ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ยูโรโซน: เมื่อความจริงเหลือเพียงความฝันให้หวังต่อไป

บทความ 3 ส.ค. 2012
ชาญชัย
จากคำพูดของประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) นายมาริโอ้ ดรากี้ ที่จะกระทำทุกอย่างเพื่อรักษาเสถียรภาพของยูโรโซน กับแถลงการณ์ร่วมของผู้นำเยอรมันกับฝรั่งเศสที่ทวนย้ำคำพูดของนายดรากี้ เมื่อวานได้ข้อสรุปแล้วว่า นายดรากี้ยังพูดทำนองเดิมแต่ขาดมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ความหวังของตลาดจึงกลายเป็นเพียง ความฝัน
ECB ยอมรับว่า “อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังอ่อนแอ” แต่ยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ .75 และไม่มีมาตรการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม นายดร้ากี้ยังทิ้งความหวังเพื่อให้ ฝัน ต่อไป โดยกล่าวว่า ในหลายสัปดาห์จากนี้เราจะคิดหาทางแก้ไขที่เหมาะสม
ผมตีความระหว่างบรรทัดจากคำพูดของนายดร้ากี้ในบางประเด็นเช่น ที่ประชุมได้หารือและมีความเห็นร่วมในหลายเรื่อง แปลว่า ยังมีหลักการหรือรายละเอียดที่ตกลงกันไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถออกมาตรการที่เป็นรูปธรรมในวันนี้
 ในหลายสัปดาห์จากนี้เราจะคิดหาทางแก้ไขที่เหมาะสม แปลว่า การพูดคุยภายในชาติสมาชิก ECB ยังไม่จบสิ้น บางประเทศอาจยังพยายามผลักดันให้เกิดผลอันเป็นรูปธรรมตามแบบที่ตนต้องการ หรือยังอยู่ระหว่างการเจรจาต่อรองว่าแผนที่เป็นรูปธรรมควรเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆ อย่าคาดหวังว่าจะได้ข้อสรุปเมื่อไร
จากนี้ไป จุดที่ควรเฝ้าระวังคือ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสเปนอายุ 10 ปี เพราะเป็นต้นเหตุที่มาของคำพูดที่ว่า “จะกระทำทุกอย่างเพื่อรักษาเสถียรภาพของยูโรโซน” หากอัตราดอกเบี้ยเกินร้อยละ 7 กว่าๆ เข้าใกล้ร้อยละ 8 เชื่อว่า ECB จะต้องออกมาทำอะไรบางอย่างอีก (ปัญหาพันธบัตรสเปนอ่านบทความย้อนหลัง สัญญาณอันตรายจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสเปนได้ที่ http://www.chanchaivision.com/2012/06/blog-post_19.html)
ในขณะที่เขียนบทความนี้ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสเปนอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากที่ระดับร้อยละ 6.5 (ในระหว่างวันเมื่อวันพฤหัส) มาอยู่ที่ระดับเกินร้อยละ 7 เล็กน้อย ตลาดตอบสนองในทิศทางลบอย่างชัดเจน
            ประเด็นสำคัญกลับไปที่สเปน หากมีข่าวร้ายใหม่ๆ ข่าวร้ายเพิ่มเติมจากสเปน อาจเป็นแรงกระตุ้นให้ ECB คิดออกอย่างรวดเร็วว่ามาตรการรูปธรรมนั้นคืออะไรบ้าง
            ผมนั่งทบทวนเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ สรุปว่าสถานการณ์ภายในชาติสมาชิกยูโรโซนไม่เปลี่ยนแปลง ทุกอย่างจึงคงเดิม นั่นคือ ไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม ที่จะเป็น ยารักษาโรคไม่ใช่ ยาบรรเทาปวด
นายดร้ากี้จึงทำได้เพียงพูดให้เกิด ความเชื่อ เพื่อที่จะหวังหรือ ฝัน กันต่อไป แต่ที่สุดแล้ว บรรดาชาติสมาชิกยูโรโซนจะต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
--------------


ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ในบริบทอาเซียน

21 กุมภาพันธ์ 2016 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7045 วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559)
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ : ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากสำนักสัจนิยม (Realist School) นักวิชาการบางคนเห็นว่าตามประวัติศาสตร์ยุโรปแนวคิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปีค.ศ.1648 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปสงบสุขถึง 266 ปี เหตุที่ใช้ได้ผลเพราะประเทศในยุโรปสมัยนั้นไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่เป็นมหาอำนาจ ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจจึงเป็นหลักการหรือกลไกจัดระเบียบยุโรปในสมัยนั้น เป็นแนวทางการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศที่สำคัญ และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน             A. E. Campbell กับ Richard Dean Burns อธิบายว่าเริ่มต้นของดุลแห่งอำนาจเป็นเพียงหลักการง่ายๆ ว่าหากประเทศในกลุ่มมี ‘ความสมดุลจริง’ (just equilibrium) ก็จะทำให้แต่ละประเทศมีความเข้มแข็งเพียงพอที่แสดงความต้องการที่แท้จริงของตน             แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ คือ การพยายามรักษาให้กลุ่มหรือฝ่ายที่เป็นอริกันนั้นมีอำนาจเท่าเทียมกัน หากมีฝ่ายใดที่กำลังมีอำนาจเหนืออีกฝ่า…