วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เรื่องอื้อฉาวของพรรคเดโมแครท คณาธิปไตย และข้อเสนอแนะ

12 พฤศจิกายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7674 วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2560)
คำโปรยบทความ :
ฮิลลารี คลินตันถูกครหาว่าเข้าควบคุมพรรคก่อนได้เป็นตัวแทนพรรค สะท้อนคณาธิปไตยในพรรค แต่เป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ สำคัญว่ายึดถืออุดมการณ์หรือไม่

 คลิกที่รูปเพื่อฟังคลิป
1 ปีหลังเลือกตั้งประธานาธิบดี ดอนนา ลีซ บราซิล (Donna Lease Brazile) อดีตประธานคณะกรรมการใหญ่พรรคเดโมแครท (DNC - ช่วงกรกฎาคม 2016-กุมภาพันธ์ 2017) พูดถึงความอื้อฉาวของพรรคเดโมแครทในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปีก่อน ช่วยให้เข้าใจเหตุการณ์ครั้งนั้นมากขึ้น
            ข้อสรุปคือ ฝ่ายฮิลลารี คลินตันสามารถควบคุมการทำธุรกรรมการเงินของแกนกลางพรรค ใช้ชื่อพรรคเพื่อขอรับบริจาคแล้วเข้ากระเป๋าทีมฮิลลารี แม้ไม่ผิดกฎหมายเพราะได้ทำข้อตกลงกับแกนกลางแล้ว แต่ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สิงหาคม 2015 ก่อนฮิลลารีเป็นตัวแทนพรรคเกือบ 1 ปีเต็ม เท่ากับว่าเข้าควบคุมพรรคตั้งแต่บัดนั้น เป็นที่มาของคำครหาว่าผู้ใหญ่พรรควางตัวให้ฮิลลารีเป็นตัวแทนพรรคตั้งแต่ต้น
            เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยฮิลลารีชนะการแข่งขันภายใน ได้เป็นตัวแทนพรรค

            เรื่องราวที่เกิดขึ้นบางคนตีความว่าเป็นเรื่องการแข่งขันภายใน เป็นกลยุทธ์ทางการเมือง ฝ่ายฮิลลารีไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ผู้ใหญ่พรรคถ้าจะสนับสนุนฮิลลารีก็ไม่ผิดอะไร ขณะที่บางคนตีความว่าสะท้อนความไม่ชอบมาพากล พรรคอยู่ใต้การควบคุมของคนกลุ่มหนึ่ง เป็นผู้ชี้นำพรรค เมื่อผนวกกับประชาชนไม่เชื่อมั่นพรรคกับนักการเมือง คนเหล่านี้จึงตีความแง่ลบ ดังที่เบอร์นีย์ แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) คู่แข่งฮิลลารีพูดโจมตีว่าพรรคไม่เป็นกลาง ผู้ใหญ่พรรคเข้าข้างฮิลลารีเป็นเหตุให้ตนพ่ายแพ้การแข่งขันภายใน เป็นเรื่องอื้อฉาวของพรรคกับฮิลลารี คลินตันจนบัดนี้

บทเรียน ข้อเสนอเรื่องพรรคการเมือง :
            พรรคการเมืองมักประกาศว่าเป็นพรรคของมหาชน สมาชิกทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของพรรค มีสิทธิ์แสดงความเห็น ช่วยกันนำพรรคไปข้างหน้า เป็นอนาคตของชาติ ในขณะที่บางคนเห็นว่าในพรรคแฝงด้วยความไม่ชอบมาพากล อำนาจตัดสินใจสุดท้ายอยู่ในมือไม่กี่คน           
ความเข้าใจสำคัญคือ การบริหารพรรคเป็นเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องคือพรรคทำหน้าที่เพื่อสมาชิกพรรคจริงแท้แค่ไหน เพราะคือส่วนที่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกและต่อประเทศ
            การแข่งขันภายในเป็นเรื่องปกติ เช่น มีผู้สมัครเกินจำนวนจึงต้องแข่งขันภายในก่อน เพื่อได้ตัวแทนที่เหมาะสม การมีกลุ่มก๊วนทั้งแบบทางการกับไม่เป็นทางการบางครั้งเป็นผลดี เช่น จับกลุ่มเพราะอยู่พื้นที่เดียวกัน เขตเลือกตั้งเดียวกัน ช่วยให้สนิทสนมทำงานสอดประสาน หลักสำคัญคือการแข่งขันภายใน การตั้งกลุ่มก๊วนต้องไม่บั่นทอนพรรค ทุกคนพยายามทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ประชาธิปไตยจะลงเอยด้วยคณาธิปไตยเสมอ :
ในขณะที่สังคมเรียกร้องประชาธิปไตย นักการเมืองเชิดชูประชาธิปไตย มีงานวิจัยพบว่า การบริหารจัดการภายในพรรคสุดท้ายเป็นระบบคณาธิปไตยเสมอ
Robert Michels (1876-1936) ศึกษาพรรค German Social Democratic Party ที่ในสมัยนั้นขึ้นเชื่อว่าเป็นพรรคที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง ได้ข้อสรุป “กฎเหล็กคณาธิปไตย” (iron law of oligarchy) ชี้ว่าองค์กรขนาดใหญ่ (เช่น พรรคการเมือง ระบบราชการ กลุ่มประชาสังคม) ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยความเป็นประชาธิปไตยสูงเพียงใดจะมีแนวโน้มเป็นคณาธิปไตย (อำนาจตัดสินสุดท้ายอยู่ในมือไม่กี่คนไม่กี่กลุ่ม)

            ต้นเหตุมาจากระบบราชการและความรู้ทางเทคนิค องค์กรไม่สามารถเคลื่อนด้วยคนกลุ่มใหญ่ ภารกิจประจำวันอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ประจำกับผู้เชี่ยวชาญ การตัดสินใจอยู่ในกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น การให้ทุกคนร่วมตัดสินใจเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
            สุดท้ายอำนาจตกแก่คน 3 กลุ่มคือ ผู้นำองค์กร ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ประจำ และจำต้องเป็นเช่นนี้เพื่อความคล่องตัวในบริหารจัดการ Michels เห็นว่าคนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำงานหรือใช้ตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ของตน
ผู้นำระดับสูงเข้าถึงทั้งข้อมูล เงินทุน สามารถสั่งการให้องค์กรไปในทิศทางที่ต้องการ ชี้นำให้คนอื่นๆ สนับสนุนการตัดสินใจของตน การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เรื่องที่ต้องอาศัยความรู้ระดับสูงตกอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญ การตัดสินใจเรื่องประจำวันส่วนใหญ่อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ประจำไม่ถึงมือผู้บริหารระดับสูง จะเห็นว่าอำนาจการตัดสินใจกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนวงในที่คนนอกเข้าไม่ถึง

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางคนไม่เห็นด้วย การศึกษาของ Samuel Eldersveld ให้ข้อสรุปว่าอำนาจพรรคกระจายตัวในแต่ละระดับๆ ต่างมีขอบเขตอำนาจ Judith Stephen-Norris กับ Maurice Zeitlin เห็นว่าถ้าภายในองค์กรมีการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอระหว่างผู้นำกับสมาชิก จะเกิดการตรวจสอบการใช้อำนาจ คณาธิปไตยจะไม่เกิด
หากเชื่อแนวคิดคณาธิปไตย พัฒนาการของประชาธิปไตยถ้าเริ่มต้นที่ประชาธิปไตยจะไปสู่คณาธิปไตยและทรราชย์หรือเผด็จการในที่สุด จากนั้นอาจเกิดการปฏิวัติ/ปฏิรูปฟื้นฟูประชาธิปไตย เป็นวงจรเช่นนี้ โดยรวมแล้วถ้ามองในเชิงระยะเวลา อำนาจการการตัดสินใจมักอยู่ในคนกลุ่มน้อย

ประชาธิปไตยตัวแทนแปลงคณาธิปไตยเป็นองค์การ :
            ทำนองเดียวกัน อีกแนวทางหนึ่งอธิบายว่า ประชาธิปไตยแบบตัวแทนเป็นการมองข้ามคณาธิปไตยในเชิงรูปแบบการปกครอง แต่มองเป็น “องค์การ” (organization)
ประชาธิปไตยแบบทางอ้อมหรือประชาธิปไตยแบบตัวแทนคือคณาธิปไตย ที่ถูกกำหนดหรือตีตราให้มีความชอบธรรม โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นที่ไม่สามารถใช้ประชาธิปไตยทางตรง คณาธิปไตยเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงพบเห็นทั่วไป ทุกองค์กรจะมีสภาพเช่นนี้ เป็นไปตามโครงสร้าง ผู้ตัดสินใจหรือผู้มีอำนาจอยู่บนสุดของโครงสร้าง
            ผู้ที่ยึดถือแนวคิดนี้เห็นว่ายิ่งมีสมาชิกมาก การรอความเห็นจากสมาชิกจะยิ่งล่าช้าไม่ทันการ บ่อยครั้งที่ผู้บริหารพรรคต้องตัดสินใจ สำคัญว่ายึดถือหลักการพรรค นโยบายพรรค และผลประโยชน์สมาชิกหรือไม่

            ระบบการบริหารจัดการเป็นเรื่องหนึ่ง ที่สำคัญกว่าคือความตั้งใจของฝ่ายบริหาร สะท้อนออกมาในรูปผลงานของพรรค สมาชิกกับประชาชนควรยึดถือผลงานมากกว่าการบริการจัดการภายในพรรคซึ่งต้องการประสิทธิภาพ

น้อยคนที่สนใจการเมืองการปกครอง :
นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนใจการเมืองมากเพียงพอ แม้จะมอบสิทธิ์แก่ประชาชนก็ใช่หาพวกเขาจะใช้สิทธิ์ และจะเป็นข้อเสียด้วยซ้ำถ้ามีหน้าที่แต่ไม่รับผิดชอบ ดังนั้น การปกครองซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมืองควรอยู่ในมือของคนที่สนใจเอาใจใส่ คนที่ผ่านการเตรียมพร้อมและมีความรับผิดชอบ
สภาพเช่นนี้เกิดในสังคมทุกภาคส่วนที่ผู้สนใจจริงเป็นคนส่วนน้อย คนที่ให้เวลาเต็มที่กลายเป็นผู้ตัดสินใจ

            แนวคิดคณาธิปไตยที่เอ่ยถึงนี้ไม่มองว่าเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป สะท้อนความจริงว่าในคนหมู่มาก ยิ่งมากเท่าใด การตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่คน สำคัญที่คนเหล่านี้จะทำหน้าที่ด้วยใจเที่ยงธรรมหรือไม่ ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่


แนวคิดยึดอุดมการณ์พรรค :
            ระบบประชาธิปไตยอเมริกาต้องการให้ตัวแทนพรรคคือตัวแทนประชาชน มองว่าตัวแทนพรรคจะยึดมั่นผลประโยชน์สมาชิก ระบบอเมริกาและอีกหลายประเทศในปัจจุบันยึดตัวบุคคลเป็นสำคัญ โดยเฉพาะผู้นำฝ่ายบริหารเมื่อชนะเลือกตั้งจะบริหารประเทศตามที่หาเสียงไว้ ซึ่งอาจจะใกล้เคียงหรือแตกต่างจากนโยบายในอดีตมาก อุดมการณ์คือเพื่อประชาชน
            อีกแนวคิดหนึ่งคือ ยึดอุดมการณ์พรรคเป็นแกนสำคัญ ตัวอุดมการณ์มีรายละเอียดมากพอ สามารถตีความใช้ในบริบทต่างๆ ไม่ใช่แค่คำขวัญ (ไม่ใช่แค่วลียึดมั่นประชาธิปไตย การค้าเสรี ประเทศมั่นคงมั่งคั่ง)
พรรคกรีน (Green party) เป็นตัวอย่างพรรคการเมืองสมัยใหม่ที่ยึดอุดมการณ์มากกว่าตัวบุคคล ยึดหลักเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรมทางสังคม (social justice) ประชาธิปไตยรากหญ้า แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ฯลฯ พรรคกรีนมีอยู่ในหลายประเทศ เช่น ในสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันและอีกหลายประเทศ

ผู้สมัครเป็น “ตัวแทน” พรรคและตัวแทนอุดมการณ์ นักการเมือง ผู้ถืออำนาจไม่ว่าตำแหน่งใหญ่เล็กทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” เท่านั้น อุดมการณ์พรรคเป็นสิ่งคงทน สำคัญกว่าตัวแทนที่ปรับเปลี่ยนไปมาตามรอบบริหาร หรือนโยบายปลีกย่อยที่แปรเปลี่ยนตามบริบท
ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญของพรรค ผู้สมัครในนามพรรค จะต้องมีคุณสมบัติผ่านการรับรองแล้วว่าเป็นผู้เข้าใจอุดมการณ์ ยึดอุดมการณ์ ปฏิบัติตามจนเกิดผลเหนือกว่าสมาชิกทั่วไป เช่น เป็นสุจริตชน ซื่อสัตย์ไม่คดโกง เสียสละตัวเองเพื่อส่วนรวม มีความรู้ความสามารถ บริการคนบริหารงาน เป็นผู้พัฒนาตนให้ก้าวหน้าอย่างไม่สิ้นสุด
ผู้ใดที่ละเลย ละทิ้งอุดมการณ์จะถูกพรรคปรับโทษ

การยึดถืออุดมการณ์ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ผู้นำสูงสุดจนถึงสมาชิกสุดท้าย เป็นเครื่องประกันว่าทุกคนจะมุ่งรักษาอุดมการณ์ที่ยึดถือ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจหรือการกระทำของระดับใดจะตั้งอยู่บนอุดมการณ์นั้น

            พรรคการเมืองที่แตกต่างในบางบริบทอาจไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นพรรคเล็กที่ไม่มีใครสนใจ แต่หากอยู่ในบริบทที่เหมาะสม สังคมกำลังเรียกร้อง พรรคที่เริ่มต้นบนฐานคิดที่แตกต่าง อาจกลายเป็นพรรคที่ประชาชนร่วมใจเทคะแนนให้
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ข้อมูลจากสุดชี้ว่าแกนกลางพรรคช่วยฮิลลารีให้เป็นตัวแทนพรรคเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่ร้ายแรงคือเป็นอีกครั้งที่ทำให้ชาวอเมริกันไม่เชื่อถือพรรค เห็นว่าเป็นพรรคของพวกชนชั้นปกครองกับนายทุน
  
บรรณานุกรม:
1. Bird, Colin. (2006). An Introduction to Political Philosophy. UK: Cambridge University Press.
2. Brazile: I found no evidence Democratic primary was rigged. (2017, November 6). CNN. Retrieved from https://www.theatlantic.com/politics/archive/2017/11/donna-braziles-curious-account-of-the-2016-election/544778
3. Breiner, Peter. (2006). Oligarchy. In Governments Of The World: A Global Guide to Citizens’ Rights and Responsibilities (Vol. 3, pp.219-222). USA: Thomson Gale.
4. Cebi, Sezgin S. (2011). Oligarchy, Iron Law of. In The Encyclopedia of Political Science. (pp.1142-1143). DC: CQ Press.
5. Diamond, Larry., Gunther, Richard (Eds.). (2001). Political Parties and Democracy. Maryland: The Johns Hopkins University Press.
6. Inside Hillary Clinton’s Secret Takeover of the DNC. (2017, November 2). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/magazine/story/2017/11/02/clinton-brazile-hacks-2016-215774
7. Katz, Richard S., Crotty, William J. (2006). Handbook of Party Politics. London :
SAGE Publications.
8. The Green Party of the United States. (2017). Retrieved from http://www.gp.org/
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ยุทธศาสตร์ปรับสัมพันธ์ของโรฮานีที่ได้ผลและไม่ได้ผล

5 ตุลาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7660 วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2560)
คำโปรยบทความ :
ยุทธศาสตร์ปรับสัมพันธ์ของรัฐบาลโรฮานีมุ่งปรับสัมพันธ์กับอียูเป็นหลัก เปิดทางให้ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกสามารถสานสัมพันธ์ แต่ไม่ใช่กับสหรัฐ อิสราเอลและพวกซาอุฯ ตามที่ประกาศไว้



ความแข็งกร้าวสมัยอามาดีเนจาด :
ย้อนสมัยประธานาธิบดีมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) รัฐบาลอิหร่านเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ พร้อมกับพยายามชักชวนมุสลิมทั่วโลกต่อต้านตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐที่กำลังยึดครองดินแดนอิรัก
ประเด็นต่อต้านไซออนิสต์ (Zionism) การยึดครองปาเลสไตน์ และต่อต้านตะวันตกคือประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิม เมื่อรวมกับการเป็นมุสลิมเหมือนกัน เกิดพลังร่วมระดับโลก เป็นแนวทางที่อิหร่านใช้เรื่อยมาตั้งแต่สมัยอยาตุลเลาะห์ โคไมนี (Ayatollah Khomeini)
            ในระยะหลังแนวทางนี้เริ่มอ่อนกำลัง ทั้งจากการปรากฏตัวของ ISIS/ISIL ความเป็นมิตรระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับซาอุฯ และพวกปรากฏชัดเจนขึ้นทุกที ผู้นำจิตวิญญาณอิหร่านคนปัจจุบัน อยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyyed Ali Khamenei) ถึงกับกล่าวว่าความเป็นเอกภาพ “คือประเด็นสำคัญที่สุดของโลกมุสลิม” ชาติมหาอำนาเจ้าโลกพยายามสร้างความแตกแยกในหมู่มุสลิม เป็นผู้ก่อสงครามกลางเมืองในประเทศอิสลาม สนับสนุนลัทธิสุดโต่ง (extremism) สร้างสถานการณ์เพื่อเบี่ยงเบนให้มุสลิมสนใจเรื่องเหล่านี้แทนเรื่องปาเลสไตน์ 

รับชมคลิป 2 นาที :



การก้าวขึ้นมาของโรฮานีและยุทธศาสตร์ปรับสัมพันธ์ :
เมื่อสหรัฐได้ประธานาธิบดีโอบามาดำเนินนโยบายถอนทหารออกจากอิรักกับอัฟกานิสถาน รัฐบาลอิหร่านได้ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี (Hassan Rohani) พร้อมกับนโยบายปรับสัมพันธ์รอบทิศ ทั้งกับชาติตะวันตกกับซาอุฯ และพวกซึ่งบัดนี้พิสูจน์แล้วว่ามีทั้งส่วนที่ได้ผลกับไม่ได้ผล

ส่วนที่ไม่ได้ผล :
          ประการแรก สหรัฐยังมองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม
แม้โครงการนิวเคลียร์อิหร่านไม่เป็นภัยอีกแล้ว แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่ปรับ “ลดระดับ” ภัยคุกคามตามความเป็นจริง คงจุดยืนว่าอิหร่านคือปรปักษ์ที่อันตรายที่สุด
ล่าสุด ไม่กี่วันก่อน CIA ปล่อยเอกสารชุดใหม่ 470,000 ไฟล์ เอกสารบางส่วนชี้ว่าอัลกออิดะห์กับอิหร่านมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เจ้าหน้าที่บางคนเห็นว่าเป็นหลักฐานอิหร่านสนับสนุนอัลกออิดะห์ทำสงครามกับสหรัฐ ไม่ว่าข้อมูลน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไร เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐพยายามชี้ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง เรื่องนี้สามารถนำไปขยายผลได้อีก

          ประการที่ 2 พวกซาอุฯ ยังมองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม
            ในขณะที่อิหร่านพยายามรวบรวมมุสลิมทั่วโลก พวกซุนนี (บางกลุ่ม) พยายามรวมตัวเช่นกัน รัฐบาลซาอุฯ กับพวกแสดงบทบาทโดดเด่นในทางนี้ จึงมี 2 ขั้ว/พวกที่ต่างพยายามช่วงชิงการนำ พวกซาอุฯ ไม่ยอมเป็นมิตรกับชีอะห์ ชี้ว่ารัฐบาลอิหร่านกับพวกเป็นภัยคุกคามร้ายแรง
ในที่ประชุม “Arab Islamic American Summit” เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา กษัตริย์ Salman Bin Abdul Aziz ตรัสผูกโยงอิหร่านกับกลุ่มก่อการร้ายว่า “ระบอบอิหร่านกับกลุ่มและองค์กรใกล้ชิดอย่างฮิซบอลเลาะห์ ฮามาส รวมทั้ง ISIS (Daesh) อัลกออิดะห์ และอีกหลายกลุ่มเป็นตัวอย่างชัดเจน” พวกนี้ “พยายามหาประโยชน์จากอิสลาม (exploit Islam) เพื่อปิดบังเป้าหมายทางการเมืองที่สร้างความเกลียดชัง ความสุดโต่ง การก่อการร้าย ความขัดแย้งทางศาสนาและนิกาย” “ตั้งแต่ปฏิวัติโคไมนีจนถึงทุกวันนี้ ระบอบอิหร่านคือหัวหอกก่อการร้ายโลก” อิหร่านปฏิเสธความหวังดีของเพื่อนบ้าน เป็นพวกมักใหญ่ใฝ่สูง ชอบขยายอำนาจ (expansionist ambitions) พวกก่ออาชญากรรม แทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดหลักการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้าน การเคารพซึ่งกันและกัน
            ทุกวันนี้ประเด็นความขัดแย้งระหว่าง 2 นิกายถูกโหมกระพือ
            ใครๆ ก็รู้ดีว่าหากชูประเด็นความขัดแย้งทางศาสนา ย่อมยากจะแก้ไข เว้นแต่ฝ่ายที่โหมกระพือจะหยุด คำถามคือฝ่ายที่โหมกระพือจะยอมหยุดหรือ

          ประการที่ 3 ตัวแปรอิสราเอล
ในขณะที่ระบอบอิหร่านพยายามปลุกระดมให้มุสลิมทั่วโลกต่อต้านไซออนนิสต์ รัฐบาลอิสราเอลชี้ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดเช่นกัน เพราะต้องการทำลายล้างอิสราเอล เชื่อมโยงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว คำพูดของผู้นำอิหร่านที่ต้องการลบอิสราเอลออกจากแผนที่
ย้อนหลังปี 2002 เอเรียล ชารอน (Ariel Sharon) กล่าวว่า อิหร่านเป็นศูนย์ก่อการร้ายโลก พยายามครอบครองอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) รวมทั้งขีปนาวุธ เป็นอันตรายต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง อิสราเอลและต่อยุโรป
            จะสังเกตว่าเหตุผลเรื่องอิหร่านเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย ต้องการมีระเบิดนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ยังคงพูดกันในปัจจุบัน โดยเฉพาะจากสหรัฐ ซาอุฯ และอิสราเอล

ส่วนที่ได้ผล อียูไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม :
            อียูเห็นต่างจากฝ่ายสหรัฐ ไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม หวังสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ใช้ทรัพยากรน้ำมันของอิหร่าน คิดว่าการคงอยู่ของอิหร่านจะช่วยสร้างสมดุลอำนาจได้ดีกว่า
            หลักคิดของอียูคือ ไม่ต้องการให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ สนับสนุนให้เกิดระบบความมั่นคงร่วมในภูมิภาคตะวันออกกลาง อันหมายถึงมีอิหร่านอยู่ในกลุ่มด้วย

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
          ประการแรก ความขัดแย้งทางศาสนากับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
            ถ้าพิจารณารากความขัดแย้ง ความขัดแย้งทางศาสนากับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คือสาเหตุหลักที่ประกาศอย่างเป็นทางการ เป็นเรื่องร้ายแรงและแก้ยากทั้งคู่
            พวกซาอุฯ อ้างความเชื่อทางศาสนา ตราบใดที่ยังเคร่งครัดในศาสนา ตีความในทำนองไม่ต้องการอยู่ร่วมกับชีอะห์ ความขัดแย้งย่อมดำเนินต่อไป ความพยายามของอิหร่านผู้นำขั้วชีอะห์จะรวมมุสลิมทั่วโลกกลายเป็นต้นเหตุความขัดแย้งระหว่างมุสลิม 2 นิกายใหญ่แบบไร้จุดจบ ยิ่งเห็นว่าชีอะห์เข้มแข็งเท่าใด พวกซาอุฯ จะยิ่งเพิ่มแรงต่อต้าน
            ด้านอิสราเอลมองว่าคือความมั่นคงของประเทศ การขยายดินแดน ตราบใดที่รัฐบาลอิหร่านไม่ปรับเปลี่ยนท่าทีต่ออิสราเอล ความขัดแย้งย่อมต้องดำเนินต่อไป รัฐบาลอิสราเอลย่อมต้องหาทาง “จัดการ” อิหร่านก่อนที่ตัวเองจะถูก “จัดการ” เป็นกรณีที่อยู่ร่วมกันไม่ได้

            ประการที่ 2 เพราะมุมมองต่างกันจึงดำเนินนโยบายต่างกัน
            อียูมองมุมต่างที่ก่อประโยชน์ต่อตัวเอง ไม่ต้องการให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ เมื่ออิหร่านปลอดนิวเคลียร์ อียูก็พร้อมจะติดต่อสานสัมพันธ์ทุกด้าน
ถ้ามองจากมุมอียู การบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์คือความสำเร็จของอียูโดยแท้ เพราะโครงการนิวเคลียร์อิหร่านอยู่ภายใต้การตรวจสอบอีกครั้ง รัฐบาลอียูกับนักธุรกิจเดินทางเยือนอิหร่าน สานสัมพันธ์การค้าการลงทุนในยามที่อิหร่านต้องการอย่างยิ่ง ได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ในขณะที่สหรัฐกับพวกยังคงคว่ำบาตรต่อไป เป็นอีกครั้งที่อียูดำเนินนโยบายแตกต่างจากสหรัฐและได้ประโยชน์จากการนี้

          ประการที่ 3 รัฐบาลสหรัฐ คือตัวแปรแห่งความเปลี่ยนแปลง
            ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-ซาอุฯ-อิสราเอลอาจคลายตัวลงมาก ถ้ารัฐบาลสหรัฐไม่ดำเนินนโยบายเป็นปรปักษ์ต่ออิหร่าน หากไม่มีรัฐบาลสหรัฐที่คอยสนับสนุนอิสราเอลกับพวกซาอุฯ เหลือเพียงอิสราเอลกับพวกซาอุฯ เท่านั้น เช่นนี้ สมดุลอำนาจภูมิภาคจะเปลี่ยน พวกซาอุฯ อาจเลือกที่ปรับความสัมพันธ์ อยู่ร่วมโดยสันติกับชีอะห์หรือลดระดับความขัดแย้ง
            เมื่อนั้นอิสราเอลจะโดดเดี่ยว ไม่สามารถทำอะไรได้ สมดุลอำนาจจะเปลี่ยน ความขัดแย้งภูมิภาคจะคลายตัว
            ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐจึงมีผลอย่างยิ่งต่อความเป็นไปในภูมิภาคนี้

          ประการที่ 4 นโยบายปรับสัมพันธ์ได้ผลหรือไม่
            ถ้าจะสรุปว่านโยบายปรับสัมพันธ์ได้ผลหรือไม่ ขอตอบว่าได้ผล เพราะอิหร่านไม่คิดปรับสัมพันธ์กับอิสราเอลอยู่แล้ว จุดยืนทางศาสนาของรัฐบาลซาอุฯ ต่ออิหร่านยากจะเปลี่ยนแปลง (ตราบใดที่ผู้ปกครองซาอุฯ ให้ความสำคัญต่อความมั่นคงของระบอบตนเอง) ความขัดแย้งกับอิสราเอลและพวกซาอุฯ เป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐต้องดำเนินนโยบายต่อต้านอิหร่าน ไม่รวมจุดยืนดั้งเดิมที่สหรัฐต่อต้านอิหร่านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
            ยิ่งได้รัฐบาลอย่างทรัมป์ที่ดำเนินนโยบายเคียงบ่าเคียงไหล่กับอิสราเอล เป็นมิตรแท้อิสลาม แนวร่วมไตรภาคีต่อต้านอิหร่าน (สหรัฐ-พวกซาอุฯ-อิสราเอล) จึงดำเนินต่อไปอย่างที่เห็น

            ดังนั้น เมื่อตัดไตรภาคีต่อต้านอิหร่านออกไป ยุทธศาสตร์ปรับสัมพันธ์ของรัฐบาลโรฮานีจึงมุ่งความสำเร็จกับอียูเป็นหลัก เปิดทางให้ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกสามารถปรับสัมพันธ์ จุดเริ่มต้นของสิ่งนี้คือการทำข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านนั่นเอง
          นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมของผู้นำอิหร่าน สมควรได้รับการชื่นชม
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
หากยึดว่าความสำเร็จจากการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ไม่ลดความหวาดระแวง ความไม่เป็นมิตรต่อกัน รัฐบาลสหรัฐยังคงคว่ำบาตรอิหร่านด้วยเหตุผลอื่นๆ อิสราเอลยังเชื่อว่าอิหร่านจะผลิตและสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ในอนาคต ผลประโยชน์ของการเจรจาโครงการนิวเคลียร์จึงไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์อิหร่าน แต่น่าจะเป็นประโยชน์จากการที่บริษัทต่างชาติเข้าไปมีส่วนโครงการฟื้นฟูอิหร่าน หลายประเทศขายอาวุธให้แก่อิหร่าน

การทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลางของอิหร่านกลายเป็นประเด็นข่าว เพราะไม่เพียงยิงไกลถึงอิสราเอล อาจผิดข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง ที่สำคัญคือมีข้อความ “อิสราเอลต้องถูกลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์” บ่งบอกถึงทัศนคติที่อิหร่านมีต่ออิสราเอล แต่ถ้าวิเคราะห์จากหลักฐานเชิงประจักษ์ อิสราเอลในวันนี้มีศักยภาพที่จะ “ลบ” อิหร่านออกจากแผนที่โลกมากกว่า

บรรณานุกรม:
1. Cook, Jonathan. (2008). Israel and the Clash of Civilisations: Iraq, Iran and the Plan to Remake the Middle East. USA: Pluto Press.
2. El Fadl, Khaled Abou. (2005).The Great Theft: Wrestling Islam from the Extremists. Australia: HarperCollins Publishers.
3. Ifantis, Kostas., Galariotis, Ioannis. (2012). The Quest for the Holy Grail: Europe’s Global Strategy. In Tzifakis, Nikolaos (Ed.), International Politics in Times of Change (pp.61-78). Berlin: Springer-Verlag Berlin Heidelberg.
4. ‘Iran at forefront of global terrorism,’ says King Salman. (2017, May 21). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2017/05/21/-Iran-at-forefront-of-global-terrorism-says-King-Salman.html
5. Iran policy against ‘arrogant’ U.S. won’t change. (2015, July 18). Al Arabiya News. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2015/07/18/Khamenei-policy-against-arrogant-U-S-won-t-change-.html
6. King Salman: Iran spearheading global terror. (2017, May 22). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1103121/saudi-arabia
7. Leader calls for promotion of Islamic unity. (2014, January 19). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/component/content/article/94-headline/113532-leader-calls-for-promotion-of-islamic-unity-
8. Netanyahu: Deal with Iran a ‘historic mistake,’ Israel not bound by it. (2013, November 24). JTA. Retrieved from http://www.jta.org/2013/11/24/news-opinion/israel-middle-east/deal-with-iran-a-historic-mistake-netanyahu-says
9. Newly Released Bin Laden Document Describes Iran, Al Qaeda Link. (2017, November 1). NBC News. Retrieved from https://www.nbcnews.com/news/world/newly-released-bin-laden-document-describes-iran-al-qaeda-link-n816681
10. Naji, Kasra. (2008). Ahmadinejad: The Secret History of Iran's Radical Leader. CA: University of California Press.
11. Roshandel, Jalil., Lean, Nathan Chapman. (2011). Iran, Israel, and the United States: Regime Security vs. Political Legitimacy. Califronia: ABC-CLIO, LLC.
12. Statement by the President on Afghanistan. (2014, May 27). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/05/27/statement-president-afghanistan
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ความแตกต่างทางการเมืองและทางออก

29 ตุลาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7660 วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2560)
คำโปรยบทความ
            มนุษย์แตกต่างหลากหลาย หลายเรื่องแก้ยากหรือไม่ได้ ควรมุ่ง “จัดการ” ให้ทุกคนอยู่ได้ เป็นประโยชน์สุขต่อทุกคน เริ่มต้นด้วยการวาง “หลักยึด” เป็นข้อเสนอให้ทุกคนยืดถือร่วมกัน

รับชมวีดีโอสั้น 2 นาที :

อัตลักษณ์และความแตกต่าง :
ความแตกต่าง (difference) ไม่ว่าจะเป็นด้านอุดมการณ์ ความคิด นโยบาย เชื้อชาติ ศาสนา ประวัติศาสตร์ ฯลฯ เป็นต้นเหตุสำคัญของการแก่งแย่งช่วงชิง การต่อสู้ทางการเมือง ผ่านการรับรู้ เป็นมโนทัศน์ ว่าตนคิดเห็นอย่างไร ยึดถืออย่างไร ตีความผู้อื่นว่าเป็นอย่างไร เหมือนหรือต่างตรงไหน
ทั้งยังต้องพูดถึง “น้ำหนัก” “ระดับความสำคัญ” เช่น ให้ความสำคัญกับความแตกต่างทางศาสนา ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ที่เป็นปรปักษ์ต่อกัน ในขณะที่นักสตรีนิยมบางเห็นว่าความเป็นสตรีสำคัญเหนือความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ศาสนา

            แต่ละคน แต่ละสังคมจะให้น้ำหนักต่างกัน อีกทั้งเปลี่ยนแปลงตามบริบท กาลเวลา เช่น กระแสชาวตะวันตกไม่ชอบมุสลิม ในขณะที่คนญี่ปุ่นไม่ต่อต้านมุสลิมอย่างพวกตะวันตก
            มโนทัศน์ต่ออัตลักษณ์เริ่มต้นที่ครอบครัวและการศึกษา เมื่อเป็นผู้ใหญ่กระบวนการปลูกฝังยังคงดำเนินต่อไป ในรูปแบบใหม่ เช่น นโยบาย ข้อมูลจากรัฐ สื่อมวลชน การต่อสู้ทางการเมือง

            ในสมัยสงครามเย็น ประเทศทุนนิยมประชาธิปไตยนำเสนอข้อเสียของสังคมนิยม ในทางกลับกัน ฝ่ายสังคมนิยมจะนำเสนอข้อเสียของทุนนิยม ทั้งๆ ที่โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทุนนิยมหรือสังคมนิยม ต่างมีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งสิ้น

            ในกรอบภายในประเทศ การแข่งขันทางการเมืองในบางประเทศสร้างความหวาดระแวง ไม่เชื่อใจ การเมืองฝ่ายตรงข้าม สร้างความแตกแยกรุนแรงในหมู่ประชาชน ในตำบลหนึ่งมีทั้งบ้านที่สนับสนุนพรรค ก. กับพวกที่สนับสนุนพรรค ข. ที่ขับเคี่ยวทางการเมือง หากสถาบันการเมืองไม่ระวัง ประชาชนไม่รู้ทัน นานวันเข้ากลายเป็นการแตกแยกทางการเมืองแบบถาวร ชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันที่เคยรักใคร่กลมเกลียวกลายเป็นคนละพวก วามเป็นไปในชุมชนกลายเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายถาวร เป็นสนามต่อสู้ทางการเมืองไม่สิ้นสุด เช่นนี้ควรเรียกว่าชุมชนล่มสลายด้านความรักความกลมเกลียวหรือไม่
            ระบอบการเมืองใดที่ส่งเสริมให้แตกแยกรุนแรง ย่อมไม่ใช่ระบอบที่จะนำประเทศสู่ความรุ่งเรือง สถาบันการเมืองที่ส่งเสริมเรื่องทำนองนี้ ย่อมไม่ใช่พวกที่หวังดีต่อส่วนรวม ใครก็ตามที่ส่งเสริมให้แตกแยก สังคมควรวิเคราะห์พิจารณาคนพวกนี้ให้ถ้วนถี่
            หากไม่แก้ไขระบอบการเมืองที่สร้างความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เช่นนี้จะผ่านไปอีกกี่ปีสังคมจะไม่ดีขึ้น ซ้ำร้ายจะแย่ลง และอาจมีเหตุเลวร้ายตามมา มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย
            อย่าลืมว่าโลกนี้มีหลายประเทศ มีหลายกลุ่มหลายฝ่าย ทั้งผู้หวังดีกับประสงค์ร้าย

            การส่งเสริมเสรีภาพปัจเจกเป็นเรื่องดี แต่หากทำให้ปัจเจกใช้เสรีภาพจนเกินขอบเขตและสังคมควบคุมไม่ได้ เช่นนั้นการส่งเสริมเสรีภาพจะกลายเป็นเครื่องมือบั่นทอนสังคม การใช้เสรีภาพของคนหนึ่งกลายเป็นการกดขี่ทำร้ายหลายคน
            ในหลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับ “ส่วนรวม” มากกว่าปัจเจก ด้วยแนวคิดว่าหากสังคมแย่ปัจเจกพลอยแย่ด้วย หากประเทศล่มสลายประชาชนจะอยู่อย่างไร

สังคมต้องมีการปกครองเพื่อดูแลความเห็นต่าง :
            ไม่อาจปฏิเสธว่ามนุษย์เกิดมาแตกต่าง สังคมมีคนหลากหลาย แต่ทำไมความแตกต่างจึงอยู่ร่วมกันได้ในบางประเทศ ทำไมบางประเทศเจริญพัฒนา มีปัญหาแต่ควบคุมได้ ในขณะที่บางประเทศขัดแย้งรุนแรงจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ผู้คนถืออาวุธสงครามเข่นฆ่ากันเอง ทั้งๆ ที่ในอดีตเป็นเพื่อนบ้าน สุดท้ายประเทศแตกออกเป็นเสี่ยง และไม่รู้ว่าความสงบจะกลับคืนเมื่อใด อนาคตของตนเองและลูกหลานจะเป็นเช่นไร
            ถ้าย้อนมองต้นเหตุของประเทศเหล่านี้ ก็เพราะความขัดแย้งที่เล็กน้อย สะสมกลายเป็นใหญ่ ผสมโรงด้วยการใส่ไฟจากสารพัดกลุ่ม การต่อสู้ทางการเมืองรุนแรง ต่างชาติให้อาวุธพร้อมกระสุน เมื่อทุกฝ่ายมีปืน การต่อสู้ทางการเมืองกลายเป็นสงครามกลางเมือง ...
            ความเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่หากนำสู่สงครามกลางเมือง เช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติหรือสมควรให้เกิด

            การพูดถึงที่มาของระบอบการปกครองเป็นเรื่องดีและสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือการพูดถึงระบอบที่กำลังใช้และควรใช้ หลังผ่านมาหลายสิบปี ร้อยปีหรือพันปี ควรตั้งคำถามว่าระบอบที่เหมาะสมกับปัจจุบันคืออะไร
            ความแตกต่างบางอย่างแก้ยากหรือไม่ได้ (เช่น ชายมีความต้องการแบบชาย หญิงมีความต้องการแบบหญิง ชายแต่ละคนยังแตกต่างกัน เช่นเดียวกับหญิง) เพื่อดูแลประชาชนที่หลากหลาย แทนการทำให้ทุกคนคิดและต้องการอย่างเดียวกัน ควรมุ่ง “จัดการ” ให้ทุกคนอยู่ได้ เป็นประโยชน์สุขต่อทุกคน เริ่มต้นด้วยการวาง “หลักยึด” เป็นข้อเสนอให้ทุกคนยืดถือร่วมกัน


ข้อเสนอระบอบการปกครอง :
            ประการแรก ไม่มองว่ามีเพียงไม่กี่ทางเลือก
            การล่มสลายของค่ายสังคมนิยมทำให้ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยชี้ว่านับจากนี้ประเทศต่างๆ ในโลกจะเป็นประชาธิปไตยและใช้เศรษฐกิจทุนนิยม การพูดเช่นนี้เป็นโฆษณาชวนเชื่อ ทำลายทางเลือกอื่นๆ ให้เลือกเพียง 2 ทางเลือก และสุดท้ายคือเลือกทุนนิยมประชาธิปไตย
            ความจริงแล้ว ทุกวันนี้ยังคงมีหลายระบอบการปกครอง จีนเป็นสังคมนิยมแบบจีน พรรคคอมมิวนิสต์เป็นแกนหลักทางการเมือง ส่งเสริมทุนนิยม เสรีภาพมากขึ้น จีนกำลังกลายเป็นมหาอำนาจที่มหาอำนาจอื่นหวั่นไหว
            หลายประเทศยังคงปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ บางประเทศที่ปกครองด้วยระบอบนี้เจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข หลายประเทศมีการเลือกตั้งแต่เป็นอำนาจนิยมมากกว่า บางประเทศพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยวิธีนี้ ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ สิงคโปร์

ควรตระหนักว่าระบอบหรือระบบเป็นสิ่งที่มนุษย์คิดค้นขึ้นเท่านั้น จะมีอีกกี่รูปแบบกี่ระบอบก็ได้ ภายใต้ค่านิยมปัจจุบัน การจะใช้ระบอบใด สำคัญที่ยึดถือประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ

ประการที่ 2 เริ่มต้นที่มีผู้นำประเทศที่ "เหมาะสม" ก่อน
            การเมืองในหลายประเทศมีลักษณะสำคัญข้อหนึ่งตรงกันคือ ประชาชนไม่เชื่อมั่นระบบการเมืองเพราะเห็นว่าคนเข้าสู่อำนาจเพื่อกอบโกย ระบบการเลือกตั้งในหลายประเทศเป็นหลักฐานในตัวชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่สามารถสรรหาผู้มุ่งทำประโยชน์แก่ส่วนรวม แม้กระทั่งประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี กรีซ และอีกหลายประเทศที่ประชาชนไม่อยากเลือกไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากพรรครัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เป็นพวกฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา
            พรรคการเมือง ผู้สมัคร ต่างนำเสนอนโยบาย อุดมการณ์ตามแนวทางของตน จะดีหรือร้ายนั่นเป็นเรื่องหนึ่ง ที่ประชาชนผิดหวังคือพวกเขาไม่ได้หวังใช้อำนาจเพื่อประชาชนจริง จึงต้องปฏิรูประบบคัดสรรให้ได้คนที่มุ่งทำประโยชน์แก่ส่วนรวม อาจวางระบบคัดสรรเบื้องต้นที่ผู้สมัครต้องผ่านเกณฑ์ เช่น คัดสรรคนที่เสียสละมากกว่า คนที่มีประวัติทำความดีต่อส่วนรวมมากกว่า (ตรงข้ามกับคนมีประวัติเป็นกดขี่ข่มเหงผู้อื่น แม้กฎหมายยังเอาผิดไม่ได้ คนที่คิดทำประโยชน์ให้กับตัวเองฝ่ายเดียว)
ดังคำขวัญที่มักพูดกันเสมอว่า “มาจากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน”

          ประการที่ 3 ระบอบการปกครองที่สร้างลักษณะชีวิตปัจเจก
            การคัดกรองผู้นำเป็นส่วนแรกที่ต้องทำ ส่วนต่อมาคือประชาชน ทุกประเทศ ทุกสังคม ทุกองค์กร แม้กระทั่งทุกครอบครัวล้วนต้องการผู้มีลักษณะชีวิตที่ดี
            คงไม่มีใครอยากได้พ่อแม่ที่วันๆ เอาแต่ดื่มเหล้า ไม่รับผิดชอบครอบครัว บริษัทคงไม่อยากจ้างพนักงานที่ไม่ทุ่มเทกับงาน กลับก่อนมาทีหลัง คิดแต่จะเอาประโยชน์จากบริษัท และคงไม่มีใครอยากอยู่กับเพื่อนบ้านที่ติดยา เป็นหัวขโมย
            ถ้าเห็นด้วยกับข้างต้น ควรมองให้ไกลกว่านั้น ให้คิดถึงระดับที่ใหญ่กว่านั้น คือระดับประเทศ

            จะดีไหม หากประเทศส่งเสริมให้หัวหน้าครอบครัวเอาการเอางาน พนักงานทำงานเต็มที่พร้อมกับได้ค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อ ส่งเสริมสังคมแห่งความสุจริต ทุกคนดำเนินชีวิตด้วยความสุจริต ใช้เสรีภาพทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

            ระบอบเช่นนี้เริ่มต้นได้ด้วยเป็นนโยบายของสถาบันการเมือง นักการเมือง ผู้ปกครองทุกระดับ การสร้างชุมชนต้นแบบ แม้กระทั่งบริษัทหรือองค์กรก็สามารถทำได้ ดูแลและสร้างลักษณะชีวิตปัจเจก ไม่เฉพาะที่ทำงานเท่านั้น แต่รวมถึงที่บ้านและอื่นๆ เช่นพิจารณาปรับเพิ่มเงินเดือนหากเป็นพ่อแม่ที่รักดูแลเอาใจใส่ลูก มีโอกาสเลื่อนขั้นมากกว่าพนักงานคนอื่นในระดับเดียวกัน หากผู้นั้นใช้เวลาว่างทำประโยชน์เพื่อสังคม
            เป็นระบอบการปกครองที่ให้ความสำคัญกับการสร้างลักษณะชีวิตปัจเจก

            ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ความสำเร็จแห่งการปกครองขึ้นกับคนและระบบร่วมกัน ต้องสามารถได้ผู้นำหรือผู้ถืออำนาจที่มุ่งทำประโยชน์เพื่อสังคม ประชาชนจำต้องที่มีความเข้าใจ มีลักษณะชีวิตที่เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยด้วย
            ถ้าการเมืองการปกครองดี เศรษฐกิจ สังคม และด้านอื่นๆ จะพลอยดีตาม ถ้าคนในชาติไม่ปฏิรูปตัวเอง จะมีชาติไหนจะมาช่วยหรือ
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
สิ่งหนึ่งที่โลกไม่เปลี่ยนแปลงคือ โลกแก่งแย่งแข่งขันเรื่อยมา ทางออกสำหรับประเทศไทยคือ ต้องไม่ตกเป้าทำลายของมหาอำนาจ มีสัมพันธ์รอบทิศ สร้างมิตร และสร้างชาติเหมือนสร้างครอบครัว



บรรณานุกรม :
Hoffman, John., Graham, Paul. (2015). Introduction to Political Theory (3rd Ed.). Oxon: Routledge.

วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560

3 ภัยคุกคามหลักของอิหร่านในสมัยทรัมป์

23 ตุลาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7653 วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2560)

คำโปรยบทความ :
แม้โครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะใช้เพื่อสันติเท่านั้น แต่รัฐบาลทรัมป์กลับไม่ลดระดับภัยคุกคาม ซ้ำยังยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์เพื่อคงการคว่ำบาตร แท้จริงแล้วการพูดถึงภัยคุกคามเป็นข้ออ้างมากกว่า

กลางเดือนตุลาคม รัฐบาลทรัมป์ประกาศยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ต่ออิหร่าน ชี้ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง จำต้องตอบโต้ด้วยนโยบายแข็งกร้าว
            ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่เอ่ยถึงภัยหลายอย่าง โดยหลักแล้วมี 3 ประการ ดังนี้

            ประการแรก โครงการนิวเคลียร์
ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ระบุว่ารัฐบาลอิหร่านพยายามลดทอนความร่วมมือ (severely undercut) ตามข้อตกลง Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) ไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ไม่ยอมให้เข้าตรวจเขตพื้นที่ทหาร เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
            อันที่จริงแล้วแนวคิดล้มข้อตกลงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลทรัมป์ พรรครีพับลิกันคิดทำมานานแล้ว ประเด็นน่าคิดคือทำไมประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งตัดสินใจล้มข้อตกลง ในขณะที่บริบทไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่ามีการเจรจาต่อรองอยู่นาน กว่าที่ฝ่ายต้องการให้ล้มสามารถจูงใจให้ทรัมป์ลงมือ
            กลายเป็นว่ารัฐบาลสหรัฐคือประเทศเดียวที่สรุปว่าอิหร่านละเมิดข้อตกลง ในขณะที่ประเทศคู่สัญญาอื่นๆ ทั้งหมดยอมรับว่าอิหร่านปฏิบัติตาม JCPOA เกิดคำถามว่า รัฐบาลสหรัฐผิด หรือรัฐบาลคู่สัญญาอื่นๆ เป็นฝ่ายผิด รวมทั้ง IAEA ก็ผิดด้วย
            ถ้าสหรัฐเป็นฝ่ายผิด เท่ากับว่ารัฐบาลทรัมป์พูดโกหกคำโตต่อโลกและต่อชาวอเมริกันใช่หรือไม่

            ประการที่ 2 การพัฒนาขีปนาวุธ
            รัฐบาลทรัมป์ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อโครงการขีปนาวุธอิหร่าน เป็นมาตรการฝ่ายเดียว เห็นว่าขีปนาวุธดังกล่าวบั่นทอนเสถียรภาพภูมิภาค หุ้นส่วนของสหรัฐ
ด้านกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โต้ว่า ขีปนาวุธไม่ขัดข้อมติ 2231 ของคณะมนตรีความมั่นคง เพราะไม่ได้ออกแบบเพื่อติดหัวรบนิวเคลียร์
            ขีปนาวุธอิหร่านเป็นอีกกรณีที่รัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตรฝ่ายเดียว ไม่ผ่านข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง เนื่องจากอิหร่านไม่ได้ละเมิดข้อตกลงใดๆ ส่วนที่รัฐบาลทรัมป์บอกว่าละเมิดนั้นเป็นเพียงข้อสรุปของสหรัฐเท่านั้น ทำนองเดียวกับเรื่องโครงการนิวเคลียร์

            ประการที่ 3 สนับสนุนก่อการร้าย
รายงานต่อต้านก่อการร้ายฉบับล่าสุดเมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมาของกระทรวงการต่างประเทศ “Country Reports on Terrorism 2016ตีตราว่าอิหร่านเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย (State Sponsors of Terrorism) ระบุว่าอิหร่านสนับสนุนก่อการร้ายตั้งแต่ปี 1984 สนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ (Hizballah) กลุ่มในฉนวนกาซา ซีเรีย อิรักและอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง คอยบั่นทอนสันติภาพย่านนี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guards Corps) คอยให้ความช่วยเหลือ
อิหร่านช่วยฮิซบอลเลาะห์ผลิตจรวด ขีปนาวุธนับพันลูก ให้เงินอุดหนุน และนำกองกำลังนับพันไปฝึกในอิหร่าน ฮิซบอลเลาะห์มีบทบาทมากในสมรภูมิซีเรียเพื่อช่วยรัฐบาลอัสซาด กองกำลังชีอะห์จากอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ที่เข้ารบสนับสนุนระบอบอัสซาด กลุ่มเหล่านี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพลเรือนซุนนี กองกำลังอิหร่านมอบยุทโธปกรณ์แก่กลุ่มเหล่านี้
            ฝึกกองกำลังชีอะห์ในบาร์เรน และอีกหลายประเทศที่อิหร่านเป็นผู้จัดหาอาวุธ ให้เงิน    นอกจากนี้ นับจากปี 2009 เป็นต้นมา อิหร่านมีสัมพันธ์กับอัลกออิดะห์ อำนวยความสะดวกการส่งผ่านเงินสนับสนุน และการเดินทางของสมาชิกสู่ต่างประเทศฃ

            ประเด็นผู้ก่อการร้ายมีข้อสงสัยและข้อวิพากษ์หลายจุด ...
Country Reports on Terrorism 2016 ระบุว่าในโลกนี้มี 3 ประเทศที่เป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย คือ อิหร่าน ซูดานและซีเรีย เกิดคำถามว่าในโลกนี้มีรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้ายเพียง 3 ประเทศเท่านั้นหรือ

รัฐบาลสหรัฐชี้ว่ากองกำลังชีอะห์จากอัฟกานิสถานกับปากีสถานที่เข้าไปต่อสู้ในสมรภูมิซีเรียเป็นผู้ก่อการร้าย ข้อเท็จจริงคือในสมรภูมิซีเรียมีกองกำลังติดอาวุธต่างชาติกว่า 100 ประเทศ เป็นกลุ่มใหญ่น้อยหลายสิบกลุ่ม ทั้งที่สัมพันธ์กับ IS/ISIL/ISIS และไม่เกี่ยวข้องด้วย ถามว่ากลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับ IS เป็นกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่ กลุ่มเหล่านี้ไม่มีรัฐอุปถัมภ์หรือ

James Mattis รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวว่า อิหร่านเป็น “รัฐสนับสนุนก่อการร้ายรายใหญ่สุด” ของโลก เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ไม่อาจละเลย แต่ประเทศนี้ไม่ได้สนับสนุน IS การพูดถึงอิหร่านคือการพูดถึงกองกำลังชีอะห์ในแถบตะวันออกกลาง
ในทางวิชาการเอ่ยถึงประเทศที่สนับสนุน IS/ISIL/ISIS สามารถระดมกองกำลังนับหมื่นจากทั่วทุกทวีป มีอาวุธเครื่องมือทันสมัย เป็นอาวุธที่ไม่สามารถหาซื้อทั่วไป แต่รัฐบาลสหรัฐกลับไม่ทราบว่าประเทศใดสนับสนุน IS
เป็นการดีที่จะตั้งคำถามว่าอะไรคือวาระแอบแฝง (hidden agenda) ของรายงานฉบับนี้

            นักวิชาการตะวันตกมักเอ่ยถึงความน่ากลัวหากอิหร่านมีระเบิดนิวเคลียร์ ไม่เพียงเพราะรัฐบาลอิหร่านอาจใช้เอง แต่เกรงว่าจะตกอยู่ในมือของกลุ่มก่อการร้ายหรือพวกหัวรุนแรง
            การเชื่อมโยงเช่นนี้ทำให้ผู้ก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ในสายตาของตะวันตกจะคิดว่าจะต้องป้องกันไม่ให้ประเทศที่เป็นปรปักษ์อย่างอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด เป็นเหตุผลข้ออ้างว่าจะต้องปิดล้อม คว่ำบาตร สหรัฐ อิสราเอล มีความชอบธรรมที่จะชิงโจมตีก่อน

            อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะถือว่าอิหร่านเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้ายที่สำคัญที่สุด แต่เมื่อพิจารณาเนื้อในกลับไม่เป็นภัยนัก เพราะไม่ได้ชี้ว่าคุกคามสหรัฐโดยตรง ยังไม่เชื่อมโยงผู้ก่อการร้ายที่อิหร่านสนับสนุนจะโจมตีสหรัฐ
            ต่างจากสมัยซัดดัม ฮุสเซน ที่รัฐบาลบุชสมัยนั้นใช้หลักฐานเท็จ ทั้งเรื่องอิรักมีอาวุธนิวเคลียร์กับสนับสนุนผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ผู้ก่อการร้ายชื่อดังในยุคนั้น แล้วสร้างเรื่องเชื่อมโยงว่ารัฐบาลซัดดัมอาจมอบระเบิดนิวเคลียร์แก่อัลกอออิดะห์เพื่อก่อเหตุร้ายในแผ่นดินแม่อเมริกา สมัยนั้นชาวอเมริกันตื่นตระหนกกับเรื่องนี้มาก ด้วยความคิดว่าอัลกออิดะห์คือผู้ก่อเหตุ 9/11 จึงเกรงว่าประเทศจะหายนะหากอัลกออิดะห์โจมตีอเมริกาด้วยนิวเคลียร์ เรื่องราวทั้งหมดพิสูจน์แล้วว่าเป็นเท็จทั้งสิ้น แต่ช่วยให้รัฐบาลบุชสมัยนั้นมีข้ออ้างส่งทหารรุกรานอิรัก โค่นล้มระบอบซัดดัม
            ในอีกมุมหนึ่ง แม้รัฐบาลทรัมป์ยังไม่ได้เชื่อมโยง แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมโยงในอนาคต อาจเป็นผู้ก่อการร้ายชีอะห์หวังโจมตีแผ่นดินสหรัฐด้วยนิวเคลียร์

วิเคราะห์องค์รวม :
            ประการแรก ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
            ภัยคุกคามที่รัฐบาลทรัมป์เอ่ยถึงล้วนเป็นเรื่องเดิมที่พูดกันหลายสิบปีแล้ว ที่น่าสนใจคือทรัมป์ไม่ปรับ “ลดระดับ” ภัยคุกคามตามความเป็นจริง ดังกรณีโครงการนิวเคลียร์ที่ปัจจุบันโครงการลดขนาดลงมาก เหลือเพียงส่วนที่ใช้เพื่อสันติเหมือนนานาประเทศ ท่าทีเช่นนี้อาจตีความว่า รัฐบาลทรัมป์ไม่ยึดข้อเท็จจริง เพราะต้องการระบุว่าอิหร่านคือปรปักษ์ที่อันตรายที่สุด ยึดแนวทางสมัยรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ที่ประกาศว่าภัยคุกคามสำคัญประกอบด้วยอิรัก อิหร่านและเกาหลีเหนือ หรือที่เรียกรวมๆ ว่าเป็น “axis of evil” ประเทศเหล่านี้เป็นพันธมิตรกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย แสวงหาอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction)
            ถ้ายึดตามบุช บัดนี้ก็เหลือเพียงเกาหลีเหนือกับอิหร่าน

            ประการที่ 2 หวังบั่นทอนระบอบอิหร่าน
            สหรัฐคว่ำบาตรอิหร่านตั้งแต่ปี 1979 จนบัดนี้เกือบ 4 ทศวรรษแล้ว คว่ำบาตรด้วยหลายเหตุผล หนึ่งในนั้นคือหวังว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ในสมัยของรัฐบาลอาห์มาดิเนจาดได้พิสูจน์แล้วว่าหากนานาชาติพร้อมใจคว่ำบาตรจะกระทบอิหร่านรุนแรง
นักวิชาการบางคนเห็นว่าแม้ฝ่ายศาสนามีอำนาจ ในขณะเดียวกันมีแรงต่อต้านด้วย และแรงขึ้นในสมัยประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาด ด้วยเหตุผลหลายข้อ ทั้งความไม่พอใจต่อระบอบ ต้องการเสรีภาพมากขึ้น เห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง การคอร์รัปชันดาษดื่น อาห์มาดิเนจาดไม่ใช่ตัวเลือกที่ประชาชนบางคนเห็นชอบ ชาวอิหร่านรู้ดีว่าทุกสิ่งมาจากการตัดสินใจของผู้นำจิตวิญญาณ
            สำหรับชีอะห์อิหร่าน พวกเขายังศรัทธาในชีอะห์ แต่ต้องการเห็นการปรับปรุงระบอบ ประสิทธิภาพของรัฐบาลมีผลต่อความศรัทธาต่อระบอบ
            ประเด็นโต้แย้งคือ ณ ขณะนี้ กลุ่มอียู รัสเซีย จีน ฟื้นความสัมพันธ์กับอิหร่าน ขยายการค้าการลงทุน การคว่ำบาตรฝ่ายเดียวจากสหรัฐจะได้ผลเพียงใด จะสูญเสียโอกาสทางธุรกิจหรือไม่ จนบัดนี้ฝ่ายสนับสนุนคว่ำบาตรยังมีอิทธิพลสูง รัฐบาลสหรัฐไม่ว่าจะมาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างคงการคว่ำบาตร ต่างกันเพียงมากหรือน้อยเท่านั้น

            ประการที่ 3 ความกังวลของอิสราเอลและพวกซาอุฯ
            จากข้อมูลทั้งหมด ค่อนข้างน่าเชื่อว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป แลกกับการที่นานาชาติเข้ามาติดต่อค้าขายด้วย (ยกเว้นบางประเทศ) ความมั่นคงที่ผูกกับรัสเซียทำให้อิหร่านพลอยมั่นคง หากสามารถใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูพัฒนาประเทศ อิหร่านที่มีโอกาสและศักยภาพจะสามารถยกระดับตัวเองเป็นประเทศที่เจริญและมั่งคั่ง
            ความวิตกกังวลแท้ของอิสราเอลกับพวกซาอุฯ ไม่อยู่ที่นิวเคลียร์อิหร่าน แต่เป็นอิหร่านที่รุ่งเรืองและมั่งคั่ง เวลาที่ทอดยาวออกไปเป็นประโยชน์ต่ออิหร่าน
            ส่วนภัยคุกคามต่างๆ ที่อ้างถึงนั้น (นิวเคลียร์ ขีปนาวุธ ก่อการร้าย ฯลฯ) เป็นเพียงข้ออ้างมากกว่า
            แน่นอนว่าปรปักษ์อิหร่านจะไม่ปล่อยไว้ ต้องสร้างสถานการณ์ใหม่ ตัวละครใหม่ เพื่อเล่นงานอิหร่าน
-------------------------



บทความที่เกี่ยวข้อง 
“หลักนิยมทรัมป์” (Trump’s Doctrine) คือการยึดถือผลประโยชน์ของชาติกับอธิปไตยเป็นที่ตั้ง แม้ขัดแย้งประเทศอื่นหรือศีลธรรมคุณธรรม ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) 

2.ทรัมป์อาจยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน
นโยบายสหรัฐฯ ต่ออิหร่านอาจจะเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง มีกระแสข่าวว่าทรัมป์จะยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งหมายความว่าจะ “หาเรื่อง” อิหร่านต่อไป สัปดาห์หน้าคงจะมีคำตอบชัดขึ้น ควรติดตามใกล้ชิด

บรรณานุกรม:
1. Iran is biggest state sponsor of terrorism – Pentagon chief Mattis. (2017, February 4). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/376288-iran-sponsor-terrorism-mattis/#.WJXbNOOsa6o.facebook
2. Roshandel, Jalil., Lean, Nathan Chapman. (2011). Iran, Israel, and the United States: Regime Security vs. Political Legitimacy. Califronia: ABC-CLIO, LLC.
3. Samuels, Richard J. (Ed.). (2006). Axis of Evil. In Encyclopedia Of United States National Security. (p.57). California: Sage Publications.
4. The White House. (2017, October 13). President Donald J. Trump's New Strategy on Iran. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/10/13/president-donald-j-trumps-new-strategy-iran
5. U.S. says Iran complying with nuclear deal, yet vows inter-agency review. (2017, April 19). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/412746/U-S-says-Iran-complying-with-nuclear-deal-yet-vows-inter-agency
6. U.S. State Department. (2017, July 19). State Department Releases Country Reports on Terrorism 2016. Retrieved from https://www.state.gov/j/ct/rls/crt/2016/272235.htm
7. US imposes sanctions on Iranian entities, individuals after missile test. (2017, February 4). Global Times. Retrieved from http://www.globaltimes.cn/content/1031346.shtml
8. Zarif says Russia can use Iran’s bases ‘on case by case basis’. (2017, March 28). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/412202/Zarif-says-Russia-can-use-Iran-s-bases-on-case-by-case-basis
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560)

คำโปรยบทความ :
นับแต่ก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 50 ปีก่อน หลักไม่แทรกแซงกิจการภายในเป็นเสาหลักของกลุ่ม ประเด็นโรฮีนจาเป็นกรณีพิเศษที่อาเซียนละเมิดหลักการ แต่เพราะเมียนมาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

            เหตุโรฮีนจาขณะนี้ ประชาคมอาเซียนและสมาชิกหลายประเทศวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเมียนมาอย่างเปิดเผย แทรกแซงกิจการภายในเมียนมา ละเมิดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในที่ยึดถือมาตลอด ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย บทความนี้นำเสนอว่าแท้จริงแล้ว ถ้ายึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Principle of Non-interference) อาเซียนแทรกแซงเพราะเมียนมาเป็นฝ่ายแทรกแซงก่อน

ความสำคัญของหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน :
อาเซียนก่อตั้งด้วยเหตุผลต้านภัยสมัยสงครามเย็น ในขณะนั้นสมาชิกอาเซียน 5 ประเทศ (ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์) เจอทั้งศึกในศึกนอก คอมมิวนิสต์ยังคงเติบใหญ่ เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง มาเลเซียมีปัญหากับอินโดนีเซีย ชาติสมาชิกหวาดระแวงต่อกัน ทั้ง 5 ประเทศจึงตกลงที่จะระงับความขัดแย้งระหว่างกันก่อน ร่วมกันต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่เห็นพ้องว่าเป็นภัยร้ายแรงที่สุด
เป็นที่มาของสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia: TAC) ทั้ง 5 ประเทศจะอยู่ร่วมกันโดยสันติ แก่นสารของ TAC จึงพูดถึงการเคารพความเป็นอิสระ อธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณภาพแห่งดินแดน อัตลักษณ์ของทุกชาติ สิทธิที่จะปลอดจากการแทรกแซงจากภายนอก การบ่อนทำลาย ไม่แทรกแซงกิจการของกันและกัน
            เป็นอีกครั้งที่ย้ำหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน และปฏิบัติเรื่อยมา ชาติสมาชิกจะนำประเด็นขัดแย้งหารือในการประชุมลับ แก้ไขโดยสันติวิธี นับเป็นความสำเร็จของอาเซียนที่ตลอด 50 ปีไม่มีเหตุขัดแย้งรุนแรงจนถึงทำสงคราม ส่งเสริมบรรยากาศการค้าการลงทุน มุ่งพัฒนาชาติให้ทันสมัยดังที่เป็นอยู่

            ตลอด 50 ปีมีหลายเหตุรุนแรงแต่อาเซียนยึดหลักไม่แทรกแซง เช่น การบริหารรัฐบาลของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (Ferdinand Marcos) อาเซียนแสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาลมาร์กอส แม้ถูกวิพากษ์ว่าเป็นเผด็จการ ปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน อาเซียนเริ่มขยับท่าทีถอยห่างเมื่อรัฐบาลมาร์กอสใกล้ถึงอวสาน ทำนองเดียวกับกรณีพฤษภาทมิฬของไทยเมื่อปี 1992
            เหตุการณ์เหล่านี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง แต่อาเซียนเลือกที่จะไม่แสดงท่าทีใดๆ หรือไม่ต่อต้านรุนแรง

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา :
            ปี 2014 คุณ Ko Kyaw ตัวแทนรัฐบาลเมียนมายืนยันว่าประเด็นโรฮีนจาเป็นเรื่องภายในประเทศ “หลายปีที่ผ่านมา เมียนมามีประเด็นเรื่องประชาชนนับถือศาสนาแตกต่างกัน รัฐบาลกับประชาชนเมียนมาได้แก้ปัญหาเหล่านี้ เนื่องจากเป็นประเด็นภายในประเทศเมียนมา”
            ก่อนหน้านั้นเมื่อตุลาคม 2012 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน (ในขณะนั้น) กล่าวว่าอยากจะจัดให้มีการพูดคุยระหว่างอาเซียน สหประชาชาติและรัฐบาลเมียนมาเพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจกระทบภูมิภาค แต่ทางการเมียนมาปฏิเสธ ดร.สุรินทร์กล่าวว่า “เมียนมาเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นกิจการภายในประเทศ แต่เรื่องภายในประเทศของคุณอาจกลายเป็นเรื่องของเราในวันข้างหน้าถ้าคุณไม่ระวัง”

            ทุกวันนี้เห็นชัดแล้วว่าประเด็นโรฮีนจาเป็นกรณีพิเศษ ทั้งประชาคมอาเซียนกับชาติสมาชิกไม่ยึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ต่างแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเมียนมา
ยกตัวอย่าง ธันวาคม 2016 นาจิบ ราซัค (Najib Razak) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประณามเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) ต่อโรฮีนจาในเมียนมาอีกครั้ง ทั้งยังเรียกร้องให้ชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ร่วมประณามและกดดัน
Retno Marsudi รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียกล่าวต่อ พลเอก U Min Aung Hlaing ผู้บัญชาการทหารบกเมียนมา ขอให้ทางการเมียนมาเร่งคลายความตึงเครียดในยะไข่ “หยุดการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบที่กำลังเกิดขึ้นในรัฐยะไข่ ปกป้องประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งพวกมุสลิม”

เรื่องที่ควรเข้าใจคือ การไม่แทรกแซงที่อาเซียนใช้ไม่ได้ไม่ถึงไม่แทรกแซงทุกกรณี เป้าหมายของการไม่แทรกแซงคือเพื่อความมั่นคงของอีกฝ่าย ที่ต่างก็ยึดถือร่วมกัน
            หากการแทรกแซงได้รับการร้องขอจากอีกฝ่ายย่อมทำได้ เช่น การปราบปรามคอมมิวนิสต์ทางภาคใต้ของไทยในสมัยสงครามเย็น รัฐบาลไทยยินยอมให้กองทัพมาเลเซียเข้าแทรกแซง ถึงกับยอมให้ทหารมาเลย์ข้ามมาในฝั่งไทยเป็นครั้งเป็นคราว
            จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าชาติสมาชิกจะแทรกแซงกิจการภายในของอีกประเทศ ทั้งนี้จะต้องอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ บางประเทศอาจบั่นทอนอีกประเทศ แต่ทั้งหมดอยู่ในกรอบ
            สิ่งที่อาเซียนระมัดระวังคือ การผลักให้สมาชิกอีกประเทศจนตรอก เพราะในที่สุดประเทศนั้นอาจต้องอิงมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งเพื่อความอยู่รอด ทำให้อาเซียนแตกแยก กระทบความมั่นคงทั้งภูมิภาค การจะแทรกแซงมากน้อยอย่างไร จึงอยู่ภายใต้กระบวนคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
            ปัจจัยสำคัญอีกประการคือ ความมั่นคงภายในของแต่ละประเทศคือความมั่นคงของอาเซียน จึงสนับสนุนความมั่นคงของอีกฝ่าย ให้เศรษฐกิจแต่ละประเทศเติบโต ประชาชนอยู่ดีกินดี (ตามอัตภาพ) เป็นเครื่องประกันการอยู่รอดของระบอบ และสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย การค้าเสรี โลกาภิวัตน์

เมียนมากำลัง “แทรกแซง” ชาติสมาชิกเพื่อนบ้าน :
การแก้ปัญหาของรัฐบาลเมียนมาทำให้โรฮีนจาหลายแสนคนอพยพลี้ภัยออกจากประเทศ ไม่นับพวกที่เสียชีวิต ส่วนหนึ่งเดินทางสู่ตะวันตกกับทางใต้ เข้าประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย การปฏิบัติต่อผู้อพยพลี้ภัยเหล่านี้เป็นที่จับตาขององค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ หลายต่อหลายครั้งที่องค์กรเหล่านี้โจมตีเพื่อนบ้านเมียนมาว่าไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้อพยพโรฮีนจาอย่างเหมาะสม กลายเป็นว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเมียนมาเป็นเหตุให้เพื่อนบ้านอาเซียนถูกกล่าวโทษด้วย
และหากอนาคตโรฮีนจากลายเป็นแหล่งซ่องสุมผู้ก่อการร้าย แหล่งปฏิบัติการของผู้ก่อการร้ายอย่างอัลกออิดะห์ IS/ISIL/ISIS หรือเป็นศูนย์รวมของกองกำลังมุสลิมต่างชาติกว่าร้อยประเทศดังที่เกิดกับซีเรีย จะกลายเรื่องใหญ่ กระทบต่อภูมิภาคอย่างรุนแรง

ดูเผินๆ อาจเห็นว่าโรฮีนจาเป็นเรื่องภายในของเมียนมา แต่ผลจากนโยบายของรัฐบาลเมียนมากระทบเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างชัดเจน เป็นข้อสรุปว่าเมียนมาแทรกแซงกิจการภายในของอาเซียน
ดังนั้น ภายใต้หลักไม่แทรกแซงกิจการภายใน พฤติกรรมหรือแนวทางของรัฐบาลเมียนมาสร้างปัญหาต่ออาเซียนเรื่องสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงของรัฐ ถือได้ว่าเมียนมากำลัง “แทรกแซงกิจการภายใน” ของชาติสมาชิกเพื่อนบ้าน

การออกมาประณามของชาติสมาชิกหลายประเทศ การนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ แม้เป็นการแทรกแซงเมียนมา แต่เพราะเมียนมาเป็นต้นเหตุ ชาติสมาชิกอาเซียนไม่ต้องการแทรกแซงเมียนมา เพียงเพื่อต้องการให้ประเด็นโรฮีนจาไม่เป็นเหตุกระทบชาติสมาชิกอื่นๆ

ความมั่นคงของสมาชิกคือความมั่นคงของอาเซียน :
            ความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เป็นประเด็นที่รัฐบาล หน่วยงานความมั่นคงให้ความสำคัญมากที่สุด ในกรอบอาเซียนความมั่นคงของชาติสมาชิกคือความมั่นคงของอาเซียน
            หากรัฐสมาชิกมีปัญหาภายใน การเมืองไร้เสถียรภาพ อำนาจหลักไม่สามารถกำราบอำนาจอื่น ชนกลุ่มน้อยที่สร้างปัญหา ภัยก่อการร้าย สภาวะเช่นนี้อาเซียนพลอยไม่มั่นคงด้วย
            ด้วยเหตุนี้ เพื่อความมั่นคงของตัวเอง สมาชิกอื่นๆ จึงดำเนินนโยบายส่งเสริมให้ชาติสมาชิกอื่นๆ มีความมั่นคง (อย่างน้อยในระดับที่ไม่เป็นอันตราย)ฃ

ในกรณีเมียนมา โรฮีนจาส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลกลาง (บางคนอาจพูดถึงเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ การพัฒนารัฐยะไข่ในอนาคต) ดังนั้น ชาติสมาชิกอื่นๆ จึงหวังไม่ให้โรฮีนจาเป็นเหตุทำลายรัฐบาลเมียนมา และไม่เป็นเหตุบั่นทอนเพื่อนบ้านอาเซียนด้วย
ในสายตาของอาเซียนความมั่นคงของรัฐบาลเมียนมาสำคัญที่สุด และเป็นการปฏิบัติตามกฎบัตรอาเซียน หลักการอาเซียนทั้งปวง

ในอีกด้านหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรฮีนจาไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เกี่ยวพันกับชีวิตกว่าล้านคน มีแรงดึงดูดให้องค์กรสิทธิมนุษยชนสำคัญๆ ให้ความสนใจและแสดงบทบาท เช่นเดียวกับรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกออกโรงประณามรัฐบาลเมียนมาดังที่เห็นอยู่
อาเซียนหรือประชาคมอาเซียนมีจุดยืนเรื่องสิทธิมนุษยชนและพัฒนาก้าวหน้าใกล้เคียงระดับสากลมากขึ้น ประเด็นโรฮีนจาจึงท้าทายการยึดถือหลักสิทธิมนุษยชนของอาเซียนในขณะนี้
สิ่งที่อาเซียนจะทำคือต้องระวังไม่เป็นเหตุให้ถูกนานาชาติประณาม ไม่ปล่อยให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนของเมียนมากลายเป็นการละเมิดโดยประชาคมอาเซียนทั้งมวล
จึงไม่แปลกใจหากสมาชิกกับประชาคมอาเซียนจะแสดงท่าทีสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน อย่างน้อยก็ต้องประณามรัฐบาลเมียนมา แสดงท่าทีแตกต่างจากเมียนมา

หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในเป็นเสาหลักของการอยู่ร่วมกันเป็นอาเซียน เพื่อความมั่นคงของสมาชิกแต่ละประเทศ หลักการนี้ถูกนำมาใช้อยู่เสมอและใช้เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ความเป็นไปของโรฮีนจาในเมียนมาเป็นอีกหลักฐานหนึ่งของยึดถือหลักการดังกล่าว
ไม่ว่าอาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน ก็เพื่อความมั่นคงของสมาชิกทุกประเทศ ไม่มากหรือน้อยไปกว่านี้ บรรลุเป้าหมายของหลักการไม่แทรกแซงอีกครั้ง
----------------------------




บทความที่เกี่ยวข้อง :
เนื่องจากไม่อาจมองว่าผู้อพยพโรฮีนจาเป็นปัญหาของเมียนมาเท่านั้น ถ้าพูดให้ครอบคลุมกว่านี้ ในโลกนี้มีอีกนับร้อยล้านคนที่รอความช่วยเหลือ จึงต้องเริ่มต้นด้วยการตอบว่าเป็นปัญหาของใคร
ชาติสมาชิกอาเซียนออกประณามรัฐบาลเมียนมาต่อกรณีโรฮีนจาอย่างเปิดเผย เหตุผลลึกที่สุดคือ ความมั่นคงของเมียนมาคือความมั่นคงของอาเซียน ส่วนเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเหตุผลรอง... 

บรรณานุกรม:
1. Acharya, Amitav. (2009). Constructing a Security Community in Southeast Asia: ASEAN and the Problem of Regional Order (2nd Ed.). Oxon: Routledge.
2. Deputy Foreign Minister Dismayed Over Malaysian PM’s Remarks. (2016, December 7). The Irrawaddy. Retrieved from http://www.irrawaddy.com/news/deputy-foreign-minister-dismayed-over-malaysian-pms-remarks.html
3. Key ASEAN strategy announcement expected in Nay Pyi Taw. (2014, May 9). The Myanmar Times. Retrieved from http://www.mmtimes.com/index.php/national-news/10279-key-asean-strategy-announcement-expected-in-nay-pyi-taw.html
4. Myanmar Expresses Commitment to Address Worsening Humanitarian Crisis in Rakhine State: FM Retno. (2017, September  6). The Jakarta Globe. Retrieved from http://jakartaglobe.id/news/myanmar-expresses-commitment-address-worsening-humanitarian-crisis-rakhine-state-fm-retno/
5. Myanmar 'rejects talks' on ethnic violence. (2012, October 31). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/asia-pacific/2012/10/2012103161130375846.html
6. Ritzer, George. (2010). Globalization: A Basic. UK: John Wiley & Sons Ltd.
-----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...