ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อุดมการณ์ทางการเมือง (5) อุดมการณ์ชาตินิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง
ฉบับเดือนมีนาคม 2553

ชาญชัย 
อุดมการณ์ชาตินิยม

นิยาม ชาติ (nation) เน้นในความหมาย มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด เชื้อสาย มีภาษา มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ร่วม ทั้งหมดก่อให้มีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน มักจะแสดงออกให้เป็นชัดผ่านเอกลักษณ์ต่างๆทั้งรูปร่างหน้าตา ภาษา พฤติกรรม

            ชาตินิยม (Nationalism) คือ อุดมการณ์ที่ให้ความสำคัญกับชาติหรือความเป็นชาติอย่างมาก ผลประโยชน์ของชาติมีความสำคัญยิ่งกว่าผลประโยชน์ของส่วนบุคคล เรียกร้องให้ประชาชนเสียสละผลประโยชน์ตนเองเพื่อชาติ

            นักรัฐศาสตร์ได้จำแนกนิยามชาติอย่างน้อยใน 3 มุมมอง
1.        ชาติในมุมมองทางวัฒนธรรม
2.        ชาติในมุมมองทางการเมือง
3.        ชาติในมุมมองทางจิตวิทยา

1. ชาติในมุมมองทางวัฒนธรรม (cultural nation)
ชาติในความหมายทางวัฒนธรรม หมายถึง การให้นิยามโดยมุ่งสนใจที่เอกลักษณ์หรืออัตตลักษณ์ของกลุ่มบุคคลหนึ่งๆ โดยดูที่เชื้อสายเผ่าพันธุ์หรือชาติพันธุ์ (ethnic) หรือที่วัฒนธรรมของพวกเขา อันได้แก่ ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต ฯลฯ ซึ่งเหล่านี้ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างกลุ่มคน
            ด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรมนี่เองทำให้เราสามารถแบ่งคนเป็นกลุ่ม คือ เป็นชาติ

2. ชาติในมุมมองทางการเมือง (political nation)
ชาติในความหมายทางการเมืองอาจสืบย้อนหลังไปถึงข้อเขียนของ รุสโซ (Jean Jacques Rousseau, 1712-1778) ที่อธิบายคำว่า ชาติ หมายถึง กลุ่มบุคคลที่ผูกพันอยู่ด้วยกันโดยถือเกณฑ์การเป็นพลเมือง (citizenship) ของหน่วยหรือสังคมการเมืองเดียวกัน

ชาติในความหมายนี้จึงไม่สนใจว่า ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี เชื้อสายเผ่าพันธุ์เป็นอย่างไร ตราบใดที่บุคคบเป็นพลเมืองภายใต้การปกครองของสังคมการเมืองเดียวกัน (หรือหน่วยการเมืองเดียวกัน) บุคคลนั้นย่อมมีส่วนในอำนาจอธิปไตยของประชาชน (popular sovereignty) เท่ากับพลเมืองคนอื่นๆ และอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นผลรวมของพลเมือง ทั้งหมดนี้สะท้อนออกเป็นแนวคิดเรื่อง เจตน์จำนงทั่วไป (General will)

            ชาติในความหมายทางการเมืองนี้ มีบทบาทสูงสุดในยุโรปตะวันตกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และแสดงออกผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น การสร้างเพลงชาติ (national anthems) การสร้างธงชาติ (national flags) เพื่อเป็นสัญญลักษณ์ประชาชาติของตน และส่งผ่านหรือกระตุ้นให้เกิดความรักความผูกพันในชาติของตน
            ชาติในมุมมองทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ สร้าง หรือ ประดิษฐ์ ขึ้น มากกว่าเป็นสิ่งที่กาลเวลาได้ช่วยให้เกิดวิวัฒนาการขึ้นเองทีละเล็กทีละน้อย

ฮอบส์บอว์น (Hobsbown) กล่าวว่า ชาติทางการเมืองเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น (invented traditions) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สำนึกเรื่องความรักชาติเป็นตัวสร้างให้เกิดชาติในความหมายทางการเมือง (Nationalism creates nations, not the other way round)
            แอนเดอร์สัน (Anderson) เรียกชาติทางการเมืองนี้ว่าเป็นชุมชนที่ถูกจินตนาการขึ้น (imagined communities) ซึ่งเกิดขึ้นด้วยปัจจัยสำคัญๆ เช่น ระบบการศึกษาสมัยใหม่ซึ่งเป็นการศึกษาแบบมวลชน ระบบสื่อสารมวลชน และการกล่อมเกลาทางการเมือง

3. ชาติในมุมมองทางจิตวิทยา (psychological nation)
ชาติในความหมายทางจิตวิทยารู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่าความรักในปิตุภูมิ (Patriotism) หรือดินแดนที่เป็นผู้ให้กำเนิด
            ความรักในปิติภูมิ (หรือมาตุภูมิ-mother land) หรือ รักบ้านเกิดเมืองนอน เป็นความผูกพันทางจิตใจที่บุคคลมีต่อสถานที่ที่ตนเองเกิดและเจริญโตเติบขึ้น เป็นความผูกพันทางจิตใจ (psychological attachment)
ความผูกพันทางจิตใจนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้น แต่เป็นความคุ้นเคย ความเคยชินกับสถานที่บริเวณบ้านเกิดหรือที่ที่ตนเองอาศัยมาตั้งแต่เด็ก ความรู้สึกผูกพันที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

นักรัฐศาสตร์แบ่งชาตินิยมอย่างน้อย 4 รูปแบบ คือ
1.           ชาตินิยมแนวเสรี (Liberal Nationalism)
2.           ชาตินิยมแนวอนุรักษ์ (Conservative Nationalism)
3.           ชาตินิยมขยายอำนาจ (Expansionist Nationalism)
4.           ชาตินิยมต่อต้านการล่าอาณานิคม (Anticolonial Nationalism)

1. ชาตินิยมแนวเสรี (Liberal Nationalism)
ในศตวรรษที่ 19 เมื่อแนวคิดเสรีนิยมได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก และกำลังระบาดในกลุ่มประเทศยุโรป ความคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยของประชาชน และชาตินิยมแนวเสรีก็เกิดขึ้นด้วย เมื่อประชาชนที่อยู่ภายใต้ระบบฟิวดัลเห็นว่าตนเองสามารถกำหนดชีวิตของตนเอง ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ผู้ใดอีกต่อไป ดังนั้น ประชาชนคือเจ้าของชาติ ไม่ใช่กษัตริย์หรือขุนนางอีกต่อไป
หลักสำคัญของชาตินิยมแนวเสรีคือการยึดถือว่ามนุษยชาติถูกแบ่งออกเป็นเผ่าพันธุ์ หรือชนชาติต่างๆ ตามธรรมชาติ ดังจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เช่น คนแอฟริกา คนไทย คนจีน หรือมีความแตกต่างในแต่ละเผ่าพันธุ์ เช่น ชาวเขาเผ่าต่างๆ พวกเขาสามารถแบ่งแยกความแตกต่างกันได้ ดังนั้น ชาติจึงเป็นชุมชนที่แท้จริงและเป็นอินทรียภาพ ไม่ใช่เป็นการสร้างขึ้นของผู้สร้างชาติ หรือของชนชั้นปกครองผู้รวบรวมชาติ

2. ชาตินิยมแนวอนุรักษ์ (Conservative Nationalism)
ตรงข้ามกับชาตินิยมแนวเสรี ชาตินิยมแนวอนุรักษ์เกิดขึ้นเพราะมีกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ชนิดถอนรากถอนโคนจากระบบการปกครอง ระบบธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมายาวนาน เช่น จากการปกครองโดยระบอบกษัตริย์มาเป็นการปกครองโดยคณะผู้ปกครองสามัญชน หรือการที่ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพมากกว่าในอดีตมาก
ดังนั้น ชาตินิยมแนวอนุรักษ์จึงเป็นอุดมการณ์ชาตินิยมที่ต้องการรักษาสิ่งเก่าที่ดีเอาไว้ เป็นการผสมอุดมการณ์ชาตินิยมร่วมกับอนุรักษ์นิยม

3. ชาตินิยมขยายอำนาจ (Expansionist Nationalism)
เป็นชาตินิยมที่เน้นการขยายอำนาจด้วยการยึดดินแดน ยึดประชากรประเทศอื่นมาเป็นของตน เพื่อสร้างเกียรติภูมิและขยายความยิ่งใหญ่ของประเทศ หลายประเทศในยุโรปได้อาศัยเทคโนโลยีที่ดีกว่า เช่น การเดินเรือสมุทร อาวุธที่ทันสมัยกว่าไปยึดครองดินแดนทวีปต่างๆ ทั่วโลกมาเป็นอาณานิคมของตนเอง เกิดเป็นการสร้างจักรวรรดิหรือเรียกกว่าจักรวรรดินิยม (Imperialism) เช่น ฝรั่งเศส สเปน ฮอลันดา ประเทศอังกฤษครั้งหนึ่งเคยได้ฉายาว่าประเทศที่ดวงอาทิตย์ไม่เคยหลับไหลด้วยเหตุว่ามีอาณานิคมทั่วทุกทวีปนั่นเอง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยตกเป็นเมืองขึ้นหรืออาณานิคมประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพม่า เวียดนาม ลาว เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ (เคยเป็นของสเปนและกลายเป็นของอเมริกาในเวลาต่อมา) ยกเว้นประเทศไทย

4. ชาตินิยมต่อต้านการล่าอาณานิคม (Anticolonial Nationalism)
ชาตินิยมต่อต้านการล่าอาณานิคมเกิดขึ้นมากหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากการที่เจ้าอาณานิคม เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศสอ่อนแอลงมากหลังสงคราม ผนวกกับความคิดชาตินิยมตะวันตกได้แผ่ขยายในหมู่ประเทศที่เป็นอาณานิคม ทำให้เกิดอาณานิคมต่างๆ ต้องการประกาศเอกราช (อธิปไตย) แก่ตนเอง ยกตัวอย่าง เช่น อินเดียได้เอกราชจากอังกฤษ ชาวเวียดนามขับไล่ฝรั่งเศส


            สรุปเรื่องรูปแบบชาตินิยม: ชาตินิยมเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาและถูกใช้เป็นเครื่องมือในโอกาสต่างๆ แม้ว่ารูปแบบชาตินิยมที่อ้างหลักการที่เป็นสากล เช่น ชาตินิยมแนวเสรีที่ยกเรื่องการรวมตัวของเผ่าพันธุ์เดียวกันขึ้นมาเป็นชาติ แต่ไม่อาจปฏิเสธว่าเป็นการยกขึ้นมาเพื่อต่อต้านหรือปลดแอกตนเองออกจากระบอบการปกครองดั้งเดิมที่ครอบอยู่ หรือ ชาตินิยมแนวขยายอำนาจก็เป็นเหตุให้ผู้นำประเทศสามารถสร้างความชอบธรรมในการรุกรานประเทศอื่นๆ ชาตินิยมจึงเป็นเครื่องมือเพื่อให้คนในชาติรวมตัวกันเพื่อเป้าหมายบางอย่าง
----------------------



ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ชาญชัย ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทาง…