วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

จิบูตี ฐานทัพต่างแดนแห่งแรกของจีนกับยุทธศาสตร์ OBOR

16 กรกฎาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7555 วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2560)

รู้จักจุดยุทธศาสตร์จิบูตี :
สาธารณรัฐจิบูตี (The Republic of Djibouti) ตั้งอยู่ในแอฟริกาตะวันออก ติดอ่าวเอเดน (Gulf of Aden) เป็นประเทศเล็กมีพื้นที่ 23,200 ตร.กม. (ประเทศไทยใหญ่กว่าถึง 22 เท่า) เพิ่งได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อปี 1977 ปัจจุบัน (2016) มีประชากรราว 850,000 คน เกือบทั้งหมดเป็นมุสลิม เป็นรัฐอิสลาม เข้าร่วมกลุ่มสันนิบาตอาหรับ (Arab League) องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) สภาพการเมืองมั่นคงแต่เศรษฐกิจอ่อนแอ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายหรือกึ่งทะเลทราย อัตราว่างงานสูงถึงร้อยละ 60 (2014) ประชากรครึ่งหนึ่งมีอายุไม่ถึง 25 ปี อาหารร้อยละ 80 ต้องนำเข้า ยังต้องพัฒนาอีกมาก รัฐบาลมีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมมากขึ้น
จิบูตีกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์เมื่อคลองสุเอซ (Suez Canal) เริ่มเปิดใช้งานเมื่อปี 1869 เชื่อมระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง เป็นเส้นทางเดินเรือเชื่อมยุโรปกับเอเชีย จิบูตีตั้งอยู่ตรงปากทางทะเลแดง ในอดีตเจ้าอาณานิคมทั้งฝรั่งเศส อังกฤษ ต่างพึ่งเส้นทางเดินเรือนี้เพื่อส่งกองเรือยึดอาณานิคมเอเชียและเพื่อการค้า พื้นที่แถบนี้จึงถูกยึดเป็นอาณานิคมเพื่อสร้างเป็นจุดพักเรือ เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสถึงกับลงทุนสร้างทางรถไฟยาว 300 กิโลเมตรเชื่อมต่อกับลึกเข้าไปในทวีป เป็นเส้นทางขนส่งสินค้ามาที่ท่าเรือ
            พลเอก Thomas Waldhauser ผู้บัญชาทหารสหรัฐในแอฟริกาอธิบายว่าตำแหน่งของจิบูตีเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก เป็นเส้นทางผ่านของเรืออีกเส้นที่สำคัญที่สุดในโลก
จิบูตีเหมือนสิงคโปร์ที่เรือส่วนใหญ่ในย่านจะแล่นผ่าน ช่องแคบที่ผ่านจิบูตีมีความกว้างเพียง 18 ไมล์เท่านั้น หากควบคุมได้เท่ากับควบคุมการผ่านของเรือทั้งหมด ในยามปกติคือป้องกันโจรสลัดแต่หากเกิดสงครามระหว่างประเทศจะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ทันที

เป้าหมายของจีน :
เมื่อ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา จิบูตีกลายเป็นที่ตั้งฐานทัพต่างแดนแห่งแรกของจีน ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคี ทางการจีนประกาศชัดว่าฐานทัพเรือดังกล่าวจะสนับสนุนความร่วมมือทางทหาร การซ้อมรบร่วม การอพยพและปกป้องชาวจีนในต่างแดน ช่วยเหลือเหตุภัยพิบัติต่างๆ และช่วยคุ้มกันเส้นทางเดินเรือร่วมกับนานาชาติ
สื่อ Global Times ของจีนรายงานว่าเพื่อเป็นจุดแวะพักของทหารภายใต้ฐานทัพของจีน เป็นจุดเติมเสบียง ซึ่งจำเป็นต่อปฏิบัติการที่อยู่ไกลแผ่นดินแม่ แตกต่างจากฐานทัพสหรัฐที่มักมีทหารประจำการจำนวนมาก เช่น ฐานทัพสหรัฐที่จิบูตีมีทหารประจำการถึง 4,000 นาย พร้อมเครื่องบินรบหลายชนิด เช่น P-3C กับ F-16 ทั้งยังเป็นฐานปล่อยเครื่องบินไร้พลขับ (drone) หน่วยปฏิบัติการพิเศษหลายหน่วยประจำการที่นี่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ซีไอเอ ปัจจุบันสหรัฐใช้ฐานดังกล่าวเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลข่าวกรอง เพื่อสนับสนุนซาอุฯ ที่กำลังทำสงครามกับกองกำลังฮูตี (Houthi) ในเยเมน เห็นชัดว่ามีเพื่อการแผ่ขยายอำนาจ
ฐานทัพของจีนจะช่วยเติมกำลังบำรุงกองเรือที่ทำหน้าที่คุ้มกันหมู่เรือสินค้า ป้องกันโจรสลัดในย่านนี้ รวมถึงการอพยพเคลื่อนย้ายประชาชน ยืนยันว่าไม่ได้มีเพื่อแทรกแซงกิจภายในของประเทศแถบนี้ ไม่คิดแข่งขันกับมหาอำนาจอื่น จีนยังมุ่งให้ความสำคัญกับพื้นที่อธิปไตยของตน เช่น ไต้หวันกับทะเลจีนใต้เป็นหลัก
รวมความแล้ว ทางการจีนประกาศว่าเป้าหมายคือเพื่อป้องกันผลประโยชน์ของประเทศ มิได้ต้องการเป็นผู้นำโลก

ทำไมต้องมีฐานทัพต่างแดน :
            เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่าการเดินเรือในย่านนี้เป็นอีกพื้นที่ๆ อันตรายมากที่สุด โจรสลัดโซมาเลียยึดเรือสินค้าและเรียกค่าไถ่จนกลายเป็นปัญหานานาชาติ หลายประเทศร่วมกันส่งเรือรบเข้ามาคุ้มครองเส้นทางเดินเรือ (ไทยส่งเรือเข้าร่วมเช่นกัน)
จีนลงทุนกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งขยายท่าเรือ พร้อมกับการค้าระหว่างกันที่สูงถึง 1,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2014 เห็นถึงการสร้างสัมพันธ์ระยะยาว คนจีนกับชาวจิบูตีกำลังสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น
            ในอีกด้านหนึ่ง ปัจจุบันจีนมีทหารรักษาสันติภาพในประเทศซูดานใต้ (South Sudan) กับมาลี (Mali) หลายปีที่ผ่านมาจีนลงทุนในแอฟริกามหาศาล ชาวจีนจำนวนไม่น้อยเดินทางมาแอฟริกาเพื่อหน้าที่การงาน ฐานทัพจิบูตีจึงเป็นประโยชน์เป็นจุดพักของทหารที่มาปฏิบัติการในแถบนี้ เช่นเดียวกับพลเรือนจะได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว มีข้อมูลว่ารัฐบาลจีนต้องอพยพแรงงานจีน 35,680 คนออกจากลิเบียเมื่อเกิดอาหรับสปริง และอีกหลายร้อยละคนเมื่อกองทัพซาอุฯ บุกเข้าเยเมน
            เป็นไปได้ว่าในอนาคตจีนจะเพิ่มบทบาทการรักษาสันติภาพในแอฟริกามากขึ้น พร้อมกับคนจีนจะเดินทางมาทำงานที่นี่มากขึ้นด้วย

ฝ่ายสหรัฐมองว่าก้าวย่างของจีนครั้งนี้คือการแผ่พลังอำนาจอ่อน (soft power) ส่วนทางการจีนพยายามชี้แจงว่าไม่หวังการแผ่อิทธิพล พร้อมกับเปรียบเทียบว่าแตกต่างจากสหรัฐมาก ฐานทัพต่างแดนของจีนมีเพื่อปฏิบัติการ “เชิงรับ” ไม่ใช่ “เชิงรุก” เมื่อวิเคราะห์พบว่าการจะเป็นแบบใดย่อมปรับเปลี่ยนได้ ขึ้นกับบริบท ในช่วงนี้ความเข้มแข็งของกองทัพจีนยังห่างชั้นจากสหรัฐ ยิ่งเป็นปฏิบัติในพื้นที่ห่างไกลแผ่นดินแม่ สิ่งที่จีนควรทำและทำได้คือเพื่อเป้าหมาย “เชิงรับ” แต่ในอนาคตเมื่อแข็งแกร่งขึ้นย่อมสามารถเปลี่ยนเป็น “เชิงรุก” ได้โดยปริยาย

ประเด็นที่น่าสนใจคือรัฐบาลจีนเอ่ยถึงการปกป้องชาวจีนในต่างแดน แนวทางนี้เหมือนรัฐบาลสหรัฐที่มีนโยบายปกป้องพลเมืองและผลประโยชน์ของตนในต่างแดน ซึ่งหมายความว่าจีนจะเข้าพัวพัน (engage) ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกอย่างใกล้ชิด ส่วนจะเหมือนสหรัฐมากน้อยเพียงใดคงจะได้เห็นในอนาคต

ความสัมพันธ์กับยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม :
ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม (Silk Road Strategy) หรือ “One Belt, One Road” (OBOR – ภาษาจีนอ่านว่า อี้ต้าย อี้ลู่ บางครั้งใช้คำว่า Belt and Road) ประกอบด้วย แนวเขตเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม” (Silk Road Economic Belt) กับ เส้นทางสายไหมทางทะเล” (Maritime Silk Road) ที่เชื่อมต่อจากมหาสมุทรแปซิฟิกจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติก เชื่อมทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา รัฐบาลจีนเห็นว่า ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมคือการนำสันติภาพและการพัฒนาสู่ชาวโลก เป็นการประสานประโยชน์ร่วมกับบรรดาประเทศและประชาชาติตลอดแนวเส้นทาง

ถ้าวิเคราะห์โดยยึดยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม (OBOR) เป็นแกน ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม คือ “ทางแก้” การปิดล้อมจีนอย่างหนึ่ง ในขณะที่ฝ่ายสหรัฐพยายามปิดล้อม จีนดำเนินนโยบายเปิดกว้าง ติดต่อเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ อย่างลึกซึ้ง เป็นรูปธรรม ยุทธศาสตร์ OBOR เชื่อมต่อจีนกับประเทศต่างๆ กว่าครึ่งค่อนโลก ความก้าวหน้าของยุทธศาสตร์นี้จะเป็นเครื่องบ่งชี้อีกตัวว่านโยบายปิดล้อมของสหรัฐได้ผลหรือไม่ มากน้อยเพียงไร

            หลายคนใช้ชีวิตอย่างปกติสุข เช้าไปทำงาน เย็นกลับบ้านอยู่กับครอบครัว วิถีชีวิตประจำวันราบรื่น พื้นที่ขัดแย้งที่ปรากฏในข่าวอยู่อีกซีกหนึ่งของโลกที่ห่างไกล ความจริงแล้วทั่วทั้งโลกมีความตึงเครียด มีการแก่งแย่งแข่งขันอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ประชาชนของประเทศนั้นๆ ไม่รู้รับความจริงเหล่านั้น บางประเทศรัฐบาลให้รับรู้มาก บางประเทศให้รับรู้เพียงเล็กน้อย

            การค้าระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจเท่านั้น ยังสัมพันธ์กับมิติการเมืองระหว่างประเทศ  ความมั่นคงทางทหาร ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนไม่สามารถหลีกเลี่ยงความจริงเหล่านี้ ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจการค้าการลงทุนเท่านั้น ในอีกมุมหนึ่งคือการแผ่ขยายอิทธิพลในทุกมิติ การปะทะกับอำนาจต่างชาติ ต้องมีกองทัพคอยสนับสนุนทั้งเชิงรุกเชิงรับ
            จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเห็นกองทัพจีนใหญ่ขึ้นมีศักยภาพมากขึ้น จะเห็นทหารจีนปรากฏในประเทศต่างๆ มากขึ้น ร่วมกับการขยายตัวตามยุทธศาสตร์

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
นับจากมีคลองสุเอซเป็นต้นมา จิบูตีกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์เส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เชื่อมเอเชียกับยุโรป ชาติมหาอำนาจแต่ละยุคสมัยต่างพยายามมีฐานทัพในพื้นที่นี้ จีนคือประเทศน้องใหม่ล่าสุด เพราะนอกจากจีนแล้วยังมีฐานทัพของสหรัฐ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ฐานทัพจีนตั้งใกล้ฐานทัพ Lemonnier ของสหรัฐ ห่างกันเพียง 4 ไมล์ เหมือนเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน
            นอกจากนี้ ซาอุดิอาระเบียกำลังสร้างฐานทัพของตนในจิบูตีเช่นกัน กรณีซาอุฯ เป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะแม้อยู่คนละทวีปแต่โดยระยะทางแล้วซาอุฯ อยู่ไม่ไกลจากจิบูตี ปัจจัยเรื่องระยะทางจึงไม่ใช่เหตุผลแม้แต่น้อย มีผู้ให้อธิบายว่าเพื่อต่อต้านการแผ่อิทธิพลของอิหร่านในประเทศนี้
การที่จีนสามารถตั้งฐานทัพยังต่างแดนห่างไกล นอกจากแสดงถึงเป้าหมายแล้วยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกองเรือจีนที่ไม่ใช่กองเรือยามฝั่งอีกต่อไป เป็นตามยุทธศาสตร์ขยายขีดความสามารถของกองทัพจีน ให้สามารถปฏิบัติการในพื้นที่ห่างไกล ไม่เฉพาะเพื่อป้องกันภายในบริเวณอาณาเขตจีนเท่านั้น
            ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคงได้เห็นกองเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงหรือเรือบรรทุกเครื่องบินน้องใหม่ที่กำลังต่ออีกลำแล่นมาเทียบท่าจิบูตี สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นควบคู่กับการพัฒนาตามยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม
-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
สถานการณ์ตึงเครียดในทะเลจีนใต้จำต้องมองกรอบที่กว้างกว่าอาเซียน เกี่ยวข้องกับท่าทีของสหรัฐกับญี่ปุ่น ที่รัฐบาลอาเบะเพิ่งประกาศต้องการแสดงภาวะผู้นำเหนือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จีนคงต้องการเตือนอาเซียนว่าอาเซียนควรร่วมมือกับจีน อยู่ร่วมกับจีนอย่างฉันท์มิตรมากกว่าที่จะเข้าพวกกับสหรัฐ ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในแนวทางต่อต้านยุทธศาสตร์ Pivot to Asia

บรรณานุกรม:
1. สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน. (2558, พฤศจิกายน 27). เอกสารประกอบสัมมนา เส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21 ข้อเสนอแนะแห่งสันติภาพและการพัฒนา. กรุงเทพฯ
2. Braude, Joseph., Jiang, Tyler. (2017, July 12). Why China and Saudi Arabia Are Building Bases in Djibouti. The Huffington Post. Retrieved from http://www.huffingtonpost.com/joseph-braude/why-china-and-saudi-arabi_b_12194702.html
3. Central Intelligence Agency. (2016). Djibouti. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/dj.html
4. China sets up base in Djibouti. (2017, July 11). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2017-07/11/c_136435716.htm
5. Dubois, Colette. (2005). Djibouti: Nineteenth Century to the Present: Survey. In Encyclopedia of African History (pp. 359-362). New York: Fitzroy Dearborn.
6. Gao, Charlotte. (2017, July 12). China Officially Sets Up Its First Overseas Base in Djibouti. The Diplomat. Retrieved from http://thediplomat.com/2017/07/china-officially-sets-up-its-first-overseas-base-in-djibouti/
7. Lendon, Brad., George, Steve. (2017, July 12). China sends troops to Djibouti, establishes first overseas military base. CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2017/07/12/asia/china-djibouti-military-base/index.html
8. Page, Willie F. (Editor). (2005). Djibouti. In Encyclopedia Of African History And Culture (5 Vol. Set). New York: Facts On File.
9. PLA Djibouti base must be viewed objectively. (2017, July 13). Global Times. Retrieved from http://www.globaltimes.cn/content/1056127.shtml
10. Sisk, Richard. (2017, July 12). China Opens First Overseas Military Base -- Next Door to US Camp. Military.com. Retrieved from http://www.military.com/daily-news/2017/07/12/china-opens-first-overseas-military-base-next-door-to-us-camp.html
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

มุมมองที่แตกต่างระหว่างซาอุฯ กับกาตาร์

9 กรกฎาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7548 วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2560)

            รัฐบาลซาอุดิอาระเบียกับกาตาร์ต่างเห็นว่าสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังทำคือการคุกคามความมั่นคงแห่งชาติของตน ฝ่ายหนึ่งชี้ว่ากำลังบ่อนทำลายประเทศ อีกฝ่ายโต้ว่าถูกละเมิดอธิปไตย การตัดความสัมพันธ์กาตาร์ที่เริ่มต้นเมื่อต้นเดือนที่แล้วกำลังเข้าสู่หมวดยืดเยื้อ

มุมมองซาอุฯ :
ขั้วซาอุฯ ยื่นคำขาดให้กาตาร์ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง 13 ข้อ เช่น ลดความสัมพันธ์กับอิหร่าน ยุติความร่วมมือทางทหารกับตุรกี รวมทั้งปิดฐานทัพตุรกีในกาตาร์ ปิดสื่อ Al Jazeera เลิกสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ชื่อที่เอ่ยถึงได้แก่ กลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) ฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) Fateh Al-Sham (Nusra Front) อัลกออิดะห์ IS/ISIL/ISIS ไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติอาหรับ ดำเนินโยบายแนวเดียวกับชาติอาหรับอื่นๆ ทั้งด้านการทหาร การเมือง สังคม เศรษฐกิจ จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียชีวิตและผู้สูญเสียทางการเงินจากนโยบายกาตาร์เมื่อหลายปีที่ผ่านมา
แม้ 2 ประเทศมีความร่วมมือหลายอย่าง ในอีกด้านหนึ่งมีความขัดแย้งเช่นกัน เคยตัดสัมพันธ์เมื่อปี 2014 ด้วยเหตุผลกาตาร์สนับสนุนกลุ่มภราดรภาพมุสลิมในอียิปต์ ครั้งนี้การสนับสนุนกลุ่มสุดโต่งยังคงอยู่ พร้อมกับรายชื่อใหม่ๆ อย่าง IS กับ Fateh Al-Sham

            กาตาร์ตอบเป็นเอกสารแก่ขั้วซาอุฯ (เนื้อหาไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ) รวมความแล้วปฏิเสธข้อเรียกร้อง 13 ข้อ ขั้วซาอุฯ จึงออกแถลงการณ์อีกฉบับ ยืนยันให้กาตาร์ยุติส่งเสริมลัทธิสุดโต่งและการก่อการร้าย การแทรกแซงกิจการภายในของชาติอาหรับ ขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่เห็นด้วยกับการให้กาตาร์ยุติส่งเสริมความสุดโต่งกับการก่อการร้ายโดยทันที
            จุดยืนของแถลงการณ์นี้ไม่ต่างจากจุดยืนที่ประกาศตั้งแต่ต้นเมื่อขั้วซาอุฯ ตัดสัมพันธ์การทูตกาตาร์

เมื่อซาอุฯ “ยิ่งใหญ่ขึ้น” กาตาร์จะ “ยิ่งเล็กลง” :
เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่ารัฐบาลซาอุฯ พยายามจัดระเบียบภูมิภาคตะวันออกลาง โลกมุสลิม เพื่อเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาคกับโลกมุสลิม
ผลจากอาหรับสปริงคือการจากไปของผู้นำหลายประเทศที่มีปากมีเสียง เช่น มูบารักแห่งอียิปต์ กัดดาฟีแห่งลิเบีย (ซัดดัม ไปนานแล้วอาจไม่เกี่ยวกับอาหรับสปริง) อัสซาดยังต้องลุ้นต่อไป จะเห็นได้ว่าผู้นำคนสำคัญเหล่านี้จากไป พร้อมกับที่ประเทศอิรักกับลิเบียกลายเป็นรัฐล้มเหลว ซีเรียยังไม่จบแต่เหลือเพียงซากปรักหักพัง อียิปต์อยู่ได้เพราะพึ่งเงินช่วยเหลือจาก GCC และองค์กรระหว่างประเทศ
กลุ่มประเทศที่ยังอยู่ดีมั่นคงคือกลุ่ม GCC มีซาอุฯ เป็นแกนนำ ส่งเสริมภาวะผู้นำของซาอุฯ โดยปริยาย
ถ้าพิจารณาเฉพาะในกรอบ GCC จะเห็นว่าซาอุฯ เมื่อ “ยิ่งใหญ่ขึ้น” กาตาร์จะ “ยิ่งเล็กลง”

รัฐบาลซาอุฯ อ้างว่ากาตาร์แทรกแซงกิจการภายในเพื่อนบ้าน แต่การที่ซาอุฯ ตั้งเงื่อนไขว่ากาตาร์ต้องดำเนินนโยบายหลายเรื่องตามแนวทางของชาติอาหรับนั้น ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของกาตาร์หรือไม่ ทำไมรัฐอธิปไตยกาตาร์จำต้องทำตาม

แต่ถ้ามองจากมุมศาสนา มุสลิมทั่วโลกเป็นพี่น้องกัน พี่ใหญ่ย่อมต้องตักเตือนเมื่อน้องเล็กออกนอกลู่นอกทาง
หรืออาจอธิบายว่าการดื้อดึงของกาตาร์ที่เป็นชาติอาหรับเหมือนกัน มีพรมแดนติดกัน อยู่ในกลุ่ม GCC เดียวกัน เป็นอะไรที่รัฐบาลซาอุฯ ทนไม่ได้ ยอมไม่ได้ที่จะให้ประเทศใกล้ชิดขนาดนี้ตีตัวออกห่าง

ถ้ามองในเชิงรุก หากยอมให้กาตาร์คิดเห็นอิสระ แล้วประเทศมุสลิมอีก 50 กว่าประเทศจะเดินตามซาอุฯ หรือไม่ นี่คือผลประโยชน์ข้อสำคัญที่สุด ถ้ามองในเชิงตั้งรับ หากกาตาร์สามารถเป็นตัวของตัวเอง ชาติอาหรับอื่นจะเลียนแบบ นักวิชาการบางคนขยายความว่าเป็นแผนที่ต้องการแบ่งอาหรับ สนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในบาห์เรนกับซาอุฯ ให้ตะวันออกกลางเป็นอีกแบบ
ไม่ว่าจะเป็นแผนเล็กหรือแผนใหญ่ ถ้าวิเคราะห์โดยยึดผลซาอุฯ เป็นที่ตั้ง ผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือซาอุฯ ดังนั้นจึงต้องจัดการอย่างเด็ดขาด ก่อนจะลุกลามบานปลายกว่านี้

มุมของกาตาร์ :
ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์เมื่อปี 2013 Sheikh Tamim bin Hamad Al Thani ประมุขกาตาร์ดำเนินนโยบายที่เป็นอิสระ ใช้แนวทางที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้นและอาจสวนทางจากชาติอาหรับอื่นๆ
            เมื่อขั้วซาอุฯ เพิ่มแรงกดดัน Sheikh Mohammed bin Abdulrahman Al Thani รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศประกาศว่ากาตาร์จะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากเพื่อนบ้านอาหรับ จะไม่ยอมสูญเสียอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
            ถ้ามองในมุมศาสนา ดูเหมือนว่ารัฐบาลกาตาร์จะไม่ค่อยนับถือซาอุฯ ในฐานะพี่น้องมุสลิมเท่าไรนัก

ล่าสุด รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่ากาตาร์ไม่ได้บ่อนทำลายประเทศใด การเป็นมิตรกับอิหร่านเพราะเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ทั้งยังแบ่งปันแหล่งน้ำมันด้วยกัน ส่วนการที่มีฐานทัพตุรกีในประเทศก็ไม่ได้รบกวนใคร ตุรกีเป็นสมาชิกนาโตไม่ได้เป็นศัตรูอาหรับ ความขัดแย้งรอบนี้มาจากรัฐบาลซาอุฯ กับ UAE เป็นหัวโจกเล่นงานกาตาร์ หวังให้สูญเสียอธิปไตย บางคนไม่ชอบ Al Jazeera เพราะเป็นสื่ออิสระ ไม่สังกัดฝ่าย พวกที่ควบคุมสื่อจึงไม่พอใจ พร้อมกับเอ่ยถึงสหรัฐว่า “กาตาร์มีสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐอย่างแนบแน่น”

Al Jazeera เครื่องมือของรัฐบาลกาตาร์ :
ในช่วงอาหรับสปริง Al Jazeera สื่อที่รัฐบาลกาตาร์ให้งบประมาณสนับสนุนเสนอข่าวการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่อง หลายรายการถกประเด็นการชุมนุมอย่างกว้างขวาง เป็นสื่อที่ชาวอาหรับแทบทุกคนต้องดูและติดตาม
รายการของ Al Jazeera มักสนับสนุนการประท้วงล้มรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลกัดดาฟีแห่งลิเบียตรงกับนโยบายของชาติอาหรับอื่นๆ แต่ชาติอาหรับที่นำโดยซาอุฯ นั้นไม่ได้สนับสนุนการล้มรัฐบาลบางประเทศ เช่น เยเมน แต่ Al Jazeera กลับสนับสนุนให้ล้มประธานาธิบดี อาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ (Ali Abdullah Saleh) เป็นกรณีที่สวนทางกับรัฐบาลซาอุฯ
            ในการต่อสู้ระหว่างฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) กับอิสราเอลเมื่อปี 2006 และฮามาส (Hamas) กับอิสราเอลเมื่อปี 2008 Al Jazeera เห็นอกเห็นใจฮิซบอลเลาะห์กับฮามาสที่ต้องสู้กับเครื่องบินรถถังของอิสราเอล ชาวอาหรับซึ่งต่อต้านอิสราเอลเป็นทุนอยู่แล้วจึงนิยมชมชอบ เห็นว่าเป็นสื่อของคนอาหรับ Al Jazeera จึงมีอิทธิพลต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ส่งผ่านแนวคิดต่างๆ ต่อชาวอาหรับทั้งมวล

            ไม่เฉพาะต่อชาวอาหรับเท่านั้น Al Jazeera มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของคนทั่วโลก โดยเฉพาะชาวตะวันตกต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง บรรยายความโหดร้ายของรัฐบาลกัดดาฟี ทำให้เห็นว่านาโตควรแทรกแซงลิเบีย กำจัดกัดดาฟี ให้ความชอบธรรมแก่นาโตที่เข้ามาแทรกแซงเพื่อปลดปล่อยพลเรือน
            ด้านรัฐบาลซาอุฯ เห็นความสำคัญของสื่อเช่นกัน ในทศวรรษ 1990 เริ่มมีหนังสือพิมพ์ภาษาอาราบิก จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม MBC หวังดึงดูดผู้ชมจำนวนมาก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่เป็นที่นิยมอย่าง Al Jazeera
            ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ Al Jazeera มีผลต่อความมั่นคงของชาติอาหรับไม่มากก็น้อย มีผลงานเป็นที่ประจักษ์

วิเคราะห์องค์รวม :
บางคนคิดว่าที่สุดแล้วต้องลงเอยด้วยความเด็ดขาด เช่น ต้องปิด Al Jazeera ต้องจับแกนนำภราดรภาพมุสลิมเข้าคุก ความจริงแล้วมีทางออกอื่นๆ เช่น ลดเสนอข่าวที่ซาอุฯ ไม่ชอบ ให้นักเคลื่อนไหวลดกิจกรรม
ส่วนการใช้กำลังทหารต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐ เพราะกาตาร์มีข้อตกลงทางทหารกับสหรัฐ
            แนวนโยบายของซาอุฯ ไม่ต่างจากมหาอำนาจอื่นๆ หลักคิดคือความมั่นคงแห่งชาติของตนสำคัญสุด เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ต้องมีอิทธิพลต่อประเทศอื่น อำนาจอิทธิพลที่ลดลงลดทอนความมั่นคง
            แต่การครอบงำที่รุนแรงจนรับไม่ได้ อาจเป็นเหตุให้ประเทศที่อยู่ใต้ตีตัวออกห่าง เพราะคิดว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ยิ่งในบริบทที่โลกมีหลายขั้ว และประเทศต่างๆ ใกล้ชิดกันมากขึ้น (ผ่านการแผ่อิทธิพล ความสัมพันธ์ต่อกัน)
            สิ่งที่กาตาร์ต้องการไม่ใช่การถอนตัวออกจาก GCC และไม่เป็นผลดีถ้าทำเช่นนั้น แต่ต้องการอิสระมากกว่านี้ ไม่ใช่รัฐในอาณัติของใครหรือมีฐานะเป็นเพียงจังหวัดหนึ่งของประเทศใด ดังที่กษัตริย์ซาอุฯ เมื่อปี 1935 แจ้งต่อประมุขกาตาร์ว่ากาตาร์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐซาอุฯ

            ในกรณีซาอุฯ ต้องยอมรับว่าสมาชิกบางประเทศในอยู่สถานะใกล้เคียงกับกาตาร์ และกำลังจับตาดูว่าพี่ใหญ่จะทำอย่างไร การใช้ไม้อ่อนเกินไปอาจทำให้ชาติอื่นเลียนแบบกาตาร์ ส่วนการใช้ไม้แข็งที่รุนแรงเกินเหตุอาจทำให้ซาอุฯ ต้องจัดการประเทศอื่นๆ อีก เป็นคำถามว่ารัฐบาลซาอุฯ พร้อมรับมือสถานการณ์เช่นนั้นหรือไม่
            จึงต้องนำเรื่องสู่โต๊ะเจรจา ไม่เฉพาะกับกาตาร์ แต่หมายถึงทุกประเทศในกลุ่ม GCC ทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ถ้าคิดในแง่บวก การปฏิเสธข้อตกลงของกาตาร์เป็นขั้นตอนแรกสู่การเจรจาต่อรอง เพื่อให้ถอยคนละก้าว บ่งชี้ว่าความขัดแย้งจะไม่บานปลายถึงขั้นใช้กำลังทหาร

            บางคนอาจคิดว่าพวกเขาคือพี่น้องมุสลิม เป็นชาวอาหรับเหมือนกัน มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน ปัจจุบันอยู่ร่วมกันในกลุ่ม GCC เรื่องเหล่านี้เป็นความจริง แต่ในมุมมองของประมุข ราชวงศ์ของแต่ละรัฐนั้น รัฐเล็กๆ กังวลความเป็นจ้าวของซาอุฯ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายปฏิบัติต่อตนในฐานะพี่น้องมุสลิมอย่างถูกต้อง
            สิ่งที่รัฐเล็กอย่างกาตาร์ต้องการคือร่วมมือกับซาอุฯ บรรดาชาติอาหรับเพื่อต้านภัยคุกคามภายนอก เช่น อิสราเอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสูญเสียอธิปไตย ความเป็นตัวของตัวเองให้แก่ใคร
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
ขั้วซาอุฯ ไม่สนใจคำชี้แจงจากกาตาร์ ยืนยันว่าเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย แทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน บั่นทอนความมั่นคงภูมิภาค ราวกับว่ากาตาร์เป็น “อิหร่าน 2” พร้อมออกมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจ แต่การคว่ำบาตรกระทบต่อเอกชนนานาชาติ บรรยากาศการค้าการลงทุนทั่วภูมิภาค อีกประเด็นที่ต้องเอ่ยถึงคือการใช้กำลังซึ่งควรคำนึงผลกระทบที่จะตามมา จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยใช้กำลังอีกหรือไม่

บรรณานุกรม:
1. Arab states issue list of demands to end Qatar crisis. (2017, June 23). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/06/arab-states-issue-list-demands-qatar-crisis-170623022133024.html
2. Deal with Qatar once and for all - analysts. (2017, June 4). Gulf News. Retrieved from http://gulfnews.com/news/gulf/qatar/deal-with-qatar-once-and-for-all-analysts-1.2038192
3. Eakin, Hugh. (2017, June 15). The Strange Power of Qatar. The New York Review of Books. Retrieved from http://www.nybooks.com/articles/2011/10/27/strange-power-qatar/
4. Erickson, Amanda. (2017, June 23). Why Saudi Arabia hates Al Jazeera so much. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/news/worldviews/wp/2017/06/23/why-saudi-arabia-hates-al-jazeera-so-much/
5. Lynch, Marc. (2012). The Arab Uprising: The Unfinished Revolutions of the New Middle East. NY: Publicaffairs.
6. Qatar 'not prepared to change its foreign policy'. (2017, June 9). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/06/qatar-fm-ready-surrender-170608142453812.html
7. READ: Full joint statement of boycotting countries on Qatar crisis. (2017, July 5). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2017/07/05/READ-Full-joint-statement-of-boycotting-countries-on-Qatar-crisis.html
8. Saudi-led group: Qatar not serious about demands. (2017, July 5). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/07/saudi-led-group-qatar-demands-170705144209453.html
9. Saudi, allies trying to undermine Qatar's sovereignty: FM. (2017, July 6). Gulf Times. Retrieved from http://www.gulf-times.com/story/555653/Saudi-allies-trying-to-undermine-Qatar-s-sovereign
10. Ulrichsen, Kristian Coates. (2014). Qatar and the Arab Spring. New York: Oxford University Press.
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ภาพลักษณ์ของทรัมป์กับสหรัฐในสายตาโลก

2 กรกฎาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7541 วันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2560)

Pew Research Center สำรวจความคิดเห็นต่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จำนวน 40,447 ตัวอย่างจาก 37 ประเทศ เป็นข้อมูลจนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2017 เมื่อเทียบกับประธานาธิบดี บารัก โอบามา (Barack Obama) พบว่าโอบามาได้ความนิยมถึงร้อยละ 64 (ใช้ข้อมูลปีสุดท้ายขณะดำรงตำแหน่ง) ส่วนทรัมป์ได้เพียง 22 เพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ มีเพียงรัสเซียกับอิสราเอลเท่านั้นที่ทรัมป์มีคะแนนนำ
เมื่อเปรียบเทียบ 2 ประธานาธิบดี10 ประเทศแรกที่คะแนนความชอบพอแตกต่างกันมากที่สุด ได้แก่ สวีเดน เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส สเปน แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น บ่งชี้ว่าผู้นำ 2 ท่านแตกต่างกันมาก มองทรัมป์ในแง่ลบ ประเทศเหล่านี้อยู่ในกลุ่มพัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่มีประชาธิปไตยเข้มแข็ง น่าคิดว่าประชาชนในกลุ่มพันธมิตรยุโรปตะวันตกกับเอเชียตะวันออกต่อต้านรัฐบาลทรัมป์ การมีระบอบปกครองเหมือนกันไม่จำต้องเห็นพ้องกับนโยบายสหรัฐที่พยายามอ้างว่าเป็นผู้นำโลกเสรี

            งานศึกษาชิ้นนี้ให้ข้อมูลว่าคนทั่วไปเห็นว่าประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ดี แต่ไม่ได้หมายถึงประชาธิปไตยแบบอเมริกา ร้อยละ 43 เท่านั้นที่ชื่นชอบประชาธิปไตยแบบอเมริกา  (U.S.-style democracy) ในขณะที่ร้อยละ 46 ไม่ชอบ ประเทศที่ชื่นชอบส่วนใหญ่คือประเทศในแอฟริกากับเอเชียแปซิกฟิก
            บางคนคิดว่าประชาธิปไตยที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน ความจริงแล้วคำว่าประชาธิปไตยมีความหมายหลายอย่าง ในเชิงอุดมการณ์หมายถึงการปกครองที่ให้ความสำคัญกับประชาชน ประโยชน์ต้องตกแก่ประชาชน และเป็นประโยชน์ที่ยั่งยืน ส่วนจะเป็นรูปแบบใดนั้นแต่ละประเทศมีพัฒนาการของตนเอง รูปแบบประชาธิปไตยสหรัฐจึงแตกต่างจากอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฯลฯ
            การสรุปเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาธิปไตยแบบอเมริกาไม่ดี แต่หมายถึง “ความเหมาะสม” แต่ละประเทศมีบริบทแตกต่างกัน ทั้งวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทุกประเทศจะต้องเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด ดังที่นำเสนอแล้วว่ารูปแบบการปกครองประชาธิปไตยของสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฯลฯ ล้วนแตกต่างกัน

เฉพาะกรอบสหรัฐ สังคมอเมริกาถกเถียงเรื่อยมาว่าอะไรคือประชาธิปไตยที่ดีเหมาะสมกับตน รูปแบบที่ดีเป็นอย่างไร ดังที่เคยนำเสนอในบทความก่อนว่า ในช่วงหาเสียงผลสำรวจจาก Pew Research Center เมื่อกันยายน 2016 ชี้ว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งร้อยละ 55 รู้สึกสับสน (frustrated) ต่อทรัมป์ ร้อยละ 53 ต่อฮิลลารี ร้อยละ 53 รังเกียจ (disgusted) ทรัมป์ และร้อยละ 48 รังเกียจฮิลลารี
เมื่อทรัมป์ชนะเลือกตั้ง คนอเมริกันจำนวนมากมองแง่ลบต่อว่าที่ประธานาธิบดีกับคณะรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำงาน แต่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตั้งแต่ช่วงหาเสียงก็เป็นการเลือกตั้งในแบบที่เรียกว่าเลือก “คนที่แย่น้อยกว่า” (The lesser of the two evils) คนถูกผลักดันให้ออกไปใช้สิทธิ์ ไม่ใช่เพื่อเลือกคนที่ใช่ นโยบายที่ชอบ แต่เลือกคนที่แย่น้อยกว่า หวังสกัดไม่ให้คนที่แย่ที่สุดชนะ
            ปรากฏการณ์เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งล่าสุด คืออีกหลักฐานที่บ่งชี้ว่าระบอบประชาธิปไตยอเมริกามีปัญหา พูดให้ถูกต้องกว่าคือมีปัญหานานแล้วและยังไม่ได้รับการแก้ไข

ผู้นำไม่ได้รับความนิยม บั่นทอนพลังอำนาจอ่อน :
นโยบายต่างประเทศที่บั่นทอนคะแนนนิยมทรัมป์ เช่น การสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโก ไม่สนับสนุนการค้าเสรี ยกเลิกข้อตกลงปารีสเรื่องภาวะโลกร้อน ห้ามมุสลิม 6 สัญชาติเข้าประเทศ
บุคลิกภาพส่วนตัวเป็นอีกเหตุผลที่คนไม่ชอบ เห็นว่าเป็นคนโอหังเย่อหยิ่ง (arrogant) ขาดความอดทน (intolerant) และอันตราย (dangerous) มีข้อดีเรื่องภาวะผู้นำ เป็นผู้นำเข้มแข็ง
ด้วยนโยบายและบุคลิกภาพ ผู้ตอบแบบสอบถามราว 1 ใน 3 เห็นว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐจะแย่ลง ขณะที่ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 41) เห็นว่าไม่ต่างจากเดิม ตีความว่ามีแต่เท่าเดิมหรือไม่ก็แย่กว่าเดิม

มุมมองต่างชาติต่อผู้นำมีผลต่อพลังอำนาจอ่อน (soft power-หมายถึงอิทธิพลชักจูงให้ประเทศอื่นๆ คล้อยตาม ตรงข้ามกับการใช้กำลัง ทำสงครามด้วยอาวุธ) ประธานาธิบดีทรัมป์กับนโยบายของท่านกลายเป็นจุดอ่อนของอำนาจนี้ รัฐบาลยุโรปตะวันตกแสดงตัว “ถอยห่าง” จากทรัมป์ (ไม่ว่าจะจริงแท้เพียงไร แต่แสดงออกต่อสาธารณะเช่นนั้น) อิทธิพลของสหรัฐในระดับโลกลดลง
นโยบายของทรัมป์ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนตีความว่ารัฐบาลสหรัฐถอยห่างจากประชาธิปไตย จากลัทธิการค้าเสรี การปกป้องสิ่งแวดล้อมโลก พยายามแก้ไขปัญหาประเทศตัวเองด้วยวิสัยทัศน์คับแคบ ไม่สนใจความเป็นของโลก เหล่านี้ทำลายภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำโลกที่รัฐบาลสหรัฐพยายามเชิดชู

ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลทรัมป์: นโยบายของทรัมป์ไม่ว่าจะต่างประเทศหรือในประเทศ มุ่งให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ ปากท้องชาวบ้าน ถึงขั้นคิดที่จะละเมิดข้อตกลงต่างๆ (โดยเลี่ยงใช้คำว่าขอเจรจาใหม่) ทำลายหลักการค้าเสรีตามกติกาการค้าโลก กีดกันแรงงานต่างด้าวผิดวิธี ไม่ร่วมมือแก้ภาวะโลกร้อน นโยบายเหล่านี้อาจแก้ปัญหาบางด้าน แต่ละเลยหลายปัญหา เช่น ครอบครัวหย่าร้างแตกแยก ยาเสพติด อาชญากรรม
แน่นอนว่ารัฐบาลทรัมป์บริหารจัดการด้านอื่นๆ ด้วย แต่การมุ่งเอ่ยถึงแต่เศรษฐกิจเป็นการบ่งบอกว่าให้ความสำคัญเรื่องนี้มากกว่า สังคมเกิดค่านิยมว่าเรื่องปากท้องสำคัญที่สุด
เรื่องสำคัญที่รัฐบาลสหรัฐควรทำอย่างยิ่งคือ “การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน” ประชาชนไม่ใช้จ่ายเกินตัว เป็นคนเรียนรู้ตลอดชีวิต ขยันขันแข็ง ไม่มัวเมาในกามรมณ์ มีคู่ครองในเวลาสมควร รับผิดชอบครอบครัว ไม่ติดเหล้ายาเสพติดสารพัดชนิด ใช้ชีวิตอย่างมีวิสัยทัศน์ มีคุณค่าทั้งต่อตัวเองและสังคม
เรื่องเหล่านี้ไม่ต้องใช้เครื่องบิน รถถัง เรือรบเลย
ผู้นำเช่นนี้คือ “ผู้นำครบมิติ” ดูแลพัฒนาคนภายใต้ครบทุกมิติทุกด้าน ไม่คิดว่าชีวิตคนต้องการเพียงแค่อิ่มท้องเท่านั้น ในระดับรัฐจะทำให้รัฐเข้มแข็งจากภายใน ในระดับโลกจะเสริมสร้างพลังอำนาจอ่อน ความเจริญยั่งยืนจะผุดขึ้นมาเอง

ภาพรวมต่อบรรดาผู้นำ :
            ในภาพรวม ร้อยละ 64 เห็นด้วยกับนโยบายโอบามา ส่วนทรัมป์ได้คะแนนร้อยละ 49 เท่านั้น กลุ่มประเทศยุโรปมักมองแง่ลบ ในขณะที่ประเทศแถบเอเชียแปซิกฟิกให้คะแนนสูง เช่น เวียดนามให้ถึง 84 ฟิลิปปินส์ 78 เกาหลีใต้ 75 ญี่ปุ่น 57 (ไม่มีข้อมูลของไทย)
ไม่เพียงแต่ผู้นำอเมริกา วลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้คะแนนนิยมเพียงร้อยละ 28 สีจิ้นผิง (Xi Jinping) ได้ร้อยละ 27 คะแนนนิยมของผู้นำโลกทั้ง 3 จึงอยู่ในสภาพย่ำแย่เหมือนกัน ส่วนอังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) ได้คะแนนร้อยละ 42 เฉพาะกลุ่มยุโรปให้คะแนนถึง 60
            จะเห็นว่าไม่ใช่ทรัมป์เท่านั้นจะที่ได้คะแนนต่ำ ผู้นำมหาอำนาจท่านอื่นได้คะแนนต่ำเช่นกัน และควรพูดว่าในอนาคตเมื่อสหรัฐได้ผู้นำใหม่หรือทรัมป์ปรับเปลี่ยนนโยบายบาย คะแนนผู้นำอเมริกามีโอกาสสูงกว่าผู้นำคนอื่นๆ ดังเช่นสมัยโอบามา ผู้นำสหรัฐยังคงเป็นผู้นำที่มีโอกาสได้ความนิยมสูง
            อนึ่ง งานศึกษาชิ้นนี้ใช้ข้อมูลจาก 37 ประเทศเท่านั้น ประเทศที่สัมพันธ์ดีจะให้คะแนนสูง ประเทศที่ความสัมพันธ์ย่ำแย่ให้คะแนนต่ำ ดังนั้นแม้สำรวจจากคนกว่า 4 หมื่นคน แต่มาจาก 37 ประเทศเท่านั้น อาจไม่ได้ข้อสรุปที่ครบถ้วน

ภาพรวมต่อสหรัฐ :
            งานศึกษาชิ้นนี้พูดถึงบางประเด็นที่ไม่สัมพันธ์กับตัวผู้นำมากนัก เช่น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการรับอุดมการณ์ วัฒนธรรมอเมริกัน ไม่ชอบประชาธิปไตยแบบสหรัฐ ที่น่าคิดคือประเทศที่ต่อต้านมากที่สุดคือประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น ชาวเนเธอร์แลนด์เพียงร้อยละ 32 เท่านั้นที่นิยมชมชอบความเป็นอเมริกัน สเปนร้อยละ 31 เยอรมันต่ำสุดเพียงร้อยละ 26
            ประเทศในแถบลาตินอเมริกาไม่ชอบความเป็นอเมริกาเช่นกัน ส่วนประเทศที่นิยมชมชอบได้แก่ เวียดนามสูงถึงร้อยละ 71 รองมาคือ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้
แม้ไม่ชอบประชาธิปไตยแบบอเมริกา คนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 54) ยังเห็นว่าพลเมืองอเมริกันมีเสรีภาพสูง ทั้งนี้เพราะบางประเทศไม่เห็นด้วยกับหลักเสรีภาพตะวันตก เช่น จีน รัสเซีย บางประเทศใช้วิธีเปรียบเทียบเสรีภาพในประเทศตนกับสหรัฐ
ความคิดแง่ลบมีต่อผู้นำอเมริกาเท่านั้น ผู้ตอบแบบสอบถาม 37 ประเทศยังนิยมชมชอบชาวอเมริกันถึงร้อยละ 58 กลุ่มยุโรปกับเอเชียยังนิยมชมชอบคนอเมริกัน ยกเว้น 3 ประเทศคือตุรกี จอร์แดนและเลบานอน
มุมมองต่อผู้นำกับคนอเมริกันจึงไม่จำต้องไปด้วยกัน ต้องแยกระหว่างรัฐบาลกับประชาชน

            งานศึกษาของ Pew Research Center ให้ความสำคัญกับพลังอำนาจอ่อน (soft power) ชี้ว่าอิทธิพลอำนาจของสหรัฐกำลังถดถอย บทความนี้เสนอว่าพลังอำนาจอ่อนมาจาก 2 ทาง ทางแรกคือความเข้มแข็งจากภายใน อีกทางที่งานศึกษาเอ่ยถึงคือจากการยอมรับของประชาชนต่างชาติ
ที่น่าคิดคือกลุ่มประเทศที่ต่อต้านความเป็นอเมริกามากที่สุดคือพวกยุโรปตะวันตก เป็นประเทศพัฒนาแล้วและมีประชาธิปไตยเข้มแข็ง สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐใช้เสริมสร้างพลังอำนาจอ่อนถูกปฏิเสธจากชาติประชาธิปไตยด้วยกันเอง แนวทางนี้กำลังล้มเหลวใช่หรือไม่
สหรัฐก้าวหน้ามากกว่าหลายประเทศ มีสิ่งดีงามมากมาย เช่น ไม่ปิดกั้นเสรีภาพ ส่งเสริมให้ปัจเจกพัฒนาสู่ความดีเลิศ มีความคิดสร้างสรรค์ หากสามารถปรับแก้เรื่องที่เป็นจุดอ่อน อเมริกาจะก้าวไกลยั่งยืนสืบไป
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง  
เนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งด้วย popular vote ต่ำกว่าฮิลลารี คลินตัน ความคิดเปลี่ยนวิธีเลือกตั้งประธานาธิบดีจึงดังขึ้นอีกรอบ แต่การแก้ไขหมายถึงการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายทั้งในเชิงกฎหมายกับการเมือง ผลดีจากการปรากฎตัวของทรัมป์คือเกิดกระแสปฏิรูปการเมือง เป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องอาศัยคนมีส่วนร่วมจำนวนมาก การศึกษาอย่างเป็นระบบ สะท้อนสภาพสังคมการเมืองอเมริกา

ในการเลือกตั้งบางครั้ง ไม่มีผู้สมัครคนใดที่ดีพอ คู่ควรกับตำแหน่ง แต่ด้วยระบอบกับระบบพยายามให้ประชาชนออกไปเลือกตั้ง หลายคนจึงใช้วิธีเลือกคนที่แย่น้อยกว่า เพื่อสกัดไม่ให้คนที่แย่ที่สุดได้ถืออำนาจบริหารประเทศ แต่แนวคิดเช่นนี้ไม่ช่วยให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองยั่งยืน เป็นเพียงการซื้อเวลา จึงต้องคิดหาระบบเลือกตั้ง/สรรหาให้ได้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยไม่ยึดกรอบว่าต้องเป็นการเลือก/สรรหาช่วงเวลาหาเสียงเท่านั้น

บรรณานุกรม:
1. Bardes, Barbara A., Shelley, Mack C., & Schmidt, Steffen W. (2012). American Government and Politics Today: Essentials (2011 - 2012 Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
2. Bessette, Joseph M., Pitney, John J. Jr. (2011). American Government and Politics: Deliberation, Democracy and Citizenship. USA: Wadsworth.
3. Pew Research Center. (2017, January 10). Negative Views of Trump’s Transition, Amid Concerns About Conflicts, Tax Returns. Retrieved from http://www.people-press.org/2017/01/10/negative-views-of-trumps-transition-amid-concerns-about-conflicts-tax-returns/
4. Poll: Most US voters 'disgusted' with presidential race. (2016, September 22). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2016/09/poll-voters-digusted-presidential-race-160921124354232.html
5. Wike, Richard., Stokes, Bruce., Poushter, Jacob., & Fetterolf, Janell. (2017, June 26). U.S. Image Suffers as Publics Around World Question Trump’s Leadership. Pew Research Center. Retrieved from http://www.pewglobal.org/2017/06/26/u-s-image-suffers-as-publics-around-world-question-trumps-leadership/
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลก 2016

25 มิถุนายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7534 วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2560)

