ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อุดมการณ์ทางการเมือง (1) นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง
ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย
อุดมการณ์ทางการเมือง

“นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง”
1.        ความหมายของอุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) มีผู้นิยามหลากหลาย
1.1.   หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ที่มีแบบแผนเกี่ยวกับหลักการและคุณค่าทางการเมือง เป็นความคิดความเชื่อที่มีแนวทางแน่นอน มีเหตุผล มีจุดหมายปลายทาง และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์พยายามจะดำเนินการให้สัมฤทธิผล
1.2.   หมายถึง ความคิดความเชื่อที่ทำให้เกิดกลไกควบคุม เพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งความคิดความเชื่อนั้น
1.2.1.        เช่นอุดมการณ์มาร์กซิสม์ ก่อให้เกิดพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อสร้างและควบคุมให้การปกครองบรรลุเป้าหมายของอุดมการณ์
1.2.2.        อุดมการณ์ประชาธิปไตย คือ การเพิ่มพูน ปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคล ทำให้เกิดไกกลต่างๆ เช่น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ การลงมติ เพื่อรักษาความเป็นประชาธิปไตย
1.3.   อุดมการณ์มิใช่เป็นเพียงปรัชญาการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองจะเรียกร้องให้มีการกระทำจากผู้ศรัทธาในอุดมการณ์ เกิดความรู้สึกว่าถูกต้องที่จะกระทำตามนั้น อุดมการณ์ทางการเมืองมักจะเชื่อมโยงกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ
1.4.   สมเกียรติ วันทะนะ อุดมการณ์ทางการเมือง คือ ระบบคิดที่อธิบายถึงการดำรงอยู่ของสังคมการเมืองปัจจุบัน สังคมการเมืองที่พึงปรารถนาและวิธีการในการปฏิบัติเพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมการเมืองอันพึงปรารถนานั้น
1.5.   ชัยอนันต์ สมุทรวณิช เป็นระบบความเชื่อหรือระบบความคิดที่อธิบายถึงบทบาทของคนในสังคม อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม คนกับรัฐ และอธิบายสภาพความเป็นไปทางสังคมว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นและน่าพึงปรารถนาหรือไม่ ในความเห็นความเชื่อของอุดมการณ์ทางการเมืองนั้นว่ามีอย่างไร ควรมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนแปลงจะมีวิธีการอย่างไร
ดังนั้น อุดมการณ์จึงมีข้อเรียกร้องที่จะให้คนยอมรับ เชื่อมั่น ศรัทธาเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในกลุ่มชนที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังที่มุ่งไว้
ข้อควรสังเกตประการหนึ่งคือ ในภาษาอังกฤษคำที่เป็นอุดมการณ์มักจะมีคำว่า “ism” ต่อท้าย ซึ่งในภาษาไทยจะเป็นคำว่า นิยม เช่น  Liberalism หรือ เสรีนิยม

2.        นักปราชญ์ทางรัฐศาสตร์ เดอ ท็อคเคอวิลล์ (De Tocqueville) กล่าวให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ว่า หากปราศจากอุดมการณ์แล้ว สังคมก็มิอาจจะตั้งอยู่หรือเจริญเติบโตต่อไปได้ เหตุว่าเมื่อมนุษย์ไม่มีความเชื่อมั่นร่วมกันในความคิดอันใดอันหนึ่ง มนุษย์ก็ไม่อาจดำเนินการใดๆ ร่วมกันได้ เมื่อขาดพฤติกรรมร่วมดังกล่าว มนุษย์ก็ยังคงมีอยู่แต่จะปราศจากสิ่งที่เรียกว่า สังคม

“ความสำคัญ บทบาทของ อุดมการณ์ทางการเมือง”
·      เป็นแรงผลักดันให้มนุษย์ทำสิ่งต่างๆ ตามอุดมการณ์
o  จึงเป็นเป้าหมายปลายทาง และรากฐานของหลักเกณฑ์ต่างๆ ทำให้สังคมพัฒนาไปข้างหน้า
·      ทำให้มนุษย์ยอมเชื่อฟัง และเกิดความรับผิดชอบต่ออุดมการณ์
·      ทำให้เกิดการรวมกลุ่มคนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกัน
·      เป็นการกล่อมเกลาทางสังคมว่ามนุษย์พึงมีหรือพึงใช้ชีวิตอย่างไร
o  เช่น การใช้ชีวิตอย่างมีเสรีภาพเพียงด การมีกรรมสิทธิในทรัพย์สินหรือไม่

คำถามเพื่อการอภิปราย คนไทยมีอุดมการณ์ทางการเมืองหรือไม่ ถ้ามีเป็นอุดมการณ์แบบใด อะไรเป็นข้อบ่งชี้


“องค์ประกอบของ อุดมการณ์ทางการเมือง”
            อุดมการณ์มีหลากหลายแต่ทั้งหมดมีองค์ประกอบร่วมกัน
 ดังนี้
1)       ค่านิยม (Value)
ทุกอุดมการณ์ต่างล้วนเห็นว่า ค่านิยมบางอย่างที่อุดมการณ์ตนเองยึดถือดีกว่าค่านิยมอื่นๆ และยังใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินความคิด ความเชื่อและการกระทำของอุดมการณ์อื่นๆ ด้วย อีกทั้งยังเป็นข้ออ้างเพื่อที่จะใช้ในการชักจูงความคิดเห็น หรือเพื่อที่จะต่อต้านหรือยับยั้งความคิดอื่น มีสาระและน้ำเสียง หรือไปในแนวที่เป็นจริยธรรม ศีลธรรม หรือบรรทัดฐานให้คนยึดถือปฏิบัติตาม
 เช่น  อุดมการณ์เสรีนิยม (Liberalism) มีค่านิยมว่าการตระหนักถึงศักยภาพของมนุษย์แต่ละคนเป็นหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดของสังคม ซึ่งจะปรากฎเป็นจริงได้ก็แต่เฉพาะในระบอบการเมืองที่พลเมืองแต่ละคนต่างล้วนมีอำนาจในการกำหนดนโยบายของรัฐไม่แตกต่างกัน ตรงกันข้ามกับอุดมการณ์ฟาสซิสม์ (Fascism) ซึ่งมองมนุษย์ไม่เท่าเทียมกัน บางคนฉลาดกว่าบางคน จึงให้ความสำคัญกับคนที่เก่งกว่าฉลาดกว่า และให้ความสำคัญกับผู้นำหรือผู้ปกครองเหนือสิทธิ เสรีภาพของปัจเจกชน และความยิ่งใหญ่ของเชื้อชาติตนเหนือเชื้อชาติอื่น

2)       วิสัยทัศน์ต่อสังคมการเมืองในอุดมคติ (Vision of the Ideal Polity)
แต่ละอุดมการณ์ต่างมีวิสัยทัศน์ว่า สังคมการเมืองควรจะมีลักษณะอย่างไร หากมีโอกาสในการบริหารจัดการสังคมการเมืองภายใต้อุดมการณ์ของตน เช่น มาร์กซิสม์ (Marxism) เห็นว่าหากสังคมไม่มีการถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของปัจเจกชน (Private Property) ชนชั้นในสังคมก็จะสูญสลายหายไป เมื่อไม่มีชนชั้นใดที่มีอำนาจและการกดขี่ขูดรีดเหนือชนชั้นอื่น ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะทำให้รัฐสูญสลายตามไปด้วย

3)       มโนทัศน์ว่าด้วยธรรมชาติของมนุษย์ (Conception of Human Nature)
อุดมการณ์ทั้งหลายต่างล้วนมีความคิด ความเชื่อถึงธรรมชาติของมนุษย์ว่าเป็นอย่างไร เช่น เสรีนิยมคลาสสิค (Classical Liberalism) เชื่อว่าโดยธรรมชาติมนุษย์ทุกคนต้องการเลือกตัวแทนและนโยบายที่ดีที่สุดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้น เมื่อระบบการเมืองเปิดโอกาสให้มีการเปิดเผยข้อมูล ข้อเท็จจริงของนโยบายและความคิดทางการเมืองของตัวนักการเมืองผ่านการหาเสียงเลือกตั้ง ประชาชนย่อมต้องเลือกแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อประโยชน์แก่ตนเองที่จะได้รับ

4)       ยุทธศาสตร์ (Strategy of Action)
แต่ละอุดมการณ์มียุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองที่เป็นอยู่ให้เป็นสังคมเมืองที่ตนเองใฝ่ฝัน เช่น มาร์กซิสม์ พยายามสร้างจิตสำนึกทางชนชั้น (Class Consciousness) ให้เกิดขึ้นในหมู่กรรมกรผู้ใช้แรงงานเพื่อล้มล้างระบบทุนนิยมแล้วแทนที่ด้วยระบบสังคมนิยม หรือเสรีนิยมที่ไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชน ตลอดจนการดำเนินชีวิตในด้านต่างๆ เช่น การกิน การดื่ม การแต่งกาย หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมทางเพศด้วยเชื่อว่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดต่อชีวิตของมนุษย์

5)       ยุทธวิธีทางการเมือง (Political Tactics)
ในขณะที่ยุทธศาสตร์หมายถึง แผนแม่บทของการบรรลุสู่ความสำเร็จตามความใฝ่ฝัน ยุทธวิธีคือ แผนการย่อยในทางปฏิบัติที่มาจากแผนแม่บทเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการนั่นเอง อุดมการณ์ทางการเมืองแต่ละประเภทต่างมียุทธวิธีทางการเมืองของตนเอง แม้กระทั่งอุดมการณ์เดียวกัน แต่เมื่อแตกแขนงแยกย่อยออกไปยังมียุทธวิธีที่แตกต่างกัน เช่น สังคมนิยม ซึ่งแตกแขนงออกไปเป็นสังคมนิยมมาร์กซิสต์ (Marxist Socialism) และสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democratic) เป็นต้น ขณะที่สังคมนิยมมาร์กซิสต์เห็นว่าระบบทุนนิยมจะล่มสลายได้ต้องใช้กำลังโค่นล้มโดยชนชั้นกรรมมาชีพเท่านั้น แต่สังคมนิยมประชาธิปไตยปฏิเสธการใช้ความรุนแรง อีกทั้งยังศรัทธาในสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยว่าจะทำให้อุดมการณ์สังคมนิยมบรรลุผลได้

“วิพากษ์ อุดมการณ์ทางการเมือง”
            อุดมการณ์ให้ความหมายกับชีวิตหรือมอมเมาชีวิต
            ในด้านบวก มองว่า อุดมการณ์ผลักดันให้ชีวิต สังคม ไปข้างหน้าตามอุดมการณ์ เป็นคุณค่าของชีวิตและของสังคมนั้น สร้างสรรค์สังคม ประเทศชาติ ให้เจริญรุ่งเรืองตามอุดมการณ์ คนจำนวนไม่น้อยที่ยอมตายเพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองที่ตนยึดมั่น
            ยกตัวอย่าง เช่น
อุดมการณ์ประชาธิปไตย ทำให้คนเห็นว่าตัวเองมีคุณค่าและสังคมให้โอกาสแก่ทุกคนในการสร้างสรรค์ชีวิตของตนเอง
อุดมการณ์ทางการเมืองที่สอนให้คนยอมเป็นระเบิดพลีชีพเพื่อเป้าหมายของอุดมการณ์ของกลุ่ม (ตัวอย่างการยอมตัวเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง) บางคนอาจไม่เห็นด้วย แต่คนที่อยู่ในอุดมการณ์นั้นเห็นว่าคนนี้เป็นแบบอย่างที่น่ายกย่อง เขาทำในสิ่งที่ถูกต้องสมควรแล้ว

            ในด้านลบ มาร์กซ์และเองเกลส์ (Karl Marx, Friedrich Engels) ชี้ว่า อุดมการณ์เป็นมายา (illusion) หรือ สำนึกจอมปลอม (false consciousness) เป็นเครื่องมือที่ชนชั้นปกครองให้มอมเมาให้ชนชั้นที่ถูกปกครองไม่เห็นธาตุแท้ของการที่ตนถูกกดขี่ขูดรีดโดยชนชั้นที่ได้เปรียบ
            คาร์ล ปอปเปอร์ (Karl Popper) เห็นว่า อุดมการณ์ คือ ระบบของความคิดที่ปิดตัวเองจากโลกภายนอก (a closed system of thought)เขายกตัวอย่างว่าระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ไม่ว่าจะเป็นระบบคอมมิวนิสต์โซเวียตหรือนาซีเยอรมัน ล้วนใช้อุดมการณ์เป็นเครื่องมือที่พวกเหล่านี้ใช้ควบคุมสังคมให้ประชนชนคล้อยตาม และผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังจะผูกขาดการตีความว่าอะไรจริง อะไรเท็จ อะไรควรไม่ควร โดยไม่ยอมรับให้มีความคิดความเชื่อที่แตกต่างไปจากแนวการตีความของตน

            ด้วยเหตุการมองอุดมการเชิงวิพากษ์ จอห์น ทอมป์สัน (John Thompson) จึงแจกแจงอุดมการณ์ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1)       แนวคิดอิสระว่าด้วยอุดมการณ์ (Neutral Conception of Ideology) ซึ่งหมายถึงการอธิบายอุดมการณ์โดยไม่ตีความว่าอุดมการณ์จำเป็นต้องเป็นความคิดที่ผิดพลาดหรือแปลกแยกกับผลประโยชน์ของกลุ่มหรือชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งเป็นการเฉพาะอย่างที่มาร์กซ์อธิบายไว้ แต่อุดมการณ์ประเภทนี้เป็นหนึ่งในแง่มุมของชีวิตทางสังคม อาจถูกนำเสนอในรูปแบบทางการเมืองรูปแบบต่างๆ โดยไม่ได้คำนึงว่าจะนำไปสู่การปฏิวัติ ปฏิรูป การฟื้นฟู หรือเป็นตัวจุดประกายนำไปสู่การก่อรูปให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือรักษาไว้ซึ่งระเบียบสังคมหรือไม่
2)       แนวคิดว่าด้วยอุดมการณ์เชิงวิพากษ์ (Critical Conception of Ideology) ซึ่งแตกต่างอย่างตรงกันข้ามกับแนวคิดแรก โดยอธิบายอุดมการณ์ว่า เป็นแนวคิดหรือความเชื่อที่ผิดพลาดหรือเป็นจิตสำนึกจอมปลอม ทอมป์สันจัดให้มาร์กซ์อยู่ในประเภทความคิดนี้
\
“อุดมการณ์อรัฐนิยม”
            อรัฐนิยมแปลมาจากภาษาอังกฤษ คือ Anarchism มาจากศัพท์ภาษากรีกสองคำ คือ an ที่แปลว่า ไม่ กับคำว่า archos ผู้นำ เมื่อนำสองคำมารวมเข้าด้วยกันจึงมีความหมายว่า การปกครองในรูปแบบที่ไม่มีผู้นำ
ประวัติศาสตร์บันทึกว่า แนวคิดอรัฐนิยมมีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ นักคิดกลุ่มสโตอิก (Stoicism) ที่นิยมการใช้ชีวิตแบบสงบ กับนักคิดกลุ่มอิพิคิวเรียน (Epicureanism) ที่นิยมการดำเนินชีวิตที่สนุกสนานรื่นเริง ต่างมีแนวทางอย่างเดียวกัน คือ ไม่ประสงค์ให้อำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซงหรือยุ่งเกี่ยวกับวิถีชีวิตของพวกตน เพราะอำนาจรัฐย่อมจะเข้าไปขัดขวางเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตแบบเสรีของพวกเขา
ต่อมาในศตวรรษที่ 17-18 อุดมการณ์อรัฐนิยมได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเรื่องสิทธิตามธรรมชาติ (natural rights) ที่เห็นว่าทุกคนมีสิทธิที่ติดตัวมาแต่กำเนิดอย่างเท่าเทียมกันและไม่มีใครละล่วงละเมิดแม้แต่อำนาจรัฐ เพราะฉะนั้นรัฐจึงควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจอย่างจำกัด และให้ปัจเจกชนมีสิทธิเสรีภาพมากที่สุด

            แนวคิดที่เป็นรากฐานสำคัญของอุดมการณ์ทางการเมืองแบบอรัฐนิยมก็คือการพยายามลดอำนาจของรัฐให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการไม่มีอำนาจรัฐคงเหลืออยู่ในสังคม ทั้งนี้เพราะมีสมมติฐานที่เชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์เป็นคนดี ไม่เห็นแก่ตัว สามารถอยู่รวมกันได้อย่างสงบและรู้จักการเสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนรวม ในขณะที่อำนาจรัฐ (State authority) เป็นสิ่งชั่วร้ายและเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพของมุนษย์ ดังนั้นรัฐจึงไม่จำเป็นต้องมีอยู่ในสังคม

อุดมการณ์อรัฐนิยมแตกต่างไปจากสภาพอนาธิปไตย (Anarchy) ที่เป็นการอธิบายถึงสภาพสังคมวุ่นวาย ไร้ระเบียบ ซึ่งมักเกิดจากการไม่มีสถาบันทางการเมืองที่มีอำนาจเด็ดขาดในการดูแลความสงบเรียบร้อยในสังคม ในขณะที่อรัฐนิยมจะหมายถึงการปกครองที่ประชาชนมีอิสระและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตอย่างเต็มที่ ปราศจากอำนาจรัฐหรืออำนาจของสถานบันทางการเมืองใดๆเข้ามาจัดการ ควบคุม
------------------


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ชาญชัย ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทาง…