_2030.pdf accessed 27 January 2013.
3. Interview Given by President al-Assad to Lebanese Al-Manar TV, SANA. http://sana.sy/eng/21/2013/05/31/485037.htm 31 May 2013.
4. Syria Foreign Ministry's letters to UN Security Council and the UN Secretary General. Armweeklynews. http://www.armweeklynews.am/awn/e12/en_1054.htm17 March 2012.
5. Ray, James Lee and Kaarbo, Juliet. 2008. Global Politics.USA: Houghton Miffl in Company.
6. United Nations Peacekeeping. 2013.Year in Review: 2012 United Nations Peace Operations. http://www.un.org/en/peacekeeping/publications/yir/yir2012.pdf accessed 16 September 2013
7. Jentleson, Bruce W. 2010. American Foreign Policy: The Dynamics of Choice in the 21st Century.  New York: W. W. Norton & Company.
--------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...