แบน TikTok เพื่อชาติหรือปู่ทรัมป์โดนปั่นหัว

การแบน TikTok อาจตีความว่าคือการปิดล้อมจีน เป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ แต่ในอีกมุมอาจเป็นเพียงแค่เด็กเล่นสนุก รวมหัวปั่นประธานาธิบดีทรัมป์ตามประสาที่พวกเขาทำได้และคิดว่าสนุกดี

            ทั่วโลกรู้จักและใช้ TikTok โดยเฉพาะคนวัยรุ่นหนุ่มสาว แอปนี้เริ่มเข้าสหรัฐเมื่อปี 2018 ในช่วงเวลา 2 ปีมีผู้ใช้ 100 ล้านคน ทั่วโลกมีผู้ใช้จริงราว 1,000 ล้านคนใน 150 ประเทศ เป็นแอปยอดนิยมระดับโลกและมากขึ้นในยุคโควิด-19 เฉกเช่นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ

ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ต่อ TikTok :

            ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าตนกำลังเดินเรื่องห้ามใช้ TikTok กำหนดเส้นตาย 15 กันยายน หลังจากนั้นจะโดนแบนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลออกนอกประเทศ สหรัฐมีกฎหมายเข้มงวดคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทางออกคือ TikTok ต้องเป็นของบริษัทอเมริกัน ถ้าอยู่ใต้กฎหมายอเมริกาจะไม่มีปัญหาความมั่นคง

            รัฐบาลสหรัฐแสดงท่าทีกังวล TikTok ตั้งแต่ปีก่อน ถ้ามองจากมุมความมั่นคงแห่งชาติ เรื่องที่รัฐบาลทรัมป์เอ่ยไม่ผิด ทุกอย่างที่เกี่ยวกับจีนเป็นภัยคุกคามได้หมด จีนกำลังก้าวขึ้นมาทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร ผู้นำจีนจากพรรคคอมมิวนิสต์บั่นทอนระบบระหว่างประเทศ เบียดบังเอาประโยชน์และค่อยๆ ทำลายค่านิยม หลักการต่างๆ กดดันประเทศอื่นด้วยเครื่องมือทางเศรษฐกิจ เป็นภัยคุกคามร้ายแรง

            เป็นเหตุผลที่ต้องขึ้นภาษีสินค้าจีน คิดกีดกันนักเรียนนักศึกษาจีนที่กำลังศึกษาต่อในอเมริกานับแสนคน เทคโนโลยี 5G ของจีน สินค้าหัวเว่ย ฯลฯ TikTok ถูกตีความเช่นนี้เหมือนกัน

            อะไรที่เป็นของจีน เกี่ยวข้องกับจีน เป็นภัยคุกคามได้ทั้งสิ้น ขึ้นกับว่ารัฐบาลสหรัฐจะหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นหรือไม่ เหตุผลความมั่นคงแห่งชาติเป็นข้ออ้างที่ใช้ได้เสมอ แม้ขัดแย้งหลักเสรีภาพประชาธิปไตย

ข้อโต้แย้งจากฝ่ายจีน :

            จีนชี้ว่ารัฐบาลทรัมป์มุ่งผลทางการเมืองที่อยู่ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งและต้องการทำลายบริษัทสัญชาติจีน ขัดหลักการค้าระหว่างประเทศ กล่าวหาโดยไร้หลักฐาน สิ่งที่ทำมีแต่กระตุ้นความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ จีนจะไม่นิ่งเฉยปล่อยให้ถูกกระทำฝ่ายเดียว

            นักวิเคราะห์บางคนตีความว่ารัฐบาลสหรัฐทำตัวเหมือนมาเฟียใช้อำนาจข่มขู่ฉกฉวยสิ่งที่ตนอยากได้อยากมี ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เพราะรัฐบาลสหรัฐเป็นเช่นนี้มานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท เกิดคำถามว่าอย่างไรที่รัฐบาลสหรัฐประกาศว่าสนับสนุนการค้าเสรี ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ

            ด้านบริษัท ByteDance เจ้าของ TikTok ประกาศว่าตนเป็นเพียงบริษัทที่ประกอบธุรกิจ ไม่คิดยุ่งการเมืองความขัดแย้งระหว่างประเทศ พร้อมขายกิจการส่วนที่อยู่กับสหรัฐให้บริษัทอื่น ตนไม่ได้ทำอะไรผิดและพร้อมอยู่ใต้กฎหมายอเมริกา อย่างไรก็ตามคิดว่าเป้าหมายเบื้องลึกของรัฐบาลสหรัฐคือแบน TikTok จริงๆ ไม่หวังซื้อกิจการ บริษัทเตรียมใจมาพักหนึ่งแล้วหลังกระแสต้านจีนโหมแรงขึ้นทุกที

            ประเด็นซื้อกิจการน่าติดตามเพราะที่เป็นข่าวขณะนี้ไม่ได้ซื้อเฉพาะส่วนสหรัฐแต่จะซื้อส่วนที่อยู่ในแคนนาดา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์หรือมากกว่านั้น ประเทศที่เอ่ยถึงเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วนความมั่นคงของอเมริกา

มุมมองที่ 3 เพื่อชาติหรือโดนปั่นหัว :

            แนวคิดนี้ชี้ว่าแท้จริงแล้วการแบน TikTok มาจากเรื่องส่วนตัวของทรัมป์ จากเหตุการณ์คนเข้าฟังงานปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งของทรัมป์โหรงเหรงที่เมือง Tulsa เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา พวกวัยรุ่นในกลุ่ม TikTok รวมหัวจองเข้าร่วมงานเกือบล้านชื่อแต่ผู้ไปร่วมงานจริงมีแค่ 6 พันกว่าคน 2 สัปดาห์ต่อมา ไมค์ ปอมเปโอ รมต.กระทรวงต่างประเทศสหรัฐประกาศตรวจสอบ TikTok

            สรุปคือทรัมป์ขายหน้าและต้องการแก้แค้นจึงเล่นงานแอป TikTok ส่งผลถึงผู้ใช้ที่โกหกว่าจะไปร่วมฟังปราศรัยเมื่อครั้งนั้น

            อันที่จริงแล้วมุมมองนี้ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ชัดแต่หากเป็นเช่นนั้นเท่ากับทรัมป์เอาความมั่นคงแห่งชาติ ผลประโยชน์ของประเทศมาแลกกับการแก้แค้นส่วนตัว กระทบคนอเมริกันที่ใช้ทั้งหมด 100 ล้านคนไม่แยกแยะว่าใครเป็นใคร

            คำถามตามมาคือการตอบโต้จากทรัมป์ช่วยอะไรได้หรือไม่ เด็กวัยรุ่นจะคิดอย่างไร สนุกกับการได้ปั่นหัวผู้นำประเทศของเขาหรือไม่ จะกระตุ้นให้พวกเขาคิดทำสิ่งอื่นๆ อีกไหม เหมือนปู่ทรัมป์ในวัย 74 กำลังเล่นไล่จับ เด็กๆ สนุกสนานที่ได้ปั่นหัวผู้ใหญ่

            ประธานาธิบดีผู้นำชาติมหาอำนาจกำลังโดนเด็กปั่นหัวเล่น

            ความจริงแล้วด้วยความดังของ TikTok มีแอปทำเลียนแบบอีกมากมายหลายยี่ห้อ เพียงแต่แอปนี้ดังกว่า มีสมาชิกผู้ใช้มากกว่า หากแบน TikTok คนจะหันไปใช้แอปอื่น รัฐบาลสหรัฐไม่อาจห้ามเสรีภาพการแสดงออกของพวกเขา

วิเคราะห์องค์รวม :

          ประการแรก สื่อออนไลน์เผยแพร่ทั้งด้านสว่างด้านมืด

            ทุกคนที่ใช้สื่อออนไลน์ไม่ว่าจะ Facebook Twitter Youtube ฯลฯ ต่างรู้ดีว่ามีทั้งข้อมูลเรื่องราวที่เป็นด้านสว่างกับด้านมืด มีทั้งที่ต่อต้านจีนกับสนับสนุนจีน ที่ต่อต้านทรัมป์กับที่ชื่นชอบทรัมป์ เรื่องที่เป็นประโยชน์กับที่เป็นโทษ ข้อมูลจริงที่ไม่พบในสื่อกระแสหลักกับการปล่อยข่าวเท็จอย่างเป็นระบบ แม้ว่าเจ้าของแพลตฟอร์มจะพยายามแก้ไขจัดการแต่ทำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

            ตัวทรัมป์เองใช้โทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวส่งผ่านคำพูดของตนแทบทุกวัน จริงบ้างเท็จบ้างตามประสาทรัมป์ จนโดน Twitter แบนหลายครั้ง ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันก่อน Facebook ลบโพสต์ของประธานาธิบดีที่พูดว่าเด็กส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันโควิด-19

          ประการที่ 2 เสรีภาพหรือบ่อนทำลายประเทศ

            ความเข้าใจสำคัญข้อหนึ่งคือถ้ามองในเชิงยุทธศาสตร์ต้านจีน การต่อต้าน TikTok ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของทรัมป์ดังที่นำเสนอข้างต้น พวกสายเหยี่ยวรีพับลิกันมองว่า TikTok เป็น “Trojan horse” เป็นวิธีแทรกซึมเพื่อบ่อนทำลายประเทศ เข้ามาสอดแนมดูชีวิตคนอเมริกัน สอดส่องติดตาม เป็นอาวุธอันร้ายกาจของรัฐบาลจีน กระทรวงกลาโหมสหรัฐห้ามเจ้าหน้าที่ใช้แอปดังกล่าว

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ โดนกล่าวหาเช่นนี้เหมือนกัน

            ด้านบริษัท ByteDance ยืนยันว่าไม่เคยส่งข้อมูลสมาชิกให้กับรัฐบาลประเทศใด ยินดีให้ตรวจสอบความโปร่งใส ปัจจุบันข้อมูลของผู้ใช้สหรัฐเก็บในเซิร์ฟเวอร์ที่สหรัฐ แต่พวกรีพับลิกันย่อมไม่ยอมรับเพราะประเด็นไม่อยู่ที่ข้อเท็จจริงแต่ขึ้นกับว่าต้องการหาเรื่องหรือไม่

            อันที่จริงแล้ว รัฐบาลสหรัฐแอบคิดหวังว่าโลกาภิวัตน์ โลกไร้พรมแดนจะล้มล้างระบอบการปกครองจีน แต่มาวันนี้เมื่อนักธุรกิจจีนรุ่นใหม่สร้างสื่อออนไลน์อย่าง TikTok ที่เปิดกว้างให้แสดงออก รัฐบาลสหรัฐกลับคิดว่าเป็นแผนของรัฐบาลจีนเพื่อบ่อนทำลายอเมริกา

            ในแง่หนึ่ง TikTok ไม่ได้ต่างจาก Facebook Twitter ที่แชร์ภาพแชร์ข้อมูลในโลกโซเชียล ทำให้คนทั่วโลกใกล้ชิดกันยิ่งกว่าทุกยุคสมัย

          ประการที่ 3 TikTok เป็นคู่แข่ง Facebook Twitter

            ถ้ามองในแง่ธุรกิจสื่อโลกโซเชียล TikTok เป็นคู่แข่ง Facebook Twitter ที่บริษัทอเมริกันเป็นเจ้าของ TikTok กำลังเป็นเหมือนระบบเครือข่าย 5G ของจีนที่รัฐบาลสหรัฐชี้ว่าเป็นภัยความมั่นคงแห่งชาติ ภัยคุกคามจะหมดไปถ้าประเทศนั้นๆ ใช้เทคโนโลยี อุปกรณ์เครื่องมือของบริษัทสัญชาติอเมริกัน นี่คือแนวนโยบายของรัฐบาลทรัมป์

            ประเด็น TikTok เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ถ้าอธิบายตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาจตีความว่าคือการปิดล้อมจีน เป็นยุทธศาสตร์แข่งขันระหว่างชาติมหาอำนาจ เป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ ในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นเพียงแค่กลุ่มเด็กเล่นสนุก รวมหัวปั่นประธานาธิบดีตามประสาที่พวกเขาทำได้และคิดว่าสนุกดี

            ในเรื่องการควบคุมสื่อ นักวิชาการบางคนเห็นด้วยกับการควบคุมโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มไม่ว่าจะสังกัดชาติใด ควรให้อยู่ภายใต้กฎระเบียบนานาชาติ ป้องกันการใช้ข้อมูลส่วนตัวในทางมิชอบ ป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐดังที่รัฐบาลสหรัฐกำลังกล่าวหา แต่แนวทางนี้กลับไม่เป็นที่ยอมรับ การจะแบนจะควบคุมแค่ไหนอย่างไรจึงเป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้

9 สิงหาคม 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8672 วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563)

----------------------

บรรณานุกรม :

1. ByteDance founder defends TikTok's U.S. strategy in staff letter. (2020, August 4). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-tiktok/bytedance-founder-defends-tiktoks-u-s-strategy-in-staff-letter-idUSKCN250140

2. Facebook removes Trump post falsely claiming children are 'almost immune' to Covid-19. (2020, August 5). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2020/08/05/tech/trump-facebook-misinformation/index.html

3. Is This The Real Reason Why Trump Wants To Ban TikTok? (2020, August 1). Forbes. Retrieved from https://www.forbes.com/sites/abrambrown/2020/08/01/is-this-the-real-reason-why-trump-wants-to-ban-tiktok/#612d5f934aed

4. Microsoft aiming to buy TikTok's entire global business, reports say. (2020, August 6). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/business/tech/microsoft-aiming-to-buy-tiktoks-entire-global-business-reports-say

5. TikTok stars blast Trump after US president’s ban threat. (2020, August 4). Free Malaysia Today. Retrieved from https://www.freemalaysiatoday.com/category/business/2020/08/04/tiktok-stars-blast-trump-after-us-presidents-ban-threat/

6. Trump says he will ban TikTok from operating in the US. (2020, July 31). The Hill. Retrieved from https://thehill.com/policy/technology/510100-trump-says-he-will-ban-tiktok-from-operating-in-the-us

7. Trump told reporters on Air Force One he is banning TikTok from the US. (2020, August 1). Business Insider. Retrieved from https://www.businessinsider.com/trump-told-reporters-air-force-one-ban-tiktok-2020-7

8. United States Department of State. (2019, November 4). A Free and Open Indo-Pacific:  Advancing a Shared Vision. Retrieved from https://www.state.gov/release-of-the-united-states-report-on-the-implementation-of-the-indo-pacific-strategy/

9. US' 'Mafia-Style Tactic' on TikTok Strips Last Layer of Decency, Professor Says. (2020, August 5). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/analysis/202008051080070786-us-mafia-style-tactic-on-tiktok-strips-last-layer-of-decency-professor-says/

10. Why America Is Afraid of TikTok. (2020, July 30). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/international/archive/2020/07/tiktok-ban-china-america/614725/

--------------------------

ที่มารูป : https://unsplash.com/photos/QKEeVYu0d7U