เวเนซุเอลาสนามแสดงความเป็น America First
ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีคนแรกที่ยึดแนวทางนี้ ผู้นำสหรัฐไม่ว่ามาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างยึดแนวทางนี้
ในสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่ง
(inauguration address) ครั้งที่ 2
ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2025 ความตอนหนึ่งกล่าวว่า ยุคทองสหรัฐเริ่มต้นแล้ว
ประเทศจะรุ่งเรือง นานาชาติเคารพนับถือ จะไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบสหรัฐอีกต่อไป
ยึดหลัก America first สร้างชาติที่น่าภาคภูมิใจ
มั่งคั่งและเสรี อเมริกาจะพิเศษแตกต่างมากยิ่งกว่าเดิม (far more
exceptional)
ประธานาธิบดีทรัมป์มั่นใจว่าจะทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง (to
make America great again) สหรัฐจะกลับมาเป็นชาติยิ่งใหญ่ที่สุด
ทรงพลังมากสุด และนานาชาติให้ความเคารพสูงสุด นอกจากนั้นจะสร้างชาติให้เติบใหญ่
ขยายอาณาเขต สร้างเมืองและปักธงชาติของเราในดินแดนใหม่
ทรัมป์พูดจริงทำจริง:
จากสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งจะเห็นว่าทรัมป์พูดชัดว่าต้องการอะไร
และลงมือทำจริง ต้องชื่นชมว่าท่านเป็นคนพูดจริงทำจริง
ประธานาธิบดีทรัมป์พูดหลายครั้งว่าสหประชาชาติเป็นกลไกที่ล้าสมัย
จึงถอนตัวออกจากหน่วยงานและข้อตกลงภายใต้ UN หลายอย่าง เช่น
องค์การอนามัยโลก (WHO) สภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC)
และข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยให้เหตุผลว่าข้อตกลงเหล่านี้ทำให้สหรัฐเสียเปรียบ
นโยบายของทรัมป์หลายเรื่องขัดกฎบัตรสหประชาชาติโดยตรง
รวมทั้งการส่งกองกำลังเข้าบุกจับประธานาธิบดีมาดูโร แต่ท่านประกาศว่าไม่สนใจเรื่องนี้ตั้งแต่วันรับตำแหน่ง
ความต้องการล้มรัฐบาลมาดูโรไม่ใช่ของใหม่
ควรพูดว่ารัฐบาลสหรัฐต้องการล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา ที่ต่อต้านสหรัฐตั้งแต่สมัยฮูโก
ชาเวซ (Hugo Chavez) ด้วยหลายวิธี ล่าสุดคือเปลี่ยนกรอบการมองรัฐบาลมาดูโรจาก
"รัฐบาลเผด็จการ" เป็น "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" หรือ Cartel
de los Soles (Security threat) เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
ไม่ว่ามาดูโรจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจริงหรือไม่
สมเหตุสมผลหรือไม่ ประเด็นสำคัญคือรัฐบาลสหรัฐสามารถสร้างเหตุผลข้ออ้างที่จะลงมือ
พฤษภาคม 2020 (ทรัมป์สมัยแรก)
สื่อเวเนซุเอลาเผยแพร่คำสารภาพของอดีตทหารผ่านศึกอเมริกันนายหนึ่งที่ถูกจับได้
สารภาพว่าเป้าหมายภารกิจคือจับตัวประธานาธิบดีมาดูโรไปสหรัฐ
ด้วยทหารรับจ้างทั้งในและนอกประเทศ ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ชี้แจงรัฐบาลสหรัฐไม่มีส่วนรู้เห็นกับปฏิบัติการดังกล่าว
ไม่ว่าเรื่องการจับตัวเมื่อ
2020 จริงหรือไม่ หากถามว่าสหรัฐมีเป้าหมายล้มล้างรัฐบาลประเทศอื่นหรือไม่
ในทางวิชาการมีคำตอบและหลักฐานชัด เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า
รัฐบาลสหรัฐคิดล้มล้างรัฐบาลทุกประเทศที่เป็นศัตรู ด้วยหลากหลายวิธี เช่น
ปิดล้อมบั่นทอนเศรษฐกิจการเมือง กระตุ้นให้เกิดความวุ่นวายในประเทศนั้น ส่งเสริมให้เกิดการรัฐประหาร
รวมถึงการลอบสังหารผู้นำฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นยุทธวิธีของศึกสงครามที่ทำกันเสมอ
ความพยายามจับตัวมาดูโรเมื่อพฤษภาคม
2020 เป็นฉากหนึ่งที่ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐพยายามหลายปีแล้ว
และตลอดหลายปีที่ผ่านมาพยายามเจรจาต่อรอง กดดันด้วยหลายวิธี แต่มาดูโรไม่ยอม
ในที่สุดกองกำลังสหรัฐจึงลงมือด้วยตัวเองเมื่อมกราคม 2026
โจมตีผู้ก่อการร้ายในไนจีเรีย:
มีหลักฐานมากมายว่าทรัมป์เป็นคนพูดจริงทำจริง
ยกตัวอย่าง ธันวาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้กำลังทหารโจมตีพวกผู้ก่อการร้ายไอซิส
(ISS) ในประเทศไนจีเรีย เป็นการโจมตีหลังขู่ว่าจะลงมือหากรัฐบาลไนจีเรียไม่ปกป้องพวกนับถือคริสต์
บางข้อมูลชี้ว่าชาวไนจีเรียที่นับถือคริสต์กำลังถูก “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (genocide)
ด้านรัฐบาลไนจีเรียกับผู้เชี่ยวชาญบางคนแย้งว่าไม่อาจเรื่องสรุปง่ายๆ
อย่างนั้น ไม่ควรชี้ว่าเป็นการเจาะจงทำร้ายด้วยเหตุผลทางศาสนาความเชื่อ
แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่สนใจ
ยึดคำอธิบายของตนเอง ยิง Tomahawk โจมตีชาวผู้ก่อการร้ายไนจีเรีย
กลายเป็นเหตุการณ์ที่รัฐบาลสหรัฐเข้าทำสงครามศาสนา (ตามความเข้าใจของสหรัฐ) ทั้งๆ
ที่เป็นความขัดแย้งของคนไนจีเรียด้วยกันเอง
ข้อสังเกตคือ ไม่ว่าเหตุผลข้ออ้างถูกหรือไม่
รัฐบาลสหรัฐจะยึดเหตุผลและตัดสินตอบโต้ด้วยตัวเอง แม้ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ
ไม่ยอมใช้กลไกระหว่างประเทศแก้ไขปัญหา
ย้อนหลังธันวาคม
2025 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าจะเป็นวิธีที่ฉลาดหากผู้นำเวเนซุเอลาลงจากตำแหน่ง อย่าให้สถานการณ์รุนแรงกว่านี้
เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐพูดจริงทำจริง
ส่งกองทัพเข้ารุกรานและจับตัวผู้นำเวเนซุเอลา
คือคำเตือนโลกอีกครั้ง:
ไม่ว่าประชาคมโลกชอบหรือไม่
สหรัฐต้องได้สิ่งที่ต้องการ นี่คือคำเตือนที่แฝงมากับนโยบาย America
First ของทรัมป์ 2.0 ตอกย้ำว่าสหรัฐมองโลกเป็นสมรภูมิแห่งผลประโยน์
ใครมีกำลังมากกว่าคนนั้นได้ ไม่สนใจว่าคนอื่นเสียอะไร แม้กระทั่งพันธมิตรใกล้ชิด บางคนจึงตีความว่าทรัมป์เปลี่ยนสหรัฐให้กลายเป็นรัฐมาเฟีย (mafia
state)
โลกในมุมมองของรัฐบาลสหรัฐนั้นโหดร้าย
ป่าเถื่อน จิตใจไม่พัฒนา ยังยึดสัญชาติญาณคนเถื่อน
และพยายามสร้างระเบียบโลกบนกฎคนเถื่อนเช่นนี้
ทุกรัฐบาลจะมีเป้าชัดเจนว่าใครคือปรปักษ์
กำหนดยุทธศาสตร์เล่นงานปรปักษ์อย่างชัดเจน ดำเนินนโยบายต่อเนื่อง เช่น
ต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน เกาหลีเหนือ ปิดล้อมจีน เล่นงานรัสเซีย ฯลฯ เหล่านี้เป็นนโยบายที่ดำเนินต่อเนื่องหลายทศวรรษแล้ว
จะต่างกันตรงที่น้ำหนัก เช่น บางรัฐบาลเป็นมิตรมากกว่า
(เช่นทรัมป์แสดงท่าทีเป็นมิตรต่อเกาหลีเหนือ) บางช่วงคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน
แต่สุดท้ายคือต้องการจัดการปรปักษ์ให้สิ้น รอบล่าสุดเวียนมาถึงเวเนฯ
รอบต่อไปคือประเทศใด จะเป็นอิหร่าน คิวบา หรือประเทศใด
โลกที่ไม่ไร้เดียงสา:
รัฐบาลสหรัฐทุกชุดไม่ว่ามาจากรีพับลิกันหรือเดโมแครท
ล้วนประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าทำเพื่อความมั่นคงกับสันติภาพของสหรัฐ ของโลก
แต่ทิ้งคำถามมากมายว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือ
คำพูดของทรัมป์ฟังดูแปลก
แต่ผู้นำสหรัฐคิดเช่นนั้นและพูดทำนองนี้เรื่อยมา มองว่าน้ำมันเวเนฯ
เป็นของสหรัฐ และตอนนี้สหรัฐเพียงแค่เอากลับคืน เป็นมุมมอง America
First แบบทรัมป์ 2.0 สิ่งที่ทำกับเวเนฯ
นั้นชอบธรรมแล้ว
ไม่ต่างจากกรณีกรีนแลนด์ที่หากเดนมาร์กไม่ยอมขายก็ต้องใช้กำลังยึดครอง
สหรัฐมีความชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้น เพื่อความมั่นคงของสหรัฐและโลก
ทรัมป์กล่าวเช่นนั้น
นักวิชาการที่ยึดตำราตะวันตกบางคนจะยึดติดแนวคิดว่าสหรัฐคือชาติเสรีประชาธิปไตย
แสวงหาสันติภาพ ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การพูดลอยๆ เช่นนี้ไม่ผิด
แต่หากศึกษาลงลึกจะพบว่า รัฐบาลสหรัฐทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก
หลักการ America First สามารถตีความว่าคือการแสดงตัวว่าอเมริกาเป็นที่หนึ่งของโลก
นานาชาติต้องให้ความเคารพ ต้องยินยอมหรือจำยอมอยู่ใต้อิทธิพลไม่มากก็น้อย ประเทศที่อยู่คนละฝ่ายคือปรปักษ์ที่จะต้องถูกจัดการในที่สุด
ในกรณีเวเนซุเอลาสามารถย้อนหลังตั้งแต่สมัยฮูโก ชาเวซ (Hugo Chavez) ที่ล้มรัฐบาลพันธมิตรสหรัฐด้วยการเลือกตั้ง เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อกุมภาพันธ์
1999 เป็นจุดเริ่มต้นของ "การปฏิวัติโบลิเวียเรียน"
ที่ต่อต้านสหรัฐอย่างรุนแรง (มาดูโรเป็นคนถัดมาที่ยึดแนวทางชาเวซ)
ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีคนแรกที่ยึดแนวทางนี้
ผู้นำสหรัฐไม่ว่ามาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างยึดแนวทางนี้
เพียงแต่เปลี่ยนศัพท์ เปลี่ยนวิธีพูด บางคนฟังสุภาพนุ่มนวล บุคลิกสุภาพชน
แต่ทรัมป์พูดตรงไปตรงมาตามสไตล์ของเขาแค่นั้นเอง
1. Read the full transcript of Trump's inauguration speech.
(2025, January 20). CBS News. Retrieved from
https://www.cbsnews.com/news/transcript-trump-inauguration-speech-2025/
2. Trump Plunges
the U.S. Into a New Era of Risk in Venezuela. (2026, January 3). NYT. Retrieved
from https://www.nytimes.com/2026/01/03/us/politics/trump-venezuela-oil-risks.html
3. Trump Says He Has Nothing to Do With Botched Venezuela Raid.
(2020, May 8). Sputnik News.
Retrieved from https://sputniknews.com/latam/202005081079244465-trump-says-he-has-nothing-to-do-with-botched-venezuela-raid/
4.Trump warns
Maduro not to ‘play tough’ as Russia, China back Venezuela. (2025, December
23). Al
Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2025/12/23/trump-warns-maduro-not-to-play-tough-as-china-russia-back-venezuela
5. Venezuela
TV shows 'US citizens confessing over failed coup'. (2020,
May 6). BBC. Retrieved from https://www.bbc.com/news/world-latin-america-52568475
6. What to Know
About U.S. Military Action in Nigeria. (2025, December 26). NYT. Retrieved
from https://www.nytimes.com/2025/11/03/world/africa/trump-nigeria-military-christians.html
-----------------

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น