ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อุดมการณ์ทางการเมือง (4) อุดมการณ์สังคมนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง 
ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
อุดมการณ์สังคมนิยม
            คำว่า สังคมนิยม หรือ Socialism มีผู้ใช้และอธิบายในหลายความหมายตามแต่ละยุคสมัย แต่คำว่าสังคมนิยมที่คนปัจจุบันพูดถึง นักวิชาการส่วนใหญ่จะหมายถึงสังคมนิยมตามแนวคิดของมาร์กซ์กับเฮเกล จาก คำปฏิญญาคอมมิวนิสต์ หรือ คำประกาศคอมมิวนิสต์ (Communist Manifesto) เมื่อปี ค.ศ.1848

“แนวคิดคาร์ล มาร์กซ์กับเฮเกล”
            คาร์ล มาร์กซ (Karl Marx, 1818-1883) ชาวเยอรมันเป็นผู้ให้กำเนิดอุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งมาร์กซได้รับอิทธิพลทางความคิดจากนักคิดชาวเยอรมันอีกท่านหนึ่งคือ จอร์จ วิลเฮม เฟรดริก เฮเกล (George Wilhelm Fiddich Hegel, 1770-1831)

            แนวคิดของมาร์กซ์กับเฮเกล
            1. ทฤษฎีวิภาษวิธี (dialectic)
เป็นแนวคิดของเฮเกล ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อมาร์กซ ใช้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ตลอดเวลาและสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงล้วนเกิดขึ้นจากกระบวนการความขัดแย้งระหว่าง สิ่งที่มีอยู่ (thesis)กับ สิ่งที่ต่อต้านสิ่งที่มีอยู่ (anti-thesis) และกระบวนการความขัดแข้งที่เกิดขึ้นระหว่างสองสิ่งดังกล่าวทำให้เกิด ข้อสรุปใหม่ (synthesis) ในเวลาต่อมา ข้อสรุปใหม่นี้จะประกอบด้วยสิ่งใหม่ที่ดีกับสิ่งเดิมที่ขัดแย้งกัน ทำให้ข้อสรุปใหม่มีคุณสมบัติที่ดีขึ้นและสมบูรณ์กว่าเดิมเสมอ แต่เพราะความสมบูรณ์ของข้อสรุปใหม่ที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่ความสมบูรณ์สูงสุดจึงทำให้ข้อสรุปใหม่ที่เกิดขึ้นต้องกลายเป็นสิ่งที่มีอยู่ (thesis) ในอีกสภาวะหนึ่ง และในขณะเดียวกันก็จะเกิดสิ่งที่ต่อต้านสิ่งที่มีอยู่ (anti-thesis) ขึ้นอีกครั้ง และทำให้เกิดข้อสรุปแห่งความขัดแย้ง (synthesis) ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าได้สิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดอย่างแท้จริงกระบวนการนี้จึงจะสิ้นสุดลง

            ยกตัวอย่าง ทฤษฎีวิภาษวิธี (dialectic)
เช่น
เมื่อรัฐบาลออกนโยบายอย่างหนึ่ง
สิ่งที่มีอยู่ (thesis)

เมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ถูกประชาชนผู้เสียผลประโยชน์และฝ่ายค้านโจมตี นักวิชาการออกมาวิจารณ์เสนอนโยบายที่ดีกว่ารัฐบาลพบข้อบกพร่องและเห็นว่านโยบายเดิมนั้นต้องแก้ไข
สิ่งที่ต่อต้านสิ่งที่มีอยู่ (anti-thesis)

รัฐบาลปรับปรุงนโยบายจากข้อบกพร่องและข้อเสนอแนะใหม่ สุดท้ายสังคมได้นโยบายที่ปรับปรุงใหม่
กระบวนการความขัดแข้งที่เกิดขึ้นระหว่างสองสิ่งดังกล่าวทำให้เกิด ข้อสรุปใหม่ (synthesis)
หรือ
บริษัทรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งผลิตรถเก๋งรุ่นหนึ่งออกขายในตลาด
สิ่งที่มีอยู่ (thesis)

เมื่อขายไปได้สักระยะ ฝ่ายวิจัยพบว่าสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นทั้งด้านเครื่องยนต์ และการออกแบบหน้าตาให้ผู้บริโภคยอมรับมากขึ้น
สิ่งที่ต่อต้านสิ่งที่มีอยู่ (anti-thesis)

หลังจากผ่านไป 4-5ปี บริษัทรถยนต์ผลิตเก๋งรุ่นนั้นที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น
กระบวนการความขัดแข้งที่เกิดขึ้นระหว่างสองสิ่งดังกล่าวทำให้เกิด ข้อสรุปใหม่ (synthesis)

            2. วัตถุนิยมเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Materialism)
            ปรัชญาจิตนิยม (idealism, Idealist Philosophy) ของเฮเกลให้ความสำคัญกับความคิดของมนุษย์ในฐานะที่เป็นรากฐานแห่งการเปลี่ยนแปลงในสรรพสิ่งของสังคมมนุษย์ โดยถือว่าจิต (mind หรือ idea) เป็นตัวกำหนดวัตถุ (matter) จึงอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองว่าล้วนเป็นผลมาจากความคิดเป็นสาเหตุสำคัญ อย่างไรก็ตาม แม้มาร์กซ์ได้รับอิทธิพลความคิดมาจากเฮเกล แต่มาร์กซ์ใช้ทฤษฎีวิภาษวิธี (dialectic) จึงอธิบายเรื่องนี้ในทิศทางตรงข้ามว่า การเปลี่ยนแปลงในสรรพสิ่งหาใช่มีจิตใจหรือความคิดของมนุษย์เป็นรากฐานอย่างที่เฮเกลกล่าวไว้ แต่เป็นเพราะวัตถุที่เป็นสิ่งกำหนดความคิด มาร์กซ์กล่าวว่า ปรัชญาของเฮเกลเป็นการยืนกลับทิศทาง โดยเอาเท้าไปไว้ข้างบน ส่วนศรีษะกลับนำมาไว้ข้างล่าง

อธิบาย วัตถุที่เป็นสิ่งกำหนดความคิด
            มาร์กซ์อธิบายว่า
- วัตถุซึ่งเขาหมายถึง พลังการผลิต (Productive forces) ซึ่งประกอบด้วย 1. ปัจจัยการผลิต (means of production) เช่น เครื่องมือ โรงงาน วัตถุดิบ กับ 2. พลังแรงงาน (labor power)
-เป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ทางการผลิต (relations of production) อันได้แก่ ระบบกรรมสิทธิ์ซึ่งจะกำหนดว่าในกระบวนการผลิตนั้น ใครเป็นเจ้าของอะไร ใครต้องทำอะไร และใครจะได้ส่วนแบ่งอะไร เท่าไหร่
- ผลแห่งความสัมพันธ์ทางการผลิต ทำให้เกิดระบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เช่น เป็นนายทุน กับเป็นผู้ใช้แรงงาน ซึ่งส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางสังคมและการเมือง เช่น เกิดชนชั้นทางสังคม นายทุนเป็นผู้กุมอำนาจหรือชี้ทิศทางประเทศ
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง คือสิ่งที่มาร์กซ์อธิบายว่าเป็น ความคิด อันเป็นภาพที่อยู่ในจิตใจของคนในสังคมการเมืองนั้น
            หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่เกิดขึ้นทั้งหมด ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากการถือครองวัตถุ ว่าใครเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ใครเป็นพลังแรงงาน (ผู้ใช้แรงงาน)

            ด้วยเหตุที่มาร์กซนำทฤษฎีวิภาษวิธีมาอธิบายการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลก โดยมีกรอบปรัชญาที่ว่าด้วย วัตถุเป็นตัวกำหนดความคิดและการเปลี่ยนแปลง จึงเรียกวิธีการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของมาร์กซว่าเป็น ลัทธิวัตถุนิยมเชิงประวัติศาสตร์ (historical materialism) โดย วัตถุ ในที่นี้มาร์กซหมายถึง ปัจจัยในการผลิต คือ ที่ดิน ทุน เครื่องจักร ฉะนั้นทฤษฎีของมาร์กซจึงเป็นทฤษฎีความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่มีเศรษฐกิจเป็นตัวนำ (economic determinism)

            3. การต่อสู้ทางชนชั้น (Class Struggle)
            จากความเชื่อในทฤษฎีวิภาษวิธีทำให้มาร์กซมองว่าการเมืองเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น (Social class) อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มาร์กซ์ได้อธิบายประวัติศาสตร์ของมนุษย์ให้เห็นการต่อสู้ทางชนชั้นจากอดีตจึงปัจจุบัน และคาบเกี่ยวอนาคต โดยใช้ลัทธิวัตถุนิยมเชิงประวัติศาสตร์เป็นรากฐาน กล่าวคือ

1. ยุคบรรพกาล เป็นยุคเริ่มต้นของสังคมมนุษย์ ในยุคนี้ทรัพย์สิน (ทรัพยากรธรรมชาติ) จะเป็นสมบัติส่วนกลางที่มนุษย์ใช้ร่วมกัน ในสภาพที่สังคมมีปริมาณทรัพยากรมากเกินความต้องการของมนุษย์ ทำให้สังคมมนุษย์ปราศจากการแก่งแย่งเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากร ทุกคนในสังคมจึงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่มีชนชั้น ปราศจากสำนึกในกรรมสิทธิ์เหนือทรัพย์สิน

2. ยุคทาส เป็นยุคที่เกิดขึ้นหลังจากที่มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิต จากการเก็บของป่าและอยู่กันอย่างเรียบง่ายสู่การทำเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ทำให้ผู้ที่มีความแข็งแรงและได้เปรียบทางสังคมใช้กำลังและความได้เปรียบทำการบังคับขูดรีดแรงงานจากผู้ที่ด้อยโอกาสและอ่อนแอกว่า จากความสัมพันธ์ข้างต้นทำให้เกิดชนชั้นขึ้นในสังคม คือ ชนชั้นนายทาส ผู้มีอำนาจเหนือกว่า กับชนชั้นทาส ผู้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของนายทาส ความสัมพันธ์ของสองชนชั้นเป็นการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ข่มเหงที่ฝ่ายหนึ่งได้ผลประโยชน์ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องเสียประโยชน์ (มนุษย์ที่เป็นทาสกลายเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของนายทาส) ระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและระบบชนชั้นจึงได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคทาส ซึ่งในเวลาต่อมาระบบทั้งสองได้มีการพัฒนาและก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นในรูปแบบใหม่ภายใต้เนื้อหาเดิม คือ ยังคงเป็นการเอารัดเอาเปรียบกดขี่ขูดรีดผู้ที่ด้อยกว่าโดยผู้ที่มีอำนาจและได้เปรียบทางสังคม เพียงแต่รูปแบบของการขูดรีดได้รับการปรับปรุงให้สามารถขูดรีดได้อย่างแนบเนียนและบังเกิดผลสำเร็จได้มากกว่าที่เคยเป็นอยู่

            3. ยุคศักดินา ความสัมพันธ์ในยุคศักดินาเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่มากยิ่งขึ้นของชนชั้นนายทาส กล่าวคือ เมื่อผลผลิตที่ได้จากการกดขี่ขูดรีดชนชั้นทาสยังไม่เป็นที่พอใจของนายทาส ชนชั้นนายทาสจึงแสวงหาวิธีการในการเพิ่มความได้เปรียบให้มากยิ่งขึ้น โดยการปลดปล่อยทาสจากการเป็นผู้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมด้วยอำนาจของนายทาสสู่การเป็นผู้เช่าพื้นที่ทำกินบนที่ดินของเจ้าศักดินา ทั้งนี้มิใช่เป็นไปเพื่อการปลดปล่อยให้ทาสได้รับอิสระ แต่เป็นการปลดปล่อยเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าศักดินา สังคมในยุคนี้ประกอบด้วยสองชนชั้น คือ ชนชั้นเจ้าศักดินา (Feudal lords) ผู้เป็นเจ้าของที่ดินอันเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต กับชนชั้นทาสติดดินหรือไพร่ (serfs) ที่ปราศจากที่ทำกินอันเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ทำให้ทาสติดดินหรือไพร่เหล่านั้นต้องเข้ามาอาศัยทำกินบนที่ดินของเจ้าศักดินาโดยมีพันธสัญญาที่มิอาจปฏิเสธได้คือ จะต้องส่งผลผลิตในจำนวนที่แน่นอนให้กับเจ้าของที่ดินตามที่เจ้าของที่ดินเป็นผู้กำหนด และจะต้องตกเป็นทาสติดดินเช่นนี้ไปตลอดชีวิต อันรวมทั้งผู้สืบสกุลของไพร่ที่จะเกิดมาในอนาคตด้วย

            4. ยุคทุนนิยม หลังจากการผลิตได้พัฒนามาจนถึงการผลิตเพื่อการค้า ประกอบกับความเจริญด้านอุตสาหกรรมที่มีสูงขึ้นภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้ความต้องการด้านแรงงานเพื่อทำงานในโรงงานเกิดขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ไพร่หรือทาสติดดินได้รับการปลดปล่อยอีกครั้ง แต่ก็ยังคงเป็นการปลดปล่อยเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของชนชั้นผู้มีอำนาจ มิใช่การปลดปล่อยเพื่อให้ผู้ด้อยกว่าได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี ทั้งหมดจึงเป็นไปเพื่อให้เกิดแรงงานเสรีในกลุ่มของมนุษย์ผู้ไม่มีปัจจัยการผลิตอื่นใดนอกจากแรงงาน ทาสติดดินหรือไพร่ที่ถูกปลดปล่อยเหล่านี้จึงต้องขายแรงงานเพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้สำหรับใช้ประทังชีวิต การปลดปล่อยทาสติดดินจึงไม่ได้ทำให้ทาสติดดินเหล่านั้นสามารถเป็นอิสระเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้โดยปราศจากการถูกขูดรีด แต่ตรงกันข้าม ทาสติดดินเหล่านั้นกลับต้องอยู่ในตลาดแรงงานเพื่อทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมโดยนายทุนพยายามกดค่าแรงให้ต่ำที่สุด เพื่อให้เกิดมูลค่าส่วนเกิน (surplus value) สูงสุด อันเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง ความสัมพันธ์ในสังคมจึงยังคงเป็นการกดขี่ทางชนชั้นเช่นเดิม เช่นเดียวกับระบบชนชั้นที่ยังเป็นไปในลักษณะเดิม คือ มีชนชั้นกดขี่กับชนชั้นผู้ถูกกดขี่ เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากเจ้าศักดินาเป็นนายทุนหรือกระฎุมพี (capitalists or bourgeoisie) และจากไพร่หรือทาสติดดินเป็นผู้ใช้แรงงานหรือกรรมาชีพ (proletariat)

            ต้นเหตุของปัญหา: มาร์กซให้เหตุผลว่าเกิดจากการมองผลิตผลของกรรมการแยกออกจากตัวกรรมกร ตัวกรรมการกลายเป็นเพียงปัจจัยการผลิตหนึ่งของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการตีค่ามนุษย์ว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัจจัยการผลิตเท่านั้น
            และมาร์กซได้พยากรณ์ว่าที่สุดแล้วระบบทุนนิยมจะขยายและกระจายทั่วโลก ที่บางคนอาจเรียกว่าโลกาภิวัตน์ (Globalization) เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านกรรมวิธีการผลิต การสื่อสารที่รวดเร็ว จึงรวมทุกชาติเข้าเป็นอารยธรรมเดียว

            ความวุ่นวายของยุคทุนนิยม
            แต่ความเจริญของทุนนิยมมีปัญหา เพราะลักษณะของทุนนิยมเอง ที่การลงทุนจะเพิ่มมากขึ้นเพื่อกำไรและการอยู่รอดของทุน (บริษัท) ทำให้อุปทานเพิ่มมากขึ้นเรื่องจนอุปสงค์รับไม่ไหว เกิดผลผลิตส่วนเกินมากมาย เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ผลตามมาคือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ บริษัทโรงงานล้มละลาย เลิกจ้างคนงาน ทำให้อุปสงค์ลดลงจากคนที่ถูกเลิกจ้าง เป็นวัฎจักรอย่างนี้ จนถึงจุดๆหนึ่งที่อุปทานแท้จริงพอดีกับอุปสงค์ ทำให้บริษัทโรงงานที่อยู่รอดสามารถประกอบกิจการต่อไป เศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติ และเริ่มต้นฟื้นตัวอีกครั้ง แล้วกลับไปสู่วัฎจักรเดิมอีก ซึ่งกลุ่มผู้ได้ผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มผู้ใช้แรงงานนั่นเอง

คำถามเพื่อการอภิปราย ทำไมเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ผู้ใช้แรงงานจึงเป็นผู้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด

4.การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ (Proletarian Revolution)
            มาร์กซ์คาดว่าที่สุดแล้วสังคมทุนนิยมจะพังทลายด้วยเหตุที่ทุนจะรวมตัวเป็นก้อนใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ และกระจุกตัวอยู่ในหมู่คนรวยที่นับว่าจะรวยมากขึ้นแต่จำนวนลดน้อยลง ในทางกลับกับคนจนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยพร้อมกับช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

            ความขัดสน ความคับแค้นใจของชนชั้นกรรมาชีพที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ มีชีวิตที่ยากลำบาก ทำให้กรรมกรเกิดสำนึกทางชนชั้น (Class consciousness) ขึ้นเองตามธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสังคมได้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ๆ อย่างน้อย 2 ครั้ง คือ การปฏิวัติในรัสเซียเมื่อปี ค.ศ.1917 ของเลนิน กับการปฏิวัติในจีนเมื่อปี ค.ศ.1949 โดยเหมาเจ๋อตุง การปฏิวัติทั้งสองครั้งเป็นการปฏิวัติแบบใช้ความรุนแรง มีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้น ผู้คนล้มตายนับล้านคน

            แนวคิดการปฎิวัติ
แม้ว่าสุดท้ายสังคมมนุษย์จะต้องเข้าสู่ยุคคอมมิวนิสต์ แต่เพื่อการเร่งการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ไปสู่ยุคคอมมิวนิสต์เร็วขึ้น การปฏิวัติจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อการล้มล้างรัฐที่ให้การปกป้องและช่วยเหลือนายทุนเสมอมา ซึ่งในประเด็นนี้ถือเป็นความแตกต่างระหว่างอุดมการณ์คอมมิวนิสต์กับอุดมการณ์สังคมนิยม เพราะอุดมการณ์สังคมนิยมไม่นิยมความรุนแรงในการปฏิวัติ แต่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ให้การสนับสนุนการปฏิวัติที่เรียกว่า สงครามปลดแอก (war of national liberation) อันถือเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้
            แม้ว่าในอดีตที่ผ่านมาจะเคยมีการต่อสู้ระหว่างชนชั้น (class struggle) เกิดขึ้นในสังคม แต่การต่อสู้ที่เกิดขึ้น แต่การต่อสู้ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงการเปลี่ยนถ่ายระบบการถือครองกรรมสิทธิ์จากชนชั้นปกครองกลุ่มหนึ่งไปยังชนชั้นปกครองอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น มิได้เป็นการปฏิวัติเพื่อโค่นล้มระบบกรรมสิทธิ์และระบบชนชั้นแต่อย่างใด จึงกล่าวได้ว่า การปฏิวัติที่แท้จริงยังไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพราะการปฏิวัติที่แท้จริงต้องเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างระบบนายทุน เพราะเมื่อสังคมปราศจากชนชั้นนายทุนและปัจจัยในการผลิตถูกโอนเป็นสมบัติของส่วนรวมแล้ว การขูดรีดระหว่างชนชั้นก็จะถึงจุดจบ

5. สังคมคอมมิวนิสต์ (Communism)
            หรือยุคคอมมิวนิสต์ตามอุดมการณ์ของมาร์กซ์ เป็นยุคสุดท้ายของมนุษย์
สังคมในยุคนี้จะเต็มไปด้วยความเสมอภาค ไม่มีชนชั้น ไม่มีการกดขี่ข่มเหง และไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ (exploitation) อีกต่อไป ระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะถูกยกเลิก และให้ทุกคนเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกันในฐานะเป็นสมบัติส่วนกลางที่ทุกคนสามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียมกัน เมื่อทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินร่วมกัน มนุษย์ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสะสมทรัพย์สินส่วนตัว ในสังคมของยุคคอมมิวนิสต์มนุษย์ทุกคนจะมีงานทำ โดยแต่ละคนจะได้รับผลประโยชน์จากการทำงานตามความจำเป็นของตน นั่นหมายความว่า การได้รับผลตอบแทนจากการทำงาน มิได้ใช้เกณฑ์ของความสามารถในการทำงานเป็นเงื่อนไข แต่ใช้เกณฑ์ความจำเป็นของแต่ละคนเป็นเครื่องตัดสินว่าบุคคลนั้นควรจะได้รับผลตอบแทนจากการทำงานมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านจากยุคทุนนิยมไปสู่ยุคคอมมิวนิสต์สามารถผ่านพ้นไปด้วยดี การมีรัฐบาล เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ (dictatorship of the proletariat) ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นในช่วงหลังการปฏิวัติ ดังจะเห็นได้ในหมู่ประเทศที่ปกครองแบบอุมดการณ์คอมมิวนิสต์ไม่ว่าจะเป็นอย่างอดีตสหภาพโซเวียต หรือจีนในยุคเหมาเจอตุง
ซึ่งในทางอุดมการณ์แล้วเมื่อสังคมบรรลุถึงยุคคอมมิวนิสต์แล้วรัฐบาลที่แม้เป็นรัฐบาลของชนชั้นกรรมาชีพก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีอยู่ในสังคมอีกต่อไป นั่นหมายความว่า ท้ายสุดแล้ว อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ก็มีเป้าหมายเพื่อการอยู่อย่างไม่มีรัฐเช่นเดียวกับแบบอรัฐนิยม

“พัฒนาการของสังคมนิยม”
            สังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democracy) เป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งของสังคมนิยม ที่มีนักคิดสังคมนิยมรุ่นใหม่ที่ยอมรับในปัญหาความไม่เท่าเทียมทางชนชั้นของสังคม แต่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติสังคมที่ใช้ความรุนแรง ที่ต้องเห็นการแตกแยกทางสังคมอย่างรุนแรง เกิดสงครามกลางเมืองที่คนชาติเดียวกันต้องมาประหัตประหารเสียชีวิตจำนวนมาก เพื่อล้มระบอบการปกครองเดิม
            นักสังคมนิยมประชาธิปไตยเชื่อว่า เมื่ออุดมการณ์สังคมนิยมของตนนั้นดีจริง เป็นประโยชน์แก่มวลชนจำนวนมาก ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเสรีนิยมที่มีการเลือกตั้งโดยเสรี คนจำนวนมาก (โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ผู้มีรายได้น้อย) น่าจะให้การสนับสนุนพรรคการเมืองที่ยึดถือแนวทางสังคมนิยมที่เน้นการให้ความสำคัญกับชนชั้นกรรมาชีพ หรือซึ่งเป็นชนชั้นล่าง  ดังนั้น หากลงเลือกตั้งในนามพรรคการเมืองน่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
            ดังนั้น สังคมนิยมประชาธิปไตย จึงเป็นอุดมการณ์ที่ต้องการให้ระบอบการเมืองการปกครองเป็นไปในแนวทางตามสมัครใจของประชาชน ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกว่าต้องการรัฐบาลจากพรรคการเมืองที่ยึดอุดมการณ์แบบใด หรือแนวทางใด

ทางด้านเศรษฐกิจ สังคมนิยมประชาธิปไตยใกล้เคียงกับอุดมการณ์เสรีนิยมสมัยใหม่ (Modern Liberalism) เป็นแนวคิดที่ยังรักษาให้ระบบเศรษฐกิจมีการแข่งขันกันโดยเสรี แต่กลไกตลาดเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือปกป้องปัจเจกชนที่อ่อนแอ รัฐต้องสนใจดูแลผู้มีรายได้ต่ำมากกว่าการปล่อยให้ดำเนินชีวิตตามยถากรรม

            ปัจจุบัน มีหลายประเทศในกลุ่มยุโรปที่มีพรรคการเมืองที่ยึดถืออุดมการณ์สังคมนิยมประชาธิปไตย เช่น พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเยอรมนี (German Social Democratic Party ใช้ตัวย่อว่า SPD) มีเจตจำนงค์หรือเป้าหมายสร้างสังคมประชาธิปไตย (social democracy) โดยเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญมากที่สุดในเรื่องเสรีภาพ (freedom) กับความยุติธรรมทางสังคม (social justice) ในด้านเสรีภาพทางการเมืองนั้นพรรคมีนโยบายไม่แทรกแซงอธิปไตยส่วนบุคคล (the sovereignty of an individual) โดยการใช้ความก้าวร้าวรุนแรง ในทางด้านเศรษฐกิจ พรรคเห็นว่าทรัพยากรต้องกระจายอย่างเท่าเทียม และระบบเศรษฐกิจมีเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน เพื่อประกันว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจพรรคมีนโยบายให้เป็นรัฐสวัสดิการ (welfare state) พรรคมีจุดยืนสนับสนุนสิทธิพลเมือง (civil rights) และการเป็นสังคมเปิด (open society) ในด้านการต่างประเทศพรรคมีนโยบายธำรงรักษาสันติภาพของโลกด้วยการถ่วงดุลผลประโยชน์โลกด้วยวิถีประชาธิปไตย Social democracy
            SDP ของประเทศอังกฤษ มีอุดมการณ์ว่า “SDP เป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่ยึดมั่นในการสร้างความอยู่ดีกินดี (wellbeing) แก่สมาชิกทุกคนในสังคม พรรคไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสหภาพหรือธุรกิจรายใหญ่ใดๆ นโยบายของพรรควางอยู่บนหลักการดังกล่าว

“สังคมนิยมในความเปลี่ยนแปลง”
            ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในช่วงหลังสิ้นสุดสงครามเย็น
·       การปฏิวัติในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก 1989-1991
o  เช่น โปแลนด์ ฮังการี สาธารณรัฐเชค โรมาเนีย บัลแกเรีย อัลบาเนีย
·       การรวมประเทศของเยอรมันตะวันตกกับตะวันออก ในปี 1990
·       การล่มสลายของสหภาพโซเวียต 1917-1991
o  ก่อนที่สหภาพโซเวียตจะล่มสลาย โซเวียต (Soviet Union) เป็นหนึ่งในสองประเทศมหาอำนาจ (Superpower) เป็นคู่อริของสหรัฐฯ
o  อดีตสหภาพโซเวียตดำรงอยู่จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 1991
·       การเปลี่ยนแปลงในสาธารณรัฐประชาชนจีน (The People’s Republic of China)
o  จีนค่อยๆ คลายความเป็น totalitarianism แบบคอมมิวนิสต์ หลังการสิ้นชีวิตของประธานเหมา เจ๋อ ตง ในปี 1976 การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นเรื่องการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ เช่น จัดให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษตามเมืองแนวชายฝั่งตอนใต้ (เช่น เมืองเซี่ยงไฮ้) เพื่อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ในรูปแบบเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม
----------------------- 

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ชาญชัย ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทาง…