ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เกาะติดประเด็นร้อน “ความขัดแย้งในประเทศซีเรีย” (3)

4 มิถุนายน 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 4 มิ.ย. 19.30 น.)
            สัปดาห์ที่แล้วมีความสับสนว่ารัฐบาลซีเรียได้รับขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน S-300 แล้วหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวว่าประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดกล่าวว่าได้รับชุดแล้วแรก ความคืบหน้าเรื่องนี้คือยังไม่ได้รับ ความสับสนมาจากการตีความคลาดเคลื่อนของสื่อ
            ประเด็นร้อนวันนี้คือเจ้าหน้าที่สหประชาชาติรายงานว่ามีหลักฐานอันน่าเชื่อถือว่ามีการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย ก่อนหน้านี้เมื่อปลายเดือนเมษายน ทำเนียบขาวกับหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ว่าพบหลักฐานที่เชื่อได้ว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีกับประชาชนของตน โดยเฉพาะอาวุธเคมีที่ชื่อว่า “ซาริน”
            ความสับสนเกิดขึ้นเมื่อคาร์ลา เดอ ปอนท์ (Carla del Ponte) เจ้าหน้าที่สหประชาชาติชี้ว่าฝ่ายต่อต้านเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีทำลายประสาท และเท่าที่ตรวจสอบยังไม่พบหลักฐานใดๆ ว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมีแม้แต่ครั้งเดียว
            ข้อมูลของคุณเดอ ปอนท์จึงสวนทางกับรัฐบาลโอบามาอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีกันแน่

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 5 มิ.ย. 10.30 น.)
            วันนี้  (4 มิ.ย.) ประธานาธิบดีปูตินแห่งรัสเซีย ยืนยันว่าจะส่งขีปนาวุธ S-300 ชุดแรกให้แก่ซีเรียในปีหน้า (2014)
(Putin denies S-300 missile system already been sent to Syria, Haaretz)
            เป็นคำยืนยันที่ชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลซีเรียยังไม่ได้รับอาวุธดังกล่าว

            เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนสหประชาชาติรายงานว่า “มีหลักฐานอันมีเหตุผล” ให้เชื่อว่ามีการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย มีข้อมูลการใช้ 4 ครั้งในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2013 แต่ไม่อาจระบุว่าใครเป็นผู้ใช้ (U.N. rights team believes chemical weapons used in Syria, Reuters)
            ด้านนาย ลอรอนต์ แฟบิอุส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่ามีการใช้อาวุธเคมีซารินหลายครั้งในซีเรีย รัฐบาลซีเรียเป็นผู้ใช้อย่างน้อยหนึ่งครั้ง กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยว่ารัฐบาล (ซีเรีย) กับผู้ร่วมสมคบเป็นผู้ใช้”
            ส่วนโฆษกทำเนียบขาวนายเจย์ คาร์นีย์ กล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังทำงานกับฝรั่งเศสและประเทศอื่นๆ เพื่อหาคำตอบและยังต้องการหลักฐานมากกว่านี้ “ต้องการหลักฐานยืนยันสนับสนุน” ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินสรุปว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมี และยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร
(France: Sarin gas used in Syria, CNN)

วิเคราะห์: (อัพเดท 5 มิ.ย. 10.30 น.)
          เหตุตึงเครียดจากกรณีขีปนาวุธ S-300 จบลงเพียงเท่านี้ก่อน เพราะข้อมูลชัดเจนแล้วว่ารัสเซียยังไม่ได้ส่งมอบอาวุธดังกล่าว ความตึงเครียดในระดับภูมิภาคอันเนื่องจากเรื่องนี้จึงยุติชั่วคราว รอจนถึงปีนี้ที่รัสเซียอาจส่งอาวุธให้ตามกำหนดเวลา เมื่อถึงวันนั้นต้องดูสถานการณ์อีกครั้ง

            ประเด็นที่ต้องติดตามล่าสุดคือการใช้อาวุธเคมี เป็นเรื่องสืบเนื่องจากข้อมูลหลักฐานที่ตรงข้ามระหว่างเจ้าหน้าที่สหประชาชาติคุณคาร์ลา เดอ ปอนท์ กับข้อมูลจากทางการสหรัฐฯ (รวมทั้งจากบางประเทศเช่นอังกฤษ)
            เหตุการณ์คืบหน้ามาถึงวันนี้คือ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนสหประชาชาติรายงานแล้วว่า พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่ามีการใช้อาวุธเคมีถึง 4 ครั้งด้วยกัน เพียงแต่ไม่อาจระบุว่าใครเป็นผู้ใช้
            การใช้อาวุธเคมีในซีเรียแม้มีผลทำให้ผู้คนเสียชีวิตบาดเจ็บไม่มาก เมื่อเทียบกับ 8 หมื่นรายที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่สามารถถูกโยงให้เป็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้น ฝ่ายใดที่ใช้ย่อมต้องถูกประณามและอาจต้องได้รับโทษในเรื่องนี้จากการไต่สวน (หลังความขัดแย้งสิ้นสุด)
            ความสำคัญของเรื่องนี้คือ ประธานาธิบดีโอบามาเคยพูดในทำนองว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมนิ่งเฉยหากพบว่ามีการใช้อาวุธเคมี ในความหมายนี้รัฐบาลอเมริกันมุ่งกล่าวถึงรัฐบาลซีเรีย
            แถลงการณ์ของรัฐมนตรีแฟบิอุส มีความสำคัญเพราะฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับมอบหมายจากสหประชาชาติให้ตรวจสอบตัวอย่างที่ได้รับ และตอนนี้ออกมายืนยันเชื่อว่ารัฐบาลซีเรียเป็นผู้ใช้อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ประเด็นข้อสงสัยคือไม่ได้แถลงว่าเป็นการใช้เมื่อใด สถานที่ใด หรือใครเป็นผู้ใช้ซารินในกรณีอื่นๆ ที่เหลือ
            และมีข้อสังเกตคือทำเนียบขาวยังคงแสดงท่าทีระมัดระวัง ยังไม่สรุปว่ารัฐบาลซีเรียเป็นผู้ใช้หรือไม่ และยังคงยืดเวลาการตัดสินใจออกไปเรื่อยๆ โดยไม่มีกำหนด เป็นไปได้ว่าอาจต้องการหลักฐานที่ประเทศอื่นๆ อย่างรัสเซียกับจีนยอมรับ หรือมีเหตุผลอื่นๆ ที่ซับซ้อนกว่านี้
            และที่สุดแล้ว หากสหประชาชาติมีหลักฐานผูกมัดผู้กระทำผิด คณะมนตรีความมั่นคงอาจมีข้อมติออกมา ซึ่งจะไม่ส่งผลดีต่อผู้กระทำผิดแน่นอน และนั่นหมายความว่าสถานการณ์ในซีเรียอาจตึงเครียดกว่าที่เป็นอยู่
            จากข้อมูลหลักฐานที่ปรากฏ เรื่องการใช้อาวุธเคมีเป็นเรื่องซับซ้อนมาก โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าใครเป็นผู้ใช้ การใช้อาวุธนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่
----------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
ข่าวการใช้อาวุธเคมีซารินในซีเรียกลายเป็นเรื่องจริง แต่ยังสับสนว่าฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ ที่ผ่านมาซารินทำให้ผู้คนเสียชีวิตบาดเจ็บไม่มาก แต่กลับมีผลทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างมากทั้งต่อซีเรียและชาติมหาอำนาจอย่างอเมริกา
(อัพเดท 30 พ.ค. 17.40 น.) สองสามวันก่อนอียูอนุมัติให้ชาติสมาชิกสามารถขายอาวุธทันสมัยแก่ฝ่ายต่อต้าน รัฐบาลรัสเซียจึงออกมาตอบโต้ด้วยการประกาศว่าไม่ได้ระงับแผนขายขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน S-300 แก่ทางการซีเรีย มาวันนี้ประธานาธิบดีซีเรียบอกว่าได้รับขีปนาวุธ S-300 ชุดแรกแล้ว

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

America First, America Lonely

โดนัลด์ ทรัมป์ชูแนวคิด America First พร้อมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ประเทศ แต่หลายนโยบายที่ยึดแนวทางนี้ส่งผลให้สหรัฐโดดเดี่ยวตัวเอง โลกกำลังก้าวสู่ความเป็นพหุภาคีมากขึ้น

หลักนโยบายแม่บทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ “หลักนิยมทรัมป์” (Trump’s Doctrine) ตั้งอยู่บนแนวคิด “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) หมายถึงการบริหารประเทศที่ถือผลประโยชน์ของชาติกับพลเมืองเป็นที่ตั้ง แม้จะขัดแย้งประเทศอื่นๆ ละเมิดศีลธรรมคุณธรรม ตั้งอยู่บนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) แบบสุดขั้ว ระบบโลกเหมือนป่าดงดิบที่สัตว์ป่าทั้งหลายต่างดิ้นรนหาทางอยู่รอดโดยไม่คำนึงกฎใดๆ ยึดอธิปไตยชาติเป็นสำคัญ รัฐบาลทุกประเทศมีสิทธิ์และมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตน เป็นลัทธิอเมริกานิยม (Americanism) ไม่ใช่โลกนิยม (globalism) บทความนี้เขียนขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์บริหารประเทศกว่าปีครึ่งแล้ว ความเป็น “อเมริกาต้องมาก่อน” ปรากฏชัดเจนมากขึ้น ในที่นี้จะนำเสนอบางตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจหลักการดังกล่าวและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ไม่สนกติกาองค์การค้าโลกอีกต่อไป : ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวโจมตีองค์การค้าโลกเมื่อ…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

ติมอร์-เลสเต จะเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11 หรือไม่

นับจากประเทศกัมพูชาเข้าร่วมสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1999 จนถึงบัดนี้ยังไม่มีประเทศใดเข้าร่วมอาเซียนอีก อาเซียนปัจจุบันจึงคงมีสมาชิกทั้งสิ้น 10 ประเทศ ไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลประเทศติมอร์-เลสเตพยายามขอเข้าร่วมสมาคมอาเซียน เกิดคำถามว่าอาเซียนจะมีสมาชิกใหม่หรือไม่ อะไรเป็นเหตุผลการรับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิก             เมื่อเอ่ยชื่อประเทศติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) น้อยคนนักที่จะรู้จักหรือเคยไปเยือนประเทศนี้เนื่องจากเป็นรัฐเกิดใหม่ บางคนอาจรู้จักในนามติมอร์ตะวันออกจากข่าวการต่อสู้เพื่อเอกราชอย่างยาวนานกับอินโดนีเซีย ก่อนได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 2002             ติมอร์-เลสเต มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ตั้งอยู่บนเกาะติมอร์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซีย เมื่อได้รับเอกราชแล้วอาณาเขตรัฐประกอบด้วยชนหลายกลุ่ม ทั้งพวกที่เคยต่อสู้เพื่อเอกราช พวกที่เดิมอาศัยอยู่ที่เขตเมืองหรือหมู่บ้านภายใต้การปกครองของอินโดนีเซีย และพวกที่ลี้ภัยออกนอกอาณาเขตเนื่องจากความไม่สงบที่ผ่านมา สภาพที่ประชาชนมี…