วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อุดมการณ์ทางการเมือง (4) อุดมการณ์สังคมนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง 
ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
อุดมการณ์สังคมนิยม
            คำว่า สังคมนิยม หรือ Socialism มีผู้ใช้และอธิบายในหลายความหมายตามแต่ละยุคสมัย แต่คำว่าสังคมนิยมที่คนปัจจุบันพูดถึง นักวิชาการส่วนใหญ่จะหมายถึงสังคมนิยมตามแนวคิดของมาร์กซ์กับเฮเกล จาก คำปฏิญญาคอมมิวนิสต์ หรือ คำประกาศคอมมิวนิสต์ (Communist Manifesto) เมื่อปี ค.ศ.1848

“แนวคิดคาร์ล มาร์กซ์กับเฮเกล”
            คาร์ล มาร์กซ (Karl Marx, 1818-1883) ชาวเยอรมันเป็นผู้ให้กำเนิดอุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งมาร์กซได้รับอิทธิพลทางความคิดจากนักคิดชาวเยอรมันอีกท่านหนึ่งคือ จอร์จ วิลเฮม เฟรดริก เฮเกล (George Wilhelm Fiddich Hegel, 1770-1831)

            แนวคิดของมาร์กซ์กับเฮเกล
            1. ทฤษฎีวิภาษวิธี (dialectic)
เป็นแนวคิดของเฮเกล ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อมาร์กซ ใช้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ตลอดเวลาและสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงล้วนเกิดขึ้นจากกระบวนการความขัดแย้งระหว่าง สิ่งที่มีอยู่ (thesis)กับ สิ่งที่ต่อต้านสิ่งที่มีอยู่ (anti-thesis) และกระบวนการความขัดแข้งที่เกิดขึ้นระหว่างสองสิ่งดังกล่าวทำให้เกิด ข้อสรุปใหม่ (synthesis) ในเวลาต่อมา ข้อสรุปใหม่นี้จะประกอบด้วยสิ่งใหม่ที่ดีกับสิ่งเดิมที่ขัดแย้งกัน ทำให้ข้อสรุปใหม่มีคุณสมบัติที่ดีขึ้นและสมบูรณ์กว่าเดิมเสมอ แต่เพราะความสมบูรณ์ของข้อสรุปใหม่ที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่ความสมบูรณ์สูงสุดจึงทำให้ข้อสรุปใหม่ที่เกิดขึ้นต้องกลายเป็นสิ่งที่มีอยู่ (thesis) ในอีกสภาวะหนึ่ง และในขณะเดียวกันก็จะเกิดสิ่งที่ต่อต้านสิ่งที่มีอยู่ (anti-thesis) ขึ้นอีกครั้ง และทำให้เกิดข้อสรุปแห่งความขัดแย้ง (synthesis) ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าได้สิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดอย่างแท้จริงกระบวนการนี้จึงจะสิ้นสุดลง

            ยกตัวอย่าง ทฤษฎีวิภาษวิธี (dialectic)
เช่น
เมื่อรัฐบาลออกนโยบายอย่างหนึ่ง
สิ่งที่มีอยู่ (thesis)

เมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ถูกประชาชนผู้เสียผลประโยชน์และฝ่ายค้านโจมตี นักวิชาการออกมาวิจารณ์เสนอนโยบายที่ดีกว่ารัฐบาลพบข้อบกพร่องและเห็นว่านโยบายเดิมนั้นต้องแก้ไข
สิ่งที่ต่อต้านสิ่งที่มีอยู่ (anti-thesis)

รัฐบาลปรับปรุงนโยบายจากข้อบกพร่องและข้อเสนอแนะใหม่ สุดท้ายสังคมได้นโยบายที่ปรับปรุงใหม่
กระบวนการความขัดแข้งที่เกิดขึ้นระหว่างสองสิ่งดังกล่าวทำให้เกิด ข้อสรุปใหม่ (synthesis)
หรือ
บริษัทรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งผลิตรถเก๋งรุ่นหนึ่งออกขายในตลาด
สิ่งที่มีอยู่ (thesis)

เมื่อขายไปได้สักระยะ ฝ่ายวิจัยพบว่าสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นทั้งด้านเครื่องยนต์ และการออกแบบหน้าตาให้ผู้บริโภคยอมรับมากขึ้น
สิ่งที่ต่อต้านสิ่งที่มีอยู่ (anti-thesis)

หลังจากผ่านไป 4-5ปี บริษัทรถยนต์ผลิตเก๋งรุ่นนั้นที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น
กระบวนการความขัดแข้งที่เกิดขึ้นระหว่างสองสิ่งดังกล่าวทำให้เกิด ข้อสรุปใหม่ (synthesis)

            2. วัตถุนิยมเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Materialism)
            ปรัชญาจิตนิยม (idealism, Idealist Philosophy) ของเฮเกลให้ความสำคัญกับความคิดของมนุษย์ในฐานะที่เป็นรากฐานแห่งการเปลี่ยนแปลงในสรรพสิ่งของสังคมมนุษย์ โดยถือว่าจิต (mind หรือ idea) เป็นตัวกำหนดวัตถุ (matter) จึงอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองว่าล้วนเป็นผลมาจากความคิดเป็นสาเหตุสำคัญ อย่างไรก็ตาม แม้มาร์กซ์ได้รับอิทธิพลความคิดมาจากเฮเกล แต่มาร์กซ์ใช้ทฤษฎีวิภาษวิธี (dialectic) จึงอธิบายเรื่องนี้ในทิศทางตรงข้ามว่า การเปลี่ยนแปลงในสรรพสิ่งหาใช่มีจิตใจหรือความคิดของมนุษย์เป็นรากฐานอย่างที่เฮเกลกล่าวไว้ แต่เป็นเพราะวัตถุที่เป็นสิ่งกำหนดความคิด มาร์กซ์กล่าวว่า ปรัชญาของเฮเกลเป็นการยืนกลับทิศทาง โดยเอาเท้าไปไว้ข้างบน ส่วนศรีษะกลับนำมาไว้ข้างล่าง

อธิบาย วัตถุที่เป็นสิ่งกำหนดความคิด
            มาร์กซ์อธิบายว่า
- วัตถุซึ่งเขาหมายถึง พลังการผลิต (Productive forces) ซึ่งประกอบด้วย 1. ปัจจัยการผลิต (means of production) เช่น เครื่องมือ โรงงาน วัตถุดิบ กับ 2. พลังแรงงาน (labor power)
-เป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ทางการผลิต (relations of production) อันได้แก่ ระบบกรรมสิทธิ์ซึ่งจะกำหนดว่าในกระบวนการผลิตนั้น ใครเป็นเจ้าของอะไร ใครต้องทำอะไร และใครจะได้ส่วนแบ่งอะไร เท่าไหร่
- ผลแห่งความสัมพันธ์ทางการผลิต ทำให้เกิดระบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เช่น เป็นนายทุน กับเป็นผู้ใช้แรงงาน ซึ่งส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางสังคมและการเมือง เช่น เกิดชนชั้นทางสังคม นายทุนเป็นผู้กุมอำนาจหรือชี้ทิศทางประเทศ
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง คือสิ่งที่มาร์กซ์อธิบายว่าเป็น ความคิด อันเป็นภาพที่อยู่ในจิตใจของคนในสังคมการเมืองนั้น
            หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่เกิดขึ้นทั้งหมด ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากการถือครองวัตถุ ว่าใครเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ใครเป็นพลังแรงงาน (ผู้ใช้แรงงาน)

            ด้วยเหตุที่มาร์กซนำทฤษฎีวิภาษวิธีมาอธิบายการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลก โดยมีกรอบปรัชญาที่ว่าด้วย วัตถุเป็นตัวกำหนดความคิดและการเปลี่ยนแปลง จึงเรียกวิธีการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของมาร์กซว่าเป็น ลัทธิวัตถุนิยมเชิงประวัติศาสตร์ (historical materialism) โดย วัตถุ ในที่นี้มาร์กซหมายถึง ปัจจัยในการผลิต คือ ที่ดิน ทุน เครื่องจักร ฉะนั้นทฤษฎีของมาร์กซจึงเป็นทฤษฎีความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่มีเศรษฐกิจเป็นตัวนำ (economic determinism)

            3. การต่อสู้ทางชนชั้น (Class Struggle)
            จากความเชื่อในทฤษฎีวิภาษวิธีทำให้มาร์กซมองว่าการเมืองเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น (Social class) อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มาร์กซ์ได้อธิบายประวัติศาสตร์ของมนุษย์ให้เห็นการต่อสู้ทางชนชั้นจากอดีตจึงปัจจุบัน และคาบเกี่ยวอนาคต โดยใช้ลัทธิวัตถุนิยมเชิงประวัติศาสตร์เป็นรากฐาน กล่าวคือ

1. ยุคบรรพกาล เป็นยุคเริ่มต้นของสังคมมนุษย์ ในยุคนี้ทรัพย์สิน (ทรัพยากรธรรมชาติ) จะเป็นสมบัติส่วนกลางที่มนุษย์ใช้ร่วมกัน ในสภาพที่สังคมมีปริมาณทรัพยากรมากเกินความต้องการของมนุษย์ ทำให้สังคมมนุษย์ปราศจากการแก่งแย่งเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากร ทุกคนในสังคมจึงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่มีชนชั้น ปราศจากสำนึกในกรรมสิทธิ์เหนือทรัพย์สิน

2. ยุคทาส เป็นยุคที่เกิดขึ้นหลังจากที่มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิต จากการเก็บของป่าและอยู่กันอย่างเรียบง่ายสู่การทำเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ทำให้ผู้ที่มีความแข็งแรงและได้เปรียบทางสังคมใช้กำลังและความได้เปรียบทำการบังคับขูดรีดแรงงานจากผู้ที่ด้อยโอกาสและอ่อนแอกว่า จากความสัมพันธ์ข้างต้นทำให้เกิดชนชั้นขึ้นในสังคม คือ ชนชั้นนายทาส ผู้มีอำนาจเหนือกว่า กับชนชั้นทาส ผู้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของนายทาส ความสัมพันธ์ของสองชนชั้นเป็นการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ข่มเหงที่ฝ่ายหนึ่งได้ผลประโยชน์ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องเสียประโยชน์ (มนุษย์ที่เป็นทาสกลายเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของนายทาส) ระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและระบบชนชั้นจึงได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคทาส ซึ่งในเวลาต่อมาระบบทั้งสองได้มีการพัฒนาและก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นในรูปแบบใหม่ภายใต้เนื้อหาเดิม คือ ยังคงเป็นการเอารัดเอาเปรียบกดขี่ขูดรีดผู้ที่ด้อยกว่าโดยผู้ที่มีอำนาจและได้เปรียบทางสังคม เพียงแต่รูปแบบของการขูดรีดได้รับการปรับปรุงให้สามารถขูดรีดได้อย่างแนบเนียนและบังเกิดผลสำเร็จได้มากกว่าที่เคยเป็นอยู่

            3. ยุคศักดินา ความสัมพันธ์ในยุคศักดินาเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่มากยิ่งขึ้นของชนชั้นนายทาส กล่าวคือ เมื่อผลผลิตที่ได้จากการกดขี่ขูดรีดชนชั้นทาสยังไม่เป็นที่พอใจของนายทาส ชนชั้นนายทาสจึงแสวงหาวิธีการในการเพิ่มความได้เปรียบให้มากยิ่งขึ้น โดยการปลดปล่อยทาสจากการเป็นผู้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมด้วยอำนาจของนายทาสสู่การเป็นผู้เช่าพื้นที่ทำกินบนที่ดินของเจ้าศักดินา ทั้งนี้มิใช่เป็นไปเพื่อการปลดปล่อยให้ทาสได้รับอิสระ แต่เป็นการปลดปล่อยเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าศักดินา สังคมในยุคนี้ประกอบด้วยสองชนชั้น คือ ชนชั้นเจ้าศักดินา (Feudal lords) ผู้เป็นเจ้าของที่ดินอันเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต กับชนชั้นทาสติดดินหรือไพร่ (serfs) ที่ปราศจากที่ทำกินอันเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ทำให้ทาสติดดินหรือไพร่เหล่านั้นต้องเข้ามาอาศัยทำกินบนที่ดินของเจ้าศักดินาโดยมีพันธสัญญาที่มิอาจปฏิเสธได้คือ จะต้องส่งผลผลิตในจำนวนที่แน่นอนให้กับเจ้าของที่ดินตามที่เจ้าของที่ดินเป็นผู้กำหนด และจะต้องตกเป็นทาสติดดินเช่นนี้ไปตลอดชีวิต อันรวมทั้งผู้สืบสกุลของไพร่ที่จะเกิดมาในอนาคตด้วย

            4. ยุคทุนนิยม หลังจากการผลิตได้พัฒนามาจนถึงการผลิตเพื่อการค้า ประกอบกับความเจริญด้านอุตสาหกรรมที่มีสูงขึ้นภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้ความต้องการด้านแรงงานเพื่อทำงานในโรงงานเกิดขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ไพร่หรือทาสติดดินได้รับการปลดปล่อยอีกครั้ง แต่ก็ยังคงเป็นการปลดปล่อยเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของชนชั้นผู้มีอำนาจ มิใช่การปลดปล่อยเพื่อให้ผู้ด้อยกว่าได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี ทั้งหมดจึงเป็นไปเพื่อให้เกิดแรงงานเสรีในกลุ่มของมนุษย์ผู้ไม่มีปัจจัยการผลิตอื่นใดนอกจากแรงงาน ทาสติดดินหรือไพร่ที่ถูกปลดปล่อยเหล่านี้จึงต้องขายแรงงานเพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้สำหรับใช้ประทังชีวิต การปลดปล่อยทาสติดดินจึงไม่ได้ทำให้ทาสติดดินเหล่านั้นสามารถเป็นอิสระเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้โดยปราศจากการถูกขูดรีด แต่ตรงกันข้าม ทาสติดดินเหล่านั้นกลับต้องอยู่ในตลาดแรงงานเพื่อทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมโดยนายทุนพยายามกดค่าแรงให้ต่ำที่สุด เพื่อให้เกิดมูลค่าส่วนเกิน (surplus value) สูงสุด อันเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง ความสัมพันธ์ในสังคมจึงยังคงเป็นการกดขี่ทางชนชั้นเช่นเดิม เช่นเดียวกับระบบชนชั้นที่ยังเป็นไปในลักษณะเดิม คือ มีชนชั้นกดขี่กับชนชั้นผู้ถูกกดขี่ เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากเจ้าศักดินาเป็นนายทุนหรือกระฎุมพี (capitalists or bourgeoisie) และจากไพร่หรือทาสติดดินเป็นผู้ใช้แรงงานหรือกรรมาชีพ (proletariat)

            ต้นเหตุของปัญหา: มาร์กซให้เหตุผลว่าเกิดจากการมองผลิตผลของกรรมการแยกออกจากตัวกรรมกร ตัวกรรมการกลายเป็นเพียงปัจจัยการผลิตหนึ่งของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการตีค่ามนุษย์ว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัจจัยการผลิตเท่านั้น
            และมาร์กซได้พยากรณ์ว่าที่สุดแล้วระบบทุนนิยมจะขยายและกระจายทั่วโลก ที่บางคนอาจเรียกว่าโลกาภิวัตน์ (Globalization) เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านกรรมวิธีการผลิต การสื่อสารที่รวดเร็ว จึงรวมทุกชาติเข้าเป็นอารยธรรมเดียว

            ความวุ่นวายของยุคทุนนิยม
            แต่ความเจริญของทุนนิยมมีปัญหา เพราะลักษณะของทุนนิยมเอง ที่การลงทุนจะเพิ่มมากขึ้นเพื่อกำไรและการอยู่รอดของทุน (บริษัท) ทำให้อุปทานเพิ่มมากขึ้นเรื่องจนอุปสงค์รับไม่ไหว เกิดผลผลิตส่วนเกินมากมาย เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ผลตามมาคือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ บริษัทโรงงานล้มละลาย เลิกจ้างคนงาน ทำให้อุปสงค์ลดลงจากคนที่ถูกเลิกจ้าง เป็นวัฎจักรอย่างนี้ จนถึงจุดๆหนึ่งที่อุปทานแท้จริงพอดีกับอุปสงค์ ทำให้บริษัทโรงงานที่อยู่รอดสามารถประกอบกิจการต่อไป เศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติ และเริ่มต้นฟื้นตัวอีกครั้ง แล้วกลับไปสู่วัฎจักรเดิมอีก ซึ่งกลุ่มผู้ได้ผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มผู้ใช้แรงงานนั่นเอง

คำถามเพื่อการอภิปราย ทำไมเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ผู้ใช้แรงงานจึงเป็นผู้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด

4.การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ (Proletarian Revolution)
            มาร์กซ์คาดว่าที่สุดแล้วสังคมทุนนิยมจะพังทลายด้วยเหตุที่ทุนจะรวมตัวเป็นก้อนใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ และกระจุกตัวอยู่ในหมู่คนรวยที่นับว่าจะรวยมากขึ้นแต่จำนวนลดน้อยลง ในทางกลับกับคนจนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยพร้อมกับช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

            ความขัดสน ความคับแค้นใจของชนชั้นกรรมาชีพที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ มีชีวิตที่ยากลำบาก ทำให้กรรมกรเกิดสำนึกทางชนชั้น (Class consciousness) ขึ้นเองตามธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสังคมได้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ๆ อย่างน้อย 2 ครั้ง คือ การปฏิวัติในรัสเซียเมื่อปี ค.ศ.1917 ของเลนิน กับการปฏิวัติในจีนเมื่อปี ค.ศ.1949 โดยเหมาเจ๋อตุง การปฏิวัติทั้งสองครั้งเป็นการปฏิวัติแบบใช้ความรุนแรง มีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้น ผู้คนล้มตายนับล้านคน

            แนวคิดการปฎิวัติ
แม้ว่าสุดท้ายสังคมมนุษย์จะต้องเข้าสู่ยุคคอมมิวนิสต์ แต่เพื่อการเร่งการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ไปสู่ยุคคอมมิวนิสต์เร็วขึ้น การปฏิวัติจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อการล้มล้างรัฐที่ให้การปกป้องและช่วยเหลือนายทุนเสมอมา ซึ่งในประเด็นนี้ถือเป็นความแตกต่างระหว่างอุดมการณ์คอมมิวนิสต์กับอุดมการณ์สังคมนิยม เพราะอุดมการณ์สังคมนิยมไม่นิยมความรุนแรงในการปฏิวัติ แต่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ให้การสนับสนุนการปฏิวัติที่เรียกว่า สงครามปลดแอก (war of national liberation) อันถือเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้
            แม้ว่าในอดีตที่ผ่านมาจะเคยมีการต่อสู้ระหว่างชนชั้น (class struggle) เกิดขึ้นในสังคม แต่การต่อสู้ที่เกิดขึ้น แต่การต่อสู้ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงการเปลี่ยนถ่ายระบบการถือครองกรรมสิทธิ์จากชนชั้นปกครองกลุ่มหนึ่งไปยังชนชั้นปกครองอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น มิได้เป็นการปฏิวัติเพื่อโค่นล้มระบบกรรมสิทธิ์และระบบชนชั้นแต่อย่างใด จึงกล่าวได้ว่า การปฏิวัติที่แท้จริงยังไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพราะการปฏิวัติที่แท้จริงต้องเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างระบบนายทุน เพราะเมื่อสังคมปราศจากชนชั้นนายทุนและปัจจัยในการผลิตถูกโอนเป็นสมบัติของส่วนรวมแล้ว การขูดรีดระหว่างชนชั้นก็จะถึงจุดจบ

5. สังคมคอมมิวนิสต์ (Communism)
            หรือยุคคอมมิวนิสต์ตามอุดมการณ์ของมาร์กซ์ เป็นยุคสุดท้ายของมนุษย์
สังคมในยุคนี้จะเต็มไปด้วยความเสมอภาค ไม่มีชนชั้น ไม่มีการกดขี่ข่มเหง และไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ (exploitation) อีกต่อไป ระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะถูกยกเลิก และให้ทุกคนเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกันในฐานะเป็นสมบัติส่วนกลางที่ทุกคนสามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียมกัน เมื่อทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินร่วมกัน มนุษย์ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสะสมทรัพย์สินส่วนตัว ในสังคมของยุคคอมมิวนิสต์มนุษย์ทุกคนจะมีงานทำ โดยแต่ละคนจะได้รับผลประโยชน์จากการทำงานตามความจำเป็นของตน นั่นหมายความว่า การได้รับผลตอบแทนจากการทำงาน มิได้ใช้เกณฑ์ของความสามารถในการทำงานเป็นเงื่อนไข แต่ใช้เกณฑ์ความจำเป็นของแต่ละคนเป็นเครื่องตัดสินว่าบุคคลนั้นควรจะได้รับผลตอบแทนจากการทำงานมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านจากยุคทุนนิยมไปสู่ยุคคอมมิวนิสต์สามารถผ่านพ้นไปด้วยดี การมีรัฐบาล เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ (dictatorship of the proletariat) ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นในช่วงหลังการปฏิวัติ ดังจะเห็นได้ในหมู่ประเทศที่ปกครองแบบอุมดการณ์คอมมิวนิสต์ไม่ว่าจะเป็นอย่างอดีตสหภาพโซเวียต หรือจีนในยุคเหมาเจอตุง
ซึ่งในทางอุดมการณ์แล้วเมื่อสังคมบรรลุถึงยุคคอมมิวนิสต์แล้วรัฐบาลที่แม้เป็นรัฐบาลของชนชั้นกรรมาชีพก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีอยู่ในสังคมอีกต่อไป นั่นหมายความว่า ท้ายสุดแล้ว อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ก็มีเป้าหมายเพื่อการอยู่อย่างไม่มีรัฐเช่นเดียวกับแบบอรัฐนิยม

“พัฒนาการของสังคมนิยม”
            สังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democracy) เป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งของสังคมนิยม ที่มีนักคิดสังคมนิยมรุ่นใหม่ที่ยอมรับในปัญหาความไม่เท่าเทียมทางชนชั้นของสังคม แต่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติสังคมที่ใช้ความรุนแรง ที่ต้องเห็นการแตกแยกทางสังคมอย่างรุนแรง เกิดสงครามกลางเมืองที่คนชาติเดียวกันต้องมาประหัตประหารเสียชีวิตจำนวนมาก เพื่อล้มระบอบการปกครองเดิม
            นักสังคมนิยมประชาธิปไตยเชื่อว่า เมื่ออุดมการณ์สังคมนิยมของตนนั้นดีจริง เป็นประโยชน์แก่มวลชนจำนวนมาก ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเสรีนิยมที่มีการเลือกตั้งโดยเสรี คนจำนวนมาก (โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ผู้มีรายได้น้อย) น่าจะให้การสนับสนุนพรรคการเมืองที่ยึดถือแนวทางสังคมนิยมที่เน้นการให้ความสำคัญกับชนชั้นกรรมาชีพ หรือซึ่งเป็นชนชั้นล่าง  ดังนั้น หากลงเลือกตั้งในนามพรรคการเมืองน่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
            ดังนั้น สังคมนิยมประชาธิปไตย จึงเป็นอุดมการณ์ที่ต้องการให้ระบอบการเมืองการปกครองเป็นไปในแนวทางตามสมัครใจของประชาชน ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกว่าต้องการรัฐบาลจากพรรคการเมืองที่ยึดอุดมการณ์แบบใด หรือแนวทางใด

ทางด้านเศรษฐกิจ สังคมนิยมประชาธิปไตยใกล้เคียงกับอุดมการณ์เสรีนิยมสมัยใหม่ (Modern Liberalism) เป็นแนวคิดที่ยังรักษาให้ระบบเศรษฐกิจมีการแข่งขันกันโดยเสรี แต่กลไกตลาดเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือปกป้องปัจเจกชนที่อ่อนแอ รัฐต้องสนใจดูแลผู้มีรายได้ต่ำมากกว่าการปล่อยให้ดำเนินชีวิตตามยถากรรม

            ปัจจุบัน มีหลายประเทศในกลุ่มยุโรปที่มีพรรคการเมืองที่ยึดถืออุดมการณ์สังคมนิยมประชาธิปไตย เช่น พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเยอรมนี (German Social Democratic Party ใช้ตัวย่อว่า SPD) มีเจตจำนงค์หรือเป้าหมายสร้างสังคมประชาธิปไตย (social democracy) โดยเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญมากที่สุดในเรื่องเสรีภาพ (freedom) กับความยุติธรรมทางสังคม (social justice) ในด้านเสรีภาพทางการเมืองนั้นพรรคมีนโยบายไม่แทรกแซงอธิปไตยส่วนบุคคล (the sovereignty of an individual) โดยการใช้ความก้าวร้าวรุนแรง ในทางด้านเศรษฐกิจ พรรคเห็นว่าทรัพยากรต้องกระจายอย่างเท่าเทียม และระบบเศรษฐกิจมีเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน เพื่อประกันว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจพรรคมีนโยบายให้เป็นรัฐสวัสดิการ (welfare state) พรรคมีจุดยืนสนับสนุนสิทธิพลเมือง (civil rights) และการเป็นสังคมเปิด (open society) ในด้านการต่างประเทศพรรคมีนโยบายธำรงรักษาสันติภาพของโลกด้วยการถ่วงดุลผลประโยชน์โลกด้วยวิถีประชาธิปไตย Social democracy
            SDP ของประเทศอังกฤษ มีอุดมการณ์ว่า “SDP เป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่ยึดมั่นในการสร้างความอยู่ดีกินดี (wellbeing) แก่สมาชิกทุกคนในสังคม พรรคไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสหภาพหรือธุรกิจรายใหญ่ใดๆ นโยบายของพรรควางอยู่บนหลักการดังกล่าว

“สังคมนิยมในความเปลี่ยนแปลง”
            ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในช่วงหลังสิ้นสุดสงครามเย็น
·       การปฏิวัติในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก 1989-1991
o  เช่น โปแลนด์ ฮังการี สาธารณรัฐเชค โรมาเนีย บัลแกเรีย อัลบาเนีย
·       การรวมประเทศของเยอรมันตะวันตกกับตะวันออก ในปี 1990
·       การล่มสลายของสหภาพโซเวียต 1917-1991
o  ก่อนที่สหภาพโซเวียตจะล่มสลาย โซเวียต (Soviet Union) เป็นหนึ่งในสองประเทศมหาอำนาจ (Superpower) เป็นคู่อริของสหรัฐฯ
o  อดีตสหภาพโซเวียตดำรงอยู่จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 1991
·       การเปลี่ยนแปลงในสาธารณรัฐประชาชนจีน (The People’s Republic of China)
o  จีนค่อยๆ คลายความเป็น totalitarianism แบบคอมมิวนิสต์ หลังการสิ้นชีวิตของประธานเหมา เจ๋อ ตง ในปี 1976 การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นเรื่องการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ เช่น จัดให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษตามเมืองแนวชายฝั่งตอนใต้ (เช่น เมืองเซี่ยงไฮ้) เพื่อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ในรูปแบบเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม
----------------------- 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น