ระบบเศรษฐกิจแบ่งปันของกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (สนใจคลิกที่รูป)

ระบบเศรษฐกิจแบ่งปันของกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (สนใจคลิกที่รูป)
ระบบเศรษฐกิจแบ่งปันของกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (สนใจคลิกที่รูป)

วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สัจนิยมกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ 2017

24 ธันวาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7716 วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2560)

คำโปรยบทความ :
ไม่แปลกที่รัฐบาลทรัมป์ยึดหลักสัจนิยม แต่ต้องศึกษาลงในรายละเอียดว่าอะไรกันแน่ที่รัฐบาลต้องการ สันติสุขหรือความรุนแรง เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกันหรือน่าจะมีทางเลือกที่ดีกว่า



“ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” (National Security Strategy) ปรากฏครั้งแรกเมื่อ 1950 ท่ามกลางการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรง เป็นแผนแม่บทหรือนโยบายหลัก (master plan) ด้านความมั่นคงของประเทศ กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะนำไปจัดทำเป็นแผนในส่วนของตนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ฉบับนี้
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศว่ารัฐบาลของตนยึดแนวทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับล่าสุดยึดแนวทางดังกล่าว

ชมคลิปสั้น 2 นาที :

สัจนิยมเป็นแนวคิดทางการเมืองที่เป็นความคิดนำ (dominated thinking) ของการเมืองระหว่างประเทศมานับพันๆ ปีแล้ว ประเทศที่ยึดแนวคิดนี้จะสร้างสมกำลังทหารเพื่อป้องกันประเทศ เพิ่มขยายอำนาจต่างๆ ที่จะส่งเสริมอำนาจรัฐ เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม เกียรติภูมิของชาติ ฯลฯ เพื่อความอยู่รอดของตน อันหมายถึงการรุกรานประเทศอื่นด้วย บนความเชื่อที่ว่าวิธีรักษาความอยู่รอดได้ดีที่สุดคือการขยายอำนาจประเทศให้มากที่สุด ผลลัพธ์คือประเทศอื่นๆ อ่อนแอลงเมื่อเทียบกับตนเอง
บทความนี้จะนำเนื้อหาจากคำนำและบทนำของยุทธศาสตร์มาวิเคราะห์วิพากษ์ ดังนี้

อเมริกาตกอยู่ในอันตราย :
­            ในส่วนคำนำที่เขียนโดยประธานาธิบดีบรรยายว่าสหรัฐอเมริกาอยู่ในโลกที่อันตรายร้ายแรงผิดปกติ (extraordinarily dangerous world) ล้อมรอบด้วยสารพัดภัยคุกคาม เผชิญเหล่ารัฐอันธพาล (rogue regimes) ที่กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ กลุ่มผู้ก่อการร้ายอิสลามสุดโต่ง (radical Islamist terror groups) ประเทศปรปักษ์ที่บ่อนทำลายผลประโยชน์ประเทศกับโลกอย่างร้ายกาจ การค้าระหว่างประเทศไม่เป็นธรรม พันธมิตรไม่ยอมแบ่งเบาภาระอย่างเป็นธรรม
            วิพากษ์: ภายใต้แนวคิดสัจนิยม (Realism) ไม่มีประเทศใดปลอดภัย ที่น่าคิดคือสหรัฐซึ่งเป็นถึง “มหาอำนาจ” มองว่าตัวเองเป็น “เหยื่อ” ที่ถูกคุกคามทำร้าย ไม่ใช่ผู้ไปทำร้ายทำลายผู้อื่น ไม่ยอมเอ่ยเรื่องที่ไปเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ประธานาธิบดีปูตินชี้ว่ายุทธศาสตร์ฉบับนี้แสดงท่าทีก้าวร้าว หวังรุนรานประเทศอื่นโดยใช้คำว่าเพื่อปกป้องประเทศ

            โลกในมุมมองของรัฐบาลทรัมป์คือโลกที่น่ากลัวเกินจริง ไม่ปลอดภัย ปลูกฝังให้พลเมืองของตนคิดเช่นนั้น แต่ทั้งหมดนี้กำลังดีขึ้นในรัฐบาลสมัยปัจจุบัน ประเทศมั่งคั่งมั่นคงและเข็มแข็งกว่าเดิม ด้วยฝีมือของรัฐบาล (การมีรัฐบาล) นั่นเอง
            พร้อมกับวางวิสัยทัศน์สร้างโลกที่ชาติทั้งหมดเข้มแข็ง มีอธิปไตย เป็นอิสระต่อกัน ต่างมีวัฒนธรรมและความฝันของตนเอง มุ่งหน้าสู่ความมั่งคั่ง เสรีภาพ และสันติภาพ

            ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับนี้ยึดแนวทาง “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) เนื้อหาแบ่งออกเป็น 4 เสาหลัก (pillar) กับยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค
            เสาแรก ป้องกันประชาชนอเมริกัน แผ่นดินแม่และวิถีชีวิตอเมริกัน เสาที่ 2 ส่งเสริมความมั่งคั่งของอเมริกัน เสาที่ 3 รักษาสันติภาพด้วยความเข้มแข็ง เสาที่ 4 ขยายอิทธิพลอเมริกา
            ส่วนยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค แบ่งเป็น 5 ภูมิภาค ได้แก่ อินโด-แปซิฟิก ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชียใต้กับกลาง ซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) และแอฟริกา

            ในส่วนบทนำ (introduction) มีใจความสำคัญว่าประเทศจะต้องปลอดภัย มั่งคั่ง มีเสรีภาพบนความเข้มแข็ง มีความเชื่อมั่นและเป็นผู้นำโลก อเมริกาคือผู้สามารถรักษาสันติภาพ เสรีภาพ สร้างประโยชน์แก่ชาวอเมริกัน
            วิพากษ์: รัฐบาลสหรัฐมีสิทธิที่จะประกาศว่าตนจะเป็นผู้นำโลก ส่วนจะได้รับการยอมรับจากนานาชาติหรือไม่เป็นอีกเรื่อง ประโยคดังกล่าวแฝงด้วยหลักการว่าสหรัฐจะเข้าพัวพัน (engage) ทุกเรื่องในโลกที่มีส่วนได้ส่วนเสีย แม้เรื่องนั้นจะละเมิดอธิปไตยประเทศอื่น
            ที่น่าคิดกว่านั้นคือภาวะที่สหรัฐเป็นผู้นำโลก ประเทศอื่นๆ จะอยู่ในฐานะอะไร มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ดีเทียบเท่าพลเมืองอเมริกันหรือไม่ และถ้าปราศจากสหรัฐเป็นผู้นำโลก ประชาคมโลกจะอยู่อย่างเป็นสุขมากขึ้นหรือไม่
            ที่แน่นอนคือในขณะที่รัฐบาลสหรัฐต้องการเป็นผู้นำโลก หลายประเทศพูดถึงโลกพหุภาคีที่มีหลายขั้ว รัฐบาลทรัมป์กำลังสวนทางความต้องการของนานาชาติหรือไม่

            เสรีภาพและความเป็นอิสระทำให้สังคมรุ่งเรือง เป็นชาติที่เต็มด้วยชีวิตชีวาและมั่นใจ ยอมรับความเห็นต่าง ความหลากหลาย แต่ยังคงรวมเป็นหนึ่งด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความเชื่อ หลักการต่างๆ ที่เป็นตัวเรา ประเทศปกป้องสิทธิและอนาคตของพลเมืองทุกคนเรื่อยมา เป็นพลังแห่งความดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์ (greatest forces for good in history)
            วิเคราะห์: เนื้อหาบทนำบรรยายคุณความดีของสังคมอเมริกามากมาย เกินกว่าจะนำเสนอทั้งหมด เมื่ออ่านแล้วชวนให้นึกว่าเป็นอีกหน้ากระดาษที่เขียนประวัติศาสตร์อเมริกา (ปัจจุบัน) อย่างเลิศเลอ ตามแบบฉบับของประวัติศาสตร์ในหลายประเทศ ถ้าไม่คิดอะไรมากจะเหมือนอ่านเทพนิยายเรื่องหนึ่ง เช่น ประโยค “เป็นพลังแห่งความดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์” รัฐบาลสหรัฐสามารถพิสูจน์ประโยคนี้ได้หรือไม่ ถ้อยคำทำนองนี้ถ้าปรากฏในหนังสือนิทานก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่นี่คือยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ

            กองทัพอเมริกันยังแข็งแกร่งที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามความเหนือกว่าลดลงเพราะรัฐปรปักษ์ปรับปรุงและเสริมสร้างกองทัพ รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ด้วย ศัตรูสามารถโจมตีแผ่นดินแม่ง่ายกว่าเดิมด้วยอาวุธหลากหลาย ท้าทายเรากับพันธมิตรของเรา รัฐบาลมีหน้าที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมให้มั่นใจว่ามีกองทัพที่เหนือกว่าอยู่เสมอ
            วิเคราะห์: เนื้อหาตอนนี้มีความสำคัญเพราะแม้รัฐบาลสหรัฐมักพูดถึงภัยคุกคามต่างชาติ ภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากอาวุธต่างชาติ แต่ที่สุดแล้วยอมรับว่ากองทัพตนแข็งแกร่งที่สุดในโลก ถึงกระนั้นยังจะเสริมสร้างกองทัพให้แข็งแกร่งยิ่งๆ ขึ้นไป ชนิดไม่มีใครเทียบได้ และเชื่อว่าจะเป็นเหตุป้องกันการรุกราน
            ด้วยหลักคิดเช่นนี้ หนีไม่พ้นที่ต้องเพิ่มงบกลาโหม สร้างสะสมอาวุธรุ่นใหม่และมากขึ้นๆ

            การแข่งขันไม่จำต้องหมายถึงการเป็นศัตรูต่อกันหรือนำสู่ความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมาสหรัฐประสบความสำเร็จในการป้องกันความขัดแย้ง ความแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นส่งเสริมสันติภาพ ป้องกันสงคราม
            วิเคราะห์: ที่สุดแล้ว ยุทธศาสตร์ความมั่นคงเปิดทางการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความขัดแย้ง ความขัดแย้งไม่จำต้องลงเอยด้วยสงครามเสมอไป เพียงแต่ต้องเป็นภาวะที่สหรัฐได้ประโยชน์สูงสุดเท่านั้น เป็นไปตามหลักสัจนิยม

