ทุกคนรู้ดีว่ายิ่งยืดเยื้อเศรษฐกิจจะยิ่งเสียหาย บางประเทศโดนซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วให้เลวร้ายลงไปอีก
ทุกคนยอมรับและรับรู้ผลกระทบอันเนื่องจากสงคราม
ราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อสินค้าอื่นๆ ทั้งระบบ คนอเมริกันก็รับรู้ผลกระทบนี้ คงไม่เกินจริงจะถ้าพูดว่าประชากรโลกหลายพันล้านคนได้รับผลกระทบ
ยิ่งคนรากหญ้า พวกหาเช้ากินค่ำจะรับผลกระทบก่อนและมากที่สุด
ไม่แปลกที่รัฐบาลทั่วโลกต่อต้านการทำสงคราม บทความตอนนี้จะพูดถึงปัจจัยนานาชาติต่อสงครามอิหร่าน
คาดน้ำมันกับปุ๋ยไม่พอใช้:
สำนักงานพลังงานสากล
(IEA) เตือนน้ำมันในระบบยังหดหายต่อเนื่องจากสงครามอิหร่าน
จนบัดนี้น้ำมันในระบบหายไปแล้ว 1พันล้านบาร์เรล
ทุกวันนี้ยังมีน้ำมันใช้มากพอเพราะใช้น้ำมันจากคลังสำรอง
แต่คลังสำรองมีจำกัด ในที่สุดจะถึงจุดหนึ่งที่น้ำมันไม่พอใช้
ผลคือราคาจะสูงขึ้นอีกมาก
IEA คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนมิถุนา หากสถานการณ์ไม่กลับสู่ปกติ
น้ำมันโลกจะไม่พอใช้ เป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้เศรษฐกิจโลกจะดำดิ่งมากกว่านี้
ราคาจะสูงอีกนาน เพราะจะถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง กำลังการผลิตน้อย
ส่งผลให้ราคาน้ำมันใน 1-3 ปีข้างหน้าทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
จนกว่าอุตสาหกรรมน้ำมันในตะวันออกกลางจะซ่อมแซมเสร็จสิ้น
การแก้ไขต้องรีบโดยเร็ว ยิ่งปล่อยยืดเยื้อยิ่งกระทบภาพรวม MOU หยุดยิงล่าสุดจะช่วยลดปัญหาดังกล่าว ภาพรวมดูดีขึ้น
ส่วนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ
(FAO) ชี้อาหารแพงขึ้นเพราะต้นทุนสูงขึ้น
ทั้งจากน้ำมันกับปุ๋ยเคมีที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ สงครามอิหร่านในตอนนี้ขวางปุ๋ย
20-30% ไม่ให้เข้าสู่ตลาดโลก แต่ในระยะสั้นราคาอาหารโลกไม่เปลี่ยนมากนักเพราะยังมีสินค้าคงคลังอยู่
ประเด็นคือหากปุ๋ยน้อยไม่พอใช้ ผลผลิตจะลดลงและอาหารแพงขึ้น
สงครามจึงเพิ่มค่าครองชีพ คนรากหญ้าจะรับผลกระทบก่อนและได้รับผลแรงสุด
ปัจจัยเศรษฐกิจนานาชาติ:
องค์กรระหว่างประเทศ สถาบันเศรษฐกิจ ออกรายงานคาดการณ์ผลกระทบต่อเนื่อง
ตั้งแต่ต้นสงคราม
อันโตนิโอ กูเตเรส (Antonio Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ เตือนต้องรีบเจรจาสงบศึกให้ได้ก่อนบานปลายกลายเป็นสงครามตะวันออกกลางที่คุมไม่ได้
เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน สร้างความทุกข์ยากแก่ผู้คนทั่วโลก สร้างความยากจน
อาหารขาดแคลน “สงครามไม่ใช่คำตอบแต่เป็นหายนะ” ต้องนำสันติภาพกลับมา
นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนวิเคราะห์ผลเสียหายมากมาย Amin
Nasser จาก Saudi Aramco
เตือนว่าสงครามที่ทำลายตลาดน้ำมันโลก อาจทำให้เศรษฐกิจโลกหายนะ ประเด็นไม่อยู่แค่มีน้ำมันพอใช้หรือไม่เท่านั้น
แต่จะหายนะด้วย “ราคา” ที่พุ่งสูงด้วยหลายปัจจัย เช่น ต้นทุนขนส่ง
การประกันความเสี่ยง ต้นทุนจากอุตสาหกรรมน้ำมัน การเก็งกำไรของตลาด
ผลต่อเศรษฐกิจอาหรับ:
ทั้งๆ ที่ชาติอาหรับไม่ใช่ผู้ก่อสงคราม
ไม่ใช่คู่สงครามแต่รับผลกระทบหนักมาก มีคนบาดเจ็บล้มตาย ไม่เพียงเครือข่ายอุตสาหกรรมพลังงานที่เสียหายเท่านั้น
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเสียหายร้ายแรง เศรษฐีทั่วภูมิภาคหนีไปหลบต่างประเทศ
เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง
1)
ท่องเที่ยวกับการบินหยุดชะงัก
เดิมทีภูมิภาคนี้คาดการณ์ว่าในปี
2026 การท่องเที่ยวจะเติบโตถึง 13% แต่สงครามทำให้อุตสาหกรรมนี้ดิ่งลงเหวทันที น่านฟ้าปิดและยกเลิกเที่ยวบิน
สายการบินระดับโลกที่เป็นหัวใจเสาหลักเศรษฐกิจใหม่อย่าง Emirates และ Qatar Airways ต้องหยุดชะงักเกือบสิ้นเชิง
เที่ยวบินกว่า 5,000 เที่ยวถูกยกเลิกตั้งแต่ช่วงต้นของความขัดแย้ง
รายได้จากการท่องเที่ยวหายวับ
ผลการศึกษาจาก Tourism Economics ชี้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่กลุ่มประเทศ
GCC อาจลดลงถึง 26% ถึง 34%
คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยตรงด้านการท่องเที่ยวและการจับจ่ายสูงถึง
34,000 - 56,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้
2)
ภาวะสมองไหลและกลุ่มทุนออกนอกประเทศ
ประโยคที่ว่า
"เศรษฐีทั่วภูมิภาคหนีไปหลบต่างประเทศ" คือภาพสะท้อนของการทำลายล้าง
"ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย"
ภาพลักษณ์ความปลอดภัยที่พังทลาย
เมืองอย่างดูไบ โดฮา หรือริยาด เดิมเป็นสวรรค์ของเศรษฐี นักลงทุนต่างชาติ
และพวกแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ เพราะปลอดภัย เป็นศูนย์รวมความมั่งคั่ง
แต่การโจมตีทางอากาศและภัยคุกคามรอบด้านทำให้คนรวยและกลุ่มแรงงานทักษะสูงเหล่านี้เลือกที่จะย้ายสินทรัพย์และครอบครัวไปหลบภัยในยุโรป
เอเชียหรืออเมริกาทันที
ชะลอเมกะโปรเจกต์
ทุนในประเทศและต่างประเทศเริ่มชะลอตามสถานการณ์
แม้แต่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย (PIF) ยังต้องทบทวนยุทธศาสตร์
ลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยในอภิมหาโปรเจกต์ (Giga-projects) หันมาเน้นความมั่นคงภายในแทน
3)
"วิกฤตสองด้าน"
ประเทศอาหรับในแถบอ่าวพึ่งพาการนำเข้าอาหารผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง
80% ของปริมาณแคลอรีที่บริโภคทั้งหมด
การปิดช่องแคบส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานอาหารหยุดชักงักกว่า 70%
ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ตพุ่งสูงขึ้น 40–120%
จนต้องใช้การขนส่งทางอากาศ มาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ต้นทุนการผลิตเพิ่ม
โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย การโจมตีโรงงานกลั่นน้ำทะเล (Desalination plants)
ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มหลักเกือบ 99% ของคูเวตและกาตาร์
ซ้ำเติมด้านมนุษยธรรม และดึงงบประมาณของรัฐไปใช้ในการซ่อมแซมมหาศาลแทนการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในภาพรวม
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเมินว่าสงครามอิหร่านในปี
2026 นี้ จะลดมูลค่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของกลุ่มประเทศอาหรับลงไปกว่า
120,000 ถึง 194,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผลต่ออาเซียน:
Evghenia
Sleptsova จาก Oxford Economics
ชี้ว่าฟิลิปปินส์ ไทย สิงคโปร์ เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
เพราะพึ่งพานำเข้าพลังงานจำนวนมากจากตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลต่อพวกเขาโดยตรง
Ronald
Goseco จาก Financial Executives Institute of the
Philippines ชี้ว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ได้แต่ปล่อยให้น้ำมันขึ้นราคา
สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ เงินเฟ้อพุ่ง คาดว่าอาจสูงถึง 8%
สูงกว่าปีก่อน 2 เท่า
วิเคราะห์: สงครามจึงไม่ใช่เรื่องของสหรัฐ
อิสราเอลและอิหร่านเท่านั้น แต่กระทบต่อนานาชาติ ทำไมประชาคมโลกต้องรับผลเสียจากสงครามที่พวกเขาไม่ได้ก่อ
ยิ่งยืดเยื้อยิ่งบั่นทอนทำลายคนนับพันล้าน ใครจะจ่ายค่าชดเชยแก่คนเหล่านี้
สงครามจะจบเร็วหรือจะยืดยาวแค่ไหน:
ประเด็นที่น่ากังวลคือ
สงครามนี้จะจบเร็วหรือจะยืดยาวแค่ไหน นานาชาติอยากให้จบเร็ว
ทุกคนรู้ดีว่ายิ่งยืดเยื้อเศรษฐกิจจะยิ่งเสียหาย
บางประเทศคือซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วให้เลวร้ายลงไปอีก
ล่าสุดนาโตยุโรปเปลี่ยนท่าทีอยากมีส่วนการหยุดยิง
หวังมีบทบาทคุ้มครองฮอร์มุซ ส่วนจีนย้ำว่ายึดกฎบัตรสหประชาชาติ แก้ไขด้วยการหารือ
บนหลักความเท่าเทียมและยุติธรรม เป็นอิสระต่อกัน ไม่ข่มขู่ด้วยกำลัง ขอให้นานาชาติมีส่วนร่วมเพราะสงครามกระทบต่อคนทั้งโลก
ต้องช่วยกันนำสันติภาพกลับมา
แต่การหยุดยิงชั่วคราวรอบนี้จะยาวนานแค่ไหน สันติภาพแท้จะเกิดหรือไม่ เป็นคำถามที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญ
--------------------
1. Chinese envoy
calls for political solutions, holistic approach to advance peace in Middle
East. (2026, June 11). Global Times. Retrieved from
https://www.globaltimes.cn/page/202606/1363306.shtml
2. ‘Clock is
ticking’: Hormuz disruption raises fears of global food crisis. (2026, April
13). Un News. Retrieved from
https://news.un.org/en/story/2026/04/1167289
3. Oil Shock Sends
Tremors Through World Economy: ‘This Really Is the Big One’. (2026, March
12). NYT.
Retrieved from
https://www.nytimes.com/2026/03/12/business/economy/iran-oil-shock-economy-global-impact.html
4. Philippines
first to lose a grip on Iran war-stoked inflation. (2026, May 6). Asia
Times. Retrieved from
https://asiatimes.com/2026/05/philippines-first-to-lose-a-grip-on-iran-war-stoked-inflation/
5. The
global oil market is running out of options: 'You cannot print molecules'. (2026, May
29). yahoo.
Retrieved from
https://finance.yahoo.com/markets/article/the-global-oil-market-is-running-out-of-options-you-cannot-print-molecules-100000694.html
6. UN
Secretary-General Antonio Guterres urges diplomacy to end Middle East Conflict.
(2026, March 26). Times of Oman. Retrieved from
https://timesofoman.com/article/169921-un-secretary-general-antonio-guterres-urges-diplomacy-to-end-middle-east-conflict
-----------------
.png)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น