ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อุดมการณ์ทางการเมือง (3) อุดมการณ์อนุรักษ์นิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง 
ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา

อุดมการณ์อนุรักษ์นิยม

            มีจุดเริ่มต้นจากบุคคลที่ต่อต้านการปฏิวัติ การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในยุโรปในปลายศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะการปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1789 (กลุ่มคนที่ปฏิวัติเป็นพวกเสรีนิยมดั้งเดิม) กลุ่มคนเหล่านี้ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ชนิดถอนรากถอนโคนจากระบบการปกครอง ระบบธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมายาวนาน เช่น จากการปกครองโดยระบอบกษัตริย์มาเป็นการปกครองโดยคณะผู้ปกครองสามัญชน หรือการที่ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพมากกว่าในอดีตมาก

ลักษณะพื้นฐานของอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม
            1. ประเพณี (Tradition) ประเพณีคือสิ่งที่ได้สืบทอดต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนานหลายชั่วอายุคน เป็นสิ่งที่ได้ปฏิบัติต่อเนื่องกันมา จึงเป็นเหมือนสิ่งที่ได้ผ่านการพิสูจน์ว่าดีเหมาะสมแล้ว ควรที่คนรุ่นหลังจะปฏิบัติสืบทอดต่อไป ดังนั้น บรรดาสถาบันที่เคียงคู่กับประเพณีต้องได้รับการสืบทอดต่อไปด้วย เช่น เมื่ออังกฤษเดิมมีสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ดำรงอยู่ต่อไป

            2. ปฏิบัตินิยม (Pragmatism) อนุรักษ์นิยมเชื่อว่าความคิดเชิงเหตุผลของมนุษย์นั้นจำกัดไม่อาจเข้าใจความซับซ้อนของโลกได้ทั้งหมดหรือได้อย่างถูกต้องครบถ้วน ดั้งนั้นระบบเหตุผลจึงไม่อาจยึดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไปหรือตามปฏิบัติตามเหตุผล ตรงกันข้ามประสบการณ์ การปฏิบัติที่ทำต่อเนื่องกันมา เป็นสิ่งที่ทำได้จริง ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผล เป็นแนวทางที่ควรยึดไว้มากกว่า

            3. ความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ (Human Imperfection) อนุรักษ์นิยมมองมนุษย์ในแง่ลบว่าเห็นแก่ตัว มากในตัณหา และมุ่งใช้อำนาจในทางมิชอบ ดังนั้น หากปล่อยให้มนุษย์ใช้ความเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ย่อมจะก่อปัญหาอาชญากรรม สร้างปัญหาแก่สังคม อีกทั้งมนุษย์ยังต้องการการพึ่งพิงคนอื่น แสวงหาความมั่นคงปลอดภัย ด้วยเหตุนี้เอง สังคมจะต้องดำเนินอย่างมีระบบ มีแบบแผน มีกฎเกณฑ์และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จึงจำเป็นต้องมีรัฐที่เข้มแข็ง (Strong State)

            4. อินทรียภาพ (Organism) อนุรักษ์นิยมมองสังคมแบบองค์รวม เปรียบเสมือนร่างกายที่ประกอบจากอวัยวะหลายอย่าง แต่ละอวัยวะประกอบขึ้นจากเนื้อเยื่อ (tissue) จำนวนมาก ซึ่งแต่ละเนื้อเยื่อมาจากเซลที่รวมตัวกัน ปัจเจกชนแต่คนเป็นเซลหนึ่งเซลของร่างกาย เซลหรือปัจเจกชนไม่สามารถดำรงอยู่ตามลำพังได้ แต่การดำรงอยู่ได้มาจากการดำรงอยู่ได้ร่วมกันของทั้งร่างกาย (คือทั้งสังคม) หากสังคมล่มสลายปัจเจกชนก็จะพลอยดำรงอยู่ไม่ได้ด้วย ดังนั้นปัจเจกชนต้องอยู่ร่วมในสังคมโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีบทบาทหน้าที่ที่ตนต้องกระทำ เหมือนเซลที่มีหน้าที่ของตนเองเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะ ภายใต้การยึดโยงด้วยอุดมการณ์ ด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบเนื่องดำเนินมาและยึดคนทุกคนไว้ในสังคม

            5. ลำดับชั้น (Hierarchy) ด้วยเหตุที่อนุรักษ์นิยมมองสังคมแบบองค์รวมเหมือนเซลที่รวมกันเป็นร่างกายเดียวกัน จึงมีการแบ่งบทบาท จัดลำดับความสำคัญของคนในสังคม ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีอำนาจปกครองย่อมปกครองเพื่อความผาสุกของคนใต้การปกครอง คนร่ำรวยมีบทบาทต้องช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น

            6. อำนาจหน้าที่ (Authority)
หากศึกษาเรื่องอุดมการณ์เสรีนิยมจะพบว่า อำนาจเป็นของปัจเจกบุคคลทุกคน ผู้ปกครองเป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากปัจเจกบุคคลอีกทอดหนึ่ง ดังนั้น อำนาจจึงมาจากล่างขึ้นบน
ตรงกันข้าม อนุรักษ์นิยมเชื่อว่าอำนาจมาจากเบื้องบน (หรือบนลงล่าง) เป็นธรรมดาที่พ่อแม่มีอำนาจเหนือลูก (ลูกจะมีอำนาจเหนือพ่อแม่แบบล่างขึ้นบนไม่ได้) ครูมีอำนาจเหนือศิษย์ ดังนั้น ลูกต้องเชื่อฟังพ่อแม่เหมือนศิษย์ต้องเชื่อฟังครู และผู้ปกครองมีอำนาจอันชอบธรรมในการสั่งให้ประชาชนทำหรือไม่ทำอะไร เพราะรู้ดีกว่าว่าอะไรควรไม่ควรอย่างไร อย่างไรก็ตามอนุรักษ์นิยมเน้นว่าการใช้อำนาจต้องใช้ด้วยเจตจำนงที่ชอบและใช้ในขอบเขตที่เหมาะสม เช่น พ่อมีสิทธิทำโทษลูกได้แต่ไม่ใช่เพราะเพียงต้องการระบายอารมณ์หรือทำโทษอย่างเกินกว่าเหตุ

รัฐบาลที่ดีในทัศนะของนักอนุรักษ์นิยม คือ รัฐบาลแบบพ่อขุนอุปถัมภ์ (Paternalism) ปฏิบัติต่อประชาชนไม่ต่างจากพ่อปกครองลูก รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีสำหรับลูก และลูกต้องให้ความเคารพ ยำเกรงและเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อเป็นการตอบแทน

            7. ทรัพย์สิน (Property) อนุรักษ์นิยมมองทรัพย์สินในแง่บวกว่าบ่งบอกถึงความเฉลียวฉลาดและการทำงานหนัก และเห็นว่าประชาชนมีสิทธิในทรัพย์สิน เพราะคนที่มีทรัยพ์สินมากย่อมมีความมั่งคงและเป็นการแสดงถึงสถานภาพทางสังคม เช่น คนร่ำรวยย่อมมีบ้านหลังใหญ่กว่า มีเสื้อผ้าเครื่องประดับราคาแพงเมื่อเทียบกับคนทั่วไป ต่างมีวิถีดำเนินชีวิตที่แตกต่างออกไป อย่างไรก็ตาม ผู้มีสิทธิในทรัพย์สินต้องไม่ใช้ทรัพย์สินในทางที่เป็นอันตรายหรือทำลายสังคม เพราะเขาต้องเห็นถึงสวัสดิภาพความสงบสุขของสังคมด้วย นอกจากนี้ ทรัพย์สินเป็นสิ่งที่สืบทอดได้ ดังนั้น คนรุ่นปัจจุบันจะต้องมีหน้าที่สืบทอดรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังต่อไป ผลคือเกิดความมั่นคงทางครอบครัว ทางสังคม

            ในอีกแง่หนึ่ง บุคคลที่มีทรัพย์สินมากย่อม มีส่วนได้ส่วนเสีย (a stake) กับสังคม พวกเหล่านี้จะพยายามปกป้องไม่ให้สังคมตกอยู่ในสภาพไร้ขื่อแปหรือไร้กฎหมาย ซึ่งจะเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะช่วยให้พวกเขามีส่วนร่วมในการรักษาความเจริญ ความสงบสุขของสังคม

คำถามเพื่อการอภิปราย ท่านเห็นด้วยกับลักษณะพื้นฐานของอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม เรื่องทรัพย์สิน หรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย

“รูปแบบของอนุรักษ์นิยม”
            มีวิธีการแบ่งหลายอย่าง ในที่นี้จะขอนำเสนอ 3 รูปแบบ คือ

            1. อนุรักษ์นิยมดั้งเดิม (Classical conservatism หรือ institutional conservatism)
            อนุรักษ์นิยมดั้งเดิมมีจุดเริ่มต้นจากความเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและได้วางโครงสร้างทางสังคมไว้ สิ่งที่เป็นอยู่จึงเป็นสิ่งที่ดีและต้องรักษาไว้ ดังนั้นอุดมการณ์นี้จึงต่อต้านการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองหรือสถาบันทางสังคมอย่างรวดเร็ว หรือกล่าวอีกนัยว่าเป็นอุดมการณ์ที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงหรืออุดมการณ์ใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ยึดอุดมการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งใดเลย เพียงแต่ขอให้เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ อย่างเป็นธรรมชาติและไม่ขัดต่อหลักการดั้งเดิม
            บางคนอาจกล่าวได้ว่า กลุ่มคนที่ยึดอนุรักษ์นิยมเป็นพวกหัวโบราณ

เอ็ดมันด์ เบิร์ก (Edmund Burke, 1729-1797) เป็นคนหนึ่งที่เสนออุดมการณ์นี้ โดยการที่เขาวิพากษ์การปฎิวัติฝรั่งเศสที่ได้เปลี่ยนแปลงทางการเมือง ล้มล้างอำนาจการปกครองของสถาบันกษัตริย์ในขณะนั้น
เบิร์ก ต่อต้านหลักการที่ว่าหากแนวคิดใหม่มีเหตุผลที่ดีกว่าก็จะถูกต้องสมควรเปลี่ยนแปลงตามเหตุผลนั้น เพราะ เบิร์ก เชื่อว่าขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษคือสิ่งที่ปฏิบัติกันมา เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษหลายชั่วคนได้ค่อยปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ผ่านการพิสูจน์ว่าถูกต้องเหมาะสมมาอย่างยาวนาน ขนธรรมเนียมประเพณีเป็นความจริง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ส่วนเหตุผลนั้นเป็นเพียงนามธรรม เป็นเพียงความคิดของปัจเจกหรือกลุ่มคนที่ไม่ยังไม่ได้พิสูจน์ได้อย่างแท้จริงว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ หรือเหตุผลที่หยิบยกขึ้นมาอาจเป็นเพียงอคติ เป็นความปรารถนาของบางคนหรือบางกลุ่มบุคคลเท่านั้น

เบิร์ก ยังชี้ให้เห็นสภาวะการณ์ในอนาคตว่า หากสถาบันเก่าแก่ถูกโค่นทำลายลงอย่างรวดเร็วภายใต้อุดมการณ์ใหม่ จะเกิดภาวะวุ่นวายในสังคม เพราะสถาบันทางการเมืองหรือสถาบันอันเป็นรากฐานของสังคมนั้นเป็นเสมือนสิ่งมีชีวิตที่ต้องอาศัยเวลายาวนานในการสร้าง สถาบันภายใต้อุดมการณ์ใหม่ไม่อาจสร้างขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็ว จึงไม่อาจรองรับความวุ่นวายเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงได้ สังคมจะเกิดผลเสียอย่างรุนแรง หรือเกิดภาวะไร้ขื่อแป

คำถามเพื่อการอภิปราย การยึดอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร

            2. อนุรักษ์นิยมสมัยใหม่ (Modern conservatism หรือ right conservatism) อนุรักษ์นิยมสมัยใหม่ต่างจากอนุรักษ์นิยมดั้งเดิมที่เป็นอุมการณ์ใหม่อย่างหนึ่ง ที่สามารถทำงานร่วมกับอุดมการณ์อื่นๆ (กรณีพูดถึงอุดมการณ์พรรคการเมือง) มีแนวทางสำคัญที่ยึดถือคือ ต่อต้านระบบราชการขนาดใหญ่ การแทรกแซงกิจการทางเศรษฐกิจโดยรัฐ ต่อต้านอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ (ซึ่งเท่ากับเป็นการเเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อย่างรวดเร็ว สนับสนุนค่านิยมจากศาสนายิว-คริสต์ ปฏิเสธการเก็บภาษีจำนวนมาก ต่อต้านแนวทางรัฐสวัสดิการ ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายควบคุมเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด สนับสนุนอำนาจทางทหารเพื่อปกป้องประเทศ
            จะเห็นได้ว่าอนุรักษ์นิยมสมัยใหม่จะมีส่วนใกล้เคียงกับเสรีนิยมดั้งเดิมในทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนการค้าเสรี การแทรกแซงโดยรัฐให้น้อยที่สุด แต่อนุรักษ์นิยมสมัยใหม่ยังคงต่างจากเสรีนิยมในประเด็นทางสังคมที่ยังเน้นคงรักษาขนบธรรมเนียมการดำเนินชีวิตแบบเก่าไว้

3. อนุรักษ์นิยมใหม่ (Neoconservatism) เป็นคำที่เฉพาะในประเทศสหรัฐฯ อนุรักษ์นิยมใหม่พัฒนาจากอนุรักษ์นิยมดั้งเดิมที่ชอบแยกตัวโดดเดี่ยว (isolation) โดยอนุรักษ์นิยมใหม่สนับสนุนนโยบายการเข้าพัวพันกับโลก (engagement) การมีส่วนร่วมกับประเทศต่างๆ การร่วมจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศอย่าง NATO หรือ UN (โดยสรุปแล้วอนุรักษ์นิยมใหม่คือกลุ่มย่อยของอนุรักษ์นิยมดั้งเดิม เพียงแต่ปรับแต่งนโยบายต่างประเทศเท่านั้น)
            อดีตประธานาธิบดี George W. Bush เป็นคนหนึ่งที่ยึดอุดมการณ์นี้ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เช่น การเป็นจ้าวโลก การทำสงครามกับอิรักในปี 2003
-------------------------


ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…