            สหรัฐเหนือกว่าทุกประเทศว่าไม่ว่าด้านการเมือง เศรษฐกิจ การทหารและเทคโนโลยี ถึงกระนั้นยังต้องเสริมสร้างให้เข้มแข็งยิ่งกว่าเดิมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ยวดยิ่ง (vital national interests)
            โดยรวมแล้ว มีคำถามว่าประชาธิปไตยสหรัฐมีคุณค่าต่อโลกอย่างไร ในเมื่อนโยบายต่างประเทศเจือด้วยจักรวรรดินิยม ต้องการนำประเทศอื่นๆ ประชากรโลกมาอยู่ใต้อำนาจ เช่นนี้เรียกว่าให้เสรีภาพหรือ มีทางเลือกที่ดีกว่าหรือไม่

การยึดถือสัจนิยมและการนำไปใช้ :
พวกสัจนิยมไม่ใช่พวกมองโลกว่าสวยงาม ขณะเดียวกันไม่ใช่พวกชอบทำสงครามเสมอไป โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การก่อสงครามเต็มรูปแบบไม่ง่ายเหมือนอดีต เห็นว่าสภาพของโลกมีทั้งโอกาสกับภัยคุกคาม มีความร่วมมือคู่กับความขัดแย้งอยู่เสมอ การจะอยู่ในโลกจำต้องสามารถแสวงหาประโยชน์จากโอกาสและป้องกันตนเองจากภัยคุกคาม อาจไม่ปรารถนาทำสงครามแต่สงครามมีโอกาสเกิดขึ้นทุกเมื่อ เป้าหมายสำคัญที่สุดคือเพื่อความอยู่รอด
            การยึดหลักสัจนิยมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แท้จริงแล้วหลักยึดของรัฐบาลทุกประเทศล้วนมีแนวคิดสัจนิยมผสมอยู่ไม่มากก็น้อย และจำต้องตระหนักว่าผู้ยึดถือหลักสัจนิยมไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะตีความเหมือนกัน รุนแรงเท่ากัน และมีทางเลือกเดียว ทั้งนี้ขึ้นกับบริบทของแต่ละประเทศด้วย

            ประเทศเล็กกว่าย่อมไม่คิดเปิดฉากทำสงครามกับมหาอำนาจ จะหาวิธีอยู่รอดด้วยวิธีอื่น เช่น ประสานประโยชน์ ยอมเสียประโยชน์บางส่วน การสร้างพันธมิตรเพื่อคานอำนาจ
            ประเทศมหาอำนาจมีทางเลือกที่มากกว่า และมักคิดหาประโยชน์แก่ตนมากที่สุด แต่หากไม่แนบเนียนพอย่อมถูกต่อต้าน และในยุคปัจจุบันที่เป็นโลกาภิวัตน์ สังคมดิจิทัล การต่อต้านจากระดับปัจเจกอาจรุนแรงกว่าอดีต ไม่อาจคาดหวังประสิทธิภาพและผลลัพธ์จากการใช้สัจนิยมตามแบบสมัยอดีต

คาดการผลจากการใช้ยุทธศาสตร์ 2017 :
กระทรวงต่างประเทศรัสเซียเห็นว่าสหรัฐเลือกเส้นทางที่จะเผชิญหน้าและขัดแย้ง เป็นแนวคิดที่ล้าสมัย ควรมุ่งแสวงหาความร่วมมือ การยึดหลักรักษาสันติภาพด้วยพลังอำนาจนั้นไม่สร้างสรรค์ ขัดขวางความร่วมมือ ต้องการครอบงำผู้อ่อนแอกว่า เป็นแนวทางจักรวรรดินิยม ต้องการสร้างโลกขั้วเดียว ผลคือโลกสันติภาพโลกไม่แน่นอน เกิดสงครามอยู่เนืองๆ
            รัฐบาลสหรัฐมองผลประโยชน์ระยะสั้น ตัวอย่างที่ดีคือถอนตัวจากข้อตกลงลดภาวะโลกร้อน พร้อมบั่นทอนทำลายประเทศอื่นซึ่งเท่ากับเป็นการบั่นทอนอารยธรรมโลก นโยบายก่อความขัดแย้งส่งเสริมความรุนแรง ไม่แปลกที่ประเทศสร้างสมอาวุธสงครามจำนวนมหาศาล คนอเมริกันตกอยู่ในอันตรายตลอดเวลา ในหลายกรณีมองภัยคุกคามร้ายแรงเกินจริง สร้างความวิตกกังวลจนเกินเหตุ ส่งผลต่อชาวอเมริกัน เป็นสังคมแห่งความวิตกจริต
            สังคมอารยะแท้คือสังคมเช่นนี้หรือ สังคมเช่นนี้จะยั่งยืนหรือ
---------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจเป็นแนวคิดจากสำนักสัจนิยมที่ใช้กันแพร่หลาย ถ่วงดุลฝ่ายที่เป็นอริ ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบ หวังเป็นเหตุไม่ให้คิดทำสงครามต่อกัน อาเซียนกำลังใช้ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจถ่วงดุลจีนกับฝ่ายสหรัฐ เพื่อชี้ชวนให้ทุกฝ่ายดำเนินนโยบายกับอาเซียนอย่างสร้างสรรค์ แต่ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจมีจุดอ่อนเช่นกัน จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง

ทฤษฎีสัจนิยมให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งชาติมากที่สุด รัฐต้องระแวดระวัง เตรียมการรับมือภัยคุกคามทุกชนิด พร้อมเผชิญหน้าฝ่ายตรงข้าม แต่ภายใต้แนวคิดนี้นโยบายความมั่นคงแห่งชาติเต็มด้วยความหวาดระแวง ความไม่เชื่อใจ กลายเป็นดาบสองคมให้ประเทศเพื่อนบ้านมองด้วยความหวาดระแวง มองอย่างเป็นภัยคุกคามเช่นกัน นโยบายความมั่นแห่งชาติญี่ปุ่นสะท้อนลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน

บรรณานุกรม :
1. "Confrontational" U.S. national security plan comes under international fire. (2017, December 20). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2017-12/20/c_136840389.htm
2. Haley, John. (2006). National Security Strategy Report. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.505-506). California: Sage Publications.
3. Magstadt, Thomas M. (2009). Understanding Politics (8th Ed.). CA: Wadsworth/Cengage Learning.
4. Putin: New US national security strategy is offensive & aggressive, Russia must take note. (2017, December 22). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/413961-putin-us-defense-strategy/
5. Viotti, Paul., & Kauppi, Mark. (2009). International Relations and World Politics (4th Ed.). USA: Pearson Education.
6. The White House. (2017, December 6). National Security Strategy 2017. Retrieved from http://nssarchive.us/wp-content/uploads/2017/12/2017.pdf
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เยรูซาเล็มตะวันออก ทดสอบมิตรแท้มุสลิม

17 ธันวาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7709 วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2560)

คำโปรยบทความ :
            ผู้นำซาอุฯ ชมเชยว่าประธานาธิบดีทรัมป์เป็นมิตรแท้มุสลิม ความเป็นไปของเยรูซาเล็มตะวันออกจะเป็นเครื่องทดสอบว่าจริงหรือไม่ หรือมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้น

            การประกาศยอมรับเยรูซาเล็มฝั่งตะวันออกเป็นของอิสราเอลกลายเป็นประเด็นวิพากษ์ร้อนแรงในโลกมุสลิม โจมตีรัฐบาลทรัมป์ต่างๆ นานา สวนทางกลับที่ครั้งหนึ่งรัฐบาลซาอุฯ ชมเชยว่าทรัมป์เป็นมิตรแท้มุสลิม


นอกจากประณามมีอะไรอีกไหม :
สันนิบาตอาหรับ (Arab League) เตือนว่าหากรัฐบาลทรัมป์ยอมรับกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอิสราเอลจะโหมไฟลัทธิสุดโต่ง เป็นการอยุติธรรม ไม่ช่วยสร้างสันติภาพ ความมั่นคง เฉพาะอิสราเอลที่ได้ประโยชน์
            ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย Joko Widodo ชี้ว่าการยอมรับดังกล่าวละเมิดข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงหลายข้อ ซึ่งเป็นข้อมติที่รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้รับรองเอง เกรงว่าจะบั่นทอนความมั่นคงโลก

รับชมคลิป 2 นาที

ในทำนองเดียวกัน สันนิบาตอาหรับเรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกแถลงการณ์ยอมรับเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอิสราเอล เพราะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ขยายความตึงเครียด ยั่วยุให้โกรธแค้น ชักนำให้ภูมิภาควุ่นวายและเกิดเหตุรุนแรงกว่าเดิม
เรเจพ ทายยิพ แอร์โดกาน (Recep Tayyip Erdogan) ประธานาธิบดีตุรกี ตัวแทนองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation :OIC) กล่าวว่าอิสราเอลเป็นรัฐที่โหดร้ายและยึดครองแผ่นดินคนอื่น ขอให้นานาชาติสนับสนุนเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของปาเลสไตน์
            มีคำถามว่านอกจากประณาม จะมีอย่างอื่นที่เป็นรูปธรรมไหม
Hassan Nasrallah ผู้นำฮิซบอลเลาะห์เรียกร้องให้มุสลิมทั่วโลกลุกขึ้นต่อต้านสหรัฐ ด้วยการให้รัฐอาหรับกับรัฐมุสลิมยกเลิกข้อตกลงสันติภาพต่างๆ และข้อตกลงที่ทำกับอิสราเอล
การต่อต้านอย่างเป็นรูปธรรมไม่จำต้องเข่นฆ่าทำร้ายร่างกายอีกฝ่าย มีวิธีการอื่นๆ มากมาย เช่นคว่ำบาตรด้วยการไม่ติดต่อด้วย การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมักเป็นวิธีที่ใช้กัน แนวทางของผู้นำฮิซบอลเหลาะห์เป็นตัวอย่างอีกแบบ

มิตรแท้มุสลิม :
กษัตริย์ซาอุฯ ผู้ประกาศเรื่อยมาว่าเป็นผู้ปกป้องอิสลามจะทำอย่างไร ยังจะถือว่าประธานาธิบดีทรัมป์เป็นมิตรแท้มุสลิมหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่าเป็นมิตรแท้อิสราเอลมากกว่า
            ย้อนหลังเมื่อกลางเดือนมีนาคม Mohammed bin Salman รองมกุฎราชกุมารซาอุดิอาระเบีย (ตำแหน่งในขณะนั้น) หารือผู้นำสหรัฐอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาว แถลงการณ์ฝ่ายซาอุฯ ตอนหนึ่งกล่าวว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์เคารพศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง” เห็นว่าอิสลามเป็นหนึ่งในศาสนาสำคัญแต่ถูกพวกหัวรุนแรงนำไปใช้ประโยชน์ ด้วยเหตุนี้ทรัมป์จึงเป็น “มิตรแท้ของมุสลิม” (true friend of Muslims)

แถลงการณ์ไม่เอ่ยถึงการที่ทรัมป์ใช้คำว่า “ผู้ก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง” (radical Islamic terrorism) นักวิชาการบางคนชี้ว่าใครก็ตามที่ใช้คำว่าก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรงย่อมตั้งใจที่จะเชื่อมโยง “อิสลาม” เข้ากับ “ก่อการร้าย” เข้ากับ “หัวรุนแรง นิยมความรุนแรง”
แถลงการณ์แสดงท่าทีพอใจทัศนคติของประธานาธิบดีทรัมป์ต่ออิสลาม เห็นว่าท่านตั้งใจร่วมไม้ร่วมมือกับโลกมุสลิม ขอให้ทุกคนเข้าใจทรัมป์อย่างถูกต้องไม่เป็นไปตามการบิดเบือนของสื่อ
ไม่ว่าเป็นมิตรแท้มุสลิมจริงหรือไม่ ในช่วงหาเสียงเป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าทรัมป์แสดงท่าทีเชิงลบต่อมุสลิม มีนาคม 2106 ให้สัมภาษณ์สื่อโทรทัศน์ช่องหนึ่งว่า “ผมคิดว่าอิสลามเกลียดชังเรา เกลียดชังอย่างรุนแรง เราต้องเรียนรู้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นข้อนี้”

ดังที่เคยนำเสนอในบทความก่อนว่า ทรัมป์หาเสียงด้วยวิธีการสร้างความแปลกแยก ชูประเด็น “อิสลามหัวรุนแรง” (radical Islam)  ให้คนอเมริกันหวาดผวาเรื่องผู้ก่อการร้ายเกินจริง หาเสียงโดยโหนกระแสกลัวอิสลาม (Islamophobia)
หลังการเยือนของเจ้าชาย Salman ทรัมป์กลายเป็นมิตรแท้มุสลิม
การเยือนของเจ้าชาย Salman เป็นเพียงจุดเริ่มต้น 2 เดือนต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์เยือนซาอุฯ อย่างเป็นทางการและเข้าร่วมประชุม “Arab Islamic American Summit” ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้นำชาติอาหรับ ผู้นำมุสลิมประเทศอื่นๆ และผู้นำอเมริกา รวมทั้งหมด 55 ประเทศ
ต้องย้ำว่าทรัมป์คือผู้นำชาติตะวันตกเพียงคนเดียวที่ได้รับเกียรติเข้าร่วมงาน และยืนเคียงข้างกษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุล อาซิซ (King Salman Bin Abdul Aziz) ผู้เป็นเจ้าภาพ

ทดสอบมิตรแท้มุสลิม :
จากเหตุการณ์ยอมรับเยรูซาเล็ม OIC ยืนยันว่าหากต้องการสันติภาพที่สมบูรณ์และยุติธรรม เยรูซาเล็มฝั่งตะวันออกจะต้องเป็นเมืองหลวงของรัฐปาเลสไตน์ ขอประณามวิธีการใดๆ ที่ทำให้อิสราเอลเข้าควบคุมโดยผิดกฎหมาย ประณามทุกแถลงการณ์จากสหรัฐที่กระทบความรู้สึกมุสลิม คุกคามสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ สมาชิก OIC จะไม่อยู่เฉยยอมรับการกระทำของปฏิปักษ์
คำถามน่าสนใจคือ รัฐบาลซาอุฯ กับพวกจะยึดมั่นคำประกาศของตนและของ OIC หรือไม่ จะยังนับว่ารัฐบาลสหรัฐคือมิตรแท้มุสลิมอีกไหม
            ไม่แปลกที่รัฐบาลเนธันยาฮูพยายามยึดครองเยรูซาเล็ม แต่แปลกที่ทรัมป์รับรอง ทั้งๆ ที่สามารถเลื่อนการรับรองออกไปเหมือนประธานาธิบดีคนก่อนๆ แต่ทรัมป์กลับทำสิ่งที่แปลกใหม่แตกต่างจากผู้นำคนอื่น
จึงเกิดคำถามตามมาอีกว่า รัฐบาลทรัมป์เข้าข้างอิสราเอลมากกว่าซาอุฯ หรือไม่ ในสายตาของรัฐบาลทรัมป์ ระหว่างอิสราเอลกับซาอุฯ และโลกมุสลิมทั้งมวล ถือว่าใครเป็นมิตรมากกว่า

            ถ้าคิดให้ลึกซึ้ง การยอมรับเยรูซาเล็มตะวันออกแท้จริงแล้วเป็นเพียงจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งของแผนการขยายดินแดนของรัฐอิสราเอล ที่ได้ดำเนินนโยบายขยายดินแดนเรื่อยมา โดยเฉพาะการขยายเข้าไปในเขตเวสต์แบงก์ ที่สุดแล้วรัฐอิสราเอลที่ขยายตัวจะมีเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอยู่ตรงกลาง และรายล้อมด้วยดินแดนรอบข้าง
            ประเด็นคือรัฐบาลอิสราเอลไล่รื้อที่ปาเลสไตน์อย่างผิดกฎหมายต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว รัฐบาลสหรัฐกับหลายประเทศออกแถลงการณ์ประณามเรื่อยมา แต่สุดท้ายก็ทำพียงเท่านี้ การประณามไม่สามารถยับยั้งการไล่รื้อที่ การขยายดินแดนของอิสราเอล
            เป็นข้อพิสูจน์ว่ารัฐบาลเหล่านี้จริงจังต่อปัญหาปาเลสไตน์มากเพียงไร

ต้องไม่ลืมว่าตราบใดที่รัฐบาลสหรัฐยังสนับสนุนอุ้มชูรัฐบาลอิสราเอล เมื่อนั้นการยึดครองไล่รื้อที่จะดำเนินต่อไป จนที่สุดอาจไม่เหลือพื้นที่ให้ก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์
Hossein Amir Abdollahian รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เชื่อว่าการเจรจาเป็นแผนปิดบังการรุกขยายดินแดนของพวกไซออนนิสต์ นั่นหมายว่าการเจรจาที่รัฐบาลสหรัฐเป็นคนกลางนั้น รัฐบาลสหรัฐรู้เห็นเป็นใจด้วย
จะเป็นเรื่องตลกหากวันหนึ่งปาเลสไตน์ไร้แผ่นดิน รัฐบาลสหรัฐ ซาอุฯ และพวกจะยังคงประกาศยึดมั่นสิทธิเรื่องดินแดนของปาเลสไตน์

            ความจริงแล้วทุกประเทศสามารถทำได้มากกว่าการพูด นั่นคือด้วยการคว่ำบาตรอิสราเอลในด้านต่างๆ การคว่ำบาตรที่ได้ผลมากที่สุดคือการคว่ำบาตรจากข้อมติจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ แต่ถึงแม้ไม่ได้ข้อมติ แต่ละประเทศสามารถคว่ำบาตรอิสราเอลได้ด้วยตนเอง เช่น ไม่ทำการค้าด้วย ดังเช่นที่สหรัฐกับพันธมิตรคว่ำบาตรอิหร่านเนื่องจากโครงการพัฒนานิวเคลียร์ การพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล
            แต่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มีสักกี่ประเทศที่ทำเช่นนี้
            ผลที่เกิดขึ้นคือ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาคมโลก อิสราเอลยังคงเดินหน้าขยายดินแดนต่อไป ปล่อยให้ปาเลสไตน์คือผู้ต้องแบกรับความสูญเสีย ชาวปาเลสไตน์หลายล้านทุกข์ยากไร้อนาคต

ซูซาน ไรซ์ (Susan Rice) ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ทบทวนประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิสราเอลว่า 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ยาวนานเกือบ 70 ปี ประธานาธิบดีทรูแมนจากพรรคเดโมแครทเป็นคนแรกที่ประกาศยอมรับประเทศอิสราเอลในฐานะรัฐอธิปไตย ประธานาธิบดีนิกสันจากพรรครีพับลิกันเป็นคนที่ยืนเคียงข้างอิสราเอลในสงคราม Yom Kippur ประธานาธิบดีคาร์เตอร์เป็นคนที่ช่วยสร้างสันติภาพระหว่างอียิปต์กับอิสราเอลที่ยังยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้ ประธานาธิบดีคลินตันกับจอร์จ ดังเบิ้ลยู. บุชสนับสนุนอิสราเอลที่ต้องต่อสู้กับฮิซบอลเลาะห์และฮามาส ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของผู้นำประเทศ หรือพรรคการเมือง แต่คือการเป็นพันธมิตรของ 2 ประเทศ
            ถ้อยคำดังกล่าวของไรซ์อาจเป็นข้อสรุปที่ดีที่สุด

            ความเป็นไปของเยรูซาเล็มตะวันออกจะเป็นเครื่องวัดว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นมิตรแท้มุสลิมหรือไม่ แน่นอนว่ากว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนอาจต้องรออีกหลายปี
            อีกวิธีหนึ่งคือย้อนดูประวัติศาสตร์ ถ้าประมวลของใหม่กับของเก่าเข้าด้วยกันน่าจะพอให้คำตอบได้ว่า แท้จริงแล้วรัฐบาลสหรัฐเป็นมิตรแท้อิสราเอลหรือมิตรแท้มุสลิม หรือเป็นอะไรที่ซับซ้อนกว่านี้หรือไม่ อย่างไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
            อนาคตของเยรูซาเล็มตะวันออกอาจไม่ขึ้นกับอำนาจรัฐ พลังมุสลิมโลกน่าจะเป็นที่พึ่งได้มากกว่า
----------------------


บทความที่เกี่ยวข้อง 
แม้นานาชาติจะวิพากษ์วิจารณ์ อาจเป็นต้นเหตุความรุนแรง โหมไฟลัทธิสุดโต่ง แต่รัฐบาลทรัมป์ยังคงประกาศยอมรับเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอิสราเอล ตามแนวทางที่วางไว้นานแล้ว

บรรณานุกรม :
1. Arab League warns that US recognizing Jerusalem as Israeli capital would 'fuel extremism'. (2017, December 2). The Hill. Retrieved from http://thehill.com/policy/international/362965-arab-league-warns-that-us-recognizing-jerusalem-as-israeli-capital-would
2. Arab states urge U.S. to abandon Jerusalem move. (2017, December 10). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-trump-israel-arabs/arab-states-urge-u-s-to-abandon-jerusalem-move-idUSKBN1E30R7
3. Bazian, Hatem. (2017, January 30). Trump's war on Islam and clash of civilization wrecking crew! Daily Sabah. Retrieved from http://www.dailysabah.com/columns/hatem-bazian/2017/01/30/trumps-war-on-islam-and-clash-of-civilization-wrecking-crew
4. Convergence on Iran, visa ban during Mohammed bin Salman-Trump meeting. (2017, March 15). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/perspective/features/2017/03/15/Convergence-on-Iran-visa-ban-during-Mohammed-bin-Salman-Trump-meeting.html
5. Hamas calls for third intifada after US recognizes Jerusalem as Israel's capital. (2017, December 7). Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/hamas-calls-for-third-intifada-after-us-recognizes-jerusalem-as-israels-capital/a-41687874
6. Iran: Israel Misusing Peace Talks as Cover-Up to Implement Expansionist Policies. (2014, January 29). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13921109001204
7. Iran Urges to Foil US-Israeli 'Plan', Hezbollah Calls Washington Isolated. (2017, December 12). Al Jazeera. Retrieved from https://sputniknews.com/world/201712121059920355-iran-rouhani-hezbollah-trump-israel/
8. Muslim leaders gather in Turkey to address US Jerusalem move. (2017, December 13). The National. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/muslim-leaders-gather-in-turkey-to-address-us-jerusalem-move-1.684099
9. Organization of Islamic Cooperation says no compromise on Jerusalem. (2017, December 4). Final Communique Issued by The Meeting of The Committee of Permanent Representatives of 10. The OIC Member States on Attempts To Change The Legal and Historical Status of The Holy City of Al-Quds Al-Sharif and To Transfer Diplomatic Missions Thereto. Retrieved from https://www.oic-oci.org/topic/?t_id=17097&t_ref=9112&lan=en
11. Saudi Prince Sees Trump as 'True Friend' to Muslims (Full Text). (2017, March 15). Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-03-15/saudi-prince-sees-trump-as-true-friend-to-muslims-full-text
11. The White House. (2015, March 2). Remarks As Prepared for Delivery at AIPAC Annual Meeting by National Security Advisor Susan E. Rice. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2015/03/02/remarks-prepared-delivery-aipac-annual-meeting-national-security-advisor
12. The White House. (2017, March 15). T Readout of the President's Meeting with Mohammed bin Salman Abdulaziz Al Saud, Deputy Crown Prince and Minister of Defense of the Kingdom of Saudi Arabia. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/03/15/readout-presidents-meeting-mohammed-bin-salman-abdulaziz-al-saud-deputy
13. Trump seeks to win over Muslims with Islam speech. (2017, May 21). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/05/trump-seeks-win-muslims-islam-speech-170521043522910.html
14. What to know about the meeting between the Deputy Crown Prince and Trump. (2017, March 15). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/features/2017/03/15/All-what-you-need-to-know-about-the-meeting-between-the-Crown-Prince-and-Trump.htmlฃ
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

วิพากษ์รัฐบาลสหรัฐยอมรับเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอิสราเอล

10 ธันวาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7702 วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2560)

คำโปรยบทความ
แม้นานาชาติจะวิพากษ์วิจารณ์ อาจเป็นต้นเหตุความรุนแรง โหมไฟลัทธิสุดโต่ง แต่รัฐบาลทรัมป์ยังคงประกาศยอมรับเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอิสราเอล ตามแนวทางที่วางไว้นานแล้ว



            6 ธันวาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ลงนามยอมรับเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงประเทศอิสราเอล ซึ่งหมายถึงเยรูซาเล็มทั้งฝั่งตะวันตกที่อยู่ใต้การปกครองของรัฐบาลอิสราเอลกับฝั่งตะวันตกที่อยู่ใต้การดูแลของปาเลสไตน์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากนานาชาติ
            ในแถลงการณ์ประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มต้นด้วยการบอกว่าที่ตัดสินใจทำเช่นนี้เพื่อให้การเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์เข้าสู่มิติใหม่ รักษาคำมั่นที่ให้ไว้ตอนหาเสียง เป็นประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อการแสวงหาสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์

ชมคลิปสั้น 2 นาที

            อิสราเอลมีสิทธิที่จะตัดสินใจว่าเมืองใดเป็นเมืองหลวงของตนเอง และแท้จริงแล้วการยอมรับเช่นนี้จะนำสู่สันติภาพถาวร เมืองนี้เป็นเมืองหลวงเก่าของยิวตั้งแต่อดีตกาล ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของรัฐสภา ศาลฎีกา (Supreme Court) ทำเนียบนายกรัฐมนตรี และหลายกระทรวงของอิสราเอล
            ในอนาคตเยรูซาเล็มจะยังคงเป็นดินแดนของคนหลายศาสนา พวกยิวจะยังคงอธิษฐานที่ Western Wall พวกนับถือคริสต์เดินทางไปที่ Stations of the Cross ส่วนมุสลิมจะละหมาดที่มัสยิดอัล-อักซอร์ (Al-Aqsa) การตัดสินใจนี้ไม่มีผลต่อผลลัพธ์สุดท้าย รวมทั้งเรื่องเขตแดนของรัฐอิสราเอลในเยรูซาเล็ม
            รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะให้เกิดข้อตกลงสันติภาพถาวร เรื่องเขตพรมแดนจะขึ้นอยู่กับการเจรจา รวมทั้งอธิปไตยของอิสราเอลต่อกรุงเยรูซาเล็ม สนับสนุนแนวทางทวิรัฐ (two-state solution) หากทั้ง 2 ฝ่ายเห็นร่วมกัน
            ในระหว่างนี้สถานศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ จะคงสถานะเดิม รวมทั้ง Temple Mount หรือ Haram al-Sharif

วิพากษ์แถลงการณ์ทรัมป์ :
            มีคำเตือนมากมายและเป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าหากรัฐบาลสหรัฐยอมรับเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอิสราเอลจะเกิดความวุ่นวายตามมา ทำลายกระบวนการเจรจาสันติภาพ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังพูดว่าการทำเช่นนี้จะเกิดสันติภาพอันถาวร
James. L Gelvin จาก University of California อธิบายว่าการยอมรับเท่ากับทำลายข้อตกลงสันติภาพออสโล แนวทางทวิรัฐ โหมไฟมุสลิมต่อต้านอเมริกา ผลักดันให้พวกมุสลิมสายกลางต้องต่อต้านสหรัฐรุนแรงกว่าเดิม และเป็นหลักฐานว่าลำเอียงเข้าข้างอิสราเอล

            ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างเหตุผลว่าเมืองนี้เป็นเมืองหลวงเก่าของยิว ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของรัฐสภาอิสราเอล ทำเนียบนายกรัฐมนตรี ฯลฯ ถ้อยคำเหล่านี้เป็นการอ้างเหตุผลแบบข้างๆ คูๆ หากทุกฝ่ายยึดประวัติศาสตร์โลกจะวุ่นวายไม่จบสิ้น และไม่ควรจะมีประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะดินแดนนี้แต่เดิมไม่ใช่ของอเมริกัน
            การที่หน่วยงานรัฐบาลอิสราเอลไปตั้งในเยรูซาเล็มซึ่งหมายถึงฝั่งตะวันตก อยู่ใต้การปกครองของอิสราเอล ไม่เป็นเหตุที่จะอ้างว่าเยรูซาเล็มทั้งหมดเป็นของอิสราเอล เป็นการละเมิดข้อตกลงเดิมที่ให้ฝั่งตะวันออกเป็นของปาเลสไตน์ เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงที่สหรัฐรับรอง

ถ้าจะพิจารณาโดยละเอียด การประกาศว่าเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลตีความได้หลายอย่าง แบบที่อ่อนที่สุดคือมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ เยรูซาเล็มฝั่งตะวันออกของยังพื้นที่ของปาเลสไตน์เช่นเดิม
            แต่ถ้าพิจารณาจากข้อเท็จจริงอื่นๆ ที่ผ่านมาฝ่ายปาเลสไตน์ยึดท่าทีว่าเยรูซาเล็มตะวันออกจะต้องเป็นเมืองหลวงของรัฐปาเลสไตน์ที่จะเกิดในอนาคต ดังนั้นผลที่ตามมาคือ โอกาสบรรลุผลการเจรจายากยิ่งกว่าเดิมอีก แต่เท่ากับอิสราเอลได้ยึดครองเยรูซาเล็มทั้งหมดกับปาเลสไตน์บางส่วน
ปัจจุบันพลเมืองอิสราเอลหลายแสนคนย้ายเข้าไปอยู่ในเยรูซาเล็มตะวันออก เป็นการไล่ที่ชาวปาเลสไตน์ ในอนาคตฝั่งตะวันออกอาจไม่เหลือชาวปาเลสไตน์ กลายเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของอิสราเอลโดยปริยาย
การประกาศยอมรับครั้งนี้ จึงเท่ากับเปิดโอกาส ให้ความชอบธรรมแก่รัฐบาลอิสราเอลที่จะรุกไล่ที่ต่อไป ดังเช่นที่ทำมาแล้วหลายทศวรรษ นี่คือประเด็นที่ทรัมป์ไม่ได้เอ่ยถึง
เมื่อเป็นเช่นนี้สันติภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

Nabil Abu Rdainah โฆษกของประธานาธิบดี Mahmoud Abbas แห่งปาเลสไตน์ กล่าวชัดว่าการยอมรับดังกล่าวเท่ากับ ทำลายกระบวนการสันติภาพและ ทำลายความมั่นคงภูมิภาค
            อธิบายให้ชัดเจนขึ้นว่าตั้งแต่ก่อตั้งประเทศอิสราเอลใหม่เมื่อพฤษภาคม 1948 รัฐบาลอิสราเอลประกาศว่าเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของตน แต่อิสราเอลครอบครองได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น นานาชาติยอมรับว่าฝั่งตะวันออกเป็นของปาเลสไตน์
            รัฐบาลอิสราเอลไม่หยุดเท่านั้น อ้างเหตุผล เพื่อความมั่นคงหากปล่อยให้ฝั่งตะวันออกเป็นของปาเลสไตน์จะกลายเป็นที่ชุมนุมของผู้ก่อการร้ายโจมตีอิสราเอล จึงต้องหาทาง ยึดฝั่งตะวันออกมาให้ของตน
            เป็นไปได้ว่ารัฐบาลอิสราเอลจะดำเนินนโยบายไล่รื้อต่อไป และนำคนของตนเข้าไปอาศัยในฝั่งตะวันออก ดังนั้นในอนาคตเยรูซาเล็มฝั่งตะวันออกจะกลายเป็นของอิสราเอล พร้อมๆ กับเขตเวสต์แบงก์ที่อิสราเอลรุกคืบเรื่อยมา กลายเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันภายใต้รัฐอิสราเอลใหม่
            ดังนั้น แม้รัฐบาลทรัมป์อธิบายว่าการยอมรับเป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์ แต่หากพิจารณาให้รอบด้าน จะพบว่าไม่ใช่เช่นนั้น การประกาศยอมรับเท่ากับเปิดทางให้อิสราเอลยึดครองพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมด นี่คือความล้ำลึกของการประกาศยอมรับว่าเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล

ไม่ต้องการสันติภาพอยู่แล้ว :
Bekir Bozdağ รองนายกฯ ตุรกีกล่าวว่า หากสถานะเยรูซาเล็มเปลี่ยนไปจะกลายเป็นหายนะ ทำลายกระบวนการเจรจาสันติภาพทั้งหมด นำสู่ความขัดแย้งใหม่ ความไม่สงบใหม่อีกรอบ
Sigmar Gabriel รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเยอรมันกล่าวว่า การยอมรับเยรูซาเล็มไม่ช่วยยุติความขัดแย้ง แต่เป็นการเติมเชื้อไฟให้แรงกว่าเดิม สันติภาพเป็นประโยชน์ต่อประชาคมโลก ยุโรปยังยืนยันต้องการให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของ 2 ประเทศ
Husam Zomlot ตัวแทนของPalestine Liberation Organization (PLO) เตือนว่าหากรัฐบาลสหรัฐประกาศยอมรับ หายนะจะตามมาการแก้ปัญหาตามแนวทางทวิรัฐเป็นอันล้มเหลว
            มีคำเตือนมากมายว่าหากประกาศให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอิสราเอลจะเกิดผลเสียตามมามากมาย แน่นอนว่ารัฐบาลสหรัฐกับอิสราเอลตระหนักเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ที่สุดแล้วรัฐบาลทรัมป์เดินหน้าประกาศรับรอง
            ย่อมตีความต่อได้ว่ารัฐบาลทรัมป์ตระหนักผลเสียที่จะเกิดขึ้น ความบาดหมางบาดลึกกว่าเดิม
            หรือตีความว่าแท้จริงแล้วแม้รัฐบาลทรัมป์จะพูดเสมอว่าต้องการสันติภาพ แต่ไม่ได้หมายความเช่นนั้นจริง

แนวคิดนี้ชี้ว่าแท้จริงแล้วอิสราเอลไม่ต้องการสันติภาพ คำว่าสันติภาพหมายถึงอิสราเอลบรรลุเป้าหมายของตนเองทุกประการ เช่น เรื่องการขยายดินแดน หากสิ่งที่ทำในขณะนี้เป็นเหตุเกิดสงครามหรือการโจมตีจากใครก็ตาม อิสราเอลจะฉวยโอกาสรุกคืบกินดินแดนเพิ่มอีก อิสราเอลมีแผนอยู่แล้ว จากนี้ไปอาจหมายถึงที่ราบสูงโกลันของซีเรียและอื่นๆ
จรวดทุกลูกที่ยิงใส่อิสราเอลจะกลายเป็นเหตุผลข้ออ้างในการยึดครองดินแดน มีเหตุผลยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ นั่นคือเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของตนเอง
            ดังนั้น อิสราเอลจึงยินดีที่จะยั่วยุ ยินดีที่จะทำสงครามไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก
            ถ้าหันไปมองซีเรีย มุสลิมหลายหมื่นจากกว่าร้อยประเทศทั่วโลกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อจับอาวุธทำสงครามกับกองทัพรัฐบาลซีเรีย เพียงเพราะเห็นว่ารัฐบาลอัสซาดไม่คู่ควรที่จะปกครองประเทศต่อไป ในกรณีอิสราเอลกำลังจะยึดครองเยรูซาเล็มทั้งหมด ซึ่งอาจหมายถึงยึดสถานศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่ 3 ของมุสลิมด้วย น่าจะสนใจว่าจะเกิดปรากฎการณ์มุสลิมทั่วโลกรวมตัวกันสู้อิสราเอลหรือไม่
            เป็นประเด็นที่ควรติดตาม

ทรัมป์แตกต่างจากประธานาธิบดีคนอื่นหรือไม่ :
            อันที่จริงแล้ว ตั้งแต่ปี 1995 รัฐสภาสหรัฐสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน (Bill Clinton) จากพรรคเดโมแครท มีมติให้ประธานาธิบดีประกาศยอมรับว่าเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล แต่ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลจะเลื่อนการประกาศดังกล่าว การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศยอมรับอย่างเป็นทางการจึงไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างไร ตรงกันข้ามได้ทำตามคำมั่นที่ให้ไว้ขณะหาเสียง และทำตามมติของรัฐสภาที่ถูกเลื่อนแล้วเลื่อนอีก
            และเป็นอีกครั้งที่เป็นหลักฐานว่าไม่ว่าจะเป็นผู้นำจากรีพับลิกันหรือเดโมแครท ล้วนสนับสนุนอิสราเอล
            อาจตีความว่าบัดนี้สถานการณ์สุกงอม เหมาะแก่การประกาศให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอิสราเอล หรือตีความให้ลึกซึ้งกว่านั้นคือ ถึงเวลาแล้วที่จะดำเนินการตามแผนขั้นต่อไป
            ที่แน่ชัดและควรยึดให้มั่นคือ รัฐบาลสหรัฐต้องการให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอิสราเอลมานานแล้ว
------------------------



บทความที่เกี่ยวข้อง : 
เป็นหลักการที่ถูกต้องถ้าผู้พูดเลือกพูดประเด็นที่ผู้ฟังสนใจ ผู้ฟังจะชอบใจถ้าได้ฟังเรื่องที่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อตน แต่การหาเสียงด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นการชี้นำสังคมไปผิดทิศผิดทาง ไม่ใช่คุณสมบัติของผู้ที่ประกาศตัวอาสาเป็นตัวแทนประชาชนรับใช้ประเทศ กรณีทรัมป์หาเสียงเพื่อเอาใจพวกที่นิยมชมชอบอิสราเอลเป็นกรณีตัวอย่าง เป็นจุดอ่อนประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง

บรรณานุกรม :
1. Germany warns US against recognizing Jerusalem as Israel's capital. (2017, December 6). Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/germany-warns-us-against-recognizing-jerusalem-as-israels-capital/a-41664436
2. Hamas: 'Renew intifada' to stop US recognition of Jerusalem as Israeli capital. (2017, December 2). Ynet News. Retrieved from https://www.ynetnews.com/articles/0,7340,L-5050831,00.html
3. Jerusalem Decision Debacle: 'This is Irrational Even From Trump's Point of View'. (2017, December 7). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/analysis/201712071059785213-us-jerusalem-decision-implications/
4. PLO, Riyadh, Paris Warn US Not to Recognize Jerusalem as Israel's Capital. (2017, December 5). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/world/201712051059701166-us-trump-jerusalem-israel-consequences/
5. The White House. (2017, December 6). Statement by President Trump on Jerusalem. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/12/06/statement-president-trump-jerusalem
6. Trump misses deadline over moving US embassy to Jerusalem. (2017, December 5). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2017/dec/05/trump-misses-deadline-moving-us-embassy-jerusalem
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560

4IR: การเผชิญหน้าระหว่างประชาธิปไตยโดยตรงกับอำนาจนิยม

3 ธันวาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7695 วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2560)

คำโปรยบทความ :
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (4IR) ทำให้การเชื่อมต่อมีประสิทธิภาพสูงยิ่ง เมื่อผนวกกับระบบคอมพิวเตอร์อันทรงพลัง ปัญญาประดิษฐ์ ผลคือการรวมพลังของประชาชนที่อาจสนับสนุนหรือต่อต้านรัฐ



ทุกวันนี้โลกกำลังเริ่มต้นยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Fourth Industrial Revolution: 4IR) จากการต่อยอดและผสมผสานของเทคโนโลยีหลายด้าน เช่น เทคโนโลยีหุ่นยนต์ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ การพิมพ์สามมิติ (3D-printing) ไบโอเทคโนโลยี เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) พันธุวิศวกรรม ฯลฯ ผลลัพธ์คือรถยนต์ที่ไม่ใช้คนขับ หุ่นยนต์ทำงานบ้าน บล็อคเชน (Blockchain) ฯลฯ
อาเซียนประกาศชัดว่าให้ความสำคัญกับ 4IR บทความเน้นจะเอ่ยถึงผลต่อการเมืองการปกครอง ตามข้อมูลที่มีอยู่ดังนี้

ชมคลิปสั้น 2 นาที



Political entrepreneurs :
สิ่งหนึ่งที่มากับ 4IR คือ Political entrepreneurs (ผู้ประกอบการทางการเมือง)
Alvin Carpio ให้นิยามว่า Political entrepreneurs คือผู้สร้างแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ และเป็นผู้นำการเมือง สร้างองค์ความรู้ใหม่แก่รัฐศาสตร์ แนวคิดใหม่สำหรับแก้ปัญหาทางการเมือง ในรูปแบบปรัชญาทางการเมือง เทคโนโลยีการเมือง (political technology) การรณรงค์ทางการเมือง รัฐประศาสนศาสตร์
ผู้ประกอบการทางการเมืองคล้ายกับผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social entrepreneurs) ต่างกันที่ฝ่ายแรกมุ่งกรอบ “การเมือง” ทั้งคู่ประกอบกิจการที่มุ่งหวังกำไรหรือไม่มุ่งหวังกำไรเพื่อมีส่วนช่วยเหลือสังคม

            ระบบการเมือง อำนาจการเมืองเป็นองค์ประกอบหนึ่งในทุกส่วนของสังคม การใช้แนวคิดใหม่คือการปรับเปลี่ยนอำนาจเหล่านี้ ผลลัพธ์คือสังคมเปลี่ยนแปลงจากเดิม การสัมพันธ์ภายในสังคมเปลี่ยนแปลงจากเดิม ถ้าจะยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม กรีนพีซ (Green peace) เป็นตัวอย่างผู้ประกอบการทางการเมือง รณรงค์ เรียกร้อง กดดันรัฐบาลประเทศต่างๆ เพื่อสันติภาพและรักษาสิ่งแวดล้อม

            คนจำนวนมากหวังเห็นการเมืองที่ดีกว่านี้ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ถ้ามองว่าคนเหล่านี้เป็นลูกค้า ผู้ประกอบการทางการเมืองมีลูกค้าที่รอรับบริการจำนวนมหาศาล  และไม่น่าจะน้อยกว่าลูกค้าของผู้ประกอบการทางสังคม
            ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ชนะเลือกตั้งในหลายประเทศเป็นบุคคลที่เดิมไม่ค่อยมีใครยอมรับ เพราะใช้แนวคิดที่สังคมเห็นว่าแปลกใหม่ สุดขั้ว แต่บัดนี้ สังคมกลับเรียกร้องความแปลกใหม่ ต้องการทางเลือกใหม่ ในบางกรณีเป็นโอกาสของผู้สมัครหน้าใหม่ที่เพิ่งลงเลือกตั้ง

          เป็นไปได้ไหมที่จะทำกิจการที่เชื่อมโยงการพัฒนาทางการเมือง ดึงการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งประเทศ และทั้งโลก
            ถ้า 4IR เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน การสัมพันธ์ระหว่างคน ย่อมจะเกิดปัญหาใหม่ หรือปัญหาเก่าบางเรื่องที่รุนแรงกว่าเดิม จำต้องหาทางแก้แบบใหม่ เหล่านี้คือโอกาสของผู้ประกอบการทางการเมืองทั้งสิ้น จะเป็นปรากฏการณ์ที่สวนทางกลับยุคปัจจุบันที่ความศรัทธาต่อพรรคการเมือง นักการเมือง สถาบันการเมืองอื่นๆ ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

สนามสื่อสนามสมรภูมิ :
William H. Saito เห็นว่าส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจาก 4IR คือ ระบอบประชาธิปไตยกับทุนนิยม
            ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสื่อสารทำให้คนเพียงไม่กี่กลุ่มไม่อาจควบคุมสื่ออีกต่อไป ทันทีที่มีผู้จับได้ว่าใครทำสิ่งไม่ชอบมาพากล ภาพและเสียงจะกระจายออกทันที กว้างขึ้นและกว้างขึ้นถ้าสังคมสนใจ เช่นอาหารอร่อยจากร้าน หรือการโก่งราคาจนรับไม่ได้

Mohammad Al-Momani รัฐมนตรีกระทรวงกิจการสื่อและโทรคมนาคม (state for media affairs and communications) ประเทศจอร์แดนกล่าวว่า 4IR ทำให้สนามข่าวกลายเป็นสนามรบ ผู้ก่อการร้ายใช้สื่อ เครือข่ายสื่อต่างๆ เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ รัฐจึงต้องหาทางปกป้องที่ดีกว่านี้

อันที่จริงสงครามสื่อมีมานานแล้วและมีเรื่อยมา สมัยโบราณคือการส่งสายลับไปปล่อยข่าว ให้ไขว้เขวหวั่นไหวเข้าใจผิด เมื่อมีวิทยุรัฐใช้วิทยุเพื่อกระจายข่าวที่ให้ผลดีกับตนเท่านั้น ดังเช่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1รัฐบาลอังกฤษกับเยอรมันไม่แตกต่าง
เมื่อมีทีวี คนทุกตื่นเต้นกับการดูทีวี เป็นโอกาสอันดีที่รัฐใช้สื่ออันทรงพลังนี้ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายพันธมิตรกับอักษะไม่แตกต่าง

ปัจจุบันคือโซเชียลมีเดีย ข้อดีที่แตกต่างจากสื่อเดิมๆ คือประชาชนธรรมดาใช้ได้ด้วย เพราะไม่ใช่สายลับ วิทยุ โทรทัศน์ที่ครั้งหนึ่งอยู่ในมือรัฐ โซเชียลมีเดียกลายเป็นสนามสื่อที่สำคัญและจะสำคัญมากขึ้น

            สื่อในยุค 4IR น่าจะหมายถึงสื่อที่หลากหลาย ทุกคนสามารถรับสื่อตามประเภท ข้อมูลเนื้อหา ระดับความลึกซึ้งตามต้องการ ตอบสนองผู้บริโภคแต่ละคน เช่น นายจุก วัย 40 ปี ชอบดูฟุตบอลไทยก็สามารถดูฟุตบอลไทยได้ทั้งวันทั้งคืน นายตี๋ วัย 40 ปี ชอบวิเคราะห์ฟุตบอลยูโร ก็มีรายการวิเคราะห์บอลยูโรอย่างเจาะลึกรอบด้าน มีรายการเช่นนี้ให้ดูทุกวัน เข้าชมรมวิเคราะห์บอลยูโรที่แฟนบอลทั่วโลกร่วมวิเคราะห์พูดคุยตลอด 24 ชั่วโมง
            ทุกคนสามารถเป็นผู้สื่อข่าว ผลิตข่าวของตัวเอง หรือร่วมผลิตกับคนอื่นๆ เช่น เมื่อมีรายการถ่ายทอดสดฟุตบอล ผู้ชมในสนามร่วมทำหน้าที่เป็นสื่อถ่ายทอดสด นำเสนอและวิเคราะห์สดด้วยตัวเอง ทุกคนทั่วโลกสามารถรับชมผ่านคนผู้นี้ ไม่เพียงเท่านั้น จะมีผู้ถ่ายทอดสดจากขอบสนามนับร้อยนับพัน ไม่เฉพาะสื่อใหญ่เท่านั้น ผู้วิเคราะห์จะมีเป็นหมื่นเป็นแสนจากทุกมุมโลก และจะมีนักวิเคราะห์ที่คอยรวบรวมการวิเคราะห์จากคนอื่นๆ เป็นข้อสรุปรวม นี่คือผลจากเทคโนโลยียุค 4IR

การก้าวขึ้นมาของประชาธิปไตยทางตรง :
            เนื่องจากพลเมืองมีจำนวนมาก ระบอบประชาธิปไตยปัจจุบันจึงเป็นประชาธิปไตยโดยอ้อม (Indirect Democracy) หรือประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) มี ส.ส. ส.ว.และตำแหน่งอื่นๆ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนตามกฎหมาย
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสื่อสาร การใช้อุปกรณ์พกพาอย่างแพร่หลาย อาจเป็นเหตุให้สังคมเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy) พลเมืองแสดงความคิดเห็น ลงมติโดยตรงต่อนโยบาย การตัดสินใจของรัฐในระดับต่างๆ

แม้กฎหมายยังไม่รับรอง แต่หากมีระบบรับฟังความคิดเห็น การลงมติที่เชื่อถือได้ (เช่น สามารถคัดกรองผู้ที่ลงมติต้องเป็นพลเมืองตามกฎหมาย-โปร่งใสตรวจสอบได้ ป้องกันการแฮ็ก) เท่ากับเป็นผลโพลล์ทุกเรื่องเป็นรายวันรายสัปดาห์ ยิ่งคนเข้าร่วมมากเท่าใดก็ยิ่งมีพลัง

            ส่วนจะใช้ประชาธิปไตยโดยตรงหรือไม่คงต้องถกกันอีกมาก ฝ่ายที่เห็นด้วยจะชี้ว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด อธิปไตยอยู่ในมือพลเมืองอย่างแท้จริง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอาจเกรงว่าสังคมถูกชักนำด้วยข้อมูลที่บิดเบือน การด่วนตัดสินใจขาดความรอบคอบอาจส่งเสียมากกว่า ดังเช่น Brexit ที่ไม่กี่ปีก่อนคนอังกฤษส่วนใหญ่เห็นด้วยแต่ระยะหลังเริ่มเห็นตรงข้าม และเกิดคำถามว่าในประเด็นที่อ่อนไหว ต้องใช้ข้อมูลลับ ข้อมูลเชิงลึก ควรที่จะให้ประชาชนตัดสินใจหรือไม่เพราะพวกเขาอาจไม่เข้าใจทั้งหมด ไม่ได้เข้าถึงข้อมูลครบถ้วน
            ในอีกมุมหนึ่ง อาจพูดว่าไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยโดยอ้อมหรือโดยตรงล้วนแต่มีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งสิ้น ควรคิดระบอบประชาธิปไตยที่แตกต่างจาก 2 แบบนี้หรือไม่

โลกเข้าสู่ระบอบอำนาจนิยมมากขึ้น :
ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะที่สหรัฐ ยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น มีลักษณะตรงกันคือ ประชาชนกว่าครึ่งไม่เชื่อถือรัฐบาล พรรคการเมือง โดยเฉพาะไม่เชื่อถือนักการเมือง
พรรคต่างๆ มีสมาชิกลดน้อยลงหรืออยู่แบบไม่ผูกพัน ปัจจุบันพลเมืองอังกฤษร้อยละ 2 เท่านั้นที่เป็นสมาชิกพรรค

เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะนักธุรกิจใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพลท้องถิ่นรู้ว่าพรรคการเมืองคือสถาบันสู่อำนาจการบริหารประเทศ หากได้ถืออำนาจบริหารประเทศย่อมสามารถออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อตน บรรดาข้าราชการจะเกรงใจ แม้กระทั่งส่งคนของตนดำรงตำแหน่งต่างๆ ในระบบบริหารประเทศ เพื่อควบคุมเบ็ดเสร็จ ให้มั่นใจว่ารัฐบาลและกลไกของรัฐจะเอื้อประโยชน์แก่พวกตน
            บริษัทขนาดใหญ่ ผู้มีบารมีท้องถิ่น ผู้มีส่วนได้เสียกับการบริหารระดับชาติ จึงกล้าที่จะ “ลงทุน” การแข่งขันทางการเมืองกลายเป็นการแข่งขันของ “กลุ่มทุน” “ผู้มีอิทธิพล” นานวันเข้าพรรคการเมืองกลายเป็นพรรคคนของเหล่านี้ ชาวบ้านสามัญชนเป็นเพียงไม้ประดับของพรรค ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งผ่านรัฐบาลหลายชุด ประชาชนสัมผัสความแปลกแยกระหว่างนักการเมือง พรรคการเมืองกับตน แม้ว่านักการเมืองกับพรรคจะพยายามแสดงตัวทำเพื่อประชาชน แต่ลึกๆ แล้วชาวบ้านไม่คิดเช่นนั้น

            มกราคม 2017 Economist Intelligence Unit (EIU) รายงานดัชนีประชาธิปไตย 2016 (Democracy Index 2016) เป็นผลการศึกษาวิจัยใน 165 ประเทศ กับอีก 2 คะแนนของสหรัฐอยู่ที่ 7.98 หล่นจาก 8.05 เมื่อปีก่อน หมายความว่า สหรัฐหล่นจากกลุ่มประเทศประชาธิปไตยเต็มใบ (full democracy) ที่ต้องได้คะแนนตั้งแต่ 8.0 ขึ้นไป
ในภาพรวมทั้งโลก คะแนนเฉลี่ยทั้งหมดลดลงจาก 5.55 เหลือ 5.52 ซึ่งหมายความว่าเป็นอำนาจนิยมมากขึ้นกว่าเดิม
            Democracy Index เป็นข้อมูลอีกชิ้นที่สนับสนุนข้อมูลอื่นๆ ว่านับวันประชาชนจะเสื่อมศรัทธาระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยกำลังหันสู่การเป็นอำนาจนิยมมากขึ้น

การเผชิญหน้าระหว่างประชาธิปไตยโดยตรงกับอำนาจนิยม :
            การวิเคราะห์ข้างต้น ชี้ให้เห็นแนวโน้ม 2 อย่างที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมๆ กันภายใต้การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 แต่ขัดแย้งกัน แนวโน้มแรกคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสนับสนุนประชาธิปไตยโดยตรง อีกแนวโน้มคือรัฐควบคุมคนในประเทศเข้มข้นกว่าเดิม บริหารปกครองด้วยแนวทางอำนาจนิยมมากขึ้น
            ณ วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะคาดเดาว่าฝ่ายใดจะชนะ ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ การเผชิญหน้าระหว่างประชาธิปไตยโดยตรงกับอำนาจนิยมกำลังเกิดขึ้น และน่าจะรุนแรงยิ่งขึ้น
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ฮิลลารี คลินตันถูกครหาว่าเข้าควบคุมพรรคก่อนได้เป็นตัวแทนพรรค สะท้อนคณาธิปไตยในพรรค แต่เป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ สำคัญว่ายึดถืออุดมการณ์หรือไม่

บรรณานุกรม :
1. รุ่งพงษ์ ชัยนาม, รศ.ดร. (2554) สงครามกับการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลก ใน เอกสารการสอนชุดวิชาสังคมโลก นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
2. วรากรณ์ สามโกเศศ. (2016, มีนาคม 9). การปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่4. ไทยพับลิก้า. Retrieved from https://thaipublica.org/2016/03/varakorn-153/
3. 4th Industrial Revolution has turned media into a battlefront, says Jordanian minister. (2017, November 27). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1199641/saudi-arabia
4. Asean Should Embrace Fourth Industrial Revolution. (2017, November 6). Jakarta Globe. Retrieved from http://jakartaglobe.id/opinion/asean-embrace-fourth-industrial-revolution/
5. Carpio, Alvin. (2017, November 23). Why I won’t buy a house in any major city – and neither should you. Retrieved from https://www.weforum.org/agenda/2017/11/the-rise-of-the-political-entrepreneur-and-why-we-need-more-of-them
6. Diamond, Larry., Gunther, Richard (Eds.). (2001). Political Parties and Democracy. Maryland: The Johns Hopkins University Press.
7. FULL TEXT: Chairman’s statement for the 31st ASEAN Summit. (2017, November). Philstar Global. Retrieved from http://www.philstar.com/headlines/2017/11/16/1759486/full-text-chairmans-statement-31st-asean-summit
8. Saito, William H. (2017, January 6). The Fourth Industrial Revolution disrupted democracy. What comes next? Retrieved from https://www.weforum.org/agenda/2017/01/what-the-communication-revolution-means-for-global-leaders-today
9. The Economist Intelligence Unit. (2017, January). Democracy Index 2016 Revenge of the “deplorables”. Retrieved from http://felipesahagun.es/wp-content/uploads/2017/01/Democracy-Index-2016.pdf
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เรื่องโรฮีนจาเริ่มเข้าเขตอันตราย

26 พฤศจิกายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7688 วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2560)

คำโปรยบทความ
“การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เป็นคำที่กดดันรัฐบาลเมียนมามากขึ้นทุกที หลายประเทศแสดงท่าทีให้รับคืนผู้อพยพทั้งหมด การกดดันรุนแรงมากขึ้นเป็นรูปธรรมมากขึ้น



            ความวุ่นวายรอบนี้เริ่มต้นจากข่าวเมื่อปลายสิงหาคม เจ้าหน้าที่เมียนมาราว 20 นายถูกโจมตีจากกองกำลังโรฮีนจา ฝ่ายรัฐบาลตอบโต้กลับอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิตทันทีหลายร้อยคน ตามมาด้วยการเผาหมู่บ้านนับร้อยแห่ง ผู้คนในรัฐยะไข่เริ่มอพยพหนีออกจากพื้นที่เข้าบังคลาเทศ คลื่นผู้อพยพหลั่งไหลออกมาเรื่อยๆ จากหลายหมื่น เป็นแสน และล่าสุดกว่า 600,000 คนแล้ว
            ไม่น่าเชื่อว่าการโจมตีเจ้าหน้าที่เพียงรอบเดียวจะเกิดผลตามมาถึงเพียงนี้ ทางการเมียนมาอธิบายว่าที่โรฮีนจาหลบหนีเพราะกลัวความผิด กลัวติดร่างแหร่วมกับกองกำลังติดอาวุธ ขณะที่หลายประเทศ องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่เมียนมากดขี่ข่มเหง ทำเกินกว่าเหตุ
            ผลจากการอพยพรอบใหม่ ผู้อพยพที่ส่วนใหญ่เป็นโรฮีนจากว่า 600,000 คนมากระจุกตัวตามชายแดนติดกับบังคลาเทศ แม้หลายหน่วยงานหลายประเทศให้ความช่วยเหลือ แต่การดูแล 600,000 ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เพิ่มภาระต่อการดูแลผู้ลี้ภัยทั่วโลก

ชมคลิปสั้น 2 นาที

Tirana Hassan ผู้อำนวยการ Amnesty International กล่าวว่าหลักฐานมัดแน่นว่ากองกำลังเมียนมาเป็นผู้วางเพลิงเพื่อขับไล่โรฮีนจาออกจากประเทศ วิธีการที่ใช้คือเจ้าหน้าที่เข้าล้อมหมู่บ้าน จากนั้นเริ่มยิงปืน ทำให้ชาวบ้านแตกตื่นหนีตายออกจากหมู่บ้าน จากนั้นก็ลงมือเผา
            หลังเหตุการณ์วุ่นวาย อองซาน ซูจี ในนามรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาล ขอประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับการกระทำผิดกฎหมายทุกอย่าง รัฐบาลยืนยันฟื้นฟูสันติภาพ ความมั่นคง และการยึดกฎหมายทั่วประเทศเสียใจอย่างยิ่งต่อประชาชนที่ต้องทุกข์ยากอันเนื่องจากความขัดแย้ง
            นางซูจียอมรับว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับการทำผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้ระบุชัดว่าผู้ใดทำผิด ที่ผ่านมารัฐบาลเมียนมาชี้ว่าเจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้ก่อการร้าย รัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับการขับไล่โรฮีนจา

จีนยืนเคียงข้างเมียนมา :
ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ประณามเมียนมา รัฐบาลจีนแสดงจุดยืนอยู่เคียงข้างอย่างเปิดเผย
Guo Yezhouในฐานะ vice minister of the party’s International Department กล่าวว่ารัฐบาลจีนสนับสนุนให้เมียนมารักษาความสงบและเสถียรภาพ และจะไม่ร่วมกับชาติอื่นประณามการจัดการโรฮีนจา ขอประณามการใช้ความรุนแรงจากฝ่ายโรฮีนจา 2 ประเทศมีพรมแดนติดกัน หากเมียนมาไม่สงบย่อมกระทบจีนด้วย
            ไม่นานนี้ด้วยความร่วมมือของ 2 ประเทศได้เปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง ท่อนี้เริ่มจากรัฐยะไข่เข้าสู่มณฑลยูนานความยาว 771 กิโลเมตร ความเจริญของยูนานจำต้องใช้น้ำมันเป็นเหมือนเลือดหล่อเลี้ยง ความเป็นไปของรัฐยะไข่มีผลต่อยูนานโดยตรง
            ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลท่อส่งน้ำมัน ทรัพยากรน้ำมันที่คาดว่ามีมากในยะไข่ รัฐบาลจีนประกาศชัดว่าอยู่ข้างเมียนมาที่พยายามรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ เป็นประโยชน์ต่อเมียนมาไม่มากก็น้อย

หลายประเทศเห็นว่าทางออกที่ดีคือกลับเมียนมา :
ตั้งแต่เริ่มมีการอพยพ Zeid Ra’ad Al-Hussein จาก UN High Commissioner for Human Rights เห็นว่าการขับไล่โรฮีนจานับแสนออกจากพื้นที่เป็นแผนที่วางไว้ล่วงหน้า และไม่ต้องการให้กลับเข้าประเทศอีก
ไม่ว่าโรฮีนจาจะอพยพด้วยเหตุใด บัดนี้คำถามคือเมียนมาจะรับกลับหรือไม่
Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้ทางการเมียนมาระงับปฏิบัติการทางทหาร ยุติความรุนแรง ปฏิบัติตามหลักกฎหมาย เคารพสิทธิที่ทุกคนจะกลับสู่บ้านเกิดตัวเอง ขอให้โรฮีนจาได้ฐานะพลเมืองหรือไม่ก็ได้รับฐานะทางกฎหมายเพื่ออนุญาตให้พวกเขาอยู่ในเมียนมาต่อไป
Sushma Swaraj รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอินเดียกล่าวว่า “เมียนมาจะต้องรับคนของตนกลับ” ผู้อพยพตอนนี้เป็นภาระแก่บังคลาเทศ บังคลาเทศจะต้องแบกรับอีกนานแค่ไหน ต้องหาทางแก้เรื่องนี้อย่างถาวร ทางออกคือต้องพัฒนารัฐยะไข่ให้เป็นเมืองน่าอยู่
เช่นเดียวกับ นายกฯ อาเบะเรียกร้องให้เมียนมารับผู้อพยพหลายแสนคนกลับประเทศ พร้อมกับให้เงินกู้ 1,100 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างทางรถไฟเชื่อมย่างกุ้งกับมัณฑะเลย์ ช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางเล็ก ช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยต่างๆ

            ทางการเมียนมาชี้ว่าสามารถรับผู้อพยพกลับวันละไม่เกิน 300 คนตามกำลังเจ้าหน้าที่ ที่สำคัญคือต้องเป็นผู้ที่พิสูจน์ได้ว่ามีสัญชาติเมียนมาหรือมีเอกสารที่ยอมรับคืนได้ ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับบังคลาเทศเมื่อปี 1993
            เงื่อนไขการรับคืนเป็นจุดยืนเดิมที่ว่าโรฮีนจาเป็นพวกเบงกาลี ไม่ใช่พม่า การรับคืนไม่ว่าจะมากหรือน้อยอยู่ภายใต้จุดยืนนี้

สหรัฐเพิ่มแรงกดดัน :
            กันยายน นิกกี ฮาลีย์ (Nikki Haley) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวว่าการกดขี่ข่มเหง ขับไล่โรฮีนจาเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน (brutal) กวาดล้างชนกลุ่มน้อยของประเทศอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่เมียนมาต้องรับผิดชอบ และกำลังหารือมาตรการคว่ำบาตรร่วมกับหลายประเทศ
กลางเดือนตุลาคม ส.ส.ทั้งจากพรรครีพับลิกันกับเดโมแครทกว่า 40 ท่านเรียกร้องให้คว่ำบาตรด้วยการไม่อนุมัติวีซาแก่ผู้นำทหารเมียนมาและคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ล่าสุด กระทรวงต่างประเทศประกาศแล้วว่ากองกำลังรัฐบาลเมียนมา “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (ethnic cleansing) โรฮีนจา แถลงการณ์ระบุว่าชัดว่า กองกำลังพม่า กองกำลังความมั่นคง และคนท้องถิ่นที่เป็นชาวพม่าเป็นผู้กดขี่ข่มเหง ทำให้โรฮีนจาอพยพออกจากพื้นที่
บางคนเห็นว่าควรลงโทษผู้นำกองทัพเมียนมาเหมือนที่เคยทำกับบางประเทศ
รัฐบาลหลายประเทศ องค์กรระหว่างประเทศบางแห่งได้ประกาศไปล่วงหน้าแล้วว่าต้องคว่ำบาตร จากนี้ติดตามว่ารัฐบาลสหรัฐจะออกมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่ การที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศเช่นนี้ เท่ากับเตรียมมาตรการไว้แล้ว รอเวลาเท่านั้น

เมื่อมีดาบแรกย่อมง่ายที่จะมีดาบ 2 :
            ที่ผ่านมาหลายประเทศลงโทษเมียนมาด้วยการประณามเป็นหลัก อาจมองว่าทำตามขั้นตอน คือเริ่มจากการตักเตือนให้เวลาแก้ไข หรืออาจมองว่ายังร้ายแรงไม่พอ หรือยังอยู่ระหว่างการเจรจาต่อรอง
            บัดนี้รัฐบาลทรัมป์ประกาศชัดว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มีกระแสให้คว่ำบาตร อีกทั้งเป็นมาตรการที่มุ่งจัดการนายทหาร ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นอำนาจที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลชุดปัจจุบัน
แม้ว่าล่าสุดเมียนมากับบังคลาเทศได้ลงนาม MoU รับผู้อพยพลี้ภัยกลับแล้ว MoU ดังกล่าวคล้ายกับข้อตกลงปี 1993 จึงคาดเดาว่าจะมีผู้ลี้ภัยตกค้างจำนวนมาก กลับสู่คำถามเดิมว่าใครจะเป็นผู้แบกภาระดูแล
            หากทบทวนเรื่องราวย้อนหลังตั้งแต่ต้น การโจมตีเจ้าหน้าที่เพียงรอบเดียวส่งผลทำให้โรฮีนจาอพยพออกจากพื้นที่กว่า 600,000 คนเป็นเรื่องราวที่แปลกพิกล การอ้างว่าพวกเขาหลบหนีเพราะกลัวความผิด เกรงว่าจะถูกลงโทษในฐานะสมรู้ร่วมคิด ไม่น่าจะสมเหตุสมผลกับคนจำนวนถึง 6 แสน และเมื่อเริ่มกระบวนการรับคืน เกิดคำถามว่าควรรับคืนทั้งหมดหรือไม่ ไม่ใช่เพียงคนที่ผ่านเกณฑ์เท่านั้น ในระยะนี้รัฐบาลเมียนมาสามารถอ้าง MoU แต่แรงกดดันจากต่างชาติจะหยุดเพียงเท่านี้หรือ เสียงเรียกร้องจากองค์กรสิทธิมนุษยชนจะดังขึ้นเรื่อยๆ
            เมื่อรัฐบาลทรัมป์ลง “ดาบแรก” ย่อมมีโอกาสที่จะใช้ “ดาบ 2” เรื่องโรฮีนจาจึงเริ่มเข้าเขตอันตราย มีผลต่อประเทศนี้อย่างเป็นรูปธรรม
          ยิ่งถ้าคิดว่าเป็นแผนผลักดันโรฮีนจาออกประเทศ ย่อมมีพวกที่ไม่ยอมแน่นอน
            ในอีกมุมหนึ่ง หากนานาชาติคว่ำบาตรอย่างจริงจัง ผู้รับผลกระทบก่อนคือประชาชน ไม่ใช่นายกองนายพล และจะกระทบต่อผลงานของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหมายถึงนางอองซาน ซูจี การลงทุนหลายหมื่นล้านจากต่างชาติอาจต้องสิ้นสูญ สุดท้ายผู้ที่ได้ประโยชน์อาจเป็นจีน นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องคิดถึง

ข้อเท็จจริงกับการปฏิบัติ :
            ไม่ว่าโรฮีนจาเป็นพม่าหรือไม่ รัฐบาลเมียนมาจะไม่ยอมรับหากไม่มีหลักฐานพิสูจน์ หลายคนปราศจากหลักฐานไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด
            ในอีกด้านหนึ่ง ไม่ว่าโรฮีนจาเป็นพม่าหรือไม่ หลายประเทศกำลังกดดันให้รัฐบาลเมียนมารับคืน เพราะลดภาระต่อนานาชาติ หรือใช้เรื่องนี้เพื่อต่อรองขอผลประโยชน์เพิ่ม
            เป็นอีกกรณีศึกษาให้เห็นว่าในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น “ข้อเท็จจริง” เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วน “การปฏิบัติ” ดำเนินตามนโยบายเป็นอีกเรื่อง ไม่จำต้องสอดคล้องกัน
            การรับคืนส่วนหนึ่งสามารถคลายแรงกดดันจากนานาชาติ แต่จะเพียงพอหรือไม่
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
นับแต่ก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 50 ปีก่อน หลักไม่แทรกแซงกิจการภายในเป็นเสาหลักของกลุ่ม ประเด็นโรฮีนจาเป็นกรณีพิเศษที่อาเซียนละเมิดหลักการ แต่เพราะเมียนมาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

บรรณานุกรม:
1. Abe urges Aung San Suu Kyi to let Rakhine’s displaced people return home. (2017, November 14). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2017/11/14/national/politics-diplomacy/abe-urges-aung-san-suu-kyi-let-rakhines-displaced-people-return-home/#.WgvPVluCzZ4
2. Aung San Suu Kyi says Myanmar does not fear global scrutiny over Rohingya crisis. (2017, September 19). The National/Reuters. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/asia/aung-san-suu-kyi-says-myanmar-does-not-fear-global-scrutiny-over-rohingya-crisis-1.629799
3. China supports Myanmar ‘safeguarding peace and stability’. (2017, October 21). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/asia_pacific/china-supports-myanmar-safeguarding-peace-and-stability/2017/10/21/90205e4a-b625-11e7-9b93-b97043e57a22_story.html?utm_term=.c805e0954647
4. Govt Suggests Possible Daily Repatriation of 300 Rohingya Refugees. (2017, October 30). The Irrawaddy. Retrieved from https://www.irrawaddy.com/news/burma/govt-suggests-possible-daily-repatriation-300-rohingya-refugees.html
5. India says Myanmar must take back Rohingya Muslims. (2017, October 22). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1181971/world
6. Lawmakers urge US to craft targeted sanctions on Myanmar military. (2017, October 19). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/world/lawmakers-urge-us-to-craft-targeted-sanctions-on-myanmar-military-9322894
7. Myanmar army chief says Rohingya Muslims not native, refugee numbers exaggerated. (2017, October 12). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1176421/world
8. Myanmar, Bangladesh ink Rohingya return deal. (2017, November 23). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/myanmar-bangladesh-ink-rohingya-return-deal-9432828
9. Rohingya Muslim crisis: Burma's security forces using scorched earth tactics to drive out minority, new evidence finds. (2017, September 14). The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/asia/rohingya-muslim-burma-myanmar-latest-ethnic-cleansing-claims-scorched-earth-tactics-a7947476.html
10. UN Security Council calls for 'immediate steps' to end Myanmar violence. (2017, September 14). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/un-security-council-calls-for-immediate-steps-to-end-myanmar-9214136
11. U.S. declares attacks on Burmese Rohingya Muslims ‘ethnic cleansing’. (2017, November 22). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/us-declares-attacks-on-burmese-rohingya-muslims-ethnic-cleansing/2017/11/22/cfde1a32-cfd8-11e7-81bc-c55a220c8cbe_story.html?utm_term=.2833f6bcd963
12. U.S. Department of State. (2017, November 22). Efforts To Address Burma's Rakhine State Crisis. Retrieved from https://www.state.gov/secretary/remarks/2017/11/275848.htm
-----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...