Global Trends: Forced displacement in 2016 เป็นรายงานผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลกของข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UN High Commissioner for Refugees: UNHCR)  ฉบับล่าสุดยึดข้อมูลจนถึงสิ้นปี 2016 มีผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั้งสิ้น 65.6 ล้านคน
ผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานประกอบด้วยหลายประเภท เช่น ผู้ลี้ภัย (refugee) คนพลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced People: IDPs) ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย (asylum seekers) คนไร้รัฐ

            ปี 2016 ซีเรียยังครองแชมป์ประเทศที่มีผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานมากที่สุดถึง 12 ล้านคน (เป็นสถิติที่นับรวมตั้งแต่ซีเรียมีผู้พลัดถิ่น) แยกเป็นผู้ลี้ภัย 5.5 ล้านคน IDPs 6.3 ล้านคน และผู้แสวงหาที่ลี้ภัย 185,000 คน รองมาคือโคลัมเบีย มีผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นทั้งสิ้น 7.7 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็น IDPs อัฟกานิสถานตามมาเป็นลำดับ 3 มีผู้ถูกบังคับทั้งสิ้น 4.7 ล้านคน
            ถ้าคิดเป็นสัดส่วนต่อประชากรทั้งหมด ซีเรียยังอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่สุด ร้อยละ 65 ถูกบังคับให้พลัดถิ่น นับจากเกิดอาหรับสปริงชาวซีเรียราว 1 ใน 3 เท่านั้นที่ยังสามารถอยู่ถิ่นฐานเดิม

           เฉพาะปี 2016 มีผู้พลัดถิ่นใหม่ถึง 10.3 ล้านคน ต้นเหตุมักมาจากความขัดแย้งกับการกดขี่ข่มเหง ในจำนวนนี้ 6.9 ล้านเป็นพวกคนพลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced People: IDPs) ที่เหลือเป็นผู้ลี้ภัย (refugee) กับผู้ขอลี้ภัย (asylum)
            นับจากปี 2012 เป็นต้นมาจำนวนผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานเพิ่มสูงขึ้นมากจากซีเรีย รองมาคืออิรักกับเยเมน และบางส่วนในแอฟริกา กลายเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลเรื่อยมา

สิ้นปี 2016 ทั่วโลกมีผู้ลี้ภัย (refugee) 22.4 ล้าน เป็นผู้ลี้ภัยใหม่ 2.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นสุทธิ 1.1 ล้านหรือราวร้อยละ 7 เฉพาะซีเรียมีผู้ลี้ภัยใหม่ถึง 824,000 คน เป็นประเทศที่มีผู้ลี้ภัยมากที่สุด
ตัวเลขผู้ลี้ภัยใหม่ 8 แสนคนชี้ว่าความขัดแย้งซีเรียยังรุนแรง ชาวบ้านยังคงพยายามหาทางหนีออกจากประเทศ แม้ความขัดแย้งเกิดขึ้นมาแล้วหลายปี ส่วนใหญ่หนีไปทางตุรกีเพื่อเข้ายุโรปตะวันตก ปัจจุบันตุรกีรองรับผู้ลี้ภัย 2.9 ล้านคน (ปี 2015 อยู่ที่ 2.5 ล้าน) ยุโรป 2.3 ล้านคน
สถานการณ์ผู้ลี้ภัยในอัฟกานิสถานดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว จำนวนผู้ลี้ภัยลดเหลือ 2.5 ล้านคนจากปีก่อนที่ 2.7 ล้านคน ส่วนใหญ่คือพวกที่เดินทางกลับจากปากีสถาน อย่างไรก็ตามปากีสถานยังรองรับผู้ลี้ภัยอัฟกันอีก 1.4 ล้านคน รองมาคืออิหร่าน 0.95 ล้านคน และอีกจำนวนหนึ่งกระจายลี้ภัยในยุโรป

            ผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานไม่ได้หมายความว่าต้องออกนอกประเทศเท่านั้น หลายคนยังอยู่ในประเทศ คือหนีจากบ้านตัวเองไปอยู่อีกจังหวัด เป็นคนพลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs)
            UNHCR ประเมินว่าปี 2016 มี IDPs ทั้งหมด 40.3 ล้านคน เทียบกับ 40.8 ล้านคนเมื่อปีก่อน ข้อมูลรายละเอียดชี้ว่าเฉพาะปี 2016 มี IDPs ใหม่ 5.5 ล้านคน ต้นเหตุจากความขัดแย้ง ความรุนแรงในประเทศ สูงกว่าปีก่อน 1.3 ล้านคน ส่วนใหญ่มาจากซูดานใต้ 865,000 คน ลิเบีย 630,000 คน อัฟกานิสถาน 623,200 คน อิรัก 598,000 คน เยเมน 467,100 คน
ถ้าดูจำนวนรวมจะเห็นว่า IDPs ทรงตัวอยู่ที่ 40 ล้านคน แต่ความจริงแล้วเป็นคนพลัดถิ่นภายในประเทศใหม่ถึง 5.5 ล้านคน เหตุที่ตัวเลขทรงตัวเพราะส่วนหนึ่งกลับภูมิลำเนา อีกส่วนข้ามไปเป็นผู้อพยพลี้ภัยต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าหลายประเทศยังมีปัญหาที่ผลักดันชาวบ้านออกจากพื้นที่ ลิเบียกับอัฟกานิสถานที่แม้ความขัดแย้งดำเนินมาแล้วหลายปียังคงดำเนินต่อไป

            UNHCR ประเมินว่าปี 2016 มีผู้แสวงหาที่ลี้ภัย (asylum seekers) ทั้งหมด 2.8 ล้านคน คนเหล่านี้ยื่นความจำนงต้องการออกจากประเทศของตนถาวร ส่วนใหญ่เป็นชาวซีเรีย 266,300 คน รองมาคือชาวอัฟกัน 127,000 คน อิรัก 96,100 คน รวม 3 ประเทศคิดเป็นร้อยละ 68 ของผู้แสวงหาที่ลี้ภัยทั้งหมด

ผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานอีกประเภทที่ควรเอ่ยถึงคือ คนไร้รัฐ (stateless person/statelessness) เป็นคนที่รัฐบาลไม่ถือว่าเป็นพลเมือง ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย พวกเขาไม่สามารถไปเรียนหนังสือ พบแพทย์เมื่อเจ็บป่วย ไม่สามารถหางานทำ ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคาร ซื้อบ้าน หรือแม้กระทั่งอาจไม่สามารถแต่งงาน ใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก เป็นคนชายขอบของสังคม ตัวอย่างที่คนไทยรู้จักดีคือพวกโรฮีนจา (Rohingya)
ที่เป็นปัญหาร้ายแรงเพราะเป็นเรื่องที่คนมองไม่เห็น ไม่มีใครรู้จริง
สิ้นปี 2016 ประเมินว่าประชากรทั่วโลกราว 10 ล้านคนเป็นคนไร้รัฐ หรือเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนไร้รัฐ ในขณะที่ข้อมูลที่เก็บได้จริงมีเพียง 3.2 ล้านคนใน 75 ประเทศ (หรือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น)

            อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ผู้ลี้ภัยในโลกราวกึ่งหนึ่งเป็นเด็ก ซ้ำร้ายกว่านั้นคือหลายคนไม่ได้เป็นผู้ลี้ภัยที่มากับพ่อแม่ ญาติสนิท เด็กๆ เหล่านี้จึงเหมือนลูกกำพร้า หนีภัยตามลำพัง ทั้งนี้เนื่องจากระหว่างทางถูกพรากจากบิดามารดา หรือผู้ปกครองเสียชีวิตแล้ว
            เด็กเหล่านี้ต้องรับความดูแลเป็นพิเศษ จะช่วยได้มากหากมีข้อมูลเด็กกับครอบครัว แต่ข้อมูลเหล่านี้มักหายาก กระจัดกระจาย แม้กระทั่งข้อมูลเด็กที่กำลังอยู่ในศูนย์ลี้ภัย บางประเทศเท่านั้นที่เก็บและเผยแพร่ข้อมูล ข้อมูลที่ศูนย์ลี้ภัยมักไม่แบ่งแยกว่าเป็นเด็กที่ไร้ผู้ปกครองหรือไม่
            จากข้อมูลที่มีอยู่พบว่าปัจจุบันมีเด็กอพยพไร้ผู้ปกครองถึง 75,000 คน ข้อมูลนี้มาจากใบแจ้งความจำนงขอเป็นผู้แสวงหาที่ลี้ภัย (asylum seekers) ส่วนใหญ่มาจากอัฟกานิสถาน 27,600 ซีเรีย 12,000 คน และอิรัก 4,800 คน เด็กเหล่านี้เสี่ยงที่จะถูกรังแก หลอกใช้ประโยชน์

ข่าวดี :
            ในด้านข่าวดี ปี 2016 ประชาชน 500,000 คนสามารถกลับคืนถิ่นฐาน ส่วนใหญ่ที่อัฟกานิสถาน โซมาเลียและซูดาน เป็นตัวเลขที่สูงกว่าปีที่แล้ว (อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นในปี 2016 เพิ่มสูงกว่าปีก่อนมาก และตัวเลขคนกลับถิ่นคิดเป็นเพียงร้อยละ 3 ของจำนวนผู้ถูกบังคับทั้งหมด) ทั้งนี้มักเป็นเพราะพวกเขาหนีภัยสงคราม ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นชั่วคราว เมื่อสถานการณ์สงบจึงสามารถกลับบ้านได้
            ผู้อพยพลี้ภัยจำนวนมากปรารถนาไปอยู่ประเทศที่ 3 อย่างถาวร ได้รับสิทธิทางกฎหมายจากประเทศที่ 3 อันหมายถึงได้รับสิทธิต่างๆ ตามกฎหมายกำหนด ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หลายประเทศเปิดรับผู้อพยพเพื่อย้ายถิ่นถาวร แต่ผู้ได้รับโอกาสนี้ในปี 2016 มีเพียง 189,300 คนเท่านั้น (เพิ่มจากปีก่อนที่รับเพียง 107,100 คน) ผู้อพยพลี้ภัยส่วนใหญ่จึงยังคงอยู่ในศูนย์ผู้อพยพ ต้องชื่นชมสหรัฐประเทศที่รับผู้อพยพเพื่อย้ายถิ่นถาวรมากที่สุดถึง 96,900 คน รองมาคือแคนาดารับ 46,000 คน ออสเตรเลีย 27,600 คน
            ชาวซีเรียคือผู้ได้รับโอกาสนี้มากที่สุด รองมาคือคองโก อิรัก (อนึ่งสหรัฐรับผู้อพยพในแถบลาตินอเมริกาเป็นส่วนใหญ่)
ผู้อพยพลี้ภัยแต่ละปีได้รับสิทธิ์ลี้ภัยต่างแดนถาวรเป็นแสนคน แต่ไม่อาจเทียบกับจำนวนที่เพิ่มขึ้นและรวมกับของเดิมที่สะสมนับสิบล้าน ไม่ง่ายที่จะหาที่อาศัยถาวรในประเทศที่ 3 แก่คนนับสิบล้าน ข่าวดีคือส่วนใหญ่ได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้น และอาจคาดหวังได้เพียงเท่านี้ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

วิเคราะห์องค์รวม :
            การจะสรุปอะไรง่ายๆ ว่าประเทศใดรับผู้อพยพมากน้อยอาจเป็นผลเสียมากกว่า เช่น สังคมโลกประณามประเทศ ก. ที่ประกาศว่าจะรับผู้ลี้ภัยเพียง 1 หมื่นคน ชื่นชมประเทศ ข. ที่ประกาศว่าจะรับ 1 แสนคน แต่หากพิจารณารายละเอียด ประเทศ ก. มีประชากรเพียง 1 แสนคนแต่ยอมรับผู้ลี้ภัยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่ประกาศ ข. มีประชากรกว่า 100 ล้าน การรับ 1 แสนคนเท่ากับร้อยละ 0.1 ของประชากรเท่านั้น
            แต่ยังมีรายละเอียดมากกว่านั้น ประเทศ ก. ร่ำรวยมาก อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล กำลังขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือ การรับผู้ลี้ภัย 1 แสนคนตอบสนองนโยบายพัฒนาประเทศพอดี ในขณะที่ประเทศ ข. มีปัญหาคนว่างงานสูง เศรษฐกิจอ่อนแอ
            วิธีการที่ดีคือการเปิดข้อมูล การหารืออย่างสร้างสรรค์ว่าแต่ละประเทศควรแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ให้ข้อมูลเหล่านี้เปิดเผยต่อสาธารณะและเข้าถึงโดยง่าย

อีกเวทีที่ควรทำคู่ขนานคือพูดถึงสาเหตุที่มาของการอพยพลี้ภัย ตราบใดที่ความขัดแย้ง การทำสงครามยังคงอยู่ การช่วยเหลือผู้ที่ต้องถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลกเป็นเพียงการบรรเทาปัญหาที่ปลายเหตุ และภาระปัญหาอาจใหญ่และหนักอึ้งมากขึ้นดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
            เป็นอีกประเด็นที่จำต้องอาศัยพลังของพลเมืองโลก

แนวทางช่วยเหลือผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานคือสถาบันกับองค์กรศาสนาความเชื่อต่างๆ ควรแสดงบทบาทอย่างเข้มข้น ทุกวัด โบสถ์ มัสยิด ธรรมศาลา ควรมีภารกิจเรื่องนี้ ช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐ ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนต่างศาสนิก สร้างสังคมแห่งการเกื้อกูล ทำให้สังคมโลกน่าอยู่ยิ่งขึ้นอันเป็นบทบาทหน้าที่ของศาสนาอยู่แล้ว
            การให้สถาบันกับองค์กรศาสนาออกหน้ามีข้อดีในบางเรื่องด้วย รัฐไม่ต้องเข้าปะทะโดยตรง อีกทั้งผู้ลี้ภัยไม่เพียงต้องการปัจจัย 4 เท่านั้น การช่วยเหลือเรื่องจิตใจสำคัญไม่แพ้ปัจจัย 4
            ผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานมี 60-70 ล้าน ในขณที่ประชากรโลกมีกว่า 7,400 ล้านคน (2016) หากมีการบริหารจัดการที่ดีกว่านี้ มีกลไกที่ทำหน้าเข้มแข็งกว่านี้ อีกหลายคนน่าจะได้รับความช่วยเหลือมากกว่าที่เป็นอยู่ สังคมโลกต้องตระหนักว่านี่เป็นโจทย์ของพวกเขา
-------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
สถานการณ์ “ผู้อพยพลี้ภัย” กับ “คนพลัดถิ่นภายในประเทศ” รุนแรงขึ้นและน่าเป็นห่วงทั้งในแง่จำนวนและไม่มีทีท่าว่าสถานการณ์จะสงบ ผู้ลี้ภัย คนพลัดถิ่นสามารถกลับถิ่นฐาน ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข เนื่องจากเป็นความขัดแย้งที่เมื่อบานปลายแล้วยากจะแก้ไข เช่น ความแตกแยกทางนิกายศาสนา การปรากฏตัวของผู้ก่อการร้าย กองกำลังต่างชาติ การแบ่งแยกทางการเมือง การแทรกแซงจากชาติมหาอำนาจ แนวทางที่ดีที่สุดคือไม่ให้ปัญหา ความขัดแย้งบานปลาย

บรรณานุกรม:
1. Sicakkan, Hakan G. (2012). The rights of refugees. In Handbook of Human Rights (359-372). Oxon: Routledge.
2. The White House. (2017, March 6). Executive Order Protecting The Nation From Foreign Terrorist Entry Into The United States. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/03/06/executive-order-protecting-nation-foreign-terrorist-entry-united-states
3. Trump's travel ban: What is it and who is affected? (2017, January 30). FRANCE 24. Retrieved from http://www.france24.com/en/20170130-trump-travel-ban-immigrants-executive-order-syrian-refugees-what-it-who-affected
4. UNHCR. (2015, December 18). UNHCR Mid-Year Trends 2015. Retrieved from http://unhcr.org/myt15/#_ga=1.246311687.2048125505.1450532957
5. UNHCR. (2017, June). Global Trends: Forced displacement in 2016. Retrieved from http://www.unhcr.org/5943e8a34
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การฉวยประโยชน์กับการบ่อนทำลายประชานิยมของทรัมป์

18 มิถุนายน 217
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7527 วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2560)

แนวทางหนึ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หาเสียงจนชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเมื่อปลายปี 2016 คือ ประชานิยม ตัวอย่างที่เด่นชัด เช่น ชูประเด็นแรงงานต่างด้าว ชี้ว่าแย่งงานคนอเมริกัน ทำให้ค่าจ้างลด เป็นตัวก่ออาชญากรรม สร้างปัญหายาเสพติด เสนอนโยบายกีดกันแรงงานต่างด้าวที่รุนแรง ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานด้อยฝีมือฝากความหวังกับทรัมป์
เหตุหนึ่งที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้งจึงมาจากการหาเสียงโดยแนวทางประชานิยม ดูเหมือนว่าแนวทางนี้เฟื่องฟูขึ้น
เมื่อชนะเลือกตั้ง ประธานาธิบดีทรัมป์ดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ ประกาศสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโก จะให้เม็กซิโกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายสร้างกำแพง ขับไล่แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายออกจากประเทศ
แต่เมื่อบริหารประเทศซักพักหนึ่ง รัฐบาลทรัมป์เริ่มลดทอนนโยบาย เช่น ประกาศจะขับไล่แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเฉพาะพวกที่ก่ออาชญากรรมเท่านั้น มีเพียงไม่กี่คน ในขณะที่ออกกฎหมายให้แรงงานต่างด้าวเหล่านี้กลายเป็นคนเข้ามาผิดกฎหมายที่ทางการยินยอม
ส่วนนโยบายสร้างกำแพงกั้นตลอดแนวพรมแดนนั้น ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแสดงความเห็นว่าเป็นนโยบายที่เปล่าประโยชน์ ไม่คุ้มค่า และไม่คิดว่าจะสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากเม็กซิโก รวมความแล้วกำแพงกั้นแนวพรมแดนไม่น่าจะทำได้ กลายเป็นประเด็นค้างคาในสภา

ค่าเงินหยวนเป็นอีกประเด็นที่ควรเอ่ยถึง ในช่วงหาเสียงทรัมป์โยนความผิดแก่จีนเรื่องการขาดดุลการค้า โยงว่าเป็นเหตุชาวอเมริกันตกงาน หากสามารถแก้ปัญหานี้ อาจเพิ่มการจ้างงานในประเทศนับล้านตำแหน่ง
            เรื่องค่าเงินหยวนไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐบาลสหรัฐชุดก่อนๆ ยกประเด็นนี้เช่นกัน ในขณะที่รัฐบาลจีนปฏิเสธเรื่อยมา ในทางวิชาการเป็นประเด็นถกเถียงว่าเงินหยวนอ่อนค่าเกินไปหรือไม่ รัฐบาลจีนมีสิทธิ์ทำเช่นนี้หรือไม่ เพราะหลายประเทศใช้นโยบายนี้เช่นกัน และที่สำคัญคือปัจจัยค่าเงินหยวนมีผลต่อการตกงานมากเพียงไร
            ไม่ถึง 2 เดือนหลังรับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมรับว่าจีนไม่ได้บิดเบือนค่าเงินหยวน กลายเป็นว่าบัดนี้รัฐบาลสหรัฐมีข้อสรุปชัดแล้วว่าจีนไม่ได้บิดเบือน ค่าเงินหยวนไม่เป็นต้นเหตุขาดดุลการค้าอย่างที่ทรัมป์กล่าวหา เช่นนี้แล้วตำแหน่งงานนับล้านที่ทรัมป์คาดว่าจะได้จึงมลายหายไปในอากาศทันที

          รวมความแล้วเมื่อบริหารประเทศจริง นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มเข้าได้กับระบอบเดิม (ตรงข้ามกับช่วงหาเสียงที่ต่อต้านระบอบเดิมอย่างรุนแรง) นโยบายแรงงานต่างด้าวกลายเป็นการเอื้อระบอบเดิมมากยิ่งขึ้น (ให้คนเข้าเมืองผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องที่รัฐยอมรับ) หลายนโยบายที่หาเสียงไม่สามารถปฏิบัติได้จริง
เป็นข้อสรุปว่าทรัมป์ใช้แนวทางประชานิยมเพื่อชนะเลือกตั้ง แต่เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วกลับไปเข้ากับระบอบเดิม อยู่ในโลกแห่งความจริง การจะพิจารณาว่าทรัมป์ส่งเสริมประชานิยมหรือระบอบอำนาจเก่าจึงขึ้นกับผลลัพธ์สุดท้าย
แนวทางประชานิยมเป็นเพียงเครื่องมือช่วยทรัมป์เข้าถึงอำนาจของระบอบเดิมเท่านั้น

ข้ออ้างทำลายทุกหลักการ ทุกเหตุผล :
            แนวนโยบายของทรัมป์ไม่เพียงทำลายระบอบเสรีประชาธิปไตยเท่านั้น ถ้าลงรายละเอียดปลีกย่อยคือทำลายระบบสื่อมวลชน เสียงของคนข้างน้อย
            ทันทีที่รับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าพวกนักข่าวเป็น “มนุษย์ที่อสัตย์มากที่สุดในโลก" ท่ามกลางการถกเถียงจำนวนผู้เข้าร่วมงานพิธีรับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้ว่าสื่อนำเสนอข่าวบิดเบือนว่ามีผู้เข้าร่วมน้อยกว่าสมัยประธานาธิบดีโอบามาเมื่อปี 2009 ในขณะที่สื่อแสดงหลักฐานละเอียดยิบ
            ภายใต้แนวทางประชานิยม ประธานาธิบดีทรัมป์บริหารประเทศและทำการใดๆ โดยอ้างประชาชน เพื่อประชาชน เช่น เมื่อสื่อเสนอข่าวลบต่อรัฐบาล ทรัมป์ไม่รอช้าที่จะพูดว่าสื่อส่วนใหญ่ไม่ได้นำเสนอข่าวเพื่อประชาชน แต่เพื่อผลประโยชน์พิเศษและทำกำไรจากข่าว “สื่อเป็นศัตรูต่อชาวอเมริกัน" เป็นส่วนหนึ่งของระบอบอำนาจเก่า
และยังทำลายระบอบอื่นๆ ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ เช่น การค้าเสรี ภายใต้เหตุผลหลักเพียงข้อเดียวคือเพื่อประชาชน หรือ America First คำถามคือประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่ ประโยชน์ที่ได้ยั่งยืนหรือไม่ การทำลายระบอบเสรีประชาธิปไตย การค้าเสรีเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษมากกว่ากัน

ผลเสียจากขอให้เชื่อผู้นำ (ประชานิยม) เท่านั้น :
            จะเห็นว่าทรัมป์ใช้หลัก "ขอให้เชื่อผู้นำ" สิ่งที่ผู้นำพูดถูกต้องเสมอ แม้จะขัดแย้งกับแนวคิด แหล่งข้อมูลอื่นๆ หลักฐานที่ปรากฏ
            นักวิเคราะห์บางคนวิพากษ์ว่ากรณีเรื่องดักฟังเป็นอีกครั้งที่ทรัมป์ใช้วิธียืนยัน “ความจริงอีกชุด” (alternative facts) ที่สวนทางกับข้อมูลหลักฐาน แต่เรื่อง “ความจริงอีกชุด” นับวันจะยิ่งหมดความน่าเชื่อถือ ตั้งแต่เกิดประเด็นถกเถียงจำนวนผู้เข้าร่วมพิธีสาบานรับตำแหน่งประธานาธิบดี
            ถ้าคิดเข้าข้างทรัมป์ ความผิดพลาดในอดีตไม่ใช่ข้อสรุปว่าทรัมป์เชื่อถือไม่ได้อีกแล้วในทุกเรื่อง แต่ละประเด็นยังต้องพิจารณาตามข้อมูลหลักฐานที่น่าเชื่อถือต่อไป

            กรณีการลักลอบตรวจสอบติดตามเป็นอีกกรณีที่บ่งบอกคุณลักษณะความเป็นทรัมป์ว่า “เรื่องที่ทรัมป์เห็นว่าถูกคือถูก เรื่องที่เห็นว่าผิดคือผิด” แม้คณะกรรมาธิการด้านการข่าวของทั้ง 2 สภา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง FBI NSA กระทรวงยุติธรรมจะแถลงอย่างเป็นทางการว่าประธานาธิบดีโอบามาไม่ได้สั่งการ แต่ทรัมป์ยังยืนยันเช่นนั้น ไม่สนใจว่าใครจะอธิบายชี้แจงอย่างไร ทั้งยังพยายามพูดเบี่ยงประเด็นให้คนฟังเห็นว่าเขาเท่านั้นที่ถูก ที่เหลือผิดหมด

            ไม่เพียงเท่านั้นประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า ตนเป็นคนที่สามารถ “คาดเดา” เหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำ โดยไม่จำต้องรับรู้ข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นคนที่มีสัญชาติญาณดีเยี่ยม และมักเป็นฝ่ายถูกจากการใช้สัญชาติญาณ
            สหรัฐเป็นสังคมแห่งข้อมูลข่าวสาร ใช้สถิติวิเคราะห์ทุกอย่าง (ดังตัวอย่างรายการกีฬาที่ผู้ดำเนินรายการสามารถรายงานสถิติต่างๆ อย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์ เช่น นักบาสเกตบอลคนหนึ่งจะชู้ตลูกโทษ จะพูดทันทีว่าสถิติการชู้ตเป็นอย่างไร) ทรัมป์พูดตรงไปตรงมาว่าท่านให้ความสำคัญกับสัญชาตญาณมากกว่าข้อมูลข้อเท็จจริง จะตัดสินใจโดยยึดสัญชาตญาณตนเอง อันที่จริงแล้ว การใช้สัญชาตญาณไม่ใช่เรื่องผิด มนุษย์ทุกคนมีและใช้เป็นประจำ แต่จะตัดสินทุกเรื่องโดยใช้สัญชาตญาณไม่สนใจข้อมูลกับข้อโต้แย้งหรือ
            ในอีกมุมหนึ่ง เป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นเพียงวิธีอวดอ้างว่าตนเหนือกว่าคนอื่นๆ อ้างว่าทุกอย่างที่ตนเชื่อนั้นถูก และจะยืนยันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่สนใจว่าขัดแย้งกับข้อมูลหรือความเห็นอื่นหรือไม่

ความหวังใหม่ (อีกสักครั้ง) :
ในทางวิชาการถกเถียงกันมากว่าอะไรคือประชานิยม มีลักษณะอย่างไร วิธีการอย่างไร โดยที่ยังไม่สามารถได้ข้อสรุปที่ยอมรับทั่วไป การที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้ใช้แนวทางประชานิยมไม่ได้คิดว่าตนต้องทำตามทฤษฏีหรือไม่ บริบทของแต่ละสังคมและในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกัน เป้าหมาของผู้รณรงค์แตกต่าง นักวิชาการบางคนอธิบายว่าเกิดประชานิยมกับประชานิยมใหม่ (neopopulism)
การศึกษาควรเน้นว่าอะไรคือเป้าหมายกับแนวทางของผู้รณรงค์ประชานิยม การอธิบายตีความคำถามเหล่านี้จะเป็นประโยชน์มากกว่า

            การเคลื่อนไหวของพวกประชานิยมตั้งอยู่บนรากฐานความไม่พอใจอย่างยิ่งของประชาชนต่อระบอบการปกครองเดิม หลังผ่านมาแล้วหลายรัฐบาลจากหลายพรรค แต่ชีวิตความเป็นอยู่ไม่ได้ดีขึ้นตามคำมั่นสัญญา เมื่อมีผู้นำรณรงค์ต่อต้านระบอบอำนาจเก่า กลายเป็นความหวังใหม่ของประชาชนเหล่านี้
            การเกิดขึ้นและการดำรงอยู่ของพวกประชานิยมจึงขึ้นกับความสามารถทำให้ประชาชนรู้สึกมีหวัง ฝากอนาคตของตนไว้กับระบอบประชานิยม
            หากการเคลื่อนไหวประสบผลสำเร็จ ไม่ได้ประกันว่าประชาชนจะได้รับสิ่งที่ต้องการ เพราะผู้นำกลุ่มอาจผันตัวเป็นพวกเดียวกับระบอบอำนาจเดิม อาจสถาปนาตัวเองเป็นระบอบอำนาจที่ทำเพื่อตัวเอง หรือปฏิรูปด้วยความตั้งใจจริงแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะขึ้นกับหลายปัจจัยทั้งภายในภายนอก อันรวมถึงประชาชนที่เรียกร้องการเปลี่ยนด้วย
            อีกกรณีที่เป็นไปได้คือ สังคมเกิดกลุ่มอำนาจใหม่ ชนชั้นอำนาจใหม่นี้อาศัยประชานิยมเป็นจุดเริ่มเพื่อเข้าถึงอำนาจการเมือง คำว่าประชานิยมของการเคลื่อนไหวจึงเป็นเพียงกลยุทธ์หาเสียงทางการเมืองเท่านั้น

          ลักษณะชีวิตของผู้รณรงค์จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด ต้องมั่นใจว่าเขากำลังทำเพื่อประชาชนจริงๆ อีกทั้งประชาชนต้องพร้อมปฏิรูปตนเองด้วย เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ
            คำปราศรัยที่บอกว่าต้องการทำเพื่อประชาชนฟังดูดี บางครั้งเป็นเช่นนั้นจริง แต่บางกรณีไม่ใช่ จึงไม่สามารถสรุปง่ายๆ ว่าถ้ามีใครสักคนหนึ่งลุกคนมาชูนโยบายประชานิยม สุดท้ายแล้วประชาชนจะได้รับสิ่งดี อาจกลายเป็นหนีเสือปะจระเข้
            ปัญหาใหญ่เพราะประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจทางการเมือง ถูกชี้นำง่าย ประชาชนด้วยกันขาดการรวมตัว หวังพึ่งอาศัยการนำจากบุคคลที่ไม่รู้จักมากพอ ไม่ว่าปากจะยอมรับหรือไม่
-------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง
การรณรงค์ประชานิยมแต่ละครั้งมีข้อดี-ข้อเสียขึ้นกับแง่มุมมอง บางครั้งมีข้อดีหลายข้อ บางครั้งมีข้อเสียมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นกับการรณรงค์แต่ละครั้ง โดยรวมแล้วข้อดีคือเป็นอีกช่องทางของประชาชน ช่วยให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนข้อเสียคือเป็นการทำลายประชาธิปไตย ไม่ต่างจากระบอบเดิมที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนจริงๆ

พอจะสรุปได้ว่า “ประชานิยม” คือ การเคลื่อนไหวทางการเมือง พยายามดึงประชาชนเข้ามาเป็นแนวร่วม เพื่อต่อต้านระบอบเก่า อาจเป็นระบอบการเมือง สังคม เศรษฐกิจ บางเรื่องบางที่เป็นสาเหตุทำให้ประชาชนบางกลุ่มไม่พอใจอย่างยิ่ง แนวทางนี้กำลังท้าทายระบอบการเมืองเศรษฐกิจสังคมปัจจุบัน และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในศตวรรษที่ 21 นี้

บรรณานุกรม:
1. Albertazzi, Daniele., McDonnell, Duncan. (Editors). (2008). Twenty-First Century Populism: The Spectre of Western European Democracy. New York: PALGRAVE MACMILLAN.
2. Buncombe, Andrew. (2016, May 2) Donald Trump accuses China of 'raping' the US with its trade policy. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/donald-trump-accuses-china-of-raping-the-us-with-its-trade-policy-a7009946.html
3. Davis, Julie Hirschfeld., Rosenberg, Matthew. (2017, January 21). With False Claims, Trump Attacks Media on Turnout and Intelligence Rift. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/01/21/us/politics/trump-white-house-briefing-inauguration-crowd-size.html
4. Denyerm, Simon. (2017, January 25). Trade trumps national security in Trump’s worldview. That’s really bad news for China. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/national-security/president-trump-is-planning-to-sign-executive-orders-on-immigration-this-week/2017/01/24/aba22b7a-e287-11e6-a453-19ec4b3d09ba_story.html
5. Johnson, Jenna., Gold, Matea. (2017, February 17). Trump calls the media ‘the enemy of the American People’. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/news/post-politics/wp/2017/02/17/trump-calls-the-media-the-enemy-of-the-american-people/
6. Scherer, Michael. (2017, March 23). Can President Trump Handle the Truth? Time. Retrieved from http://time.com/4710614/donald-trump-fbi-surveillance-house-intelligence-committee/?xid=homepage
7.  Shirk, Susan L. (2007). China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail Its Peaceful Rise. New York: Oxford University Press.
8. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html
9. Trump Suggests He Doesn't Need 'Facts' Because 'I'm A Very Instinctual Person'. (2017, March 23). Inquisitr. Retrieved from http://www.inquisitr.com/4085289/trump-suggests-he-doesnt-need-facts-because-im-a-very-instinctual-person/
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ทิศทางสถานการณ์ซาอุ ตัดสัมพันธ์กาตาร์

11 มิถุนายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7520 วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2560)

            การตัดสัมพันธ์ทางการทูตกาตาร์เป็นเรื่องเก่าที่เคยขึ้นเมื่อปี 2014 ด้วยสาเหตุกาตาร์สนับสนุนกลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) ในอียิปต์ การตัดสัมพันธ์รอบนี้ยังอยู่กับเรื่องสนับสนุนก่อการร้าย พ่วงด้วยเหตุอื่นๆ เช่น พูดสนับสนุนอิหร่าน แต่บริบทต่างจากเดิมดูเหมือนกาตาร์มีความพร้อมมากกว่าอดีต

มูลเหตุตัดสัมพันธ์กาตาร์ "อย่างเป็นทางการ” :
            วันที่ 5 มิถุนายน รัฐบาลซาอุฯ ชี้ว่ากาตาร์เป็นแหล่งซ่องสุม “ผู้ก่อการร้าย กองกำลังศาสนาหลายกลุ่มที่มุ่งบ่อนทำลายเสถียรภาพภูมิภาค เช่น ภราดรภาพมุสลิม ISIS และอัลกออิดะห์” “ทั้งยังมีข้อกล่าวหาว่าสนับสนุนปฏิบัติการของกองกำลังชีอะห์ทางตะวันออกของซาอุดิอาระเบียและบาห์เรน”
            ในวันเดียวกัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ออกแถลงการณ์ความว่า ณ ขณะนี้กาตาร์กำลังบ่อนทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพภูมิภาค ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงพันธะผูกพันต่างๆ จึงพร้อมที่จะใช้มาตรการต่างๆ เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของ GCC ในการนี้ UAE สนับสนุนแถลงการณ์ของบาห์เรนกับซาอุฯ รวมถึงการตัดสัมพันธ์ทางการทูต ไม่อนุญาตให้คนสัญชาติกาตาร์เข้าประเทศ และไม่ให้พลเมืองของตนเดินทางสู่กาตาร์เช่นกัน ปิดน่านน้ำน่านฟ้าทั้งขาเข้าขาออก
            ทั้งหมดเป็นเพราะรัฐบาลกาตาร์ละเมิดข้อตกลงเมื่อปี 2014 ยังคงสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย โดยเฉพาะกลุ่มภราดรภาพมุสลิม สนับสนุนแนวคิดของ IS (Daesh) กับอัลกออิดะห์ ผ่านสื่อของตน และละเมิดข้อตกลง US-Islamic Summit ลงนามเมื่อ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา (ในประเด็นต่อต้านก่อการร้ายและชี้ว่าอิหร่านคือรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย) บั่นทอนกิจการภายในประเทศเพื่อนบ้านโดยใช้ขบวนการก่อการร้าย
            สังเกตว่าข้อกล่าวเหล่านี้ไม่ต่างจากที่กล่าวหาอิหร่าน คือ เป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย แทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน บั่นทอนความมั่นคงภูมิภาค ราวกับว่ากาตาร์เป็น “อิหร่าน 2”
ด้านรัฐบาลกาตาร์ออกแถลงการณ์รู้สึกประหลาดใจที่หลายประเทศตัดสินใจบนข้อมูลเท็จ ทั้งๆ ที่เป็นข้อมูลเท็จที่ออกมาจากสื่อเท่านั้นเอง รัฐบาลยังยึดมั่นความสัมพันธ์และผลประโยชน์ของ GCC ที่ผ่านมาร่วมมือกับนานาชาติทำสงครามต่อต้านก่อการร้าย
            แต่คำชี้แจงของรัฐบาลกาตาร์ไม่ได้ผล สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม

ยกระดับต่อต้านกาตาร์ :
ไม่ว่ากาตาร์จะอธิบายอย่างไร ขั้วซาอุฯ ยืนยันดังเดิม อีกทั้ง Adel Al-Jubeir รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศซาอุฯ เผยว่าประเด็นกาตาร์เป็นเรื่องเก่าที่หมักหมมหลายปีแล้ว ยังคงสนับสนุนองค์กรบางแห่ง ผู้ก่อการร้ายบางคน ไม่ยอมแก้ไขตามที่ตกลงไว้
            ย้อนหลังปี 2014 การสนับสนุนกลุ่มภราดรภาพมุสลิมเคยกลายเป็นเรื่องใหญ่ครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อผนวกกับนโยบายจัดระเบียบตะวันออกกลางล่าสุด น่าเชื่อว่ารอบนี้ฝ่ายซาอุฯ จะไม่ยอมให้เรื่องจบง่ายๆ ล่าสุดเอ่ยถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

ม้รายได้ส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม รัฐบาลกาตาร์มีวิสัยทัศน์พัฒนาเมืองหลวงโดฮา (Doha) จนกลายเป็นเมืองที่สวยงาม ทันสมัย มีชื่อเสียงระดับโลก โดฮากลายเป็นจุดเด่นของภูมิภาค พร้อมกับพัฒนาเป็นศูนย์กลางคมนาคมทางอากาศ หวังเป็นศูนย์กลางการเงินภูมิภาค ทุกวันนี้บริษัทเอกชนนานาชาติเปิดสำนักงานที่นี่ กาตาร์จึงเป็นศูนย์กลางของบรรดาบริษัทนานาชาติ
            การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจย่อมส่งผลต่อบรรดาธุรกิจเอกชนนานาชาติ ทั้งยังกระทบต่อบรรยากาศการค้าการลงทุน บั่นทอนเศรษฐกิจของชาติอาหรับทั้งหมด เป็นแรงกดดันต่อฝ่ายซาอุฯ หากจะใช้วิธีนี้

            การปิดล้อมน่านน้ำน่านฟ้าสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ประชาชนแห่ซื้อสินค้ากักตุนจนบางตัวขาดตลาด มีการติดต่อนำเข้าอาหารกับน้ำจากอิหร่าน ตุรกีและประเทศอื่นๆ ทันที
            ข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ว่าเมื่อปี 2015 กาตาร์นำเข้าอาหารถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ 1 ใน 3 มาจากซาอุฯ กับ UAE ด้านอิหร่านเสนอพร้อมที่จะขายทั้งอาหารและน้ำ การขนส่งทางเรือใช้เวลาเพียง 12 ชั่วโมง ปี 2015 อิหร่านส่งออกสินค้าสู่กาตาร์ 102 ล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นอาหาร

กาตาร์น่าจะยังคงอยู่ได้ เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และสามารถใช้การส่งออกน้ำมันเป็นอาวุธ ด้วยการขายในราคา “มิตรภาพ” (ราคาต่ำกว่าตลาด) ส่งผลต่อระดับราคาน้ำมันตลาดโลกที่ต่ำอยู่แล้วให้ต่ำลงไปอีก ประเทศที่รับซื้อส่วนใหญ่อยู่แถบเอเชียแปซิฟิก
            อันที่จริงการปิดล้อมทางเศรษฐกิจไม่น่าจะได้ผล ถ้าจะได้ผลจริงต้องมีข้อมติจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ให้ทุกประเทศคว่ำบาตร แต่ข้อมตินี้ไม่น่าจะเกิด
            กาตาร์ (อิหร่าน 2) ไม่น่าจะถูกคว่ำบาตรแรงเท่าอิหร่าน

จะเกิดสงครามหรือใช้กำลังทหารหรือไม่ :
            ในขณะที่ขั้วซาอุฯ เพิ่มแรงกดดัน Sheikh Mohammed bin Abdulrahman Al Thani รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศประกาศว่ากาตาร์จะไม่ยอมแพ้ต่อแรงกดดันจากเพื่อนบ้านอาหรับ จะไม่ยอมสูญเสียอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

            การตัดสัมพันธ์ทางการทูต การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แม้บั่นทอนกาตาร์ แต่รัฐบาลกาตาร์น่าจะยังคงอยู่ต่อได้ ทางเลือกอีกทางที่จะคิดถึงคือทำให้เรื่องยุติแม้จะต้องเสียเลือดเนื้อ เป็นทางเลือกสุดท้ายแต่เป็นทางเลือกที่จะคิดถึงเสมอ
            กาตาร์เป็นประเทศเล็กมีเนื้อที่ราว 11,500 ตร.กม. (ประเทศไทยราว 513,000 ตร.กม เล็กกว่าประเทศไทย 44 เท่า) ประชากร 2.26 ล้านคน (ข้อมูล 2016) มีพรมทางบกติดต่อกับซาอุฯ เพียงประเทศเดียว ที่เหลือล้อมรอบด้วยอ่าวเปอร์เซีย
3 เหล่าทัพรวมกันมีกำลังพลเพียง 11,800 นาย แม้อาวุธที่ใช้ค่อนข้างทันสมัยแต่ไม่อาจเทียบกับซาอุฯ ที่มีกำลังพลรวม 227,000 นาย และมีอาวุธทันสมัยเช่นกัน

            ประเด็นสำคัญที่ควรเอ่ยถึงคือ กาตาร์เป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการส่วนล่วงหน้า US Central Command (CENTCOM) รวมทั้งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศสหรัฐที่เมือง Al-Udied ทางตอนใต้ของประเทศด้วย รายงาน The Military Balance 2017 ระบุว่าปกติมีกำลังพลประจำราว 8,000 นาย พร้อมเครื่องบินรบสารพัดชนิด รวมทั้ง B-52 เครื่องบินลำเลียงพลขนาดใหญ่ ทั้งนี้ยังไม่นับกองทหารสหรัฐที่ประจำการในประเทศใกล้เคียง กองเรือที่ 5 ที่ประจำอยู่ย่านนี้
            ฐานทัพสหรัฐในกาตาร์จึงเป็นทั้งกำแพงป้องกันประเทศอันทรงพลังและเป็นมีดจ่อคอหอยในเวลาเดียวกัน

            ถ้าจะทำสงครามเต็มรูปแบบคงใช้วิธีที่รุนแรงและรวดเร็ว เผด็จศึกให้เร็วที่สุด ทำลายรัฐบาลกาตาร์หรือบีบให้ยอมจำนน ซึ่งไม่เกินขีดความสามารถของสหรัฐ แต่มีข้อจำกัดว่าสหรัฐมีข้อตกลงทางทหารกับกาตาร์ การจะทำการใดๆ ต้องรอบคอบ และอาจจะก่อความขัดแย้งกับหลายประเทศรุนแรง
            จะใช้วิธีนี้หรือไม่ขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐบาลทรัมป์ ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจต้องมีการหารือลับกับทุกฝ่ายหากคิดจะเคลื่อนพล

            วิธีที่เป็นไปได้มากกว่าคือการใช้หน่วยปฏิบัติพิเศษ จู่โจมยึดอำนาจ อาจทำควบคู่กับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกาตาร์ เพื่อให้ดูดีชอบธรรม แล้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่นิยมซาอุฯ กับอเมริกา
            แต่วิธีนี้ไม่ง่ายและจะนองเลือด เนื่องจากตุรกีมีข้อตกลงทางทหารกับกาตาร์ ตุรกีมีฐานทัพในกาตาร์เหมือนสหรัฐ ปกติมีทหารประจำการเพียง 150 นาย รัฐบาลตุรกีเพิ่งประกาศว่ากำลังจะเพิ่มเป็น 3,000 นาย ชี้แจงว่าส่วนหนึ่งเพื่อการซ้อมรบร่วม การเคลื่อนไหวดังกล่าวย่อมชี้ว่ารัฐบาลตุรกีกำลังทำตามสัญญาที่จะส่งกองทัพช่วยคุ้มครองกาตาร์
นอกจากนี้สื่อ Al Arabiya ของซาอุฯ รายงานว่ามีกระแสข่าวกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) ได้เข้ามาให้การปกป้องผู้นำกาตาร์แล้ว
            ไม่ว่าปฏิบัติพิเศษจะสำเร็จหรือไม่ การนองเลือดคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่
            การจะใช้วิธีนี้หรือไม่ให้ดูว่ามีการพูดถึงฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกาตาร์หรือไม่ มีการชุมนุมประท้วงภายในหรือไม่ เหล่านี้เป็นสัญญาณว่าอาจเกิดการยึดอำนาจด้วยความช่วยเหลือจากต่างชาติ

            ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐ ซาอุฯ กับพวกจะตัดสินใจอย่างไร สิ่งที่กระทำส่งสัญญาณต่อโลก อาจเป็นเวลาที่ระเบียบโลกจะต้องปรับเปลี่ยนให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
            อีกประเด็นที่ควรครุ่นคิดคือ โอกาสการเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านกับขั้วซาอุฯ ด้วยประเด็นใหม่ ความเป็นไปของกาตาร์จะเป็นเหตุให้ 2 ฝ่ายต้องเผชิญหน้าหรือไม่ เมื่อถึงเวลานั้นมหาอำนาจต่างๆ จะตัดสินใจอย่างไร

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ระบอบประชาธิปไตยส่งเสริมพหุสังคม เพราะเห็นว่าพลเมืองแต่ละคนมีคุณค่า ไม่ว่าโดยพื้นเพเป็นคนเชื้อชาติใด มีความรู้สูงหรือต่ำ เป็นผู้ดีมีสกุลแค่ไหน นับถือศาสนาความเชื่อนิกายใด
            การพูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าสังคมห้ามเปลี่ยนแปลง สังคมควรปรับปรุงพัฒนาสู่ความเป็นอารยะยั่งยืนบนพื้นฐานสันติวิธี

            แต่ความเป็นไปของโลกบางส่วนไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในอดีตพวกนาซีต้องการสร้างสังคมอุดมคติด้วยการใช้กำลัง ต้องการส่งเสริมเชื้อชาติอารยัน หรือการสร้างวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพาของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
            สังคมโลกไม่ควรสนับสนุนแนวคิด "เปลี่ยนแปลงโดยใช้กำลัง" ถ้าของสิ่งนั้น อุดมการณ์ แนวคิดนั้นดีจริง ผู้คนจะยอมรับโดยไม่จำต้องบังคับขู่เข็ญ ไม่ต้องใช้กำลังแม้แต่น้อย

            หลายคนชอบพูดถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่จะคร่าชีวิตผู้คนมหาศาล อันที่จริงแล้วแม้ไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ไม่เกิดสงครามนิวเคลียร์ หากยึดถือการเปลี่ยนแปลงโดยใช้กำลัง ปฏิเสธพหุสังคม เช่นนั้นโลกจะเต็มด้วยการฆ่าฟัน ปั่นป่วนวุ่นวายไม่รู้จบ เช่นนี้ควรเรียกว่าเป็นสงครามทำลายล้างด้วยหรือไม่ (ต่างกันที่ค่อยๆ ดำเนินไปทีละประเทศ ทีละส่วน)
พลเมืองโลกทุกคนควรเข้าใจและยึดถือปฏิบัติเรื่องเหล่านี้อย่างถูกต้อง
---------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
เป็นที่สงสัยกันมากว่าอะไรคือสาเหตุความขัดแย้งระหว่างขั้วซาอุฯ กับกาตาร์ อะไรคือเหตุผล บทความนี้นำเสนอคำตอบเหล่านี้โดยอาศัยการวิเคราะห์ทั้งแบบธรรมดากับแบบซับซ้อน เหตุผลพื้นฐานคือเพื่อความมั่นคง ความเป็นผู้นำของซาอุฯ สหรัฐฯ ต้องการคงอิทธิพลในภูมิภาค ฯลฯ ส่วนเหตุผลแบบซับซ้อนคือรัฐบาลซาอุฯ กับสหรัฐฯ ไม่ได้หวังผลอิหร่านเท่านั้น ที่ต้องการจริงๆ คือการจัดระเบียบโลกมุสลิมทั้งมวล

บรรณานุกรม:
1. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา. (2016). ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับรัฐกาตาร์. Retrieved from http://www.thaiembassy.org/doha/th/other/2647/32895-
2. Al-Arian, Abdullah. (2017, June 8). Analysis: Qatar-Gulf crisis: Who are the 'terrorists'? Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/indepth/features/2017/06/analysis-qatar-gulf-crisis-terrorists-170607062029222.html
3. Billion-dollar Qatari food market on tap. (2017, June 6). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/414020/Billion-dollar-Qatari-food-market-on-tap
4. Cabinet reassures citizens, residents; calls on to ignore biased media campaigns. (2017, June 5). Gulf Times. Retrieved from http://www.gulf-times.com/story/552226/Cabinet-reassures-citizens-residents-calls-on-to-i
5. Central Intelligence Agency. (2016). Qatar. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/qa.html
6. International Institute for Strategic Studies (IISS). (2017). The Military Balance 2017. USA: Routledge.
7. Iran Revolutionary Guards ‘protecting Qatar’s Sheikh Tamim inside his palace’. (2017, June 7). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2017/06/07/Iran-s-Revolutionary-Guards-protecting-Qatari-emir-inside-palace-.html
8. McKernan, Bethan. (2017, June 6). Donald Trump appears to back Saudi Arabia in Qatar stand off with Gulf states. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/middle-east/donald-trump-saudi-arabia-qatar-us-diplomatic-gulf-uae-bahrain-egypt-emirates-yemen-a7775386.html
9. Measures against Qatar taken with ‘great pain,’ says Saudi foreign minister. (2017, June 7). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1111431/middle-east
10. Qatar in talks with Turkey and Iran to provide food and water. (2017, June 7). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2017/06/07/Qatar-has-enough-grain-supplies-in-market-to-last-four-weeks.html
11. Qatar 'not prepared to change its foreign policy'. (2017, June 9). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/06/qatar-fm-ready-surrender-170608142453812.html
12. UAE supports statements of Bahrain and Saudi Arabia on Qatar. (2017, June 5). Gulf News. Retrieved from http://gulfnews.com/news/uae/uae-supports-statements-of-bahrain-and-saudi-arabia-on-qatar-1.2038529
13. Ulrichsen, Kristian Coates. (2014). Qatar and the Arab Spring. New York: Oxford University Press.
-----------------------------