วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง
ฉบับเดือนมีนาคม 2553

ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”

·       เกริ่นนำ
o  เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน
o  ก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม
·       นิยาม
คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts)
            ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา)
            หลักสำคัญของอุดมการณ์เสรีนิยม คือ การให้ความสำคัญกับการรักษา ส่งเสริม เสรีภาพของประชาชน ต่อต้านการจำกัดเสรีภาพของการแสดงออก ต่อต้านการออกกฎหมายควบคุมความเชื่อหรือค่านิยมที่ปัจเจกชนยึดถือ เช่น ค่านิยมการเป็นสาวประเภท 2

ลักษณะพื้นฐานของเสรีนิยม 7 ประการ
            แอนดรูว์ เฮย์วูด เสนอว่า อุดมการณ์เสรีนิยมมีลักษณะพื้นฐาน 7 ประการ ดังนี้
            ก. ปัจเจกบุคคลนิยม
            ข.เสรีภาพนิยม
            ค. เหตุผล
            ง. ความเสมอภาค
            จ.ขันติธรรม
            ฉ. ฉันทานุมัติ
            ช.รัฐธรรมนูญนิยม

1.        ปัจเจกบุคคลนิยม (Individualism)
แนวคิดนี้ถือว่า มนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคลมีความสำคัญที่สุด (เหนือศาสนา สังคม) เป็นการมองที่ตัวเอง (Self center) ถือว่าตัวเองสำคัญที่สุด เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เพราะมองว่า ถ้าไม่มีความเป็นตัวเองของตัวเองแล้ว ก็เท่ากับไม่มีตัวตน ดังนั้น ทุกสิ่งที่มีอยู่ก็ปราศจากคุณค่าใดๆ สำหรับตัวเขาแล้ว

2.        เสรีภาพนิยม (Liberty/Freedom)
หลักเสรีภาพอยู่คู่กับหลักปัจเจกบุคคลนิยม เพราะเสรีภาพจะทำให้ความเป็นปัจเจกโดดเด่น เป็นตัวของตัวเอง อย่างไรก็ตาม เสรีภาพในความหมายของเสรีนิยม หมายถึง เสรีภาพภายใต้กฎหมาย (freedom under the law) เพื่อป้องกันไม่ให้การใช้เสรีภาพของบุคคลหนึ่งกลายเป็นการละเมิดเสรีภาพของอีกบุคคลหนึ่ง การวางกรอบกฎหมายก็เพื่อให้ต่างคนมีโอกาสในการใช้เสรีภาพมากที่สุด

3.        เหตุผล (Reason)
นักเสรีนิยมเชื่อมั่นในความสามารถการใช้เหตุผลของมนุษย์ เชื่อว่าปัจเจกบุคคลแต่ละคนสามารถคิด ตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดี สิ่งที่ต้องการให้กับตัวเอง รัฐบาลต้องเคารพการตัดสินใจของปัจเจกบุคคลทุกคน
ดังนั้น นักเสรีนิยมจึงส่งเสริมให้เกิดการอภิปรายถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผลมากกว่าการตัดสินด้วยการใช้อำนาจบีบบังคับหรือการทำสงคราม เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดร่วมกัน

คำถามเพื่อการอภิปราย สมมติว่า นาย ก. ถือครองอาวุธที่ทำลายโลกทั้งใบได้ และนาย ก. มีความเชื่อและเหตุผลของตนเองว่าหากตนทำลายโลกวันนี้จะสร้างประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาติ นาย ก. มีเสรีภาพที่จะทำดังกล่าวหรือไม่ เพราะเหตุใด

คำถามเพื่อการอภิปราย สมมติว่า มีหนุ่มสาว (อายุถึง 20 ปีบริบูรณ์แล้ว) จำนวนนับล้านในประเทศที่ไม่สนใจเป็นสุขภาพของตนเอง ไม่สนใจอนาคตว่าจะประกอบสัมมาอาชีพหรือไม่ จึงเสพยา เที่ยวเตร่ ไม่สนใจเรียนหนังสือ หรือตั้งใจทำงาน คนหนุ่มสาวเหล่านี้มีเสรีภาพในการใช้ชีวิตเช่นนี้หรือไม่ แม้ว่าจะมีการคาดการเชิงสังคมแล้วว่า หากปล่อยเช่นนี้ไปสังคมจะอยู่ในภาวะตกต่ำ วุ่นวาย เกิดปัญหาสังคมตามมาที่เป็นภาระแก่รัฐ สังคมอย่างมากมาย


4.        ความเสมอภาค (Equality)
นักเสรีนิยมเชื่อว่ามนุษย์เรานั้นอย่างน้อยก็ เกิดมาเท่าเทียมกัน (born equal) มีความเสมอภาคภาคต่อหน้ากฎหมาย (equality before the law) ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน มีความเสมอภาคทางการเมือง เช่น หนึ่งคนเท่ากับหนึ่งเสียง (One Man, One Vote)
พึงระลึกเสมอว่า นักเสรีนิยมเน้นความเสมอภาคในแง่ของสิทธิและโอกาส แต่ไม่รับประกันว่าบุคคลจะต้องมีความเสมอภาคในทางสังคมหรือผลลัพธ์ของการกระทำ (social equality or equality of outcome) ทั้งนี้เพราะความสามารถในการทำงานและความจริงใจหรือความตั้งใจทำงานของแต่ละบุคคลไม่จำเป็นต้องเท่ากัน การที่เสรีนิยมเน้นความเสมอภาคในโอกาส (equality of opportunity) ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันในการใช้ความรู้ ความสามารถ ความขยันหมั่นเพียรที่ตนเองมีอยู่ จึงเท่ากับสนับสนุนหลักการของระบบคุณธรรม (meritocracy) ที่ว่าใครทำมาก็ได้มาก ทำน้อยก็ได้น้อย ความเฉลียวฉลาดที่กอปรด้วยความขยันหมั่นเพียร จึงเป็นที่ปรารถนาในการดำเนินชีวิตของปัจเจกบุคคลในลัทธิเสรีนิยมด้วย

5.        ขันติธรรม (Toleration)
ขันติธรรมหรือความใจกว้างอดทนต่อความคิดเห็น การกระทำของผู้อื่นที่แตกต่างไปจากของตนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะประกันเสรีภาพส่วนบุคคล และเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งทางด้านสติปัญญาให้เกิดขึ้นในสังคม ผลที่ตามมาคือ สังคมที่เป็นพหุนิยม (Pluralism) ทางความคิด วัฒธรรม ค่านิยมต่างๆ ที่ส่งเสริมให้เกิดการอภิปาย ถกเถียง ก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางสติปัญญา เกิดเป็นตลาดเสรีทางความคิด (Free Market of Ideas)
ทั้งนี้นักเสรีนิยมเชื่อว่า เสรีภาพทางความคิดดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบเป็นอันตรายต่อสังคม เพราะความแตกต่างทางความคิดจะดำเนินไปสู่จุดุลยภาพเองโดยธรรมชาติจากการที่มนุษย์เป็นคนที่มีเหตุผลนั่นเอง

คำถามเพื่อการอภิปราย การแตกแยกทางความคิดระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงที่สุดแล้วจะถึงจุดดุลยภาพโดยธรรมชาติตามลักษณะของอุดมการณ์เสรีนิยมหรือไม่

6.        ฉันทานุมัติ (Consent)
อุดมการณ์เสรีนิยมจะต้องตั้งอยู่บน ฉันทานุมัติของผู้อยู่ใต้การปกครอง (consent of the governed) ซึ่งหมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคนในสังคมที่ปรากฎออกมาในรูปของกฎ กติกา ระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมายที่รัฐใช้บังคับแก่ผู้คนทั้งหลายในสังคมต้องได้รับความเห็นชอบโดยสมาชิกของสังคม
แนวคิดดังกล่าวทำให้ลัทธิเสรีนิยมมีแนวโน้มที่เข้ากันได้ดีกับหลักการเรื่องประชาธิปไตย (Democracy) และการเลือกตั้งตัวแทนเข้าไปในระบบการเมือง (representation)
แนวคิดฉันทานุมัตินี้ สนับสนุนให้ประชาชนจัดตั้งสมาคมหรือองค์กรทางสังคมที่เป็นตัวแทนหรือสนับสนุนผลประโยชน์ของพวกตน เพราะภายใต้กลุ่มก้อนเหล่านี้ได้กลั่นกรอง รวบรวมคนที่มีความคิดใกล้เคียงหรือตรงกันเข้าอยู่ด้วยกัน เป็นตัวแทน ช่วยให้การแสดงความคิดเห็น ฉันทานุมัติมีประสิทธิภาพมากขึ้น

7.        รัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism)
รัฐธรรมนูญจะเป็นที่ๆ บัญญัติให้ทุกคนในสังคมเข้าใจร่วมกันได้ว่า จะอยู่ในการปกครองร่วมกันได้อย่างไร กติกาการอยู่ร่วมกันนั้นเป็นอย่างไร บทบาทหน้าที่ของรัฐบาลอยู่ที่ไหน รัฐบาลควรมีนโยบายในภาพกว้างอย่างไร หน้าที่พลเมืองเป็นอย่างไร มีกลไกควบคุมการปกครองอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของลัทธิเสรีนิยม

“เสรีนิยม 2 ประเภท”
·       อุดมการณ์เสรีนิยมซึ่งพัฒนามาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ เสรีนิยมคลาสสิค กับเสรีนิยมสมัยใหม่

1. เสรีนิยมคลาสสิค
            เมื่อพูดถึงอุดมการณ์เสรีนิยม มักมีการยกย่องว่าผู้ให้เกิดอุดมการณ์นี้คือ จอห์น ล็อค (John Locke, 1632-1704) นักปรัชญาชาวอังกฤษจากผลงานชิ้นสำคัญของเขาคือ Two Treaties of Government (1690) ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
1)       การให้ความสำคัญต่อปัจเจกชนมากกว่ารัฐ เพราะปัจเจกชนเป็นผู้สร้างรัฐ และอำนาจของรัฐโดยฉันทนานุมัติ หากปราศจากฉันทานุมัติของปัจเจกชนในสังคม รัฐก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้
2)       ปัจเจกชนมีความสามารถในการดูแลตนเอง และตัดสินใจด้วยตนเองได้ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรตามที่ต้องการโดยไม่ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น
3)       ความก้าวหน้าเกิดขึ้นได้ด้วยฝีมือของมนุษย์เพราะความเป็นผู้มีเหตุผล การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามไม่ใช่เรื่องน่าวิตกเพราะมนุษย์สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงเพื่อสนองตอบต่อคุณภาพชีวิตที่ดีได้
4)       รัฐควรมีอำนาจจำกัด ปล่อยให้ปัจเจกชนมีอิสระในการใช้เหตุผลที่มีอยู่เพื่อตัดสินใจเลือกว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร

อดัม สมิทธ (Adam Smith, 1723-1790) เป็นผู้ขยายความคิดเสรีนิยมคลาสสิกต่อจากล็อค และขยายแนวคิดทางการเมืองไปเป็นแนวคิดทางเศรษฐกิจ ซึ่งปรากฎในหนังสือของเขาชื่อ The Wealth of Nations ที่เสนอว่า ความมั่งคั่งของชาติไม่ได้เกิดจากการสะสมทองคำหรือเงินอย่างที่ชาติทั้งหลายกำลังกระทำกันภายใต้แนวคิดพาณิชย์นิยม (Mercantilism) เพราะทองคำควรเป็นเพียงเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ความมั่งคั่งของชาติที่แท้มาจากการใช้ระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้ปัจเจกชนผลิตสินค้าและบริการ และสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรี (Laissez-faire) เพื่อตอบสนองความต้องการของปัจเจกชน ซึ่งต่างคนถือเอาประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง โดยที่รัฐต้องปล่อยให้ปัจเจกชนมีอิสระในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สมิทธเชื่อว่าสังคมเศรษฐกิจแบบนี้จะไม่สับสนวุ่นวาย เพราะกลไกราคาของระบบตลาด (เรื่องอุปสงค์อุปทาน) ที่มีการแข่งขันกันอย่างเสรีจะมีหน้าที่เสมือน มือที่มองไม่เห็น (invisible hand) ในการเป็นตัวกำหนดราคาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

            แนวคิดของสมิทธจึงเป็นเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ (Economic Liberalism) หรือตลาดที่มีการแข่งขันโดยเสรี (Free Market) จำกัดอำนาจของรัฐให้เป็นเพียง ผู้ตรวจเวรยามเวลาค่ำคืน (Night Watchman) หรือเป็นเพียงกรรมการการแข่งขันกีฬาเท่านั้น

ถ้ามองในระดับโลก แนวทางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐทั้งหลายมีความร่วมมือกัน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าต่างเติบโต ต่างได้รับผลประโยชน์ นอกจากนี้ การค้าเสรีและระบอบประชาธิปไตยทำให้เล็งเห็นประโยชน์ของการร่วมมือกัน อุปสรรคของการร่วมมือยังมีให้เห็นอยู่แต่สามารถก้าวผ่านได้ด้วยการตกลงร่วมกัน

            ปัจจุบัน แนวคิดเสรีนิยมคลาสสิกได้หวนกลับมามีบทบาทใหม่อีกครั้งในสังคมต่างๆ ทั่วโลก ภายใต้ชื่อใหม่ว่า เสรีนิยมสมัยใหม่ (Neo-Liberalism) ที่เป็นเสรีนิยมที่มีการจัดการเชิงโครงสร้าง เป็นอุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดการค้าเสรีหรือตลาดเสรีโลกทุนนิยมในขณะนี้ ผ่านองค์การระหว่างประเทศ เช่น องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เป็นต้น

สิ่งที่ได้จาก Neoliberalism คือสภาพที่รัฐต่างๆ ได้ประโยชน์อย่างชัดเจนจากการพึ่งพาอาศัยกันและกัน (ไทยต้องการน้ำมัน ซาอุฯต้องนำเข้าอาหาร ภายใต้กติการะหว่างประเทศที่สนับสนุนการค้าเสรี) และสร้างเครื่องมือกลไกเพื่ออำนวยการพึ่งพานี้ เช่น สร้างองค์การร่วมมือระหว่างประเทศ การทำสนธิสัญญา ข้อตกลงร่วมต่างๆ ที่เกื้อหนุนให้รัฐร่วมมือกัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม

2. เสรีนิยมสมัยใหม่
            ในปลายช่วงศตวรรษที่ 19 ประเทศที่ใช้แนวทางเสรีนิยมของสมิทธค้นพบว่าระบบเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปตามคำอธิบายของสมิทธ เพราะเกิดการผูกขาดจากธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ ทำให้ราคาไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาด ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มมากขึ้น สังคมได้รับผลกระทบทางลบ โดยเฉพาะกรรมกร ผู้ใช้แรงงานระดับล่างได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด
            เสรีนิยมสมัยใหม่ (Modern Liberalism) เป็นแนวคิดที่ยังรักษาให้ระบบเศรษฐกิจมีการแข่งขันกันโดยเสรี แต่ต้องการให้รัฐบาลกลับเข้ามาแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือปกป้องปัจเจกชนที่อ่อนแอ รัฐบาลจึงเข้ามาดูแลป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาด สนับสนุนให้คนมีงานทำ

นอกจากนี้เสรีนิยมสมัยใหม่ มีลักษณะเป็นสังคมสวัสดิการ (Social welfare) หรือรัฐสวัสดิการ (welfare state) ซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องทำให้สังคมมีแรงงานที่มีการศึกษา มีสุขภาพอนามัยที่ดี (ตรงกับหลักการเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ หลักประกันสุขภาพของคนไทย)
            ตัวอย่างนักคิดกลุ่มนี้คือ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes, 1883-1946) ที่ให้หลักว่า ระบบทุนนิยมที่จะธำรงรักษาการเติบโตและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจต้องเป็นทุนนิยมที่มีการจัดการหรือการควบคุมดูแล (Managed or Regulated Capitalism)

เคนส์ เสนอให้รัฐเข้าแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ หรือเป็นผู้จัดการระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะยามเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำซึ่งภาคเอกชนไม่มีอำนาจซื้อหรือไม่มีอุปสงค์ (demand) ทำให้คนตกงาน ระบบเศรษฐกิจโดยทั่วไปขาดกำลังซื้อ โดยให้รัฐบาลเข้าแก้ไขด้วยหลายวิธีเพื่อเพิ่มอุปสงค์ เช่น การลดภาษีเพื่อให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอย หรือรัฐบาลเป็นผู้จับจ่ายใช้สอยเสียเองด้วยการทำโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มการจ้างงาน การอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ในทางกลับกันถ้าระบบเศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วเกินไป รัฐบาลก็ต้องเข้าไปช่วยลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น การเพิ่มภาษี การลดการใช้จ่ายภาครัฐ

            รูปแบบของเสรีนิยมสมัยใหม่ เช่น บทบาทของรัฐบาลสหรัฐฯในการแทรกแซงทางเศรษฐกิจในยุคภาวะเศรษฐกิจตกต่ำช่วงทศวรรษปี 1930 ของรัฐบาลประธานาธิบดีแฟรงคลิน รูสเวลท์ (Franklin Roosevelt, 1882-1945) ภายใต้นโยบาย New Deal

            คำถามเพื่อการอภิปราย การแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มการเมืองปัจจุบัน มีลักษณะตามที่แอนดรูว์ เฮย์วูด เสนอไว้ดังกล่าวเรื่องอุดมการณ์เสรีนิยมหรือไม่เพียงใด เหตุผล
-----------------------------

5 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ17 ธันวาคม 2557 17:44

    เยี่ยมเลยค่ะ นี้แหละที่ต้องการ

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ13 มีนาคม 2558 02:14

    อธิบายได้ชัดเจนมากค่ะ

    ตอบลบ
  3. ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

    ตอบลบ
  4. เนื้อหาชัดเจนมากเลยค่ะ ขอบคุณจริงๆ

    ตอบลบ

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...