ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

“ซาริน” พิษร้ายต่อรัฐบาลโอบามา

12 พฤษภาคม 2013
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6033 วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2556
และ “US Watch” โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ 
http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1592)

            ความขัดแย้งในประเทศซีเรียที่กินเวลายาวนาวกว่า 2 ปี นอกจากทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 7 หมื่นราย พลเรือนหลายแสนคนอพยพออกจากประเทศ นับวันสถานการณ์จะยิ่งซับซ้อนขึ้น มีกองกำลังต่างชาติหลายประเทศหลายฝ่ายเข้าร่วมสงครามกลางเมือง ความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเมื่อทำเนียบขาวกับหน่วยข่าวกรองสหรัฐรายงานเมื่อวันที่ 25 เมษายนว่าพบหลักฐานที่เชื่อได้ว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีกับประชาชนของตนโดยเฉพาะอาวุธเคมีที่ชื่อว่า “ซาริน”

“ใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี”
            รัฐบาลซีเรียออกมาปฏิเสธการใช้อาวุธดังกล่าว รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารออมรัน อัลซูบิกล่าวว่าข้อกล่าวหาของสหรัฐกับอังกฤษไม่เป็นความจริง และพร้อมจะให้ผู้เชี่ยวชาญจากรัสเซียเข้ามาตรวจสอบ
            จนถึงบัดนี้ สังคมโลกยังไม่มีข้อสรุปว่ารัฐบาลอัสซาดได้ใช้อาวุธเคมีในสงครามกลางเมืองซีเรียหรือไม่ แต่หากวิเคราะห์ตามหลักเหตุผลการใช้อาวุธเคมีไม่มีประโยชน์ในทางยุทธการ เพราะเป็นสงครามกลางเมืองที่กระจายตัวเป็นวงกว้าง กองกำลังของฝ่ายต่อต้านมีลักษณะเป็นหน่วยกำลังเล็กๆ กระจายตัวไปทั่ว ซุกซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ พยายามอยู่ในที่กำบัง ป้องกันการตกเป็นเป้าจากฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น การใช้อาวุธเคมีไม่อาจทำลายกำลังของฝ่ายต่อต้านอย่างเป็นกอบเป็นกำ ในทางกลับกันการใช้ในปริมาณมากหรือบ่อยครั้งจะยิ่งทิ้งหลักฐานให้ถูกตรวจจับ หากพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลอัสซาดเป็นฝ่ายใช้อาวุธเคมี จะยิ่งทำให้ถูกกดดันจากนานาชาติ ความชอบธรรมที่จะโค่นล้มระบอบอัสซาดจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น สำหรับรัฐบาลอัสซาดการใช้อาวุธเคมีนอกจากไม่เกิดประโยชน์ในการรบ ยังส่งผลร้ายทางการเมืองระหว่างประเทศต่อตนอย่างรุนแรง
            ความสับสนเรื่องการใช้ซารินเพิ่มมากขึ้นเมื่อคาร์ลา เดอ ปอนท์ (Carla del Ponte) เจ้าหน้าที่สหประชาชาติอ้างคำพยานจากเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายหลายคนที่ถูกอาวุธเคมีในซีเรียว่าฝ่ายต่อต้านเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีทำลายประสาท และเท่าที่ตรวจสอบยังไม่พบหลักฐานใดๆ ว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมีแม้แต่ครั้งเดียว
            ข้อมูลของเดอ ปอนท์จึงสวนทางกับรัฐบาลโอบามาอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามรัฐบาลโอบามายังยืนยันว่ารัฐบาลอัสซาดเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีเพียงผู้เดียว โฆษกทำเนียบขาว เจย์ คาร์นีย์ กล่าวว่ารัฐบาล “สงสัยเรื่องที่ฝ่ายต่อต้านอาจใช้อาวุธเคมี  ... เราค่อนข้างเชื่อว่าเหตุการณ์ที่มีการใช้อาวุธเคมีนั้นฝ่ายรัฐบาลอัสซาดเป็นผู้ใช้ทุกครั้ง นี่เป็นจุดยืนของเรา” ถ้อยแถลงของทำเนียบขาวสอดคล้องกับโฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ จอร์จ ลิตเติ้ล ว่า “จากข้อมูลที่เรารู้ ฝ่ายเราเชื่อมั่นว่าถ้ามีการใช้อาวุธเคมีใดๆ รัฐบาลอัสซาดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ”
            ดังนั้น โดยที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน รัฐบาลโอบามาประกาศล่วงหน้าว่าจุดยืนของตนคือเชื่อว่ารัฐบาลอัสซาดเป็นฝ่ายใช้อาวุธเคมีซาริน ฝ่ายต่อต้านไม่เคยใช้แต่อย่างไร
            หากวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง ข้อสรุปที่ชัดเจนมีประการเดียวคือ มีการใช้อาวุธเคมีซารินในซีเรีย และใช้มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ทราบว่าฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ นอกจากนี้ควรตั้งคำถามว่าซารินที่ถูกใช้นั้นมาจากที่ใด จำเป็นต้องมาจากกองทัพรัฐบาลซีเรียเพียงแหล่งเดียวหรือไม่

“ข้อมูลใหม่: มีการใช้อาวุธเคมีมาแล้วหลายครั้ง”
            หลังทางการสหรัฐให้ข้อมูลเมื่อเดือนเมษายนว่ามีการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย สองสัปดาห์ต่อมามีข้อมูลใหม่อ้างว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีหลายครั้งแล้ว
            พลเอกอัดนัน ซิลโล (Adnan Sillo) นายทหารแปรพักตร์จากกองทัพซีเรียกล่าวว่า “รัฐบาลซีเรียได้ใช้อาวุธเคมีต่อพลเรือนหลายครั้งแล้ว” เหตุส่วนใหญ่เกิดใกล้กับเมือง Idlib ทางตอนเหนือของประเทศ ในทำนองเดียวกันนายกรัฐมนตรีเดวิ คาเมรอนแห่งสหราชอาณาจักรกล่าวต่อรัฐสภาว่า “มีข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชวนให้เชื่อว่าระบอบ (อัสซาด) ได้ใช้อาวุธเคมีเหล่านี้ (มาระยะหนึ่งแล้ว) และยังคงใช้อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา รวมทั้งซาริน”
            หากข้อมูลของพลเอกอัดนัน ซิลโลกับนายกรัฐมนตรีเดวิ คาเมรอนถูกต้องแสดงว่ารัฐบาลโอบามาต้องรู้มานานแล้วว่าระบอบอัสซาดได้ใช้อาวุธเคมีมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ใช้มานานหลายเดือนแล้ว ที่ผ่านมารัฐบาลโอบามาไม่ปริปากพูด ราวกับไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เป็นไปได้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมายังอยู่ระหว่างการหาหลักฐานเพิ่มเติม อาจต้องการหลักฐานที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้
            ประเด็นคือไม่มีผู้ใดให้คำตอบได้ว่ารัฐบาลโอบามาต้องใช้เวลารวบรวมหลักฐานอีกนานเท่าไหร่จึงจะมีข้อสรุป ระหว่างนี้จึงมีแต่ข้อสงสัย ข้อน่าเชื่อว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมีกับประชาชนของตน

“คำคม: เลือกที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี”
            ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2013 ขณะเยือนอิสราเอลว่า “ระบอบอัสซาดมีอาวุธเคมี ... เราจะร่วมมือ (กับรัฐบาลอิสราเอล) อย่างใกล้ชิดเพื่อเฝ้าระวังอันตรายจากอาวุธนี้ ข้าพเจ้าของพูดอย่างชัดเจนต่อบาชาร์ อัล อัสซาดและคนในบังคับบัญชาว่า เราจะไม่นิ่งเฉยต่อการใช้อาวุธเคมีต่อประชาชนซีเรีย หรือส่งอาวุธเหล่านี้แก่พวกผู้ก่อการร้าย”
            แต่เมื่อมีการยอมรับถึงการใช้อาวุธเคมี รัฐบาลโอบามากลับแสดงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ ขัดกับนโยบายที่พูดเป็นนัยว่าจะจัดการอย่างเด็ดขาด และดูเหมือนว่า ณ ตอนนี้แนวทางที่รัฐบาลโอบามาเลือกคือมุ่งแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ล่าสุดได้ส่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจอห์น เคอร์รีเดินทางไปรัสเซียเจรจากับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเซอร์เก ลาฟรอฟ เป็นที่น่ายินดีว่าทั้งสองฝ่ายเห็นร่วมที่จะนำทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งขึ้นสู่เวทีประชุมนานาชาติเพื่อยุติความขัดแย้ง
            การเจรจาหาทางออกด้วยสันติวิธีเป็นเรื่องน่าส่งเสริมแต่ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายฝ่ายได้พยายามมาแล้วหลายรอบรวมทั้งสหรัฐ ที่ผ่านมาประสบความล้มเหลวทั้งหมด รวมทั้งครั้งนี้ที่ยังไม่กำหนดวันเจรจาก็ส่อแววว่าจะไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่ได้เจรจาเลย เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศจอห์น เคอร์รีกล่าวกับรัฐมนตรีต่างประเทศจอห์นแดน Nasser Judeh แสดงจุดยืนร่วมกันว่ารัฐบาลซีเรียชั่วคราวที่จะจัดตั้งขึ้นหลังเจรจายุติความขัดแย้งจะไม่มี “ประธานาธิบดีอัสซาดเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลชั่วคราว” เมื่อเป็นเช่นนี้การเจรจาคงไม่ช่วยยุติความขัดแย้งเพราะรัฐบาลอัสซาดจะไม่ยอมเจรจาด้วย
            ดังนั้น โอกาสสำเร็จของความพยายามครั้งนี้จึงมีน้อย สิ่งเดียวที่น่าจะประสบความสำเร็จคือรัฐบาลโอบามายังไม่ต้อง “จัดการขั้นเด็ดขาด” ต่อกรณีการใช้อาวุธเคมีดังที่เคยประกาศไว้ เพราะกำลังอยู่ระหว่างแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

            จนถึงบัดนี้ สังคมโลกยังไม่มีคำตอบว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี รู้เพียงว่ามีการใช้และเคยใช้มาแล้วหลายครั้ง รัฐบาลโอบามาลังเลใจที่จะแสดงบทบาทตำรวจโลก และแท้ที่จริงแล้วหากพิจารณานโยบายที่ประกาศออกมาล้วนชี้ว่าประธานาธิบดีโอบามาไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวทางทหารหรือมีบทบาทน้อยที่สุด ส่วนเรื่องนโยบายอาวุธเคมีก็เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดไปอยู่ในมือของกลุ่มก่อการร้ายซึ่งอาจนำไปใช้กับสหรัฐหรือพันธมิตรอย่างอิสราเอล ทั้งนี้คงเป็นเพราะความขัดแย้งเฉพาะหน้าในซีเรียไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ชาวอเมริกันจำนวนมากในเวลานี้พอใจกับนโยบายถอนทหารอเมริกันออกจากอิรัก ออกจากอัฟกานิสถาน มากกว่าที่จะส่งทหารไปยังประเทศอื่นๆ และหากมองในกรอบที่กว้างขึ้น ตลอดสองสามปีที่เกิดอาหรับสปริง ตั้งแต่ประเทศตูนิเซีย อียิปต์ เยเมน ลิเบีย รัฐบาลโอบามาไม่เคยส่งทหารหรืออาวุธเข้าไปพัวพันอย่างเปิดเผย มีแต่เพียงสนับสนุนอยู่หลังฉาก แม้กระทั่งกรณีการโค่นล้มประธานาธิบดีมูอัมมาร์ กัดดาฟีแห่งลิเบีย ประเทศที่ออกโรงช่วยฝ่ายต่อต้านด้วยกำลังทางอากาศคืออังกฤษกับฝรั่งเศส
            กรณีอาหรับสปริงในซีเรีย รัฐบาลโอบามาคงพอใจที่จะจำกัดบทบาทของตนเหมือนเช่นที่ปฏิบัติมาตลอด ด้วยเหตุฉะนี้ ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ใช้ก๊าซพิษซาริน ประธานาธิบดีโอบามาจะพยายามหลบหลีกไม่ให้ก๊าซซารินทำพิษต่อรัฐบาลตนเองเป็นอันขาด แม้ตอนนี้จะส่งผลต่อระบบประสาทของหลายคนในทำเนียบขาวให้ต้องวุ่นวายใจก็ตาม
--------------------

บรรณานุกรม:

1. Press Briefing by Press Secretary Jay Carney, 4/26/2013, The White House, 26 April 2013, http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/04/26/press-briefing-press-secretary-jay-carney-4262013
2. WMD issue in Syria cannot be used in geopolitical games: Russia, Xinhua, 29 April 2013, http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-04/29/c_132349243.htm
3. Syrian rebels used Sarin nerve gas, not Assad’s regime: U.N. official, The Washington Times, 6 May 2013, http://www.washingtontimes.com/news/2013/may/6/syrian-rebels-used-sarin-nerve-gas-not-assads-regi/
4. White House Holds Firm on Cautious Path in Syria Crisis, The New York Times, 7 May 2013, http://www.nytimes.com/2013/05/08/world/middleeast/syria.html?hpw&_r=0
5. Syrian Rebels Say They Downed Helicopter Amid New Claims on Chemical Weapons, The New York Times, 6 May 2013, http://www.nytimes.com/2013/05/07/world/middleeast/syria.html?ref=world
6. Cameron: Syria using chemical weapons, Irish Examiner, 9 May 2013, http://www.irishexaminer.com/archives/2013/0509/sport/cameron-syria-using-chemical-weapons-230768.html
7. Remarks of President Barack Obama To the People of Israel, The White House, 21 March 2013, http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/03/21/remarks-president-barack-obama-people-israel
8. Syria conflict: US says Assad can have no post-war role, BBC, 9 May 2013, http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-22465918
-----------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ชาญชัย ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทาง…