วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560

รายได้กับความยากจนของชาวอเมริกันและอนาคต

17 กันยายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7618 วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ.2560)

คำโปรยบทความ :
คนอเมริกันมีรายได้สูงขึ้น แต่เครื่องจักรกลกับระบบอัตโนมัติอาจเป็นเหตุให้ตกงาน ควรรู้จักเก็บออมและหารายได้หลายช่องทาง

สำนักงานสถิติแห่งชาติสหรัฐ (U.S. Census Bureau) เสนอรายงาน “รายได้กับความยากจนของสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2016” (Income and Poverty in the United States: 2016) รายงานนี้สำคัญเพราะ เป็นข้อสรุปสภาพเศรษฐกิจของชาวอเมริกันทุกคนตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงมหาเศรษฐี ความเป็นไปของสหรัฐมีผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ช่วยคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ผลสรุปมาจากการสำรวจประชากร 95,000 ราย กระจายใน 50 รัฐ ควบคุมจำนวนตัวอย่างตามเพศ วัย เชื้อสาย โดยคิดทั้งแบบรายบุคคลกับเป็นครอบครัว (หากครอบครัวมีพ่อกับแม่และลูก 2 คน รายได้หมายถึงรายได้รวมของสมาชิกทุกคน)
พบว่ารายได้เฉลี่ยตามค่ามัธยฐาน (median – จุดกึ่งกลางของเส้น ถ้าประชากร 1,000,000 คนคือคนที่ 500,000) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 เป็น 59,039 ดอลลาร์ต่อปี เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แล้ว และเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8.5 ถ้านับจากปี 2014 เป็นตัวเลขสูงสุดที่เคยมีมา สูงกว่าปี 1999 ที่ 58,655 (ปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว)

ถ้าแยกตามประเภทเป็นครอบครัวกับคนโสด ค่ามัธยฐานของครอบครัวอยู่ที่ 75,062 ดอลลาร์ ส่วนคนโสดเท่ากับ 35,761 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 กับ 4.5 ตามลำดับ
คนผิวสี (ผิวดำ) ยังเป็นกลุ่มยากจนที่สุด รายได้เฉลี่ย (ค่ามัธยฐาน) ของคนผิวสีเท่ากับร้อยละ 60.7 ของคนผิวขาว รายได้ของพวกฮิสปานิก(Hispanics) เท่ากับร้อยละ 73.3 ดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองย้อนหลัง 3 ทศวรรษ
สตรีทำงานเต็มเวลามีรายได้ 41,500 ดอลลาร์ หรือเท่ากับร้อยละ 80 ของบุรุษ ดีกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 79 หากมองย้อนหลัง 50-60 ปี รายได้สตรีดีขึ้นมาก จากเดิมสตรีมีรายได้เท่ากับร้อยละ 60 ของบุรุษ มาเป็นร้อยละ 80 ในปัจจุบัน มีแนวโน้มค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

ปี 2016 สหรัฐมีคนยากจนทั้งสิ้น 40.6 ล้านคน ลดลง 2.5 ล้านคนเมื่อเทียบกับปี 2015 หรือเท่ากับลดลงเหลือร้อยละ 12.7 จากประชากรทั้งสิ้น 320 ล้านคน เหตุผลหลักคือคนว่างงานลดลง
คำว่า “คนยากจน” ในที่นี้หมายถึง ครอบครัวที่มีรายได้ต่อปีต่ำกว่า 24,500 ดอลลาร์ และเป็นครอบครัวที่มีสมาชิกรวม 4 คน (24,500 ดอลลาร์ต้องเลี้ยง 4 ชีวิต)
สัดส่วนคนยากจนปัจจุบันใกล้เคียงกับปี 2007 ที่ 12.5 ก่อนประสบวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008
            (วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เริ่มต้นในเดือนกันยายน 2008 เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ การปล่อยให้กู้ยืมด้วยเงื่อนไขที่ไม่รัดกุม ประชาชนใช้จ่ายเกินตัวผ่านบัตรเครดิต กลายเป็นหนี้เสียจำนวนมากเมื่อเกิดวิกฤต ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อผู้ประกอบการ การจ้างงานภาคเอกชน หลายบริษัทปรับลดพนักงานเพื่อลดต้นทุน)

ถ้ามองย้อน 50-60 ปี ตัวเลขคนยากจนขึ้นๆ ลงๆ เคยลดลงเหลือ 25 ล้านคนในปลายทศวรรษ 1960-70 แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นอีกครั้ง แต่ในเชิงสัดส่วนแล้วลดลงจากร้อยละ 23 เหลือ 12.7 ในปัจจุบัน (ปี 1959 ชาวอเมริกันเกือบ 1 ใน 4 อยู่ในฐานะยากจน น่าชื่นชมว่ารัฐบาลสามารถปรับลดสัดส่วนนี้)
เป็นเวลา 6 ปีแล้วที่อัตราคนว่างงานค่อยๆ ลดลง อัตราว่างงานล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ช่วงปี 2015-2016 มีคนทำงานเต็มเวลาเพิ่มขึ้นถึง 2.2 ล้านคน

ครอบครัวร่ำรวยที่สุด 5 เปอร์เซ็นต์แรก มีรายได้เท่ากับ 1 ใน 5 ของรายได้คนทั้งประเทศ (ปี 2016) พอๆ กับปีที่แล้ว รายได้เฉลี่ยของกลุ่มนี้คือ 375,000 ดอลลาร์ต่อปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 จากปี 2016
ครอบครัวร่ำรวยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์แรก มีรายได้เท่ากับกึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศ (ร้อยละ 51.5)
ส่วนรายได้เฉลี่ยของผู้มีรายได้ต่ำสุด 20 เปอร์เซ็นต์ท้าย (หมายถึง ผู้มีรายได้ต่ำสุดแล้วนับขึ้นมาร้อยละ 20) ที่ 12,943 ดอลลาร์ รายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 (ต่ำกว่าค่ามัธยฐานรวมทั้งประเทศ) คนกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มเพราะการจ้างงานเพิ่มและนโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ
รวมความแล้ว กลุ่มคนรวยที่สุดมีรายได้เพิ่มขึ้นในอัตราสูงที่สุด (5.5) รองมาคือกลุ่มชนชั้นกลาง (3.2) ต่ำสุดคือพวกคนยากจน (2.6) เป็นหลักฐานบ่งชี้ช่องว่างรายได้ที่กำลังถ่างกว้างออกไป

ข้อมูลน่าคิดคือ ระดับการศึกษาไม่ช่วยเพิ่มอัตรารายได้ ผู้ที่จบมัธยมศึกษาตอนปลาย วิทยาลัย ปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรี รายได้ของคนทั้ง 4 กลุ่มเพิ่มขึ้นในอัตราแทบไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ร้อยละ 4.5 ของผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปเป็นคนยากจน (เป็นตัวเลขเดียวกับปี 2015)

วิพากษ์และข้อคิด :
            ประการแรก รายได้เพิ่มเร็วไม่เท่าราคาสินค้า
            รายงาน “รายได้กับความยากจนของสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2016” ให้ข้อสรุปว่าพลเมืองอเมริกันมีรายได้มากขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าเพียงพอต่อการใช้จ่ายหรือไม่ ประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์กังวลคือ แม้รายได้เพิ่มขึ้น แต่ราคาสินค้าไปเร็วกว่า ปัจจุบันหลายคนพูดถึงค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นักเรียนนักศึกษาเป็นหนี้การศึกษามากกว่าเดิม ราคาบ้านที่ขยับขึ้นสูง
วิธีการใช้จ่ายเป็นอีกประเด็นที่ควรคำนึง ผู้มีรายได้สูงอาจเป็นหนี้เป็นสิน ถ้าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ในขณะที่คนมีรายได้ปานกลางอาจไม่เป็นหนี้ผู้ใด ถ้าไม่ใช้จ่ายเกินตัว ดังนั้น การพูดแต่ระดับรายได้จึงไม่สะท้อนว่าพอใช้หรือไม่ คนเป็นหนี้สินหรือไม่

            ประการที่ 2 ความสำคัญของการมีงานทำ
            รัฐบาลกับสังคมอเมริกันให้ความสำคัญกับตัวเลขคนมีงานทำ เพราะหมายถึงความเป็นไปของเศรษฐกิจภาคครัวเรือน ส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศ ต่อสภาพสังคมและการเมือง ผู้สมัครหาเสียงทุกคนชูประเด็นเพิ่มการจ้างงาน ลดคนว่างงาน
            ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจ คนวัยทำงานหมายถึงการมีงานทำ มีรายได้ที่มากเพียงพอ
            ไม่ว่าประชาธิปไตยสหรัฐเติบโตเพียงไร ปัจจัยตัดสินใจสุดท้ายคือ เรื่องปากท้องของชาวบ้าน ไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา
            ภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม การขายแรงงานไม่ว่าจะเป็นแบบไร้ฝีมือหรือเป็นพวกวิชาชีพ ผลลัพธ์ที่คาดหวังมักเพื่อให้ตนเองกับครอบครัวมีกินมีใช้ การตกงานเป็นเรื่องใหญ่ หากจะดีคือเป็นเจ้าของกิจการ เป็นผู้ประกอบการ แต่ต้องมีทุนและสามารถรับความเสี่ยง คนมีทุนน้อยรับความเสี่ยงได้น้อย คนรวยจึงมักรวยขึ้น มีโอกาสมากกว่าคนจน มีโอกาสรับผลตอบแทนสูงกว่า

            ประการที่ 3 ปัญหาในอนาคต
            เรื่องน่ากังวลคือการทำงานด้วยความตั้งใจ ขยันขันแข็ง ไม่เป็นเหตุให้มีงานทำตลอดไป การทำงานด้วยความทุ่มเทเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งว่าตั้งใจทำงานเต็มที่ แต่บริษัทมีเหตุปรับลดพนักงานมากมายด้วยสารพัดเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับลูกจ้างตั้งใจทำงานหรือไม่
            ประเด็นที่เอ่ยถึงกันมากและมากขึ้น คือ ตำแหน่งงานในอนาคตจะลดน้อยลง เพราะความทันสมัย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การผลิตและบริการที่อาศัยเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติแทนแรงงานคน

            ความจริงแล้วมนุษย์พยายามใช้เครื่องทุ่นแรงเรื่อยมา ใช้ควายไถนาย่อมดีกว่าทำเอง ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ควายเหล็ก” (รถไถ) ทำงานเร็วกว่าหลายเท่า จากการขี่ม้าขี่ลากลายเป็นรถไฟไอน้ำ ในขณะเดียวกันเครื่องทุ่นแรงหรือเครื่องจักรกลแข่งขันกันเองด้วย รถไฟไอน้ำจึงเหลือให้เห็นแต่ในพิพิธภัณฑ์ ตู้ ATM คือพนักงานธนาคารที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง กำลังเล็กลงกลายเป็นแอปพลิเคชัน (application) ในสมาร์ทโฟนกับคอมพิวเตอร์ ทุกคนมีพนักงานธนาคารติดตัวคอยให้บริการอย่างใกล้ชิด
            กลายเป็นคำถามต่อรัฐบาลในอนาคตว่า การมุ่งใช้เครื่องจักรกล ระบบอัตโนมัติแทนแรงงานคน จะมีผลต่อรายได้กับความยากจนอย่างไร หากครึ่งหนึ่งของงาน 702 ประเภทในสหรัฐจะถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ งานศึกษาของ Oxford University อีกชิ้นสรุปว่า อีกไม่เกิน 20 ปี แรงงานเกือบครึ่งในสหรัฐ (ทั้งพวกวิชาชีพกับไร้ฝีมือ) อาจตกงาน

            ประการที่ 4 การออมและหารายได้หลายช่องทาง
            ประเด็นเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ แทนแรงงานคนเป็นเรื่องที่ต้องถกกันอีกมาก เรื่องที่ทุกคนทำได้และควรทำตั้งบัดนี้คือการออมและหารายได้หลายช่องทาง
            เริ่มต้นของการออมคือไม่เป็นหนี้ เริ่มต้นของการไม่เป็นหนี้คือไม่ใช้จ่ายเกินตัว หากจะใช้จ่ายเกินตัวต้องมั่นใจว่าเป็นการลงทุนที่ได้กำไร ไม่เช่นนั้นย่อมไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน หนี้สินที่พอกพูนจะยิ่งสร้างปัญหา บางคนกลายเป็นหนี้เรื้อรังยาวนานเป็นสิบปี ยากจะตั้งตัว ชีวิตวนเวียนอยู่กับการปลดหนี้
            การออมแต่น้อยดีกว่าไม่ออมเลย และช่วยสร้างนิสัยดีๆ หลายอย่าง เช่น รู้จักคำนวณรายได้รายจ่าย พยายามตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก (ทุกคนมีรายจ่ายที่ไม่ควรจะจ่ายด้วยกันทั้งสิ้น) การเก็บออมแต่น้อยจะเอื้อให้เก็บออมมากขึ้นในอนาคต สามารถนำเงินออมมาใช้ในยามฉุกเฉิน หรือนำไปลงทุน

            การหารายได้หลายช่องทางเป็นอีกวิธี คนขยันบางคนทำงานมากกว่า 1 งาน เป็นค่านิยมที่ดี ควรส่งเสริม
            ยกตัวอย่าง ผู้หญิงคนหนึ่งทำงานเป็นแม่บ้านเต็มเวลาของบริษัท วันเสาร์ครึ่งวันหรือตอนเย็นวันปกติทำงานเป็นแม่บ้านรายชั่วโมง ชายคนหนึ่งเป็นพนักงานบัญชี แต่รักการถ่ายรูปทิวทัศน์ จึงใช้วันหยุดไปถ่ายรูปตามที่ต่างๆ นักศึกษาเรียนพร้อมกับเป็นครูสอนพิเศษยามว่าง
            วันหนึ่งหากหญิงแม่บ้านตกงาน เธอยังมีรายได้จากงานพาร์ทไทม์ ชายพนักงานบัญชีมีรายได้จากรูปถ่ายเป็นกอบเป็นกำ พร้อมกับความสุขที่ได้ทำสิ่งที่ชอบ ส่วนนักศึกษามีรายได้มากจนไม่พึ่งเงินจากทางบ้านอีกเลย

พ่อแม่บางคนปลูกฝังให้ลูกเรียนรู้จักทำงานหาเงินตั้งแต่เด็ก ให้ทำงานตัดหญ้า ทำความสะอาดบ้าน ทาสีรั้ว ล้างรถเพื่อนบ้าน และกลายเป็นเงินออมของเด็ก ช่วยให้เด็กรู้จักคุณค่าของเงินและการทำงาน เรียนรู้จักชีวิตนอกห้องเรียน นำเงินส่วนหนึ่งที่ได้ไปช่วยเด็กด้อยโอกาส ฯลฯ
ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเอื้อให้สามารถสร้างรายได้หลายช่องทาง สามารถหาเงินจากแหล่งที่ห่างไกล (โลกไร้พรมแดน) เป็นแนวทางที่ควรศึกษาและลองดู
-------------------------

แนะนำดูคลิป :
ใครเป็นคนทำข้าวกล่อง CP
https://www.youtube.com/watch?v=saaE6MV2WDw&feature=youtu.be







บรรณานุกรม:
1. Duiker, William J. (2009). Contemporary World History (5th ed.). USA: Wadsworth.
2. Dunlop, Tim. (2016). Why the Future Is Workless. Australia: NewSouth Publishing.
3. Middle-class Americans made more money last year than ever before. (2017, September 12). Business Insider. Retrieved from http://www.businessinsider.com/us-census-median-income-2017-9
4. United States Census Bureau. (2017, September). Income and Poverty in the United States: 2016. Retrieved from https://www.census.gov/content/dam/Census/library/publications/2017/demo/P60-259.pdf
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

เกาหลีเหนือคุกคามสหรัฐ หรือสหรัฐคุกคามเกาหลีเหนือ

10 กันยายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7611 วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน พ.ศ.2560)
คำโปรยบทความ :
            รัฐบาลสหรัฐพูดเรื่อยมาว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคาม ถ้ามองจากมุมเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือจำต้องป้องกันประเทศเช่นกัน

นิกกี ฮาลีย์ (Nikki Haley) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติกล่าวว่าเกาหลีเหนือกำลังเป็นฝ่าย “ร้องขอสงคราม” สหรัฐไม่ต้องการสงคราม “แต่ความอดทนของประเทศเรามีจำกัด”
ในมุมของรัฐบาลสหรัฐ เกาหลีเหนือเป็นต้นเหตุของความตึงเครียดและอาจกลายเป็นสงคราม สื่อกระแสหลักจำนวนมากนำเสนอข่าวในทิศทางนี้
            ด้านรัฐบาลเกาหลีเหนือย้ำเรื่อยมาว่าต้องการอยู่อย่างสันติ แต่รัฐบาลสหรัฐพยายามแทรกแซงกิจการภายใน บั่นทอนความมั่นคงไม่หยุดหย่อน ใช้ทหารข่มขู่คุกคาม จึงต้องมีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันประเทศ ตามสิทธิของรัฐอธิปไตย
            ทางการเกาหลีเหนืออธิบายว่าเรื่องการจำลองยิงขีปนาวุธให้ตกรอบเกาะกวมเป็นไปตามนโยบายปกป้องตนเอง เนื่องจากกวมเป็นฐานทัพสหรัฐ เป็นด่านหน้าที่จะรุกรานเกาหลีเหนือ สถานการณ์ตึงเครียด ณ ขณะนี้เป็นเพราะสหรัฐยั่วยุก่อน สิ่งที่เกาหลีเหนือทำคือตอบโต้การยั่วยุจากจักรวรรดินิยมสหรัฐ

เกาหลีเหนือจำต้องป้องกันประเทศเช่นกัน :
รัฐบาลสหรัฐพูดว่าเกาหลีเหนือมีนิวเคลียร์เป็นภัยต่อสหรัฐ แล้วที่สหรัฐมีนิวเคลียร์เป็นภัยต่อเกาหลีเหนือหรือไม่
ถ้าสหรัฐมีนิวเคลียร์เพื่อป้องกันประเทศ เกาหลีเหนือก็อยากมีเพื่อป้องกันประเทศเหมือนกัน เช่นเดียวกับการทดลองขีปนาวุธข้ามทวีป ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้องกันประเทศ ไม่ต่างจากที่สหรัฐมีอาวุธนิวเคลียร์ ทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปและอาวุธอื่นๆ มากยิ่งกว่าเกาหลีเหนือหลายเท่าตัว

ในทางทหารมีหลักการว่าอาวุธนิวเคลียร์จำเป็นต่อการป้องปราม ระเบิดนิวเคลียร์หนึ่งลูกเทียบเท่าเครื่องบินรถถังนับร้อย ทหารนับพัน แม้เป็นประเทศเล็กกว่าแต่หากมีนิวเคลียร์จะช่วยป้องปรามการคุกคามจากประเทศที่ใหญ่กว่า ทำให้อีกฝ่ายต้องคิดแล้วคิดอีกหากประสงค์จะทำสงคราม
เกาหลีเหนือเป็นประเทศเล็กไม่อาจสู้มหาอำนาจจึงต้องหวังพึ่งอาวุธนิวเคลียร์
ความจริงคือ สหรัฐตั้งใจเป็นประเทศที่มีพลังอำนาจนิวเคลียร์สูงสุด จึงมีนิวเคลียร์หลายพันลูก ให้มั่นใจว่าหากเกิดสงครามจะเป็นฝ่ายชนะ ในอีกด้านหนึ่งจะพยายามกีดกั้นไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีอาวุธร้ายแรง เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องดำเนินนโยบายห้ามแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ พร่ำบอกชาวโลกว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ดี ประเทศอื่นๆ ไม่ควรมี และที่มีควรทิ้งให้หมด
นี่คือวิถีการรักษาความเป็นมหาอำนาจโลก

ทำไมอิสราเอลมีได้ :
กรณีอิสราเอลเป็นประเด็นที่ช่วยให้มีความเข้าใจมากขึ้น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลอิสราเอลปิดปากเงียบหรือพูดครึ่งๆ กลางๆ เรื่องการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ความเข้าใจเรื่องนี้จึงเป็นปริศนาและพูดกันไปต่างๆ นานา แต่นับวันมีข้อสรุปชัดว่ามีอาวุธนิวเคลียร์
Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) ปี 2017 ประเมินว่าอิสราเอลมีระเบิดนิวเคลียร์ทั้งหมด 80 ลูก ในจำนวนนี้ 50 ลูกติดตั้งในขีปนาวุธพิสัยกลาง Jericho II ที่เหลืออีก 30 ลูกเป็นระเบิดนิวเคลียร์ชนิดทิ้งจากเครื่องบินรบ (F-15 กับ F-16) นอกจากนี้อิสราเอลได้พัฒนาขีปนาวุธ Jericho III ที่มีพิสัยไกลกว่า 10,000 กิโลเมตร แต่ไม่ทราบความคืบหน้า และมีข่าวว่าได้พัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ที่ยิงจากเรือดำน้ำชั้น Dolphin ที่ต่อโดยเยอรมัน จำนวน 6 ลำด้วย

            คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าอิสราเอลจะเป็นต้นเหตุสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกในอนาคต นำโลกสู่หายนะ ผู้คนล้มตายมากมายจนนับจำนวนไม่ได้ สิ้นสุดอารยธรรมโลก ถ้าเชื่อแนวคิดนี้ก็ไม่ควรปล่อยให้อิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์ การที่อิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์เท่ากับเป็นการนับถอยหลังอารยธรรมโลก
            รัฐบาลใดที่สนับสนุนให้อิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์ต่อไปเท่ากับสนับสนุนการทำลายล้างโลก
            รัฐบาลสหรัฐพยายามกดดันไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ไม่ได้ทำเช่นนี้กับอิสราเอล คงด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าอิสราเอลเป็นพันธมิตร

การโฆษณาจากรัฐบาลสหรัฐ :
            การนำเสนอของรัฐบาลสหรัฐและการกระจายข่าวของสื่อกระแสหลัก ทำให้เกิดความเข้าใจว่า ทันทีที่เกาหลีเหนือมีขีปนาวุธข้ามทวีป สหรัฐจะไม่ปลอดภัย เพราะเกาหลีเหนือจะยิงใส่อเมริกา ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐทุกชุด ไม่ว่าจะนำโดยพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อยับยั้งไม่ให้เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์
            คำถามคือ ทำไมจึงคิดว่าเกาหลีเหนือจะยิงสหรัฐ

ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียดในขณะนี้ ประธานาธิบดีปูตินเชื่อมั่นว่าที่สุดแล้วปัญหาจะแก้ได้โดยวิถีทางการทูต และควรจะเป็นเช่นนั้น ไม่เกิดเหตุใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ( WMD) เช่น นิวเคลียร์
            และตั้งคำถามน่าคิดว่า เกาหลีเหนือเป็นผู้ยั่วยุให้เกิดความตึงเครียด บัดนี้เขาได้สิ่งที่เขาต้องการแล้ว ถามว่าเกาหลีเหนือต้องการให้สถานการณ์บานปลายหรือ “พวกเขาไม่ใช่คนโง่”
            รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศเรื่อยมาว่ามีนิวเคลียร์เพื่อป้องกันประเทศ ต้องการให้ประเทศอยู่รอดต่อไป แต่หากเกิดสงครามใหญ่ เกาหลีเหนือไม่อาจสู้สหรัฐแม้จะมีนิวเคลียร์ก็ตาม ด้วยตรรกะเช่นนี้เกาหลีเหนือไม่ควรก่อสงครามใดๆ เพราะหมายถึงการล่มสลายของประเทศ

            แต่ไหนแต่ไร นักวิเคราะห์เชื่อว่าเกาหลีเหนือจะไม่ทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะหากทำเช่นนั้นเท่ากับฆ่าตัวตาย ดูเหมือนรัฐบาลสหรัฐไม่ได้ยินความคิดเห็นทำนองนี้ จึงยังพูดต่อไปว่าเกาหลีเหนือจะก่อสงคราม ดังนั้น แม้เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐจะยังคงอยู่ดีต่อไป

            ถ้าสหรัฐคิดว่าจะไม่ปลอดภัย ควรพูดถึงรัสเซีย จีน ที่มีแสนยานุภาพสูงกว่า มีอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมาก
            เรื่องจริงคือ ณ ขณะนี้ คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยเชื่อตามนี้ จึงสนับสนุนให้รัฐบาล “จัดการ” เกาหลีเหนือ อย่างน้อยป้องกันไม่ให้สหรัฐถูกเล่นงานด้วยระเบิดนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือ
            น่าคิดว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ใช้ตรรกะนี้กับรัสเซีย จีน

            ต้นเหตุของความขัดแย้งคือรัฐบาลสหรัฐไม่ยอมถอนท่าทีเป็นศัตรูต่อเกาหลีเหนือ แม้สงครามเย็นจะสิ้นสุดแล้ว โดยใช้วิธีสร้างประเด็นให้เกิดความขัดแย้ง เช่น เรื่องพัฒนาขีปนาวุธ ระเบิดนิวเคลียร์ การละเมิดสิทธิมนุษยชน สนับสนุนก่อการร้าย ฯลฯ ขึ้นกับว่ารัฐบาลสหรัฐชุดใดจะใช้ ตามบริบทในแต่ละช่วง ตามยุทธศาสตร์สร้างศัตรูของสหรัฐนั่นเอง
            สรุปสั้นๆ คือรัฐบาลสหรัฐเป็นฝ่ายหาเรื่องแต่ต้น ตามยุทธศาสตร์แม่บทที่ผ่านการวางแผนและดำเนินการต่อเนื่องหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะได้ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท สิ่งที่เกิดขึ้นกับเกาหลีเหนือไม่ต่างจากบางประเทศ เช่น อิรักในสมัยซัดดัม อิหร่าน ที่ถูกหมายหัวว่าเป็นศัตรู

หลักสัจนิยม :
            ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า อย่างไรเสียเกาหลีเหนือจะต้องพยายามมีอาวุธนิวเคลียร์ให้จงได้ เป็นเกราะปกป้องกันตัวเอง เพราะเห็นตัวอย่างจากอิรักกับลิเบียที่สุดท้ายถูกโค่นล้มเพราะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้น ไม่ว่าจะถูกกดดันคว่ำบาตรอย่างไรก็จะเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป พวกเขาจะยอมกินหญ้าแต่จะไม่ยอมหยุดโครงการตราบเท่าที่รู้สึกไม่ปลอดภัย ทางแก้คือ ทุกประเทศต้องยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศ
            อธิบายขยายความว่า ซัดดัมกับกัดดาฟีเลือกที่จะไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลสหรัฐจึงถูกหาเรื่องจนในที่สุดถูกโค่นล้มทั้งคู่ ประเทศกลายเป็นรัฐล้มเหลว เกิดความขัดแย้งภายในไม่สิ้นสุดดังที่เป็นข่าวทุกวันนี้ รัฐบาลเกาหลีเหนือซึ่งเลือกเส้นทางตามอย่างซัดดัมกับกัดดาฟี เรียนรู้ว่าทางเดียวที่จะปกป้องตนเองคือต้องมีอาวุธนิวเคลียร์

            ภายใต้มุมมองแบบสัจนิยม (Realism) ประเทศต่างๆ ตัวแสดงต่างๆ สามารถร่วมมือกัน แต่สุดท้าย “ฉัน” ต้องอยู่รอด ที่เหลือเป็นอย่างไรก็ช่าง และหากฉันเอาประโยชน์จากเธอได้ จะไม่ลังเลใจที่จะทำ เป็นสภาพของการกดขี่ข่มเหงระดับโลก เพื่อความอยู่รอดจึงต้องสร้างชาติให้เข้มแข็ง
            แต่หากชาติใดแตกแยกกันเอง กดขี่ข่มเหงกันเอง ไม่สามารถสร้างความเข้มแข็ง ย่อมเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาฉวยประโยชน์อีกทอด นี่คือบทเรียนเก่าๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดประวัติศาสตร์โลก

ชัยชนะของสหรัฐ :
            ที่สุดแล้วสะท้อนชัยชนะของสหรัฐ เพราะคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีมติห้ามเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ ออกมาตรคว่ำบาตรหลายชุด แสดงว่าประเทศสำคัญๆ อย่างรัสเซีย จีน อังกฤษและฝรั่งเศส สนับสนุนจุดยืนนี้
            ในอนาคต ถ้ามีหลักฐานหรือสหรัฐแสดงหลักฐานว่าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ รัฐบาลสหรัฐจะมีความชอบธรรมไม่น้อยที่จะ “จัดการ” ระบอบเกาหลีเหนือ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลป้องกันตนเอง หรืออ้างข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง
            แม้ว่าการทำสงครามไม่ใช่ทางเลือกที่ควรใช้ ประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งจีน เกาหลีใต้ ไม่ต้องการสงคราม อีกทั้งชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับการส่งทหารจำนวนมากไปทำสงครามต่างแดน แต่รัฐบาลสหรัฐสามารถหาประโยชน์จากเรื่องเกาหลีเหนือได้อีกนาน ใช้เกาหลีเหนือเพื่อแสดงความเป็นมหาอำนาจ

            ณ วันนี้เมื่อกวาดสายตาดูข่าวจากสื่อกระแสหลัก จะได้ข้อมูลทำนองว่าเกาหลีเหนือเป็นผู้ร้าย กำลังสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพื่อโจมตีประเทศอื่น โดยเฉพาะสหรัฐ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐจำต้องทำหน้าที่ป้องกันตนเอง ดูแลพลเมืองไม่ให้รับอันตราย แต่ถ้ามองจากมุมเกาหลีเหนือ รัฐเกาหลีเหนือมีสิทธิป้องกันประเทศตนเองเช่นกัน ต้องการอยู่รอดเหมือนกัน
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
ความขัดแย้งเกาหลีเหนือที่ดำเนินมาแล้วกว่า 2 เดือนกำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้น คำถามคือเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร 


บรรณานุกรม:
1. Blackwill, Robert D., Tellis, Ashley J. (2015, March). Revising US Grand Strategy Toward China. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://carnegieendowment.org/files/Tellis_Blackwill.pdf
2. Blacktail. (2016). Jericho III: Intercontinental ballistic missile. Retrieved from http://www.military-today.com/missiles/jericho_3.htm
3. DePetris, Daniel R. (2016, September 20). Welcome to Israeli Nuclear Weapons 101. The National Interest. Retrieved from http://nationalinterest.org/feature/welcome-israeli-nuclear-weapons-101-13882
4. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
5. Park holds security ministers' meeting amid N.K. threats. (2013, April 2). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/national/2013/04/02/99/0301000000AEN20130402002351315F.HTML
6. Putin: Military hysteria over N. Korea may lead to planetary catastrophe, heavy loss of life. (2017, September 5). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/402020-putin-russia-speaks-brics/
7. Stockholm International Peace Research Institute. (2017). TRENDS IN WORLD NUCLEAR
FORCES, 2017. Retrieved from https://www.sipri.org/sites/default/files/2017-06/fs_1707_wnf.pdf
8. U.S. ambassador tells U.N. North Korea’s leader is ‘begging for war’. (2017, September 4). Seattle Times/AP. Retrieved from http://www.seattletimes.com/nation-world/south-korea-simulates-attack-on-norths-nuke-site-after-test/
9. U.S. Should Be Mindful of DPRK's Warning. (2017, September 5). The Rodong Sinmun. Retrieved from http://www.rodong.rep.kp/en/index.php?strPageID=SF01_02_01&newsID=2017-09-05-0010
10. Weapons of mass destruction will not be used on Korean peninsula - Putin. (2017, September 7). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/402269-korean-weapon-mass-destruction-putin/
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เส้นต้องห้าม (red line) ต่อเกาหลีเหนือ

20 สิงหาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7590 วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2560)

ช่วงกรกฎาคมถึงก่อนกลางสิงหาคม 2017 เป็นเวลาแห่งความตึงเครียดระหว่างฝ่ายสหรัฐกับเกาหลีเหนืออีกรอบ เริ่มจากเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป “ฮวาซอง-14” (Hwasong-14) ถึง 2 ลูกใน 1 เดือน คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติออกข้อมติ 2371 คว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ตามมาด้วยเกาหลีเหนือประกาศเตรียมแผนยิงขีปนาวุธ “ฮวาซอง-12” (Hwasong-12) จำนวน 4 ลูกให้ตกรอบเกาะกวม อ้างว่าเป็นการจำลองยับยั้งกองทัพศัตรูจากฐานทัพเกาะกวม ปฏิบัติการจำลองนี้ตัวขีปนาวุธจะบินข้ามน่านฟ้าญี่ปุ่น ข้ามผ่านพื้นที่ Shimane, Hiroshima และ Koichi
            ด้านประธานาธิบดีทรัมป์เตือนเกาหลีเหนือว่าอาจถูกตอบโต้รุนแรงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เหตุการณ์ตึงเครียดรอบนี้สะท้อนเส้นต้องห้าม (red line) ของประเทศต่างๆ ดังนี้

เส้นต้องห้ามของจีน :
            ท่ามกลางความตึงเครียด ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยับยั้งชั่งใจ พยายามแก้ปัญหาด้วยการหารือเจรจาต่อไป ย้ำว่า “จีนกับสหรัฐต่างมีผลประโยชน์ร่วมจากคาบสมุทรเกาหลีที่ปลอดนิวเคลียร์ สงบสุขและมั่นคง”
ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จีนประกาศวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่หากสหรัฐหรือเกาหลีใต้พยายามโค่นระบอบเกาหลีเหนือ จีนจะไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น จะไม่นิ่งเฉย
            ท่าทีจีนชัดเจนคือ ฝ่ายสหรัฐจะทำอะไรก็ได้ ขอเพียงไม่โค่นล้มระบอบเกาหลีเหนือ เป็นการวางเส้นต้องห้ามต่อสหรัฐ และเตือนเกาหลีเหนือว่าจีนจะไม่ยุ่งหากสหรัฐโจมตีเกาหลีเหนือเฉพาะจุด เช่น ทำลายขีปนาวุธ คลังอาวุธ ศูนย์นิวเคลียร์
เป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นว่า เป้าหมายสูงสุดของจีนคือให้คาบสมุทรเกาหลีอยู่ในความสงบเรียบร้อย

ความสับสนของสหรัฐ :
8 สิงหาคม The Washington Post นำเสนอรายงานลับของหน่วยข่าวกรองกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (Defense Intelligence Agency) ฉบับปลายเดือนกรกฎาคมระบุว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ถึง 60 ลูก สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์เข้ากับขีปนาวุธข้ามทวีปที่ยิงไกลถึงแผ่นดินแม่สหรัฐ
            ก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือประกาศว่าประสบความสำเร็จในการทดสอบจุดติดระเบิดนิวเคลียร์มาแล้วหลายครั้ง เมื่อรวมกับการทดสอบขีปนาวุธ “ฮวาซอง-14” ทำให้วาทะแผ่นดินแม่สหรัฐไม่ปลอดภัยฟังดูจริงจังขึ้นมาก รายงานลับของหน่วยข่าวกรองกระทรวงกลาโหมเป็นข้อสรุปที่ชัดเจน

ประเด็นสำคัญคือต้องแยกระหว่างความจริงกับความคิดเห็น ไม่ว่าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์จริงหรือไม่ ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยคิดว่ามี สร้างความหวาดผวาแก่สังคม ที่สำคัญคือส่งผลต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลทรัมป์
ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐใช้เรื่องประเทศปรปักษ์มีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อช่วยกำหนดนโยบายกลาโหมกับต่างประเทศ คราวนี้เกิดคำถามว่ารัฐบาลสามารถปกป้องพลเมืองจากระเบิดนิวเคลียร์ได้มากแค่ไหน คะแนนประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์กำลังถูกฉุดให้ต่ำลงไปอีก

สัปดาห์ต่อมา (13 ส.ค.) Mike Pompeo ผู้อำนวยการ CIA ชี้แจงว่าบางคนพูดว่าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์แล้ว ความจริงคือจนบัดนี้ยังไม่มีหน่วยข่าวกรองใดระบุเช่นนั้น ดังนั้น เกาหลีเหนือยังไม่ใช่ภัยคุกคามจวนตัว (imminent) ที่รัฐบาลเป็นห่วงคือเกาหลีเหนือค่อยๆ พัฒนาและใกล้จะสำเร็จ
ในเวลาใกล้เคียง รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศทิลเลอร์สันพยายามคลายท่าทีของประธานาธิบดี เห็นว่าท่านแค่ต้องการย้ำว่าสหรัฐจะปกป้องตัวเองและพันธมิตรของตน ขอให้ชาวอเมริกันนอนหลับฝันดีเหมือนปกติ 
            ดูเหมือนผู้อำนวยการ Pompeo ต้องการลดกระแสกังวล แต่ทิ้งคำถามว่า The Washington Post นำเสนอข่าวเท็จ หรือว่าฝ่ายข่าวกรองกระทรวงกลาโหมสร้างรายงานเท็จ

            ย้อนหลังไม่ถึง 4 เดือน ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “ไม่มีใครปลอดภัย มีใครปลอดภัยหรือ นายคนนั้นมีอาวุธนิวเคลียร์” (หมายถึงผู้นำเกาหลีเหนือ)

            ในความเข้าใจของสังคมอเมริกัน เกาหลีเหนือสามารถโจมตีสหรัฐด้วยขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์หรือไม่ เป็นประเด็นที่แม้กระทั่งรัฐบาลยังสับสนตัวเอง ถ้าจะอธิบายอีกแบบคือ รัฐบาลพูดกลับไปกลับมาตามใจชอบ สร้างรายงานและลบรายงานตามใจชอบ รัฐบาลสหรัฐกำลังหลอกลวงพลเมืองตนเองหรือไม่ หลายคนต้องหวาดผวา นอนไม่หลับฝันไม่ดี

17 สิงหาคม ประธานาธิบดี มุน แจ-อิน (Moon Jae-in) กล่าวอย่างชัดเจนว่าเส้นต้องห้ามคือ เกาหลีเหนือมีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ คำพูดนี้ย่อมตีความว่าเกาหลีเหนือยังไม่มีอาวุธดังกล่าว
            ควรเชื่อใครมากกว่า ระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับเกาหลีใต้

            เส้นต้องห้าม (red line) ที่เกิดขึ้นและมีอยู่จริง :
            การคิดโจมตีเกาะกวม หรือพูดให้ถูกคือยิงให้ตกรอบเกาะกวมกลายเป็นเส้นต้องห้าม (red line) ที่เกิดขึ้นจริง ถ้ามองในเชิงหลักการคือโจมตีดินแดนอเมริกา โดยรัฐธรรมนูญแล้วเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาลที่จะต้องปกป้อง การโจมตีเท่ากับประกาศสงคราม (แม้ว่าขีปนาวุธจะไม่ตกใส่ตัวเกาะก็ตาม) การที่ประธานาธิบดีเตือนด้วยถ้อยคำรุนแรงว่าเกาหลีเหนืออาจต้องเผชิญการตอบโต้รุนแรงอย่างที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน นับว่าสมเหตุสมผล
อีกคำที่ทรัมป์พูดท้ายๆ คือ มาตรการทางทหารพร้อมแล้ว อาวุธล็อคเป้าและพร้อมยิง หวังว่าเกาหลีเหนือจะทำอะไรฉลาดๆ

เส้นต้องห้ามของเกาหลีใต้ :
ประธานาธิบดี มุน แจ-อิน (Moon Jae-in) กล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐตกลงกับเกาหลีใต้แล้ว่าหากจะโจมตีเกาหลีเหนือต้องได้รับความเห็นชอบจากเกาหลีใต้ก่อน ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะใช้วิธีการใด ต้องหารือกับเกาหลีใต้และได้รับความเห็นชอบก่อนลงมือ และทิ้งท้ายว่า “ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะไม่มีสงคราม” จะแก้ปัญหานิวเคลียร์ด้วยการคว่ำบาตร กดดันและเจรจาหารือ

            ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มากคือ หากความขัดแย้งบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ เกาหลีใต้จะกลายเป็นสมรภูมิทันที และจะเป็นประเทศที่สูญเสียมาก (อาจเป็นรองแค่เกาหลีเหนือ) เกิดคำถามว่าสงครามที่เกิดขึ้นมีเพื่อผลประโยชน์ของใคร ทำไมเกาหลีใต้ต้องสูญเสียมากมาย
            สงครามย่อยมีผู้บาดเจ็บล้มตาย คนเกาหลีเข่นฆ่ากันเอง หลายคนไม่เห็นด้วยกับเรื่องแบบนี้

            งานสำรวจของ Pew Research Center เมื่อต้นสิงหาคมที่ผ่านมา ให้ข้อสรุปว่าคนเกาหลีใต้เห็นว่าจีนกับสหรัฐเป็นภัยคุกคามพอๆ กัน ด้วยคะแนน 83 ต่อ 70 ตัวเลขร้อยละ 70 ที่เห็นว่าสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรงนั้น ย่อมต้องสรุปว่าคนส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรง สะท้อนความคิดความรู้สึกของคนเกาหลีใต้ต่อรัฐบาลสหรัฐได้เป็นอย่างดี

            ความจริงคือ ทุกวันนี้คนเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการเรื่องปากท้องมาก หลายคนต้องปากกัดตีนถีบ สงครามไม่ว่าเล็กหรือใหญ่กระทบเศรษฐกิจ ตัวเขาอาจไม่ตายแต่ต้องตกงาน ครอบคัวอยู่อย่างยากไร้ นี่คือโลกเกาหลีใต้ในวันนี้
ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดีมุนจึงย้ำว่ารัฐบาลไม่ต้องการสงคราม และจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดสงคราม อธิบายว่าเหตุที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรงก้าวร้าวเพราะหวังกดดันเกาหลีเหนือ รัฐบาลเห็นชอบด้วย ขอเพียงแต่ต้องไม่บานปลายเป็นสงคราม และเกาหลีเหนือต้องไม่มีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์

เส้นต้องห้ามของเกาหลีเหนือ :
ความขัดแย้งรอบนี้ลงเอยแบบง่ายๆ ผู้นำคิม จ็อง-อึน (Kim Jong-un) เลื่อนการตัดสินใจยิงขีปนาวุธ พูดทิ้งท้ายเพียงว่าอาจนำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาอีก หากสหรัฐยังคงยั่วยุ
ถ้อยคำของผู้นำเกาหลีเหนือไม่สมเหตุสมผล ที่ผ่านมาให้เหตุผลว่าที่ต้องตอบโต้เพราะฝ่ายสหรัฐยั่วยุก่อน การยั่วยุรอบนี้รุนแรงถึงขีดสุดเมื่อมีข้อมติคว่ำบาตรจากสหประชาชาติ เตรียมโจมตีตอบโต้เกาหลีเหนือหากยิงเกาะกวม ณ จุดที่ฝ่ายสหรัฐยั่วยุรุนแรงอย่างที่สุด รัฐบาลเกาหลีเหนือกลับระงับการตอบโต้เอาดื้อๆ
เป็นกรณีตัวอย่างว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือพร้อมทำทุกอย่าง แม้ขัดแย้งเหตุผลข้อเท็จจริงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ตรงข้ามกับที่ประกาศเรื่อยมาว่าพร้อมทำสงครามนิวเคลียร์กับสหรัฐ
ตอกย้ำข้อสรุปว่าความอยู่รอดของระบอบคือเป้าหมายสูงสุด หรือพูดอีกอย่างคือทำได้ทุกอย่างเพื่อผู้ปกครองจะอยู่รอดต่อไป

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            จากวันที่ผู้นำคิมประกาศเลื่อนตัดสินใจยิงขีปนาวุธจนถึงวันนี้ สถานการณ์คลี่คลายอย่างชัดเจน ไม่มีการยั่วยุจากเกาหลีเหนือ น่าจะสรุปได้แล้วว่าความตึงเครียดรอบนี้ยุติเพียงเท่านี้ เป็นการตีกรอบไปในตัวว่าเมื่อความขัดแย้ง การยั่วยุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะหยุดที่จุดใด (หากเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธใส่เกาะกวมเรื่องคงไปอีกยาว ความขัดแย้งบาดลึกลงอีกมาก)
            จากนี้ไปคือติดตามการทดสอบขีปนาวุธกับทดลองจุดระเบิดนิวเคลียร์ โดยเฉพาะขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ นี่คือเส้นต้องห้ามที่เกาหลีเหนือขยับเข้าไปใกล้ขึ้นทุกที คำถามชวนคิดคือ ถ้าการมีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์คือเส้นต้องห้าม และหมายถึงการอยู่รอดของระบอบ เช่นนั้นแล้วจะมีวันที่เกาหลีเหนือจะมีอาวุธดังกล่าวหรือไม่
----------------------

บทความที่กี่ยวข้อง : 
บทความนี้วิเคราะห์โดยสร้างฉากทัศน์ (scenario) วิเคราะห์เหตุการณ์จำลองหลากหลายแบบ ว่าหากเกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าและยิงขีปนาวุธใส่เกาะกวม จะเกิดสถานการณ์ใดบ้าง เป็นผลดีผลเสียอย่างไร 

ไม่ว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์จริงหรือไม่ ยิงถึงแผ่นดินอเมริกาหรือเปล่า รัฐบาลสหรัฐชุดแล้วชุดเล่าพยายามย้ำแล้วย้ำอีกให้พลเมืองอเมริกันเห็นว่าภัยคุกคามด้วยนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือเป็นเรื่องจริง จึงต้องพยายามทุกอย่างเพื่อสกัดกั้น ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้วผู้นำเกาหลีเหนือกับบริวารไม่ต้องการสงคราม ที่ต้องการจริงๆ คือความอยู่รอดของพวกเขา แต่ที่รัฐบาลสหรัฐต้องโหมภัยเกาหลีเหนือเพราะมีผลประโยชน์อื่นๆ ที่สำคัญกว่ามาก


บรรณานุกรม:
1. (3rd LD) Moon: U.S. won't take military option against N. Korea without Seoul's consent. (2017, August 17). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2017/08/17/0401000000AEN20170817006153315.html
2. (3rd LD) Trump says he would be 'honored' to meet with N. Korean leader under right circumstances. (2017, May 1). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2017/05/02/0401000000AEN20170502000353315.html
3. (4th LD) N. Korea threatens missile strike near Guam, warns of all-out war. (2017, August 9). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2017/08/09/0401000000AEN20170809001054315.html
4. Glaser, Bonnie., Snyder, Scott., Park, John S.. (2008, Jan). Keeping an Eye on an Unruly Neighbor: Chinese Views of Economic Reform and Stability in North Korea. United States Institute of Peace. Retrieved from http://www.usip.org/files/resources/Jan2008.pdf
5. North Korea now making missile-ready nuclear weapons, U.S. analysts say. (2017, August 8). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/national-security/north-korea-now-making-missile-ready-nuclear-weapons-us-analysts-say/2017/08/08/e14b882a-7b6b-11e7-9d08-b79f191668ed_story.html
6. North Korea says it will hold off on firing missiles toward Guam. (2017, August 15). The Guam Daily Post/Reuters. Retrieved from https://www.postguam.com/news/local/north-korea-says-it-will-hold-off-on-firing-missiles/article_64b0950c-817a-11e7-b22f-f35907c9f310.html
7. North Korea threatens missile strike on Guam; Trump vows 'fire and fury'. (2017, August 8). USA Today. Retrieved from https://www.usatoday.com/story/news/world/2017/08/08/report-north-korea-has-nuke-fits-inside-missile/549188001/
8. North Korea's leader holds fire on Guam missile launch. (2017, August 15). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/08/north-korea-leader-briefed-guam-missile-test-plans-170814234449710.html
9. Nuclear war with N. Korea not ‘imminent’ – CIA chief. (2017, August 14). RT Retrieved from https://www.rt.com/news/399505-pompeo-zakharova-north-korea/
10. Poushter, Jacob., Manevich, Dorothy. (2017, August 1). Globally, People Point to ISIS and Climate Change as Leading Security Threats. Pew Research Center. Retrieved from http://www.pewglobal.org/2017/08/01/globally-people-point-to-isis-and-climate-change-as-leading-security-threats/?utm_source=AdaptiveMailer&utm_medium=email&utm_campaign=8-1-17%20Global%20Threats&org=982&lvl=100&ite=1568&lea=323345&ctr=0&par=1&trk=
11. Reckless game over the Korean Peninsula runs risk of real war. (2017, August 10). Global Times. Retrieved from http://www.globaltimes.cn/content/1060791.shtml
12. South Korea Says Trump Will Seek Its Consent for Any Strike on North. (2017, August 16). The New York Times. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/opinion-trump-playing-with-fire-in-north-korea-crisis-a-1162505.html
13. Statement of DPRK Government. (2017, August 8). The Rodong Sinmun. Retrieved from http://www.rodong.rep.kp/en/index.php?strPageID=SF01_02_01&newsID=2017-08-08-0001
14. The White House. (2017, August 11). Remarks by President Trump Before Workforce/Apprenticeship Discussion. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/08/11/remarks-president-trump-workforceapprenticeship-discussion
15. Trump threatens ‘fire and fury’ in response to North Korean threats. (2017, August 8). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/trump-tweets-news-report-citing-anonymous-sources-on-n-korea-movements/2017/08/08/47a9b9c0-7c48-11e7-83c7-5bd5460f0d7e_story.html
16. Trump’s threat to North Korea contrasts with calm reassurances of other administration officials. (2017, August 9). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/trumps-threat-to-north-korea-contrasts-with-calm-reassurances-of-other-administration-officials/2017/08/09/e38427ec-7d18-11e7-83c7-5bd5460f0d7e_story.html?utm_term=.85e3a52a8219
17. Trump: Military solutions fully in place against N. Korea. (2017, August 11). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2017/08/11/0401000000AEN20170811009200315.html
18. Xi urges restraint from Trump in phone call on N. Korea crisis. (2017, August 12). The Korea Times. Retrieved from http://www.koreatimes.co.kr/www/nation/2017/08/103_234630.html
-----------------------------

วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560

อนาคตของการเจรจา “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (COC)

13 สิงหาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7583 วันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2560)

หลังจากใช้ “ปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้” (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea: DOC) ถึง 14 ปี ชาติสมาชิกประชาคมอาเซียนกับจีนกำลังประชุมเพื่อให้เกิด “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (Code of Conduct on South China Sea: COC) ตามกรอบการเจรจา เพื่อให้ได้ข้อตกลงระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนทั้งหมดกับจีนในเรื่องเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ที่มีผลผูกมัด มีผลทางกฎหมาย ตามความต้องการของอาเซียนแต่ดั้งเดิม

COC จะมีผลทางกฎหมายหรือไม่ :
การเจรจาเพื่อให้ได้ COC ดำเนินมานานแล้วหรือตั้งแต่ได้ DOC เมื่อ 14 ปีก่อน แต่การเจรจาล่าช้าบ้าง เห็นไม่ตรงกันบ้าง ที่สุดแล้วจึงเกิดแนวคิดสร้างกรอบจนได้กรอบการเจรจา COC (framework for the Code of Conduct) ที่ตกลงกับจีนเมื่อ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา
ประเด็นสำคัญที่สนใจกันคือ กรอบเจรจาไม่ได้ระบุว่า COC จะมีผลทางกฎหมายหรือไม่ คือไม่ได้ระบุว่าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด สมาชิกอาเซียนบางประเทศหวังให้กรอบเจรจากำหนดเช่นนั้นแต่ไม่สมดังหวัง เกิดคำถามว่า COC ที่ตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะต้องมีผลทางกฎหมาย จะได้ตามนั้นหรือไม่ และถ้าไม่เป็นเช่นนั้น COC จะแตกต่างจาก DOC อย่างไร

เมื่อ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา 10 รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนได้ร่วมกันหารือประจำปี (AMM) ที่ฟิลิปปินส์ แม้เป็นเพียงระดับรัฐมนตรีแต่เป็นการหารือที่สำคัญ แถลงการณ์หลังประชุมชี้ว่าประเด็นทะเลจีนใต้ยังเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้น เนื้อบางตอนหนึ่งความว่าสมาชิกบางประเทศแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนและมีกิจกรรมในพื้นที่ บั่นทอนความไว้วางใจกับความเชื่อมั่น เพิ่มความตึงเครียดซึ่งอาจบั่นทอนสันติภาพ ความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค (the concerns expressed by some Ministers on the land reclamations and activities in the area, which have eroded trust and confidence, increased tensions and may undermine peace, security and stability in the region.)
เนื้อหาอื่นๆ ยังคงเช่นเดิม อาเซียนยืนยันหลักการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ ตลอดจนเสรีภาพทางเดินเรือและการเดินอากาศผ่านทะเลจีนใต้ ขอให้ทุกฝ่ายสร้างความไว้วางใจ ความมั่นใจต่อกัน มีความยับยั้งชั่งใจ หลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้สถานการณ์ยุ่งยากกว่าเดิม หาทางแก้ไขพิพาทด้วยสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้ง UNCLOS
ขอให้ทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประเทศที่เอ่ยถึง DOC ให้ความสำคัญกับการไม่ใช้กำลังทหารและยับยั้งชั่งใจ

ความขัดแย้งเรื่องเนื้อหาแถลงการณ์เกิดขึ้นอีกครั้ง และเช่นเคยคือการระบุเจาะจงว่าอาเซียนกังวลการอ้างสิทธิ์ของจีน การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง เป็นเหตุให้การประชุมในอดีตมีปัญหาเรื่องเนื้อหาแถลงการณ์
            ครั้งนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่เปลี่ยนตัวแสดง ฟิลิปปินส์ที่สมัยอากีโนที่ 3 แสดงท่าทีขึงขัง ต้องการให้เนื้อหามีความหมายเชิงว่าจีนละเมิดอธิปไตย คราวนี้เปลี่ยนเป็นเวียดนามที่แสดงบทบาทนี้ ส่วนฟิลิปปินส์ในฐานะเจ้าภาพปีนี้แสดงบทบาทเจ้าภาพที่ดี คือ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเพื่อให้เรื่องยุติ
            แต่เนื้อหาละครฉากนี้ยังเหมือนเดิมทุกประการ

ต้องบีบให้ประกาศว่าจีนละเมิดอธิปไตยหรือ :
            ถ้ามองข้ามความเป็น “ละคร” คิดถึงสาระจริงๆ มีคำถามว่าประชาคมอาเซียนต้องการให้ประกาศว่าจีนละเมิดอธิปไตยอย่างเป็นทางการหรือ
            เพราะถ้าต้องการเช่นนั้น ทำไมการประชุมอาเซียนก่อนหน้านี้ไม่ประกาศเช่นนั้น ทำไมอาเซียนจึงเงียบเมื่อคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (international arbitral tribunal) พิพากษาเมื่อกรกฎาคม 2016 ว่าการที่ทางการจีนอ้างความเป็นเจ้าในโดยใช้เส้นประ 9 เส้น (nine-dash line) นั้นเป็นโมฆะ และพิพากษาว่าสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ของจีนในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลของฟิลิปปินส์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย (เท่ากับศาลยืนยัน EEZ ของฟิลิปปินส์)
สรุปคือศาลโลกพิพากษาแล้วว่าจีนละเมิดสิทธิ์อธิปไตยของฟิลิปปินส์

            เหตุผลที่ฟังดูดีและถูกต้องคือ อาเซียนยึดหลักฉันทามติ และเป็นที่รู้กันว่าชาติสมาชิกบางประเทศใกล้ชิดจีนเป็นพิเศษ เป็นเหตุให้อาเซียนไร้ฉันทามติ แถลงการณ์จึงไม่ระบุว่าจีนละเมิดอธิปไตย อาเซียนไม่แสดงท่าทีใดๆ ต่อคำพิพากษาของศาลโลก

            เรื่องน่าคิดคือ ถ้าแค่แถลงการณ์ประชุม AMM ยังมีปัญหาเรื่องเนื้อหา เช่นนี้จะตกลงเนื้อหา COC ที่สำคัญกว่ามากมายได้อย่างไร
            ความขัดแย้งเรื่องเนื้อหาไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นช่วงประชุมไม่กี่วัน แต่สะท้อนท่าทีของแต่ละฝ่ายที่ดำรงอยู่เรื่อยมา

ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง การที่อาเซียนหลีกเลี่ยงก็เพราะหากประกาศออกไปเท่ากับประกาศว่าจีนเป็นศัตรู ละเมิดข้อตกลงหลายฉบับ รวมทั้ง “สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia: TAC) ที่จีนได้ลงนามประกาศว่าจะอยู่ร่วมกับอาเซียนฉันมิตร
ถ้าหากประกาศว่าจีนเป็นศัตรู อาเซียนคงอยู่นิ่งเฉยอย่างที่เป็นอยู่ไม่ได้

ปัญหาตามมาไม่ใช่เรื่องการเผชิญหน้ากับจีนเท่านั้น แต่จะเป็นโอกาสของฝ่ายสหรัฐที่จะเข้าพัวพัน อ้างความชอบธรรมช่วยอาเซียนต้านจีน
ฉากทัศน์เช่นว่าย่อมไม่ใช่สิ่งที่อาเซียนต้องการ
“ละคร” ฉากสมาชิกอาเซียนโต้เถียงเรื่องเนื้อหาแถลงการณ์จึงยังต้องแสดงกันต่อไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องฉันทามติหรือเหตุผลอื่นใด

อาจต้องคิดว่าจะให้เรื่องนี้จบอย่างไร :
            การพิจารณา COC กำลังเข้าจุดสำคัญ เหมือนน้ำในหม้อที่ใกล้ถึงจุดเดือด หลังต้มอยู่นาน 14 ปี จากท่าทีที่หลายฝ่ายแสดงออกชวนให้คิดเช่นนั้น ณ ขณะนี้จึงเป็นไปได้ 2 ทาง ทางแรกคือเดินหน้าต้มน้ำให้เดือดถึงที่สุด ทางที่ 2 คือ หาทางลดอุณหภูมิ เช่น ด้วยการยืดเวลาเจรจาออกไปอีก (อย่าลืมว่าจาก DOC จนถึงกรอบ COC ใช้เวลาถึง 14 ปี) ซึ่งจะเป็นทางใดคงจะเห็นชัดเจนขึ้นผ่านการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

            ที่ควรเข้าใจคือการมีกรอบเจรจา COC ไม่ได้ประกันว่าการเจรจาจะมีข้อยุติ เพราะในส่วนของอาเซียนต้องยึดหลักฉันทามติ ดังนั้นโดยที่จีนยังไม่ต้องเอ่ยปากว่ารับหรือไม่รับ การเจรจาอาจไม่ได้ข้อยุติ เพราะอาเซียนไร้ฉันทามติตามเคย

จีนตั้งเงื่อนไขการเจรจา COC ว่าจะต้องปราศจากการแทรกแซงจากมหาอำนาจ ซึ่งหมายถึงสหรัฐ ข่าวที่ปรากฏยังไม่ชัดว่าควรตีความอย่างไร อีกทั้งอาจมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่สำคัญกว่าแต่ไม่ปรากฏต่อสาธารณชน เหล่านี้บ่งชี้ว่าไม่ง่ายที่จีนจะยอมรับ COC
            แม้มีอุปสรรคหลายข้อ ถ้าคิดในมุมบวก COC อาจคลอดออกมาได้ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่จีนยอมรับได้ และดีกว่า DOC ที่มีอยู่ นั่นคือทุกฝ่ายได้ประโยชน์ (win-win) เพียงแต่ไม่มีใครสมหวังเต็มร้อย

ข้อพิพาททะเลจีนใต้ยังเป็นประเด็นต่อไป :
            ในมุมมองภาพกว้าง เป็นไปได้ว่าอาเซียนยังต้องการให้ข้อพิพาททะเลจีนใต้ยังเป็นประเด็นต่อไป เหตุเพราะจำเป็นต่อการตอบสนองความต้องการภายในของรัฐบาลบางประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามกับฟิลิปปินส์
            ในด้านปัจจัยภายนอก เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจีนแสดงความเป็นเจ้าของในพื้นที่ทับซ้อน และเพิ่มมากขึ้นเป็นระยะๆ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐเข้ามาพัวพันเพราะเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ มีทรัพยากรมากมาย เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน
            เรื่องที่ต้องตระหนักเสมอคืออย่างไรเสียมหาอำนาจต้องเข้ามาพัวพัน ทะเลจีนใต้เป็นเวทีหนึ่งที่หลายประเทศแสดงพลัง เป็นเรื่องที่เกินกว่าอาเซียนจะหยุดได้

ในอีกแง่หนึ่ง อาเซียนเชื่อว่าข้อพิพาทเป็นประเด็นที่ควบคุมได้ ให้อยู่ในกรอบหรือทิศทางที่อาเซียนกับชาติสมาชิกรับได้ เพื่อรักษาการถ่วงดุลให้อยู่ในกรอบ ให้ถ่วงดุลสหรัฐกับจีน ไม่มีมหาอำนาจใดทำเกินเลย เพราะอาเซียนพยายามควบคุมประเด็น เช่น ย้ำเรื่องไม่ข่มขู่หรือใช้กำลัง ยืนยันสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC)

อาเซียนพูดถึง COC เรื่อยมาราวกับว่ามีตัวตน ที่ถูกต้องคือเป็นความใฝ่ฝันที่ฝันมานานอย่างน้อย 14 ปีแล้ว มาบัดนี้ดูเหมือนความฝันขยับเข้าใกล้ความจริงอีกขั้น แต่การเจรจาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ COC ไม่ใช่เรื่องพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้เท่านั้น ยังเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในของบางประเทศ ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างบางประเทศ การแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อาจเป็นมหากาพย์ที่ต้องติดตามอีกนาน ประชากรอาเซียนเกือบ 630 ล้านคนจะได้รับผลกระทบทั้งทางบวกทางลบ
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
DOC เป็นข้อตกลงระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนทั้งหมดกับจีนในเรื่องเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ลดความขัดแย้งระหว่างชาติสมาชิกอาเซียน จีนกับประชาคมอาเซียนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากขึ้นทุกที ปัญหาทะเลจีนใต้เป็นข้อพิพาทหนึ่งที่ไม่อาจละเลย แต่ไม่ควรนำข้อพิพาทนี้หักล้างความสัมพันธ์กับจีน



บรรณานุกรม:
1. ASEAN. (2017, August 5). JOINT COMMUNIQUÉ OF THE 50TH ASEAN FOREIGN MINISTERS’ MEETING Manila, Philippines 5 August 2017. Retrieved from http://asean.org/storage/2017/08/Joint-Communique-of-the-50th-AMM_FINAL.pdf
2. ASEAN foreign ministers endorse framework of South China Sea code of conduct. (2017, August 6). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/asean-foreign-ministers-endorse-framework-of-south-china-sea-9096292
3. China sets conditions for start of talks on sea feud code. (2017, August 6). inquirer.net. Retrieved from http://globalnation.inquirer.net/159395/china-sets-conditions-for-start-of-talks-on-sea-feud-code-south-china-sea-maritime
4. China’s ‘nine-dash line, historic rights’ invalid–tribunal. (2016, July 12). INQUIRER.net. Retrieved from http://globalnation.inquirer.net/140985/chinas-nine-dash-line-historic-rights-are-invalid-tribunal
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ภัยคุกคามในสายตาของประชาชนแต่ละประเทศ

7 สิงหาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7576 วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2560)

            ต้นสิงหาคม 2017 Pew Research Center เสนอผลสำรวจภัยคุกคามต่างๆ ตามความคิดเห็นของประชาชน พบว่าผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS กับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (global climate change) คือ 2 ประเด็นที่คนทั่วโลกเห็นว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุด
            งานสำรวจอาศัยความเห็นประชาชน 41,953 คน จาก 38 ประเทศ กระจายทุกทวีป ตั้งภัยคุกคาม 8 ตัวให้ผู้ตอบให้คะแนนเป็นคุกคามรุนแรง ภัยคุกคามทั้ง 8 ได้แก่ ผู้ก่อการร้าย IS การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก การโจมตีทางไซเบอร์จากต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจโลก ผู้อพยพลี้ภัยต่างชาติเข้าประเทศ และอีก 3 ข้อคือ อำนาจกับอิทธิพลของสหรัฐ รัสเซียและจีน

ผลสรุปของกลุ่มอาเซียน :
            ในกลุ่มอาเซียนทำการสำรวจ 3 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ทั้งอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์เห็นว่า IS คือภัยคุกคามร้ายแรงสุด ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 74 กับ 70 คิดเช่นนั้น
            ภัยคุกคามรองลงมาของอินโดนีเซีย ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลก (58) การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (56) และอำนาจกับอิทธิพลของสหรัฐ (55)
            ภัยคุกคามรองลงมาของฟิลิปปินส์ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (65) การโจมตีทางไซเบอร์จากต่างประเทศ (64) และอำนาจกับอิทธิพลจากจีน (47)

ผลสำรวจสอดคล้องกับข้อมูลที่บ่งบอกว่า IS ถอนตัวจากอิรักกับซีเรีย กำลังขยับเข้ามาเคลื่อนไหวในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายงาน “Country Reports on Terrorism 2016” ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐชี้ว่า ปี 2016 ที่ผ่านมาคนในภูมิภาคนี้ที่เดินทางไปสมทบกองกำลังที่อิรักกับซีเรียลดลง อาเซียนต้องให้ความสำคัญกับผู้ก่อการร้ายที่เดินทางกลับประเทศและพยายามก่อเหตุกับประเทศตนเอง

            ส่วนเวียดนามเห็นว่าภัยคุกคามร้ายแรงสุดคือ อำนาจกับอิทธิพลจากจีน ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 80 คิดเช่นนั้น รองลงมาคือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (61) ภาวะเศรษฐกิจโลก (44) การโจมตีทางไซเบอร์จากต่างประเทศ (41) ผู้ก่อการร้าย IS (30) ผู้ตอบแบบสอบถามเพียงร้อยละ 21 เท่านั้นที่เห็นว่าสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรง (เทียบกับจีนที่สูงถึงร้อยละ 80)
            ความขัดแย้ง ความไม่ไว้วางใจต่อกันระหว่างเวียดนามกับจีนมาจาก 2 สาเหตุหลัก สาเหตุแรกคือความขัดแย้งสืบเนื่องจากประวัติศาสตร์ ที่จีนมักแสดงอิทธิพลเหนือเวียดนาม ทำสงครามเรื่อยมา ทุกวันนี้แม้จะปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์คล้ายกัน แต่ไม่เป็นเหตุทำให้ 2 ประเทศเป็นพันธมิตร สอดแทรกด้วยประเด็นขัดแย้งในพื้นที่พิพาท เรื่องหมู่เกาะสแปรตลีย์ (Spratly Islands) หมู่เกาะพาราเซล (Paracel Islands) และพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของเวียดนาม รัฐบาลจีนพยายามปรับสัมพันธ์กับเวียดนาม มีความร่วมมือหลายอย่าง แต่ลึกๆ แล้วงานศึกษาชิ้นนี้ให้ข้อสรุปว่าชาวเวียดนามยังมองจีนอย่างไม่เป็นมิตร
            ในทางตรงข้าม เวียดนามที่ทำสงครามกับสหรัฐอย่างดุเดือดในสงครามเวียดนาม บัดนี้ 2 ประเทศฟื้นฟูความสัมพันธ์ รัฐบาลสหรัฐปัจจุบันไม่คิดว่าจะต้องล้มล้างระบอบคอมมิวนิสต์เวียดนาม (อย่างน้อยในระยะนี้) เป็นกรณีตัวอย่างที่รัฐบาลสหรัฐยอมรับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ รัฐบาลที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ในหมวดมหาอำนาจ :
งานศึกษาของ Pew Research Center ตั้งคำถาม 8 ข้อว่าอะไรคือภัยคุกคามร้ายแรง 3 ใน 8 ข้อถามว่าอำนาจกับอิทธิพลของสหรัฐ รัสเซีย จีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรงหรือไม่
ผลการสำรวจมีข้อสรุปที่น่าสนใจว่า คนญี่ปุ่นเห็นว่าจีนกับสหรัฐเป็นภัยคุกคามพอๆ กัน ด้วยคะแนน 64 ต่อ 62 (ส่วนรัสเซียได้ 43)
รัฐบาลญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นมิตรกับสหรัฐ โดยเฉพาะพรรค LDP ซึ่งเป็นพรรคหลักและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเกือบทุกชุด (รวมทั้งชุดนายกฯ อาเบะปัจจุบัน) รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ แต่ในสายตาของประชาชนญี่ปุ่นกลับคิดเห็นตรงข้ามกับรัฐบาล นั่นคือมองรัฐบาลสหรัฐด้วยสายตาไม่เป็นมิตรพอๆ กับจีน

            เกาหลีใต้มีลักษณะคล้ายญี่ปุ่น นั่นคือ คนเกาหลีใต้เห็นว่าจีนกับสหรัฐเป็นภัยคุกคามพอๆ กัน ด้วยคะแนน 83 ต่อ 70 (ส่วนรัสเซียได้ 46)
ในกรณีเกาหลีใต้ คะแนนระหว่างจีนกับสหรัฐมีความห่างอยู่บ้าง แต่ตัวเลขร้อยละ 70 เห็นว่าสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรงนั้น ย่อมต้องสรุปว่าคนเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรงเช่นกัน เพียงแต่เป็นรองจีนเท่านั้น

ถ้าวิเคราะห์ในกรอบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล เกาหลีใต้เป็นพันธมิตรความมั่นคงกับสหรัฐตั้งแต่ยุคสงครามเกาหลี ทุกวันนี้ยังต้องพึ่งพาสหรัฐด้านความมั่นคง แต่ในสายตาของประชาชน คนเกาหลีใต้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐคือภัยคุกคามร้ายแรง
ทั้ง 2 กรณีคือญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้จึงมีข้อสังเกตว่าแม้มีศัตรูเดียวกันคือจีน แต่สหรัฐซึ่งเป็นพันธมิตรเป็นภัยคุกคามไม่น้อยกว่าจีน

ฝั่งยุโรป ตุรกีเป็นอีกประเทศที่มีลักษณะทำนองนี้ คนตุรกีร้อยละ 72 เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรง (ตัวเลขสูงขึ้น 28 จุดเมื่อเทียบกับการสำรวจปี 2013) ร้อยละ 54 กับ 33 เห็นว่ารัสเซียกับจีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรง
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับตุรกีจะไม่ราบรื่นเสียทีเดียว บางช่วงดีบางช่วงร้าย (ขึ้นกับรัฐบาล) ตุรกีเป็นสมาชิกนาโตตั้งแต่ค.ศ. 1952 หรือตั้งแต่เริ่มสงครามเย็น ในสมัยนั้นรัฐบาลมุ่งปิดล้อมอิทธิพลของโซเวียตตามยุทธศาสตร์ปิดล้อม ในปี 1959 ถึงกับยอมให้สหรัฐติดตั้งขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ Jupiter ในตุรกี แต่เมื่อสิ้นสงครามเย็น ตุรกีเห็นว่าไม่จำต้องอิงสหรัฐมากเท่าเดิมอีกต่อไป เป็นโอกาสที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับรัสเซีย รวมทั้งประเทศที่แตกตัวออกจากอดีตสหภาพโซเวียต

รัฐบาลตุรกีปัจจุบัน ภายใต้ประธานาธิบดีเรเจพ ทายยิพ แอร์โดกาน (Recep Tayyip Erdogan) แต่แรกมีสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐพอสมควร ร่วมต่อต้านรัฐบาลอัสซาดแห่งซีเรีย แต่หลังเหตุกบฏเมื่อกรกฎาคม 2016 รัฐบาลแอร์โดกานโจมตีรัฐบาลสหรัฐเรื่อยมา โดยเฉพาะประเด็นให้ที่พักพิงแก่หัวหน้าฝ่ายกบฏ
ทุกวันนี้ตุรกียังเป็นสมาชิกนาโตซึ่งหมายความว่าเป็นพันธมิตรด้านการทหาร แต่ในทางปฏิบัติ ตุรกีหันไปใกล้ชิดรัสเซียมากขึ้น เดือนที่แล้วตุรกีกับรัสเซียบรรลุข้อตกลงซื้อระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ S-400 รุ่นล่าสุดของรัสเซีย ตุรกีเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากจีนที่เป็นลูกค้ารายแรก แสดงถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่น
เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่ตัวอยู่กับนาโตแต่ใจอยู่ที่รัสเซีย ตัวเลขคนตุรกีร้อยละ 72 เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรงเป็นหลักฐานที่ดี
ในอีกด้านหนึ่งคนตุรกีร้อยละ 54 เห็นว่ารัสเซียภัยคุกคามร้ายแรงเป็นเรื่องน่าสนใจเช่นกัน เพราะมากกว่าครึ่งเห็นว่ารัสเซียเป็นศัตรู

มุมมองชาวอเมริกันกับรัสเซีย :
ชาวอเมริกันร้อยละ 74 เห็นว่าผู้ก่อการร้าย IS เป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุด รองลงมาร้อยละ 71 เห็นว่าการโจมตีด้วยไซเบอร์จากต่างประเทศเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ลำดับ 3 คือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (ร้อยละ 56) ส่วนอำนาจกับอิทธิพลจากรัสเซียและจีนได้คะแนน 47 กับ 41 ตามลำดับ

            รัสเซียมีลักษณะพิเศษคือชาวรัสเซียไม่ค่อยเห็นว่ามีภัยคุกคาม ภัยคุกคามอันดับหนึ่งคือ ผู้ก่อการร้าย IS ด้วยคะแนนร้อยละ 58 รองมาคือภาวะเศรษฐกิจโลก ผู้อพยพลี้ภัย และอำนาจกับอิทธิพลจากสหรัฐ ด้วยคะแนน 38, 37 และ 37 ตามลำดับ ตั้งแต่ภัยคุกคามลำดับ 2 เรื่อยมานั้นได้คะแนนต่ำกว่า 40

วิเคราะห์องค์รวม :
อำนาจกับอิทธิพลของสหรัฐ รัสเซียและจีน เป็น 3 ข้อที่ได้คะแนนต่ำสุดเมื่อเทียบกับข้ออื่นๆ มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ให้ความสำคัญกับอิทธิพลมหาอำนาจ
ตุรกี (72) เกาหลีใต้ (70) ญี่ปุ่น (62) และเม็กซิโก (61) คือ 4 ประเทศที่เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นภัยคุกคามร้ายแรง
โปแลนด์ (65) จอร์แดน (49) สหรัฐ (47) สเปน (47) คือ 4 ประเทศที่เห็นว่ารัฐบาลรัสเซียเป็นภัยคุกคามร้ายแรง สังเกตว่ามีเฉพาะโปแลนด์เพียงประเทศเดียวที่ให้คะแนนมากว่า 50
เกาหลีใต้ (83) เวียดนาม (80) ญี่ปุ่น (64) สเปน (51) คือ 4 ประเทศที่เห็นว่าจีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรง
บ่งชี้ว่าคนส่วนใหญ่เห็นว่ามีประเด็นที่สำคัญกว่าบทบาทอิทธิพลโดยตรงของชาติมหาอำนาจไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ รัสเซียหรือจีน

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกหรือที่นิยมเรียกว่าภาวะโลกร้อนนั้น เป็นภัยคุกคามลำดับ 2 ด้วยคะแนน 61 ใกล้เคียงกับลำดับที่ 1 มาก เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจ วิถีดำเนินชีวิต แต่ไม่ได้ตอบว่ามีสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากเพียงไร ภูมิภาคที่ให้คะแนนข้อนี้ต่ำสุดคือตะวันออกกลาง ด้วยคะแนนระหว่าง 38-58 ในขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ ส่วนใหญ่ให้คะแนนระดับ 60-80

ในเชิงภาพรวมทั้งโลก งานศึกษาของ Pew Research Center ครั้งนี้ชี้ว่าผู้ก่อการร้ายคือภัยคุกคามร้ายแรงลำดับ 1 ของโลก ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 62 คิดเช่นนั้น เวียดนามให้คะแนนข้อนี้ต่ำสุด ได้คะแนนเท่ากับ 30 ถ้าเปรียบเทียบระดับภูมิภาค ลาตินอเมริกากับอเมริกาใต้ให้คะแนนต่ำสุด สังเกตว่าประเทศเหล่านี้มีมุสลิมน้อยมาก เป็นงานศึกษาอีกชิ้นที่ชี้ว่าการก่อเหตุของ IS จะรุนแรงในประเทศที่มีมุสลิมจำนวนมาก (หรือมีในระดับหนึ่ง)
คำถามคือ จริงหรือที่ IS เป็นภัยคุกคามรุนแรงจนเป็นภัยลำดับหนึ่งของโลก (ถ้าไม่นับประเทศที่เป็นพื้นที่ปฏิบัติการหลักอย่างอิรักกับซีเรีย) ภาวะเศรษฐกิจโลกซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องปากท้องกลายเป็นเรื่องรอง
ไม่ว่าข้อสรุปจะเป็นอย่างไร งานศึกษานี้สะท้อนมุมมองของพลเมืองโลก ไม่จำต้องมีความเห็นตรงกับฝ่ายรัฐบาลที่ข้อมูลข่าวสารจำนวนมากมาจากปากของฝ่ายรัฐ
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
งานศึกษาล่าสุดของ Pew Research Center ให้ข้อสรุปว่า ในสายตาของประชาชนอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์ IS หรือกลุ่มที่ใกล้ชิดกับ IS เป็นภัยคุกคามประเทศที่ร้ายแรงที่สุดในขณะนี้ สอดคล้องกับข้อมูลหลายแหล่ง ... 


บรรณานุกรม:
1. Poushter, Jacob., Manevich, Dorothy. (2017, August 1). Globally, People Point to ISIS and Climate Change as Leading Security Threats. Pew Research Center. Retrieved from http://www.pewglobal.org/2017/08/01/globally-people-point-to-isis-and-climate-change-as-leading-security-threats/?utm_source=AdaptiveMailer&utm_medium=email&utm_campaign=8-1-17%20Global%20Threats&org=982&lvl=100&ite=1568&lea=323345&ctr=0&par=1&trk=
2. U.S. State Department. (2017, July 19). Country Reports on Terrorism 2016. Retrieved from https://www.state.gov/j/ct/rls/crt/2016/
3. Turkey, US blast Assad regime as Aleppo toll rises. (2013, February 25). AFP. Retrieved from
http://uk.news.yahoo.com/turkey-says-not-remain-silent-syria-crimes-140954493.html
4. Turkey agrees to pay Russia $2.5B for S-400 missile systems, official says. (2017, July 14). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/defense/2017/07/13/turkey-agrees-to-pay-russia-25b-for-s-400-missile-systems-official-says
5. Williams, Paul A. (2011). Turkey: A Neglected Partner. In Akbarzadeh, Shahram (editor). America's Challenges in the Greater Middle East: The Obama Administration's Policies (pp.237-254). New York: Palgrave Macmillan.
-----------------------------