ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อุดมการณ์ทางการเมือง (3) อุดมการณ์อนุรักษ์นิยม

มีจุดเริ่มต้นจากบุคคลที่ต่อต้านการปฏิวัติ การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในยุโรปในปลายศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะการปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1789 (กลุ่มคนที่ปฏิวัติเป็นพวกเสรีนิยมดั้งเดิม) กลุ่มคนเหล่านี้ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ชนิดถอนรากถอนโคนจากระบบการปกครอง ระบบธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมายาวนาน เช่น จากการปกครองโดยระบอบกษัตริย์มาเป็นการปกครองโดยคณะผู้ปกครองสามัญชน หรือการที่ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพมากกว่าในอดีตมาก
ลักษณะพื้นฐานของอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม
            1. ประเพณี (Tradition) ประเพณีคือสิ่งที่ได้สืบทอดต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนานหลายชั่วอายุคน เป็นสิ่งที่ได้ปฏิบัติต่อเนื่องกันมา จึงเป็นเหมือนสิ่งที่ได้ผ่านการพิสูจน์ว่าดีเหมาะสมแล้ว ควรที่คนรุ่นหลังจะปฏิบัติสืบทอดต่อไป ดังนั้น บรรดาสถาบันที่เคียงคู่กับประเพณีต้องได้รับการสืบทอดต่อไปด้วย เช่น เมื่ออังกฤษเดิมมีสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ดำรงอยู่ต่อไป

            2. ปฏิบัตินิยม (Pragmatism) อนุรักษ์นิยมเชื่อว่าความคิดเชิงเหตุผลของมนุษย์นั้นจำกัดไม่อาจเข้าใจความซับซ้อนของโลกได้ทั้งหมดหรือได้อย่างถูกต้องครบถ้วน ดั้งนั้นระบบเหตุผลจึงไม่อาจยึดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไปหรือตามปฏิบัติตามเหตุผล ตรงกันข้ามประสบการณ์ การปฏิบัติที่ทำต่อเนื่องกันมา เป็นสิ่งที่ทำได้จริง ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผล เป็นแนวทางที่ควรยึดไว้มากกว่า

            3. ความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ (Human Imperfection) อนุรักษ์นิยมมองมนุษย์ในแง่ลบว่าเห็นแก่ตัว มากในตัณหา และมุ่งใช้อำนาจในทางมิชอบ ดังนั้น หากปล่อยให้มนุษย์ใช้ความเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ย่อมจะก่อปัญหาอาชญากรรม สร้างปัญหาแก่สังคม อีกทั้งมนุษย์ยังต้องการการพึ่งพิงคนอื่น แสวงหาความมั่นคงปลอดภัย ด้วยเหตุนี้เอง สังคมจะต้องดำเนินอย่างมีระบบ มีแบบแผน มีกฎเกณฑ์และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จึงจำเป็นต้องมีรัฐที่เข้มแข็ง (Strong State)

            4. อินทรียภาพ (Organism) อนุรักษ์นิยมมองสังคมแบบองค์รวม เปรียบเสมือนร่างกายที่ประกอบจากอวัยวะหลายอย่าง แต่ละอวัยวะประกอบขึ้นจากเนื้อเยื่อ (tissue) จำนวนมาก ซึ่งแต่ละเนื้อเยื่อมาจากเซลที่รวมตัวกัน ปัจเจกชนแต่คนเป็นเซลหนึ่งเซลของร่างกาย เซลหรือปัจเจกชนไม่สามารถดำรงอยู่ตามลำพังได้ แต่การดำรงอยู่ได้มาจากการดำรงอยู่ได้ร่วมกันของทั้งร่างกาย (คือทั้งสังคม) หากสังคมล่มสลายปัจเจกชนก็จะพลอยดำรงอยู่ไม่ได้ด้วย ดังนั้นปัจเจกชนต้องอยู่ร่วมในสังคมโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีบทบาทหน้าที่ที่ตนต้องกระทำ เหมือนเซลที่มีหน้าที่ของตนเองเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะ ภายใต้การยึดโยงด้วยอุดมการณ์ ด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบเนื่องดำเนินมาและยึดคนทุกคนไว้ในสังคม

            5. ลำดับชั้น (Hierarchy) ด้วยเหตุที่อนุรักษ์นิยมมองสังคมแบบองค์รวมเหมือนเซลที่รวมกันเป็นร่างกายเดียวกัน จึงมีการแบ่งบทบาท จัดลำดับความสำคัญของคนในสังคม ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีอำนาจปกครองย่อมปกครองเพื่อความผาสุกของคนใต้การปกครอง คนร่ำรวยมีบทบาทต้องช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น

            6. อำนาจหน้าที่ (Authority)
หากศึกษาเรื่องอุดมการณ์เสรีนิยมจะพบว่า อำนาจเป็นของปัจเจกบุคคลทุกคน ผู้ปกครองเป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากปัจเจกบุคคลอีกทอดหนึ่ง ดังนั้น อำนาจจึงมาจากล่างขึ้นบน
ตรงกันข้าม อนุรักษ์นิยมเชื่อว่าอำนาจมาจากเบื้องบน (หรือบนลงล่าง) เป็นธรรมดาที่พ่อแม่มีอำนาจเหนือลูก (ลูกจะมีอำนาจเหนือพ่อแม่แบบล่างขึ้นบนไม่ได้) ครูมีอำนาจเหนือศิษย์ ดังนั้น ลูกต้องเชื่อฟังพ่อแม่เหมือนศิษย์ต้องเชื่อฟังครู และผู้ปกครองมีอำนาจอันชอบธรรมในการสั่งให้ประชาชนทำหรือไม่ทำอะไร เพราะรู้ดีกว่าว่าอะไรควรไม่ควรอย่างไร อย่างไรก็ตามอนุรักษ์นิยมเน้นว่าการใช้อำนาจต้องใช้ด้วยเจตจำนงที่ชอบและใช้ในขอบเขตที่เหมาะสม เช่น พ่อมีสิทธิทำโทษลูกได้แต่ไม่ใช่เพราะเพียงต้องการระบายอารมณ์หรือทำโทษอย่างเกินกว่าเหตุ

รัฐบาลที่ดีในทัศนะของนักอนุรักษ์นิยม คือ รัฐบาลแบบพ่อขุนอุปถัมภ์ (Paternalism) ปฏิบัติต่อประชาชนไม่ต่างจากพ่อปกครองลูก รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีสำหรับลูก และลูกต้องให้ความเคารพ ยำเกรงและเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อเป็นการตอบแทน

            7. ทรัพย์สิน (Property) อนุรักษ์นิยมมองทรัพย์สินในแง่บวกว่าบ่งบอกถึงความเฉลียวฉลาดและการทำงานหนัก และเห็นว่าประชาชนมีสิทธิในทรัพย์สิน เพราะคนที่มีทรัยพ์สินมากย่อมมีความมั่งคงและเป็นการแสดงถึงสถานภาพทางสังคม เช่น คนร่ำรวยย่อมมีบ้านหลังใหญ่กว่า มีเสื้อผ้าเครื่องประดับราคาแพงเมื่อเทียบกับคนทั่วไป ต่างมีวิถีดำเนินชีวิตที่แตกต่างออกไป อย่างไรก็ตาม ผู้มีสิทธิในทรัพย์สินต้องไม่ใช้ทรัพย์สินในทางที่เป็นอันตรายหรือทำลายสังคม เพราะเขาต้องเห็นถึงสวัสดิภาพความสงบสุขของสังคมด้วย นอกจากนี้ ทรัพย์สินเป็นสิ่งที่สืบทอดได้ ดังนั้น คนรุ่นปัจจุบันจะต้องมีหน้าที่สืบทอดรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังต่อไป ผลคือเกิดความมั่นคงทางครอบครัว ทางสังคม

            ในอีกแง่หนึ่ง บุคคลที่มีทรัพย์สินมากย่อม มีส่วนได้ส่วนเสีย (a stake) กับสังคม พวกเหล่านี้จะพยายามปกป้องไม่ให้สังคมตกอยู่ในสภาพไร้ขื่อแปหรือไร้กฎหมาย ซึ่งจะเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะช่วยให้พวกเขามีส่วนร่วมในการรักษาความเจริญ ความสงบสุขของสังคม

คำถามเพื่อการอภิปราย ท่านเห็นด้วยกับลักษณะพื้นฐานของอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม เรื่องทรัพย์สิน หรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย

“รูปแบบของอนุรักษ์นิยม”
            มีวิธีการแบ่งหลายอย่าง ในที่นี้จะขอนำเสนอ 3 รูปแบบ คือ
            1. อนุรักษ์นิยมดั้งเดิม (Classical conservatism หรือ institutional conservatism)
            อนุรักษ์นิยมดั้งเดิมมีจุดเริ่มต้นจากความเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและได้วางโครงสร้างทางสังคมไว้ สิ่งที่เป็นอยู่จึงเป็นสิ่งที่ดีและต้องรักษาไว้ ดังนั้นอุดมการณ์นี้จึงต่อต้านการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองหรือสถาบันทางสังคมอย่างรวดเร็ว หรือกล่าวอีกนัยว่าเป็นอุดมการณ์ที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงหรืออุดมการณ์ใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ยึดอุดมการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งใดเลย เพียงแต่ขอให้เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ อย่างเป็นธรรมชาติและไม่ขัดต่อหลักการดั้งเดิม
            บางคนอาจกล่าวได้ว่า กลุ่มคนที่ยึดอนุรักษ์นิยมเป็นพวกหัวโบราณ

เอ็ดมันด์ เบิร์ก (Edmund Burke, 1729-1797) เป็นคนหนึ่งที่เสนออุดมการณ์นี้ โดยการที่เขาวิพากษ์การปฎิวัติฝรั่งเศสที่ได้เปลี่ยนแปลงทางการเมือง ล้มล้างอำนาจการปกครองของสถาบันกษัตริย์ในขณะนั้น
เบิร์ก ต่อต้านหลักการที่ว่าหากแนวคิดใหม่มีเหตุผลที่ดีกว่าก็จะถูกต้องสมควรเปลี่ยนแปลงตามเหตุผลนั้น เพราะ เบิร์ก เชื่อว่าขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษคือสิ่งที่ปฏิบัติกันมา เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษหลายชั่วคนได้ค่อยปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ผ่านการพิสูจน์ว่าถูกต้องเหมาะสมมาอย่างยาวนาน ขนธรรมเนียมประเพณีเป็นความจริง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ส่วนเหตุผลนั้นเป็นเพียงนามธรรม เป็นเพียงความคิดของปัจเจกหรือกลุ่มคนที่ไม่ยังไม่ได้พิสูจน์ได้อย่างแท้จริงว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ หรือเหตุผลที่หยิบยกขึ้นมาอาจเป็นเพียงอคติ เป็นความปรารถนาของบางคนหรือบางกลุ่มบุคคลเท่านั้น

เบิร์ก ยังชี้ให้เห็นสภาวะการณ์ในอนาคตว่า หากสถาบันเก่าแก่ถูกโค่นทำลายลงอย่างรวดเร็วภายใต้อุดมการณ์ใหม่ จะเกิดภาวะวุ่นวายในสังคม เพราะสถาบันทางการเมืองหรือสถาบันอันเป็นรากฐานของสังคมนั้นเป็นเสมือนสิ่งมีชีวิตที่ต้องอาศัยเวลายาวนานในการสร้าง สถาบันภายใต้อุดมการณ์ใหม่ไม่อาจสร้างขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็ว จึงไม่อาจรองรับความวุ่นวายเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงได้ สังคมจะเกิดผลเสียอย่างรุนแรง หรือเกิดภาวะไร้ขื่อแป

คำถามเพื่อการอภิปราย การยึดอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร

            2. อนุรักษ์นิยมสมัยใหม่ (Modern conservatism หรือ right conservatism) อนุรักษ์นิยมสมัยใหม่ต่างจากอนุรักษ์นิยมดั้งเดิมที่เป็นอุมการณ์ใหม่อย่างหนึ่ง ที่สามารถทำงานร่วมกับอุดมการณ์อื่นๆ (กรณีพูดถึงอุดมการณ์พรรคการเมือง) มีแนวทางสำคัญที่ยึดถือคือ ต่อต้านระบบราชการขนาดใหญ่ การแทรกแซงกิจการทางเศรษฐกิจโดยรัฐ ต่อต้านอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ (ซึ่งเท่ากับเป็นการเเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อย่างรวดเร็ว สนับสนุนค่านิยมจากศาสนายิว-คริสต์ ปฏิเสธการเก็บภาษีจำนวนมาก ต่อต้านแนวทางรัฐสวัสดิการ ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายควบคุมเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด สนับสนุนอำนาจทางทหารเพื่อปกป้องประเทศ
            จะเห็นได้ว่าอนุรักษ์นิยมสมัยใหม่จะมีส่วนใกล้เคียงกับเสรีนิยมดั้งเดิมในทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนการค้าเสรี การแทรกแซงโดยรัฐให้น้อยที่สุด แต่อนุรักษ์นิยมสมัยใหม่ยังคงต่างจากเสรีนิยมในประเด็นทางสังคมที่ยังเน้นคงรักษาขนบธรรมเนียมการดำเนินชีวิตแบบเก่าไว้

3. อนุรักษ์นิยมใหม่ (Neoconservatism) เป็นคำที่เฉพาะในประเทศสหรัฐฯ อนุรักษ์นิยมใหม่พัฒนาจากอนุรักษ์นิยมดั้งเดิมที่ชอบแยกตัวโดดเดี่ยว (isolation) โดยอนุรักษ์นิยมใหม่สนับสนุนนโยบายการเข้าพัวพันกับโลก (engagement) การมีส่วนร่วมกับประเทศต่างๆ การร่วมจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศอย่าง NATO หรือ UN (โดยสรุปแล้วอนุรักษ์นิยมใหม่คือกลุ่มย่อยของอนุรักษ์นิยมดั้งเดิม เพียงแต่ปรับแต่งนโยบายต่างประเทศเท่านั้น)
            อดีตประธานาธิบดี George W. Bush เป็นคนหนึ่งที่ยึดอุดมการณ์นี้ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เช่น การเป็นจ้าวโลก การทำสงครามกับอิรักในปี 2003
เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง 
ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
-------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018 : ประชาธิปไตยวิกฤตในยุคของทรัมป์

โอบามากับฮิลลารีโจมตีทรัมป์ว่าเป็นอำนาจนิยม บ่อนทำลายประชาธิปไตย ชาวอเมริกันจำนวนมากเดือดร้อน ต้องเลือกพรรคเดโมแครทเพื่อถ่วงดุลรัฐบาล คำถามคือจริงหรือที่เลือกเดโมแครทเป็นคำตอบ

ในระยะนี้ที่สหรัฐกำลังหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอม บรรดาแกนนำคนสำคัญๆ ออกมาปราศรัยหาเสียง เช่น ประธานาธิบดีทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา และฮิลลารี คลินตัน เป็นอีกครั้งที่เวทีปราศรัยเป็นโอกาสแก่บุคคลเหล่านี้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ หนึ่งในนั้นคือสภาพประชาธิปไตยของประเทศ ฮิลลารี คลินตัน : ประชาธิปไตยอเมริกาเข้าขั้นวิกฤต             กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ฮิลลารี คลินตัน สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของอดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน อดีตวุฒิสมาชิก รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสมัยรัฐบาลโอบามา และตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งที่ผ่านมา กล่าวว่าประธานาธิบดีทรัมป์ทำหลายอย่างผิดพลาด ไม่ฟังเสียงประชาชน รวมความแล้ว “ณ ขณะนี้ประชาธิปไตยของเราอยู่ในภาวะวิกฤต” สถาบันประชาธิปไตย ธรรมเนียมประชาธิปไตยไม่อยู่ในมือของประชาชนอีกแล้ว คนทั้งประเทศจำต้องลุกขึ้นสู้และแพ้ไม่ได้
            ฮิลลารีให้เหตุผล 5 ประการที่ควรต่…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…