วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

โฉมหน้าความงาม โฉมหน้าสังคมนิยมจีน

25 ธันวาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7353 วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2559)

Hao Lulu ผู้ปรับโฉมใน 5 เดือน :
Hao Lulu อายุ 24 ปีเข้าทำศัลยกรรมพลาสติก หลังผ่าตัด 10 กว่าครั้งทั้งใบหน้าและส่วนอื่น ในเวลา 5 เดือนกลายเป็นสาวงามโฉมใหม่
Hao Lulu กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ผู้ชายหลายคนชอบบุคลิกลักษณะนิสัยส่วนตัวของเธอ แต่ก็มีผู้ชายจำนวนมากที่ไม่สนใจเพราะให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกผู้หญิง ตอนนี้ผู้ชายทุกประเภทชอบเธอ และมั่นใจตัวเองขึ้นมาก เพราะมั่นใจว่าสวย
            ค่านิยมจีนในอดีตให้ความสำคัญกับการสืบตระกูล จึงมีตำราว่าด้วยการดูแลสุขภาพชายหญิง เพื่อให้มั่นใจว่าจะกำเนิดบุตรที่สุขภาพแข็งแรง เกิดตำรับยาบำรุงสารพัดชนิด แต่เพียงการมีบุตรแข็งแรงไม่พออีกต่อไป สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าหรืออาจมากกว่าคือเรื่องความสวยงาม
            ในยุคประธานเหมา ชายและหญิงใส่ชุดสีเทาหรือน้ำเงินเข้ม การแต่งหน้าตาทา สวมเครื่องประดับล้วนเป็นเรื่องต้องห้าม จึงไม่ต้องเอ่ยถึงศัลกรรมพลาสติกเพื่อความงาม ถือเป็นพฤติกรรมต่อต้านอุดมการณ์คอมมิวนิสต์

แรงผลักดัน เหตุผลที่ต้องงาม :
            การประทินโฉมเป็นองค์ความรู้ที่มีในหลายประเทศ รวมทั้งจีน แต่นับจากเปิดประเทศ โฉมหน้าความงามก็เปลี่ยนไป ลักษณะการแต่งหน้าได้รับวัฒนธรรมตะวันตก เน้นความทันสมัย เข้ากับความเป็นเมืองสมัยใหม่
วิธีการแต่งหน้าอย่างหนึ่งคือการทำศัลยกรรมพลาสติก เป็นเทคโนโลยีตะวันตก สถานเสริมความงามจีนได้รับเครื่องมืออุปกรณ์ วัสดุจากต่างประเทศ จีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ระดับโลก เริ่มจากทำตา 2 ชั้น ต่อด้วยส่วนจมูก จากนั้นเทคนิคเสริมความงามอื่นๆ เข้ามาเป็นระลอก เช่น การทำโบท็อกซ์ (Botox) การฉีดเสริมสวย (filler injections) ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นเป็นอีกปัจจัยให้คนอยากทำ

ในอดีต หญิงสาวที่ต้องการแสดงตัวให้โดดเด่นจะอาศัยวิธีเข้าอุตสาหกรรมเต้นรำ การแสดง ผู้หญิงส่วนน้อยที่ได้รับคัดเลือก เมื่อสังคมเปิดสู่โลกภายนอก การแต่งหน้าแต่งตัวเปิดโอกาสแก่ทุกคน
            งานวิจัยของ Allergan ที่ทำใน 16 ประเทศ (รวมทั้งจีน) ให้ข้อสรุปว่าร้อยละ 74 หวังที่จะสวยเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง ร้อยละ 37 เพื่อพาร์ทเนอร์ ร้อยละ 15 เพื่อเพื่อน เหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่ต้องทำตัวให้สวยมากที่สุดคือวันแต่งงาน รองมาคือกำลังหางานใหม่ หรืออยู่ระหว่างเริ่มสัมพันธ์กับแฟนใหม่

ปี 2010 มูลค่าอุตสาหกรรมศัลยกรรมพลาสติกของจีนสูงถึง 48,000 ล้านดอลลาร์ (300 พันล้านหยวน หรือ 1.68 ล้านล้านบาท) เป็นรองแค่อุตสาหกรรมที่อยู่อาศัย ยานยนต์ การท่องเที่ยวและของใช้ฟุ่มเฟือยเท่านั้น
ผู้หญิงโดยเฉลี่ยจะใช้เงิน 35 ปอนด์ต่อเดือนสำหรับเรื่องความงาม ประเทศที่สูงสุดคือจีน ใช้ถึง 80 ปอนด์ต่อเดือน เกาหลีใต้ใช้ 60 ไทย 45 ประเทศที่ใช้ต่ำสุดได้แก่ เนเธอร์แลนด์ 17 แคนาดา 19 ส่วนสหรัฐใช้ 32 ปอนด์อยู่ในระดับกลาง กลุ่มประเทศยุโรปมักจะใช้จ่ายน้อยกว่าเอเชีย
ถ้าคิดจากฐานรายได้ ชาวตะวันตกมีรายได้สูงกว่าเอเชีย ยิ่งทำให้เข้าใจว่าสตรีเอเชียใช้เงินในสัดส่วนที่สูงกับความสวยความงาม น่าคิดว่าถ้าคนยุโรปเป็นพวกวัตถุนิยม ไม่ให้ความสำคัญกับจิตใจ งานวิจัยของ Allergan กำลังบอกว่าพวกเอเชียเป็นวัตถุนิยมมากกว่าหรือไม่ ความเข้าใจว่าคนเอเชียไม่ใช่พวกวัตถุนิยมเป็นความเข้าใจที่ล้าสมัยแล้วใช่หรือไม่

การทำศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องของสตรีโสดเท่านั้น หญิงจีนจำนวนมากเริ่มทำศัลยกรรมครั้งแรกในวัย 30 เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนยิ่งมีความต้องการมากขึ้น เพื่อต่อสู้กับริ้วรอย ความเปลี่ยนแปลงทางสรีระ บางคนทำเพราะหวังได้งานที่ดี หญิงมีการศึกษาสูงแต่ไม่มั่นใจใบหน้าตนเองจึงได้ศัลยกรรมเป็นเครื่องช่วย จีนมีประชากรมหาศาล ตลาดแรงงานแข่งขันรุนแรง ต้องมั่นใจว่าเก่งว่า สวยกว่า
            Caroline Van Hove ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความงาม กล่าวว่า ไม่มียุคใดที่สตรีให้ความสำคัญกับความงามบนใบหน้ามากเท่าปัจจุบัน ความงามบนใบหน้าเป็นเหมือนนามบัตรที่ติดตัวตลอดเวลา

ชนชั้นมี “โอกาสสวยมาก” กับ “โอกาสสวยน้อย” :
            เมื่อความสวยซื้อได้ เป็นที่ต้องการของผู้อยากสวยและผู้อยากคบคนสวย สาวจีนหลายคนจึงหวังที่จะ “สวยขึ้น” ด้วยอำนาจเงิน หลายคนคิดว่าความสวยเพิ่มโอกาสแก่ชีวิตที่ดีกว่า ไม่แปลกใจที่หลายคนเห็นว่าการลงทุนเพื่อความงามเป็นเรื่องคุ้มเงินคุ้มเวลา
            เป้าหมายคอมมิวนิสต์คือสังคมไร้ชนชั้น แต่ทิศทางสังคมจีนกำลังมุ่งสู่ชนชั้น “รวย” กับ “จน” ความงามของสตรีเป็นภาพสะท้อนการมีชนชั้นและกำลังแรงมากขึ้น ผู้ที่ “ฐานะดีกว่า” ย่อมมีโอกาส “สวยกว่า” และถ้าเชื่อว่าหญิงงามมักจะคู่กับชายร่ำรวยมีอำนาจ หญิงงามจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มักปรากฏในหมู่ชนชั้นร่ำรวยมีอำนาจ

            นักวิชาการบางคนอธิบายความเป็นชนชั้นในจีนสมัยใหม่เริ่มต้นเมื่อสิ้นยุคประธานเหมา เมื่อปี1978 เป็นยุคที่จีนเริ่มเปิดประเทศต้อนรับการลงทุนจากนานาชาติ เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกงาน การเลื่อนตำแหน่งขึ้นกับความสามารถ รัฐยอมให้ปัจเจกเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ฐานะความเป็นอยู่ของปัจเจกมีความแตกต่างมากขึ้น เกิดชนชั้นทางเศรษฐกิจสังคม ระหว่างผู้ใช้แรงงานกับผู้บริหาร บางคนกลายเป็นผู้ประกอบการผู้มั่งมี
            ข้อมูลวิจัยบางชิ้นพูดถึงปัญหาชนชั้นว่า ชนชั้นกลางค่อนข้างพอใจกับฐานะทางสังคมเศรษฐกิจของตน ส่วนชนชั้นล่างไม่พอใจ โดยเฉพาะฐานะเศรษฐกิจ เห็นว่ารัฐบาลยังอ่อนในการแก้ปัญหานี้ ประเด็นความเหลื่อมล้ำสำคัญไม่แพ้ประเด็นการทุจริตคอร์รัปชัน
            มีข้อมูลว่าตั้งแต่เศรษฐกิจจีนพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็ว ก่อให้สังคมเกิดความเหลื่อมล้ำ ชาวชนบทกว่า 700 ล้านคนยังอยู่ในสภาพยากจนแบบชนบท พวกที่อยู่ในเมืองจะมีรายได้สูงกว่า พวกที่อยู่ในเมืองยังแบ่งเป็นพวกที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี กับพวกแรงงานกรรมกรรายได้ต่ำ สภาพเช่นนี้เป็นแรงกดดันทางสังคมการเมืองที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามลดช่องว่างรายได้ ช่วยเหลือชาวนาและผู้ยากไร้ แต่ยังไม่เป็นที่พอใจ

            สำหรับหญิงชายที่นิยมความงาม อาจเกิดชนชั้นระหว่าง “พวกมีโอกาสสวยมาก” กับ “พวกมีโอกาสสวยน้อย” แทรกอยู่ในความเป็นชนชั้นที่มีอยู่เดิม ตอกย้ำความไม่เท่าเทียม ตรงข้ามกับนโยบายรัฐที่พยายามแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียม
            ความงามที่ไม่เท่าเทียม คือภาพสะท้อนโฉมหน้าสังคมนิยมจีนในปัจจุบันและอนาคต

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ความเป็นไปของหนุ่มสาวปัจจุบันสะท้อนความแตกต่างระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และคาดการณ์อนาคต หน้าตาคนจีนในอนาคตจะต่างจากสมัยประธานเหมาและประธานเติ้งอย่างแน่นอน
            แม้ทุกวันนี้พรรคยังประกาศรักษาอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ คงเป้าหมายสร้างสังคมไร้ชนชั้น สภาพที่เป็นจริงคือ นับจาก 1978 จนถึงปัจจุบัน สังคมจีนถอยห่างจาก “สังคมไร้ชนชั้น” มากขึ้นตามลำดับ ตีตัวออกห่างจากเป้าหมายอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ดั้งเดิม
            มีคำถามว่า ถ้าคนจีนเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ยึดถือประโยชน์ส่วนตนมากขึ้น (เห็นแก่ตัวมากกว่าส่วนรวม) พวกเขาจะให้ความสำคัญกับการปกครองแบบประชาธิปไตยตะวันตกมากขึ้นหรือไม่ คำตอบคือไม่ เพราะพวกเขา ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์การปกครองมากกว่าระบอบการปกครอง บางคนอาจยึดติดรัฐอำนาจนิยมมากขึ้น ถ้าหากรัฐเช่นว่าสามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขา
            จีนในปัจจุบันมีลักษณะเช่นนี้ คือ หลายคนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความสุขสบายจากวัตถุ ทั้งหมดเป็นผลจากระบอบการปกครองปัจจุบันที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยตะวันตก ดังนั้น ผู้ที่ให้ความสุขแก่พวกเขาคือรัฐบาลคอมมิวนิสต์ต่างหาก นี่คือรูปธรรมที่จับต้องได้ในยุคสมัยของเขา
            ถ้ายึดว่าประชาชนเป็นผู้ตัดสินความสำเร็จ ความสำเร็จของระบอบการปกครองอยู่ที่ผลลัพธ์ที่ประชาชนจับต้องได้ ประเมินได้ มากกว่าทฤษฎีตามตำราหรือแบบอย่างต่างประเทศที่ห่างไกล

            ความหล่อความงามในรูปลักษณ์ภายนอกไม่ใช่เรื่องผิด ธรรมชาติมนุษย์สนใจความงามอยู่แล้ว สิ่งที่สวยงามย่อมดีกว่าความอัปลักษณ์ ทุกคนใช้ความพยายามไม่มากก็น้อยทำให้ตัวเองหล่อหรือสวย แต่รูปลักษณ์ภายนอกคือปัจจัยสำคัญที่สุดหรือ ทำไมดารานักแสดงหลายคู่จึงแยกทาง อยู่ร่วมกันได้ไม่นาน ทั้งๆ ที่พวกเขาสวยหล่อ ฐานะดี มีชื่อเสียงในสังคม
            รูปลักษณ์ภายนอกแม้สร้างความประทับแรกพบ แต่ไม่ใช่เครื่องชี้ขาดว่าคือคนที่เหมาะกับตำแหน่งงาน คนที่ควรคบหาลึกซึ้ง หรือคิดจะครองคู่ถาวร
            ในกรอบที่กว้างขึ้น ครอบครัวคือรากฐานสังคม ความมั่นคงของครอบครัวมีผลต่อความมั่นคงของชาติ ดังนั้น ประเทศไม่อาจไม่สนใจเรื่องค่านิยมความสวยความงาม
ในอนาคตหากจีนประสบปัญหารุนแรง อาจไม่เป็นเหตุให้จีนเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตย แต่ราชวงศ์เก่าจำต้องสิ้นสุด เพื่อความชอบธรรมที่ราชวงศ์ใหม่จะก่อเกิด
--------------------------

บรรณานุกรม:
1. Allergan. (2016). The Changing faces of beauty: a global report. Retrieved from http://origin-qps.onstreammedia.com/origin/multivu_archive/ENR/Changing-Faces-of-Beauty-Report-FINAL-INT-0361-2016h.pdf
2. Hao Lulu's Plastic Surgery Transformation. (2014, July 13). hubpages.com. Retrieved from http://hubpages.com/entertainment/Hao-Lulus-Plastic-Surgery-Transformation
3. Jie, Chen. (2013). A Middle Class Without Democracy: Economic Growth and the Prospects for Democratization in China. New York: Oxford University Press.
4. Jones, Handel. (2010). CHINAMERICA: The Uneasy Partnership that Will Change the World. USA: McGraw-Hill.
5. Kesselman, Mark., Krieger, Joel., & Joseph, William A.(2010). Introduction to Comparative Politics (5th Ed.). USA: Wadsworth.
6. Qureshi, Noman Ahmed. (2014, May). DO THE FACTS SPEAK FOR THEMSELVES: Why Chinese Spending their hard-earned Money for Plastic/Cosmetic Surgery? External Influence or Reflection on Beauty and Race in World. International Journal of Scientific and Research Publications (Volume 4, Issue 5). Retrieved from http://www.ijsrp.org/research-paper-0514/ijsrp-p2969.pdf
7. Shirk, Susan L. (2007). China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail Its Peaceful Rise. New York: Oxford University Press.
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สหรัฐชอบธรรมที่จะยกเลิกนโยบายจีนเดียว

18 ธันวาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7346 วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2559)

ในช่วงหาเสียงจีนเป็นเป้าใหญ่ที่ทรัมป์ไม่คิดจะญาติดีด้วย เมื่อต้นเดือนธันวาคมว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดคุยทางโทรศัพท์กับผู้นำไต้หวัน กลายเป็นประเด็นวิวาทะระหว่างทรัมป์กับจีน หลายฝ่ายวิพากษ์ว่าทรัมป์ละเมิดนโยบายจีนเดียว (one-China policy) เรื่องจึงขยับมาสู่ประเด็นนโยบายจีนเดียว
ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าตนเข้าใจเรื่องนโยบายจีนเดียวอย่างดี จีนกับไต้หวันเป็นประเทศจีนเพียงหนึ่งเดียว พูดเป็นนัยว่าจะขอเจรจากับจีนเรื่องนี้ หากจะให้รักษาหลักนโยบายนี้ต่อไปจีนต้องยอมบางเรื่อง เช่นเรื่องการค้า
            ย้ำว่าสหรัฐเสียหายร้ายแรงจากการลดค่าเงินหยวน ตั้งกำแพงภาษีสินค้าอเมริกา สร้างป้อมปราการในทะเลจีนใต้ ไม่ช่วยจัดการเกาหลีเหนือ

            การเอ่ยถึงนโยบายจีนเดียวทำให้ฝ่ายจีนออกมาตอบโต้ Cui Tiankai เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐเตือนว่าจีนจะไม่ยอมทน หากสหรัฐคิดทบทวนแก้ไขรากฐานความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐ ย้ำว่าทุกประเทศจะต้องยึดมั่นรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่นำมาเป็นเครื่องต่อรอง โดยเฉพาะอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนเป็นเรื่องต่อรองไม่ได้
จีนถือว่าหลักจีนเดียวเป็นรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ และเช่นเดียวกับทุกประเทศที่ต้องรักษาอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ดังนั้น หากนโยบายของสหรัฐละเมิดอธิปไตยจีน เท่ากับก้าวข้ามเส้นต้องห้าม (อ่านเพิ่มเติมในบทความ นโยบายจีนเดียว (one-China policy) อดีต ปัจจุบันและอนาคต)”
            บทบรรณาธิการของสื่อจีน Global Times ถึงกับระบุว่าหากสหรัฐยกเลิกนโยบายจีนเดียว จีนก็ไม่มีเหตุผลที่จะยึดแนวทางสันติวิธีกับไต้หวันอีกต่อไป อาจยึดไต้หวันด้วยกำลัง

ที่ผ่านมาสหรัฐท้าทายอธิปไตยจีนอยู่แล้ว :
เรื่องนโยบายจีนเดียวต้องย้อนหลังเมื่อกุมภาพันธ์ 1972 รัฐบาลนิกสันกับรัฐบาลจีนลงนามในแถลงการณ์ร่วมสหรัฐ-จีน (U.S.–China joint communiqué) สาระสำคัญคือ สหรัฐยอมรับว่า “จีนทั้ง 2 ฝั่งช่องแคบไต้หวันเป็นจีนเดียว และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน”
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐออกกฎหมายฉบับใหม่ระบุว่าจะปกป้องไต้หวัน ขายอาวุธให้ไต้หวันเพียงพอที่จะป้องกันประเทศ หลายทศวรรษที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐขายให้อาวุธแก่ไต้หวันเป็นระยะๆ
ทุกวันนี้ สหรัฐยังคงยึดมั่นปกป้องไต้หวัน กองเรือที่ 7 ยังปฏิบัติภารกิจดังกล่าว

ถ้ามองในกรอบกว้าง ไม่เฉพาะประเด็นไต้หวันที่รัฐบาลสหรัฐท้าทายอธิปไตยจีน ประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญกว่าคือเรื่องทะเลจีนใต้ ประเด็นที่เคยร้อนแรงคือเรื่องหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ และเรื่องอื่นๆ เช่น ทิเบต การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่จีนเห็นว่าเป็นเรื่องภายใน
รัฐบาลโอบามาแม้ด้านหนึ่งประกาศมีสัมพันธ์ดีกับจีน ร่วมมือกับจีนในหลายด้าน ในอีกด้านหนึ่งดำเนินยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียหรือปรับสมดุลเอเชียแปซิกฟิก ที่ใครๆ เห็นว่าคือยุทธศาสตร์ต่อต้านจีน
ข้อสรุปคือ แม้สิ้นสงครามเย็น ในด้านเศรษฐกิจสังคม 2 ประเทศมีความสัมพันธ์แนบแน่นลึกมากขึ้น แต่ด้านการเมืองระหว่างประเทศ ด้านการทหาร 2 ฝ่ายเผชิญหน้ากัน ยุทธศาสตร์แม่บทสหรัฐยังคงเป้าหมายบ่อนทำลายจีนเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากพรรครีพับริกันหรือเดโมแครทต่างดำเนินยุทธศาสตร์แม่บทดังกล่าวทั้งสิ้น
บัดนี้ ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเดินตามเส้นทางนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่มาด้วยยุทธศาสตร์ฉบับปรับปรุงใหม่เท่านั้นเอง

จีนละเมิดนโยบายจีนเดียว :
นโยบายจีนเดียวตั้งอยู่บนฐานคิดว่า จีนจับมือกับสหรัฐเพื่อต้านสหภาพโซเวียต แต่บริบทโลกเปลี่ยนไปมากแล้ว ปัจจุบันไม่มีสหภาพโซเวียต กลายเป็นรัสเซียที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ไม่มีศัตรู “สหภาพโซเวียต” อีกแล้ว
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ปัจจุบันจีนกับรัสเซีย (ถ้ายึดว่าสหภาพโซเวียตคือรัสเซียในปัจจุบัน) เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ร่วมมือกันแนบแน่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ การทหาร ความสัมพันธ์ทั้งระดับทวิภาคี และผ่านองค์กรความร่วมมือต่างๆ
ดังนั้น ทำไมจะตีความไม่ได้ว่าจีนได้ละเมิดฐานคิดนโยบายจีนเดียวมานานแล้ว

ผลรูปธรรมหากสหรัฐยกเลิกนโยบายจีนเดียว :
มากกว่าการวิเคราะห์วิพากษ์ทรัมป์ ควรคิดต่อว่าหากสหรัฐประกาศยกเลิกนโยบายจีนเดียว ผลรูปธรรมจะมีอะไรบ้าง
ส่วนที่ตรงมากที่สุดคือ ไม่ยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน รัฐบาลสหรัฐสามารถปฏิบัติต่อไต้หวันในฐานะ “รัฐชาติ” (nation-state) ทั่วไป สามารถขายอาวุธแก่ไต้หวันมากเท่าที่ต้องการ สามารถเปิดความสัมพันธ์กับไต้หวันทุกด้านเท่าที่ต้องการ
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นอาจไม่เป็นเหตุให้ไต้หวันประกาศเอกราช ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา ดังจะพิจารณาจากปัจจัยไต้หวัน ดังนี้

            ดังที่ได้นำเสนอในบทความก่อนแล้วว่า เรื่องการประกาศเอกราชเป็นเรื่องอนาคตอีกห่างไกล สิ่งที่ชาวไต้หวันต้องการคือเรื่องปากท้อง การค้าการลงทุนกับจีน ซึ่งจะได้มาก็ต่อเมื่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นปกติ จีนต้องการเช่นนี้เหมือนกัน
            ดังนั้น ต่อให้รัฐบาลสหรัฐประกาศยกเลิกนโยบายจีนเดียว ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไต้หวันจะประกาศเอกราช
            ล่าสุดทางการไต้หวันแสดงท่าทีว่า การยึดหลักนโยบายจีนเดียวไม่เพียงเป็นรากฐานความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐ แต่ยังหมายถึงสันติภาพ เสถียรภาพของช่องแคบไต้หวันด้วย มีผลต่อความมั่นคงไต้หวัน “ไต้หวันย้ำชัดซ้ำหลายครั้งแล้วว่าการรักษาสันติภาพ ความมั่นคง ระหว่าง 2 ฝั่งช่องแคบไต้หวันและภูมิภาคให้ประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย” ไต้หวันให้น้ำหนักความสัมพันธ์ไต้หวัน-สหรัฐเท่ากับความสัมพันธ์ระหว่าง2 ฝั่งช่องแคบ (ไต้หวัน-จีน)
นั่นหมายความว่า รัฐบาลไต้หวันจะไม่ยอมให้สหรัฐใช้เป็น “เบี้ย” ต่อรองจีน เพราะการต่อรองนั้นเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐ ไม่ใช่ของไต้หวัน
เป็นที่มาว่าฝ่ายจีนแสดงท่าทีว่าจะทำสงครามยึดไต้หวันคืน เพื่อกดดันให้รัฐบาลไต้หวันช่วยกดดันสหรัฐอีกแรง

หลักคิดสำคัญคือ ตราบใดที่ไต้หวันไม่ประกาศเอกราช จีนไม่ใช้กำลังยึดไต้หวัน ไต้หวันก็ไม่จำต้องพึ่งพาทหารอเมริกันแม้แต่นายเดียว ไม่ต้องเป็นฐานปล่อยขีปนาวุธนิวเคลียร์อเมริกาที่สุ่มเสี่ยงถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์เหมือนกัน
ไม่ว่าจีนหรือสหรัฐไม่อาจใช้ไต้หวันเป็นเครื่องมือดังสมัยสงครามเย็นได้อีกต่อไป เพราะชาวไต้หวันยึดมั่นผลประโยชน์ตนเองเช่นกัน นั่นคือต้องการสันติภาพ ไม่ตกเป็นสมรภูมิระหว่างมหาอำนาจ
ถ้ารัฐบาลไต้หวันไม่ยอมให้สหรัฐใช้เป็นเครื่องมือ แผนของทรัมป์ย่อมไม่ประสบความสำเร็จ หากทรัมป์จะต่อรองจีนให้ได้จริง ต้องต่อรองกับไต้หวันให้ได้ก่อน
ดังนั้น แม้สหรัฐมีความชอบธรรมที่จะยกเลิกนโยบายจีนเดียว แต่ประโยชน์ที่ได้อาจน้อยกว่าสิ่งที่ต้องสูญเสีย บั่นทอนความสัมพันธ์ทวิภาคี และน่าจะกระทบจิตวิทยาการค้าระหว่างประเทศไม่มากก็น้อย
หากทรัมป์เลือกที่จะเดินหน้าต่อ อาจเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองมากกว่า

ทรัมป์พูดสนุกปากหรือไม่ :
ประเด็นสำคัญมากต่อการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์สหรัฐ คือคำถามที่ว่า การที่ทรัมป์หยิบยกนโยบายจีนเดียว เป็นเพียงการพูดสนุกปาก หรือผ่านการคิดเชิงยุทธศาสตร์ เป็นยุทธศาสตร์ต่อจีนชุดใหม่หรือไม่
เมื่อพิจารณาประเด็นจีนตั้งแต่ที่ทรัมป์พูดในช่วงหาเสียง ว่าจะต้องเจรจากับจีนเรื่องการค้าใหม่ การพูดคุยทางโทรศัพท์กับผู้นำไต้หวัน และหยิบยกประเด็นนโยบายจีนเดียว เรื่องทั้งหมดมีความต่อเนื่อง ราวเป็นเป็นแผนที่ไตร่ตรองมาอย่างดี
ในอีกมุม อาจเป็นเพียงการ “โหมโรง” ของว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ชอบยกคำพูดที่ฟังดู “หวือหวา” สามารถกลายเป็นข่าวดัง ถ้าเป็นเพียงการพูดสนุกปาก เรื่องนี้จะยุติในไม่ช้า

ยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียของรัฐบาลโอบามาไม่ประสบความสำเร็จ เกาหลีใต้ไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร รัฐบาลฟิลิปปินส์ภายใต้โรดริโก ดูเตร์เต (Rodrigo Duterte) แสดงท่าทีถอยห่างจากสหรัฐชัดเจน เป็นไปได้ว่ายุทธศาสตร์ต่อจีนกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุง นักยุทธศาสตร์สหรัฐอาจเลือกที่จะเดินหน้าต่อกรจีนด้วยตัวเอง ไม่แสดงบทญาติดีกับจีนดังสมัยรัฐบาลโอบามาอีกต่อไป

เนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณมีเพียงถ้อยคำไม่กี่คำจากทรัมป์ ทั้งยังไม่ประกาศยุทธศาสตร์ต่อจีนชุดใหม่ จึงไม่อาจสรุปว่าเป็นการพูดสนุกปาก หรือเป็นเรื่องจริงจัง กาลเวลาจะเป็นผู้ให้คำตอบ และจะเห็นชัดเจนมากขึ้นๆ ตามลำดับ
---------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
นโยบายจีนเดียว (one-China policy) ถูกอ้างว่าเป็นหนึ่งในรากฐานความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่ย้อนหลังถึงปี 1972 เมื่อ 2 รัฐบาลจับมือกันต้านสหภาพโซเวียต เป็นความสำเร็จทางการทูตครั้งใหญ่ในยุคนั้น ผู้นำโลกเสรีสามารถจับมือกับคอมมิวนิสต์จีน แต่บริบทโลกเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันไม่มีสหภาพโซเวียตอีกแล้ว รัสเซียในปัจจุบันมีสัมพันธ์ใกล้ชิดจีน ส่วนสหรัฐฯ แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรต่อจีนมากขึ้น ชัดเจนขึ้น อะไรคือคุณค่าแท้ของนโยบายจีนเดียวในปัจจุบันและอนาคต

บรรณานุกรม:
1. Blanchard, Ben., Hung, Faith. (2016, December 14). China warns Donald Trump's Taiwan policy a threat to regional ‘peace and stability’. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/asia/china-donald-trump-taiwan-policy-threatens-peace-stability-a7473341.html
2. Kondapalli, Srikanth. (2008). China, People’s Republic of. In The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia. (pp.401-408). USA: ABC-CLIO.
3. ‘Not a bargaining chip’: China warns US against questioning sovereignty & territorial integrity. (2016, December 15). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/370342-china-us-policy-integrity-ambassador/
4. Rauhala, Emily. (2016, December 12). Trump draws rebukes after saying U.S. isn’t bound by One China policy. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/chinese-paper-calls-trump-as-ignorant-as-a-childafter-taiwan-comment/2016/12/12/d91fbaea-c02c-11e6-b20d-3075b273feeb_story.html
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ไช่ อิงเหวิน สร้างประวัติศาสตร์ติดต่อว่าที่ผู้นำสหรัฐ

11 ธันวาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7339 วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2559)

ใครต้องการโทรหาใคร :
            เมื่อต้นธันวาคมว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) พูดคุยทางโทรศัพท์กับ ไช่ อิงเหวิน (Tsai Ing-wen) ประธานาธิบดีไต้หวัน
อันที่จริงแล้ว ก่อนหน้านี้ผู้นำหลายประเทศได้ติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์ นายกฯ อาเบะ นายกฯ เนธันยาฮู ได้พบปะพูดคุยส่วนตัวกับทรัมป์มาแล้ว
ประเด็นที่ถูกวิพากษ์คือการติดต่อระหว่าง “ว่าที่ประธานาธิบดี” กับประธานาธิบดีที่ “หลายประเทศไม่ยอมรับความเป็นรัฐ”
รัฐบาลสหรัฐตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐจีน หรือนิยมเรียกว่าไต้หวัน ตั้งแต่ปี 1979 แลกกับความร่วมมือช่วยต้านโซเวียตรัสเซียในยุคสงครามเย็น นับจากนั้นเป็นต้นมา ไต้หวันตกอยู่ในสภาพที่ประเทศส่วนใหญ่ไม่ยอมรับว่าเป็นประเทศ หลายประเทศทำอย่างรัฐบาลสหรัฐ ตัดความสัมพันธ์กับไต้หวัน เหลือเพียงไม่กี่ประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันอย่างเป็นทางการ

ทีมงานของทรัมป์ชี้แจงว่า การสนทนาเอ่ยถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเมือง ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความยินดีต่อประธานาธิบดีไช่ที่เพิ่งชนะเลือกตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส่วนทรัมป์พูดใน Twitter ว่าประธานาธิบดีไต้หวันโทรมาแสดงความยินดีที่ตนชนะเลือกตั้ง ทำไมจะไม่รับสายโทรศัพท์แสดงความยินดีจากไต้หวันที่ซื้ออาวุธหลายพันล้านดอลลาร์
ทางการไต้หวันชี้แจงว่า ประธานาธิบดีไช่หวังยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี และเตรียมการเพื่อความร่วมมือใกล้ชิด
            ด้านรัฐบาลจีนเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีผลต่อนโยบายจีนเดียว เตือนให้ระวังพฤติกรรมใดๆ ที่จะกระทบความสัมพันธ์ทวิภาคี ประเทศใดๆ ที่มีความสัมพันธ์การทูตกับไต้หวันเท่ากับละเมิดหลักจีนเดียว
การที่ทรัมป์พูดคุยกับประธานาธิบดีไช่ จึงเป็นประเด็นให้วิพากษ์วิจารณ์

อะไรที่ผู้นำไต้หวันต้องการ :
            จากการวิเคราะห์ เป็นไปได้ว่า
            ประการแรก ทดสอบท่าทีของทรัมป์
            ในช่วงหาเสียง นโยบายต่อจีนเป็นเรื่องลบมากกว่าบวก ชี้ว่าจีนเป็น “จอมหัวขโมยรายใหญ่ที่สุดของโลก” บิดเบือนค่าเงินหยวนเพื่อช่วยการส่งออก กระทบต่ออุตสาหกรรม การจ้างงานในสหรัฐ หากสามารถแก้ปัญหาจีน อาจเพิ่มการจ้างงานในประเทศนับล้านตำแหน่ง
            ปี 2015 สหรัฐขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการถึง 365.7 พันล้านดอลลาร์
            นักวิเคราะห์หลายคนให้ความเห็นว่าทรัมป์ไม่อาจตอบโต้จีนได้มากนัก และไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย ไม่ว่าทรัมป์จะทำอย่างไรในอนาคต เมื่อมุมมองของทรัมป์ต่อจีนเป็นแง่ลบ นี่เป็นโอกาสของไต้หวัน

            ประการที่ 2 การขายอาวุธให้ไต้หวัน
            ไต้หวันพึ่งพาอาวุธสหรัฐมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลสหรัฐกล้าที่จะขายให้ ไม่เกรงแรงกดดันจากจีน อีกส่วนเป็นเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทน ในสมัยสงครามเย็น ไต้หวันเป็นหนึ่งในลูกค้าชั้นดีของอาวุธสหรัฐ
            เมื่อสิ้นสงครามเย็น ประเด็นความมั่นคงคลายตัวลงมาก ทั้งสหรัฐ จีนและไต้หวันมุ่งให้ความสำคัญกับการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ อิทธิพลจีนนับวันเติบใหญ่ การซื้ออาวุธจากสหรัฐกลายเป็นเรื่องที่มีอุปสรรค ภายใต้นโยบายจีนเดียว จีนขอให้สหรัฐยุติขายอาวุธแก่ไต้หวัน
            ในช่วงหาเสียง ทรัมป์ให้ความสำคัญกับเรื่องจัดหายุทโธปกรณ์แก่กองทัพอเมริกัน ส่งเสริมอุตสาหกรรมทหาร เป็นไปได้ว่ารัฐบาลไช่กำลังทดสอบและหาโอกาสซื้ออาวุธ MADE IN USA เพิ่มเติม ถ้าทรัมป์ไม่คิดญาติดีกับจีนจริง ประเด็นขายอาวุธแก่ไต้หวันคือหนึ่งในเรื่องทดสอบท่าทีนี้

            ประการที่ 3 กระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง
 ถ้ามองในกรอบกว้าง ประธานาธิบดีไช่แสดงท่าทีตรงไปมา และเป็นท่าทีเดิมๆ ที่เรียกร้องให้ 2 ฝ่ายมีปฏิสัมพันธ์รูปธรรม เพราะในระยะหลังสหรัฐให้ความสำคัญกับจีน ละเลยไต้หวัน ในอีกมุมหนึ่งรัฐบาลไต้หวันไม่คิดพาตัวเองใกล้ชิดกับสหรัฐมากเกินไปด้วย
ความพยายามของรัฐบาลไช่ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย เพราะมีจุดยืนขอห่างจากจีนมากกว่าสมัยรัฐบาลหม่า อิงจิ่ว (Ma Ying-jeou) ทรัมป์ในช่วงหาเสียงวิพากษ์จีนหลายเรื่อง หลายคนเชื่อว่าความสัมพันธ์กับจีนจะเสื่อมลง จุดยืน 2 ฝ่ายจึงใกล้กัน เป็นโอกาสที่ไต้หวันจะกระชับความสัมพันธ์รัฐบาลสหรัฐ อย่างรัฐบาลทรัมป์

ช่วงนี้เป็นจังหวะเวลาสำคัญ เพราะว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์กับทีมงานกำลังอยู่ระหว่างหารือกำหนดนโยบายรอบด้าน หนึ่งในประเด็นสำคัญคือจีน และเมื่อเอ่ยถึงจีนจะผูกโยงถึงไต้หวัน รัฐบาลไช่จึงต้องใช้โอกาสนี้ “แสดงออก” ปูทางสู่ความร่วมมืออันดีของ 2 ฝ่าย
เป็นไปได้ว่ารัฐบาลทรัมป์อาจหยิบประเด็นไต้หวันเพื่อต่อรองกับจีน รัฐบาลไต้หวันหวังเช่นนั้น เพราะจะเป็นเหตุให้ไต้หวันมีบทบาท มีความสำคัญในสายตาสหรัฐ

ในยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียหรือปรับสมดุลเอเชียแปซิฟิก เป็นเรื่องน่าประหลาดใจว่าไต้หวันไม่มีบทบาทในยุทธศาสตร์สำคัญนี้ รัฐบาลโอบามาให้ความสำคัญกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และพยายามหามิตรใหม่ๆ อย่างฟิลิปปินส์ เวียดนาม แต่ไม่มีชื่อไต้หวัน
ในระยะนี้สหรัฐกำลังอยู่ระหว่างการสร้างเครือข่ายความมั่นคง (security network) ในภูมิภาค เป็นไปได้ว่ารัฐบาลไช่ไม่อยาก “ตกรถ” อย่างน้อยขอพ่วงไปด้วย แม้จะไม่เรียกไต้หวันว่าเป็นประเทศก็ตาม
ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร อาจได้คำตอบชัดขึ้นในสมัยรัฐบาลทรัมป์

ไม่ต้องการบั่นทอนสัมพันธ์จีน :
            ดังที่นำเสนอแล้วว่า จีนพยายามบดบังการมีตัวตนของไต้หวัน ฝ่ายไต้หวันจึงดิ้นรนแสดงความเป็นตัว หนึ่งในวิธีที่สำคัญและมีโอกาสเป็นไปได้คือการสัมพันธ์กับสหรัฐ
            แต่ถ้าถามว่ารัฐบาลไช่ต้องการแสดงความเป็นศัตรูต่อจีนอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ คำตอบคือไม่ แท้จริงแล้ว จีนกับไต้หวันต่างมีความสัมพันธ์การค้าการลงทุนแนบแน่น คนไต้หวันหลายแสนคนเดินทางไปจีนเป็นประจำเพื่อธุรกิจการค้า บางคนมีบ้านมีภรรยาที่นั่น คนเหล่านี้ย่อมไม่อยากเห็นเหตุการณ์ใดๆ ที่กระทบความสัมพันธ์ทวิภาคี ส่วนรัฐบาลจีนต้องการให้นายทุนไต้หวันไปลงทุนทำกิจการ ไม่ต่างจากที่ต้อนรับนักธุรกิจนานาชาติ เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจจีนปัจจุบัน เป็นเหตุผลว่าทำไมเศรษฐกิจจีนจึงเติบใหญ่จนเป็นอันดับ 2 ของโลกและกำลังจะแซงอเมริกา
จุดยืนของรัฐบาลไช่คือ ความสัมพันธ์กับจีนต้องเกื้อหนุนความมั่นคงและเสถียรภาพภูมิภาค เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ฝ่ายจริงๆ

หลักคิดสำคัญคือไต้หวันในยุคนี้ไม่คิดกลับไปกอบกู้จีนแผ่นดินใหญ่อีกแล้ว เรื่องในอดีตขอเป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังศึกษา เพื่อประโยชน์ของคนปัจจุบันกับอนาคต พูดให้ตรงคือคนไต้หวันปัจจุบันไม่มีความคิดยุคกอบกู้ชาติอีกแล้ว เรื่องปากท้อง ความสุขทางโลกคือสิ่งที่คนไต้หวันใฝ่หา
            วาทะทางการเมืองระหว่างประเทศเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนเรื่องปากท้องนั้นเป็นอีกเรื่องที่ต้องรักษาหม้อข้าวอย่างดี ดังนั้น ก่อนจะทำการใดต้องคิดรอบคอบ ให้มั่นใจว่าทุกฝ่ายรับได้

เพียงแสดงบทบาทผู้นำไต้หวัน :
            ความจริงคือแม้ไต้หวันไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐอย่างเป็นทางการ แต่ 2 ฝ่ายติดต่อหารือสม่ำเสมอผ่านช่องทางอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว ผู้นำไต้หวันไม่จำต้อง “ออกหน้า” ด้วยตนเอง
            คำถามสำคัญจึงอยู่ที่แล้วทำไมคราวนี้ผู้นำไต้หวันจึงออกโรงด้วยตนเอง คำตอบที่ดีที่สุดคือเพราะทรัมป์ยอมที่จะพูดคุยด้วย
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเบื้องลึกประการใด ที่แน่นอนคือทั้งคู่ต่างเห็นด้วยที่จะพูดคุย และให้ข่าวเผยแพร่ออกสื่อ Alex Huang โฆษกประธานาธิบดีไช่ยอมรับว่า “2 ฝ่ายได้ตกลงล่วงหน้าก่อนพูดคุย”
            สื่อตะวันตกส่วนใหญ่เอ่ยถึงทรัมป์ วิพากษ์ทรัมป์ ถ้ามองในมุมไต้หวัน เป็นความชาญฉลาดและความสามารถของประธานาธิบดีไช่ที่สามารถดึงประธานาธิบดีทรัมป์ให้มาคุยกับตน ไม่ว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีจะดีขึ้นจริงหรือไม่ ประธานาธิบดีไช่ได้คะแนนจากการนี้ ชูบทบาทของตนใน “สื่อโลก” จากผู้นำไต้หวันที่นานาชาติไม่ยอมรับว่าเป็นประเทศ
            ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไต้หวันกับสหรัฐจะบันทึกเรื่องนี้

            เรื่องที่เกิดขึ้นชวนให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อปลายปี 2015 ประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่ว แห่งไต้หวันพบปะโดยตรงกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ 2 ฝ่าย เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อตุลาคม 1949 (ราว 65 ปี) หรือนับตั้งแต่ฝ่ายพรรคชาตินิยม (ก๊กมินตั๋ง) พ่ายแพ้กองทัพแดงของเหมา เจ๋อตง ถอยมาปักหลักที่ไต้หวัน
            ในตอนนั้น ไช่ อิงเหวิน ในฐานะผู้นำพรรคฝ่ายค้าน DPP และผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ตั้งคำถามว่าประธานาธิบดีหม่าจะไป “ขายไต้หวัน” หรือไม่

            บัดนี้ ประธานาธิบดีไช่ได้สร้างประวัติศาสตร์ของเธอบ้าง ไม่น้อยหน้าประธานาธิบดีหม่า และเป็นการเด่นดังในภาพบวก ในขณะที่ทรัมป์คู่สนทนาเป็นภาพลบ
มีข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกร้องห้ามรัฐบาลสหรัฐยอมให้ผู้นำไต้หวันแวะพักสหรัฐระหว่างเดินทางเยือนประเทศแถบลาตินอเมริกา ไม่ทำการใดๆ ที่จะส่งสัญญาณยอมรับอธิปไตยไต้หวัน แต่การเยือนดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยัน
            สมัยประธานาธิบดีหม่าได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการพบปะผู้นำจีนอย่างเป็นทางการ เป็นไปได้ว่าประธานาธิบดีไช่อยากสร้างประวัติศาสตร์ที่ผู้นำสหรัฐพบปะผู้นำไต้หวัน
            เป็นไปได้หรือไม่ว่าการเดินทางและการพบปะจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 20 มกราคมปีหน้า วันที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี หากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง จะกลายเป็นประเด็นให้วิพากษ์วิจารณ์ได้อีกมาก
---------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
7 พฤศจิกายน 2015 เป็นวันประวัติศาสตร์เมื่อ 2 ประธานาธิบดีจีนกับไต้หวันพบปะพูดคุยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เป็นความสำเร็จหลังความพยายามหลายปีของประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่ว แต่เส้นทางการรวมชาติในทางการเมืองยังต้องอาศัยเวลาอีกนาน ในระหว่างนี้เป็นเวลาแห่งการรวมทางมิติเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ ส่วนในระยะยาวคือการรวมกันด้วยสายเลือด ดังนั้น ไม่ว่าในทางการเมืองระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไร จีนกับไต้หวันผนวกเข้าหากันมากขึ้นทุกที

นโยบายจีนเดียว (one-China policy) ถูกอ้างว่าเป็นหนึ่งในรากฐานความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่ย้อนหลังถึงปี 1972 เมื่อ 2 รัฐบาลจับมือกันต้านสหภาพโซเวียต เป็นความสำเร็จทางการทูตครั้งใหญ่ในยุคนั้น ผู้นำโลกเสรีสามารถจับมือกับคอมมิวนิสต์จีน แต่บริบทโลกเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันไม่มีสหภาพโซเวียตอีกแล้ว รัสเซียในปัจจุบันมีสัมพันธ์ใกล้ชิดจีน ส่วนสหรัฐฯ แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรต่อจีนมากขึ้น ชัดเจนขึ้น อะไรคือคุณค่าแท้ของนโยบายจีนเดียวในปัจจุบันและอนาคต

บรรณานุกรม:
1. Buncombe, Andrew. (2016, May 2) Donald Trump accuses China of 'raping' the US with its trade policy. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/donald-trump-accuses-china-of-raping-the-us-with-its-trade-policy-a7009946.html
2. Carter, Ashton. (2015, May 30). The United States and Challenges of Asia-Pacific Security: Ashton Carter. IISS Shangri-La Dialogue 2015. Retrieved from http://www.iiss.org/en/events/shangri%20la%20dialogue/archive/shangri-la-dialogue-2015-862b/plenary1-976e/carter-7fa0
3. China marks six priorities for new-type of major-country relations with US. (2014, November 12). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-11/12/c_133785087.htm
4. Everington, Keoni (2016, December 6). China urges U.S. to block President Tsai's transit. Taiwan News. Retrieved from http://www.taiwannews.com.tw/en/news/3045585
5. Hsiao, Alison. (2015, November 6). MA-XI MEETING: DPP opposition to Ma-Xi exchange ‘inappropriate’. Taipei Times. Retrieved from http://www.taipeitimes.com/News/taiwan/archives/2015/11/06/2003631817
6. Khan, Shehab., Garcia, Feliks. (2016, December 3). China issues diplomatic protest against Donald Trump for phone call to Taiwan president. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/asia/china-issues-diplomatic-protest-donald-trump-phone-call-taiwan-president-a7453501.html
7. Lai, Ohnson., Wong, Gillian. (2016, December 2). TRUMP SPEAKS WITH TAIWAN'S PRESIDENT, RISKING CHINA TENSIONS. ABC News. Retrieved from http://6abc.com/news/1637013/
8. President Xi to meet Taiwan leader in Singapore. (2015, November 4). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2015-11/04/c_134780926.htm
9. The White House. (2014, October 3). Remarks by the Vice President at the John F. Kennedy Forum. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/10/03/remarks-vice-president-john-f-kennedy-forum
10. Zhang, Qingmin. (2011). China’s Diplomacy. Singapore: Cengage Learning Asia.
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ความสำเร็จและล้มเหลวของการเจรจาน้ำมันรอบพฤศจิกายน 2016

4 ธันวาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7332 วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2559)

แม้การเจรจารอบเดือนเมษายน 2016 ดูเหมือนไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่ปรากฏข้อตกลงใดๆ ที่ประกาศต่อสาธารณะ แต่นับจากการเจรจารอบนั้น บรรดานักวิเคราะห์เชื่อว่าการเจรจาจะดำเนินต่อไปและจะได้ข้อตกลงในที่สุด เพราะประเทศผู้ส่งออกน้ำมันต่างรับรู้ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันอ่อนตัวด้วยกันทั้งสิ้น อย่างน้อยขอให้ราคาสูงขึ้นบ้าง การเจรจาจึงดำเนินต่อไป ความร่วมมือเพิ่มขึ้นตามลำดับ เช่น ต้นเดือนกันยายน รัฐบาลซาอุฯ กับรัสเซียลงนามความร่วมมือด้านตลาดน้ำมัน รวมถึงการควบคุมกำลังการผลิต
ปลายเดือนกันยายน กลุ่มโอเปกได้ข้อสรุปว่าจะปรับลดเพดานส่งออกจาก 33.24 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นไม่เกิน 32.5 – 33 ล้านบาร์เรล เป็นการส่งสัญญาณท่าทีโอเปกก่อนเข้าสู่การเจรจารอบถัดไป
2 สัปดาห์ต่อมากลุ่มโอเปกกับนอกโอเปกประชุมนอกรอบทันที แม้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานรัสเซียกล่าวว่าไม่คิดลงนามข้อตกลงใดๆ แต่บ่งชี้ว่าทุกฝ่ายตั้งใจ พยายามอย่างหนักที่จะบรรลุเป้าหมาย อย่างน้อยขอให้ราคาสูงขึ้นบ้าง ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

ผลการเจรจา ถอยกันคนละก้าว :                                                                               
ที่ผ่านมารัฐบาลซาอุฯ ยึดหลักว่าจะพิจารณาปรับลดกำลังการผลิต หากประเทศอื่นๆ จะลดกำลังการผลิตด้วย เจ้าชาย Turki bin Faisal อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองกล่าวว่า ซาอุฯ “จะไม่ยอมเสียส่วนแบ่งการตลาดแก่คนอื่น ยอมให้ผู้ผลิตอย่างรัสเซีย ไนจีเรีย อิหร่านและประเทศอื่นๆ ขาย (น้ำมัน) แก่ลูกค้าของซาอุฯ” อีกต่อไป ที่ผ่านมาซาอุฯ พยายามรักษาโควตา ขณะที่ประเทศอื่นๆ ฉวยประโยชน์จากการนี้
            ปลายเดือนพฤศจิกายน 2016 กลุ่มโอเปกกับนอกโอเปกบรรลุข้อตกลงร่วมลดเพดานการส่งออก โดยโอเปกจะปรับลดกำลังการผลิต 1.2 ล้านบาร์เรลจากปัจจุบันที่ 33.6 ล้านบาร์เรล (ลดลงร้อยละ 3.57) ข้อมูลบางแหล่งระบุว่าซาอุฯ จะปรับลดราว 5 แสนบาร์เรล ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต กับกาตาร์จะปรับลดรวม 3 แสนบาร์เรล ด้านอิรักจะปรับลด 2 แสนบาร์เรล (อีกหลายประเทศปรับลดเช่นกันในปริมาณเล็กน้อย) ด้านกลุ่มนอกโอเปกจะปรับลดรวม 6 แสนบาร์เรล เฉพาะรัสเซียจะลดลง 3 แสนบาร์เรล
            รวมแล้วจะปรับลดทั้งสิ้นราว 1.8 ล้านบาร์เรลให้ได้ก่อนกลางปี 2017 ข้อตกลงมีเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2017 ทบทวนอีกครั้งกลางปีหน้า
            ผลการเจรจาคือต่างฝ่ายต่างปรับลดคนละเล็กน้อย เป็นการแก้ปัญหาแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น ไม่กดดันให้บางประเทศต้อง “เสียสละ”
ปริมาณรวมที่ปรับลดไม่มาก ประโยชน์ที่ได้จริงคือ ตลาดรับรู้แล้วว่าอุปทานจะไม่เพิ่มขึ้นอีก และมีแนวโน้มลดลงในอนาคต เป็นเหตุผลหลักทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นทันทีที่บรรลุข้อตกลง (ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาปฏิบัติตามข้อตกลง)

ข้อตกลงรอบพฤศจิกายนไม่ได้แก้ปัญหาทั้งหมด :
            ราคาที่สูงขึ้นถึงระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นราคาที่สูงกว่าเดิม แต่ยังห่างไกลจากระดับแถว 100 ดอลลาร์ในอดีต ทั้งนี้น่ามาจากสาเหตุต่อไปนี้
          ประการแรก ลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจการเมืองภายใน
            ต้นเดือนธันวาคม 2014 ในขณะที่ราคาน้ำมัน WTI เริ่มหลุด 70 ดอลลาร์ รัฐบาลซาอุดีอาระเบียกล่าวว่าราคาน้ำมันปัจจุบันเป็นราคาที่ยอมรับได้ นโยบายน้ำมันของซาอุฯ “สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งผลประโยชน์ของผู้ผลิตและผู้บริโภค"
            จากนั้นราคาน้ำมันอ่อนตัวลงต่อเนื่อง ปลายปี 2015 อยู่แถว 40 กว่าดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมี่อถึงตอนนี้ทางการซาอุฯ ประกาศขึ้นราคาน้ำมันหน้าปั๊มร้อยละ 40 ลดการอุดหนุนราคาไฟฟ้า น้ำประปา หลังรัฐบาลขาดดุล 98 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากกำไรจากการขายน้ำมันดิบหดตัวร้อยละ 60 กระทบรายรับของประเทศอย่างมาก เพราะร้อยละ 73 ของรายได้มาจากน้ำมัน (ตามข้อมูลของรัฐบาล) ข้อมูลสิ้นปี 2015 รัฐบาลมีรายจ่าย 260 พันล้านดอลลาร์ มีรายได้เพียง 162 พันล้าน

กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุล อาซิซ (King Salman Bin Abdul Aziz) แห่งซาอุดีอาระเบีย ยืนยันว่าระบบเศรษฐกิจประเทศแข็งแกร่งพอที่จะรองรับความท้าทายต่างๆ เรื่องที่รัฐบาลเป็นกังวลคือผลกระทบเชิงลบต่อชนชั้นกลางและล่างหากรัฐลดการใช้จ่าย จึงคงรายจ่ายเรื่องการศึกษากับการสาธารณสุข พร้อมกับเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ
            ปลายกันยายน 2016 มีข่าวว่าพนักงานต่างชาติหลายร้อยคนที่ทำงานตามโรงพยาบาลในซาอุฯ ออกมาประท้วงรัฐบาลเพราะไม่ได้รับเงินเดือน 7 เดือนแล้ว ระยะนี้สถานการณ์ในซาอุฯ ไม่ค่อยสงบนัก เกิดปัญหาอันเนื่องจากรัฐบาลตัดลดงบประมาณ พนักงานต่างชาติบางคนบ่นว่านอกจากไม่ได้เงินเดือน ยังถูกตัดอาหาร ไฟฟ้า
            แรงงานที่เป็นพลเมืองซาอุฯ ถูกปรับลดเงินเดือนเช่นกัน ปัจจุบันคนทำงานชาวซาอุฯ ราวร้อยละ 70 เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างรัฐบาล คนเหล่านี้รายได้ลดลง รัฐปรับลดโบนัส ค่าล่วงเวลา
พนักงานไปรษณีย์รายหนึ่งเล่าว่าตอนนี้รายได้ของตนขณะนี้อยู่ที่ 4,800 ริยาดต่อเดือน (1,280 ดอลลาร์) จากเดิมที่ 6,000 ริยาด (ลดลงร้อยละ 20) เพื่อนร่วมงานของเขาโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ

ข้อมูลข้างต้นบ่งชี้ผลกระทบราคาน้ำมันต่อซาอุฯ ผลกระทบทำนองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับซาอุฯ เท่านั้น  Andreas Schwabe นักเศรษฐศาสตร์จาก Raiffeisen Bank International AG เคยประเมินว่ารัสเซียคือประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด “รูเบิลจะอ่อนค่า เงินเฟ้อพุ่ง ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับงบประมาณ” นักลงทุนจะพากันขายสินทรัพย์รัสเซีย เงินทุนไหลออกนอกประเทศ บริษัทประสบปัญหาลามไปถึงธนาคาร แม้ผลร้ายไม่รุนแรงตามคาด แต่ทำไมรัสเซียต้องขายน้ำมันราคาถูก จะดีกว่าไหมถ้าขายปริมาณเท่าเดิมแต่กำไรเพิ่มขึ้น
            การเจรจายกระดับราคาน้ำมันรอบพฤศจิกายนไม่แก้ปัญหาภายในทั้งหมด แต่ ช่วยรัฐบาลอธิบายได้ว่ากำลังทำหน้าที่ของตน ไม่ได้นิ่งนอนใจ เป็นอีกแรงที่ช่วยระงับความวุ่นวายภายใน และเป็นสาเหตุว่าทำไมจึงเพิ่มขึ้นได้เพียงเท่านี้

          ประการที่ 2 การต่อสู้ในตลาดน้ำมันดำเนินต่อไป
คำอธิบายราคาน้ำมันอ่อนตัวมี 2 แนว แนวทางแรกคือเป็นไปตามกลไกตลาด อีกแนวทางคือจากเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ
Bijan Zanganeh รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันอิหร่านเชื่อว่ารัฐบาลซาอุฯ อยู่เบื้องหลังราคาน้ำมันที่ตกต่ำในขณะนี้ เพื่อหวังผลทางการเมืองระหว่างประเทศ เหตุผลรองลงมาคือน้ำมันของสหรัฐและเศรษฐกิจอ่อนแอทั่วโลก
            ประธานาธิบดีปูตินเห็นว่าเหตุน้ำมันราคาตกอาจเป็นแผนสมรู้ร่วมคิดระหว่างรัฐบาลซาอุฯ กับสหรัฐ

            ถ้าเป้าหมายคือการให้ราคาน้ำมันกลับไปอยู่ที่เดิม (ระดับ 100 ดอลลาร์) เป้าหมายนี้ยังห่างไกล ถ้าเป้าหมายคือวัตถุประสงค์ทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น กดดันรัสเซีย อิหร่าน การต่อสู้เพื่อเป้าหมายดังกล่าวยังดำเนินต่อไป และเข้าสู่หมวดสงครามยืดเยื้อ โอกาสที่ราคาน้ำมันจะกลับไปสู่ระดับ 100 ดอลลาร์จึงเป็นเรื่องห่างไกล

ประการที่ 3 อำนาจต่อรองโอเปกลดน้อยลง
            เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าหลายสิบปีที่ผ่านมา กลุ่มโอเปกมีอิทธิพลต่อราคาน้ำมันดิบโลก และซาอุฯ คือแกนนำกลุ่มนี้
พฤษภาคม 2015 Khalid al-Falih รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานซาอุฯ คนใหม่ กล่าวว่า ซาอุฯ จะยังคงนโยบายส่งออกน้ำมันให้เพียงพอกับความต้องการของโลก รักษาบทบาทของซาอุฯ ต่อการเป็นผู้ผลิตน้ำมันในตลาดโลก ตีความได้ว่ารัฐบาลซาอุฯ ยังคงนโยบายหลักเช่นเดิม สมาชิกในกลุ่มโอเปกจะกำหนดปริมาณส่งออกของแต่ละประเทศ ระบบนี้คือการรักษาอุปทานน้ำมันของกลุ่ม เป็นกลไกควบคุมราคาน้ำมันตลาดโลก
Robbie Diamond ประธานของ Securing America's Future Energy (SAFE) กล่าวว่า “ไม่ว่าโอเปกตัดสินใจคงระดับการผลิตไว้ที่เท่าใด คือความพยายามที่จะควบคุมสินค้าโภคภัณฑ์นี้ อันเป็นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก ตอกย้ำความสำคัญของการผูกขาดน้ำมัน”

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาน้ำมันอ่อนตัวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2014 ให้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า อิทธิพลโอเปกลดลงน้อย กลุ่มนอกโอเปกโดยเฉพาะรัสเซียสูงขึ้น
พวกซาอุฯ สามารถผลิตน้ำมันให้ล้นตลาด แต่การยกราคาให้สูงขึ้นต้องอาศัยความร่วมมือทุกประเทศ โควตาส่งออกน้ำมันจึงไม่อยู่ภายใต้การชี้นำของพวกซาอุฯ เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะหมายถึงอิทธิพลของพวกซาอุฯ ลดน้อยลง ราคาน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกตัวหนึ่งกำลังเปลี่ยนแปลง ในระยะยาวจะส่งผลต่อโครงสร้างระบบเศรษฐกิจโลก ความเป็นไปของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันแต่ละประเทศ ภูมิภาคตะวันออกกลาง ฯลฯ เป็นเรื่องน่าศึกษาติดตามอย่างยิ่ง

ตลาดในอนาคตยังไม่แน่นอน :
ถ้ามองในแง่ดี (อิงผู้ผลิต) ราคาน้ำมันน่าจะปรับตัวสูงขึ้นอีกในอนาคต เพราะบรรดาผู้ผลิตผู้ส่งออกทั้งหลายต้องการเห็นระดับราคาที่สูงกว่านี้
ถ้ามองในแง่ลบ เงื่อนไขการปรับลดในการเจรจารอบหน้าอาจไม่เหมือนรอบนี้ บางประเทศถูกอาจกดดันให้ปรับลดในสัดส่วนมากเป็นพิเศษ เช่น ซาอุฯ อิหร่าน อิรัก รัสเซีย วิธีการที่ง่ายกว่าคือใช้วิธีเดิม ปรับลดคนละเล็กน้อย แต่จะยกระดับราคาให้สูงขึ้นอีกเท่าใดยังยากจะประเมิน
ประเด็นใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยลบที่มีน้ำหนักมากสุด ถ้าเชื่อว่าเป็นต้นเหตุของราคาน้ำมันที่อ่อนตัวตั้งแต่ปี 2014 เรื่อยมา
            นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ได้เอ่ยถึง เช่น นโยบายพลังงานของรัฐบาลทรัมป์ การเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อลดการนำเข้าของสหรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำมันกับพลังงานประเภทอื่นๆ
            ที่แน่นอนที่สุดคือตลาดน้ำมันโลกเข้าสู่ระบบโควตาอีกครั้ง ข้อตกลงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาคือโควตาล่าสุด
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการบางคนพูดเสมอว่าราคาน้ำมันเป็นไปตามหลักตลาดเสรี ขึ้นกับอุปสงค์อุปทาน แต่การลดต่ำของราคาน้ำมันดิบในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีหลักฐานหลายชิ้นที่บ่งบอกว่าไม่ได้เป็นไปตามหลักกลไกเสรี หนึ่งในหลักฐานดังกล่าวคือแนวคิดที่ว่ารัฐบาลซาอุฯ กำลังใช้ราคาน้ำมันเป็นเครื่องมือจัดการอิหร่าน เรื่องทำนองไม่ใช่เรื่องใหม่ราคาน้ำมันเป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศมานานแล้ว

บรรณานุกรม:
1. Cockburn, Patrick. (2016, September 26). Saudi Arabia is showing signs of financial strain as its relationship with the US sours. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/voices/saudi-arabia-is-showing-signs-of-financial-strain-as-its-relationship-with-the-us-sours-a7333461.html
2. Craymer, Lucy. (2016, October 10). Oil prices under pressure on signs Russia won’t sign an output deal. Market  Watch. Retrieved from http://www.marketwatch.com/story/oil-prices-under-pressure-on-signs-russia-wont-sign-an-output-deal-2016-10-10
3. Experts: Saudi-Russian agreement vital for stability of oil market. (2016, September 7). Russia and Saudi Arabia to decide the fate of oil. Arab News. Retrieved from httphttp://www.arabnews.com/node/981276/saudi-arabia
4. Faulconbridge, Guy. (2014, December 3). Saudi would consider output cut if Russia, others join in. Al Arabiya/Reuters. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/business/energy/2014/12/02/Saudi-would-consider-output-cut-if-Russia-others-join-in-.html
5. Kingdom unveils SR840bn budget. (2015, December 29). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/economy/news/856781
6. OPEC. (2016, November 30). OPEC 171st Meeting concludes. Retrieved from http://www.opec.org/opec_web/en/press_room/3912.htm
7. OPEC agrees first oil output cuts since 2008. (2016, November 30). Al Arabiya/Reuters. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/business/energy/2016/11/30/Oil-jumps-8-percent-on-prospects-for-big-OPEC-output-cut.html
8. OPEC reaches "historical" output cut in Algiers meeting. (2016, September 29). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2016-09/29/c_135721079.htm
9. Paul, Katie., Rashad, Marwa., & Aswad, Celine. (2016, September 26). Saudi chops wage, benefit bill in delicate pursuit of austerity. Reuters. Retrieved from http://in.reuters.com/article/saudi-economy-idINKCN11X1UY
10. Petroleum policies to remain stable: New Saudi energy minister. (2015, May 8). CNBC/Reuters. Retrieved from http://www.cnbc.com/2016/05/08/petroleum-policies-to-remain-stable-new-saudi-energy-minister.html
11. Putin says oil market price conspiracy between Saudi Arabia and US not ruled out. (2014, December 18). TASS. Retrieved from http://itar-tass.com/en/russia/767896
12. Russia is ready to cut production by 300,000 barrels per day and join OPEC agreement. (2016, November 30). TASS. Retrieved from http://tass.com/economy/915723
13. Saudi Arabia hikes petrol prices by 40% at the pump. (2015, December 29). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2015/12/saudi-arabia-hikes-petrol-prices-40-pump-151228154350415.html
14. Saudi Arabia warns oil market speculators. (2014, December 2). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/featured/news/668566
15. Tutt, Phillip., & Clinch, Matt. (2014, November 27). OPEC will not cut oil production: Saudi minister. CNBC. Retrieved from http://www.cnbc.com/id/102222286
16. Zanganeh says S. Arabia has kept oil prices down for political purposes. (2015, January 5). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/politics/120769-zanganeh-says-s-arabia-has-kept-oil-prices-down-for-political-purposes-
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ผลเลือกตั้งประธานาธิบดี 2016 กับความคิดแก้วิธีเลือกตั้ง

27 พฤศจิกายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7325 วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2559)

            การปรากฏตัวของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ก่อกระแสต่อต้าน ถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง บางคนเห็นว่าตอกย้ำความแตกแยกทางการเมืองกับสังคม สะท้อนปัญหาที่หมักหมม
            ถ้ามองให้เป็นบวก เรื่องราวของทรัมป์ในขวบปีที่ผ่านมา และอีก 4 ปีข้างหน้า เป็นโอกาสผลักดันให้สังคมรวมตัวกันมากขึ้น ทั้งในระดับสถาบันศึกษา ชุมชน และกลุ่มในโซเชียลมีเดีย เป็นเวลาของการเมืองภาคประชาชน
            ผู้ชุมนุมประท้วงประกอบด้วยคนทุกระดับ หลายคนเป็นนักเรียนนักศึกษา คนทำงานในวัยหนุ่มสาว คนกลุ่มหลังเหล่านี้ยังอ่อนประสบการณ์ทางการเมือง แต่มีไฟที่อยากเห็นการเมืองที่ดีกว่าเดิม ได้ประธานาธิบดีที่ดีกว่านี้
            คนเหล่านี้อาจเป็นความหวังของการปฏิรูปการเมืองรอบใหม่ เป็นศูนย์รวมของความคิดใหม่ๆ ไม่ยึดติดกรอบความคิดเดิม หากพวกเขารวมกลุ่มจริงจัง ร่วมแสดงความเห็น วิเคราะห์อย่างลงลึก อาจได้ “ทางออกใหม่” ให้คนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าช่วยพิจารณาอีกรอบ
            ผู้ที่ออกมาเดินประท้วงรวมแล้วอย่างมากเป็นแค่หลักแสน ไม่มากเมื่อเทียบกับผู้ออกไปใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 132.6 ล้านคน จากประชากร 320 ล้านคน แต่ต้องเข้าใจว่ายังมีอีกนับล้านที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง การเมืองที่ดีกว่านี้ 

เลือกประธานาธิบดีจาก electoral vote ไม่ใช่ popular vote :
            ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจะเคยชินกับหลักเสียงข้างมาก ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดคือผู้ชนะเลือกตั้ง แต่บางประเทศมีความซับซ้อนกว่าคำว่าได้คะแนนสูงสุด
            กรณีเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคือประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ ชาวอเมริกันไม่น้อยตั้งคำถามว่าทำไมผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลือก ฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton) มากกว่าโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ทรัมป์เป็นฝ่ายชนะ พูดง่ายๆ ว่าทำไมเมื่อชาวอเมริกาส่วนใหญ่เลือกฮิลลารีแต่ทรัมป์เป็นผู้ชนะ
            คำตอบสั้นๆ คือ กฎหมายสหรัฐบัญญัติว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตำแหน่งประธานาธิบดี (กับรองประธานาธิบดี) ไม่ใช่ประชาชนโดยตรง แต่เป็นคณะบุคคลที่ชื่อว่า Electors (Electoral College)

            Electors ของแต่ละรัฐจะตัดสินเลือกโดยยึดความต้องการของประชาชนผู้ไปลงคะแนนเลือกตั้งในรัฐของตน สมมุติว่าที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ถ้าประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งส่วนใหญ่เลือกผู้สมัครพรรครีพับลิกัน Electors ทุกคนของรัฐนี้จะเลือกผู้สมัครประธานาธิบดีจากพรรคดังกล่าวเพียงคนเดียว
            ผลการเลือกตั้งจึงระบุว่ารัฐใดผู้สมัครคนใดชนะ เห็นเป็นสีน้ำเงิน (พรรคเดโมแครท) หรือสีแดง (พรรครีพับลิกัน) โดยที่จำนวน electoral votes ในแต่ละรัฐไม่เท่ากัน

            การทำความเข้าใจจำนวน electoral votes ของแต่ละรัฐ ต้องย้อนศึกษาประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยก่อนก่อตั้งประเทศ ด้วยความที่แต่รัฐถือว่าตนมีความสำคัญเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐที่มีประชากรมากหรือน้อย วิธีคำนวณส่วนหนึ่งอิงหลักการนี้ คือ หลักความเท่าเทียมของแต่ละรัฐๆ จะมี 2 เสียงเท่ากัน หรือเท่ากับจำนวนวุฒิสมาชิก
            หลักคำนวณอีกข้อ คือ ยึดจำนวนประชากร ประชากรมากจะมี Electors มาก เท่ากับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละรัฐ
ผลคือ สหรัฐประกอบด้วย 50 รัฐ มีส.ว.รัฐละ 2 คน รวมทั้งประเทศมี 100 คน ส่วน ส.ส.มี 435 คน เมื่อรวมกับอีก 3 คนของ District of Columbia จึงมีทั้งหมด 538 คน เป็นตัวเลขเดียวกับจำนวน Electors
Electors แต่ละคนมี 1 คะแนนเสียง เรียกคะแนนนี้ว่า electoral votes เป็นที่มาว่าผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีจะต้องได้คะแนน electoral votes 270 คะแนนขึ้นไป

มีความเป็นไปได้ว่า ผู้ชนะเลือกตั้งจะได้คะแนนจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (popular vote) ต่ำกว่าผู้สมัครที่แพ้ เรื่องเช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง เช่น การชนะเลือกตั้งของ Abraham Lincoln, Woodrow Wilson, Harry Truman, John F. Kennedy, Richard Nixon (ในปี 1968), Bill Clinton และ George W. Bush (ในปี 2000) ประธานาธิบดีเหล่านี้ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (popular vote) ต่ำกว่าคู่แข่ง
การเลือกตั้งปี 2016 โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นกรณีล่าสุดที่ชนะฮิลลารี คลินตัน ด้วยคะแนน popular vote ที่ต่ำกว่า ฮิลลารีได้ popular vote มากกว่าถึง 1.7 ล้านคะแนน จากผู้ออกไปใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 132.6 ล้านคน
ทรัมป์ชนะเลือกตั้งเพราะได้ electoral votes 290 เสียง ส่วนฮิลลารีได้ 232

            ข้อคิดคือ ในโลกนี้มีนับร้อยประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย หากศึกษาลงลึกจะพบว่ามีรายละเอียดลักษณะรูปแบบการปกครองแตกต่างกัน ผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐไม่ได้เลือกประชาธิปไตยเพราะต้องการเลียนแบบประเทศอื่น วางระบบโดยยึดบริบทและความต้องการของตนเป็นหลัก จึงมีวิธีเลือกตั้งที่เป็นเอกลักษณ์

เรื่องระยะยาวที่ต้องอาศัยคนมีส่วนร่วมมากที่สุด :
            คนมาร่วมชุมนุมมาจากกลุ่มคนหลากหลาย ด้วยวัตถุประสงค์หลากหลาย ทั้งหมดทั้งปวงสะท้อนความเป็นพหุสังคม ส่วนใหญ่ต่อต้านความสุดโต่งทางใดทางหนึ่ง ในขณะเดียวกันพวกเขาขัดแย้งกันเองด้วย ไม่ง่ายที่จะได้ข้อสรุปในความเป็นพหุสังคมขนาดใหญ่นับร้อยล้านคน
            ลำพังเรื่องสร้างเอกภาพในคนหมู่มากเป็นเรื่องท้าทายยิ่ง

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะแก้ให้ใช้ popular vote เป็นตัวตัดสินจะต้องปรับแก้รัฐธรรมนูญ การปรับแก้ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลัก คือ การยื่นเรื่องที่ผ่านการรับรอง (proposal) กับการสัตยาบัน (ratification)
            การปรับแก้รัฐธรรมนูญต้องเริ่มด้วยการผ่านการรับรองด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกสภาทั้ง 2 สภา (ได้คะแนน 2 ใน 3 ของแต่ละสภา) หรือ 2 ใน 3 ของรัฐ (สมาชิกนิติบัญญัติของแต่ละรัฐเป็นผู้พิจารณา ผลสรุปเป็นระดับรัฐ) ในการประชุมเพื่อรัฐธรรมนูญแห่งชาติ (national constitutional convention) เพื่อเปิดสภาพิจารณาปรับแก้ตามคำร้อง (ร่างที่เสนอมา) ที่ผ่านมาการปรับแก้ทั้งหมดทำผ่านกลไกของรัฐสภา
จากนั้น รัฐสภาจะเป็นผู้กำหนดวิธีการรับรอง (สัตยาบัน) มี 2 วิธีคือ โดยผ่านการพิจารณาของสมาชิกนิติบัญญัติของแต่ละรัฐ ด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนรัฐ (ยึดรัฐเป็นหลัก) อีกวิธีคือการพิจารณาผ่านการประชุมรัฐวาระพิเศษ (special state conventions) ร่างจะผ่านได้ด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนรัฐเช่นกัน
จะเห็นว่าในขั้นการให้สัตยาบันจะยึดการตัดสินของ “รัฐ” เป็นเกณฑ์เท่านั้น เป็นไปตามแนวทางสมัยก่อตั้งประเทศที่ให้ความสำคัญกับ “รัฐ” ต่างๆ ที่รวมกันเป็นประเทศ
ที่ผ่านมาการปรับแก้เกือบทุกครั้งใช้กลไกการประชุมรัฐสภาในขั้นแรกและสัตยาบันโดยการพิจารณาของสมาชิกนิติบัญญัติของแต่ละรัฐ มีเพียงร่างเดียวที่ให้สัตยาบันโดยการพิจารณาผ่านการประชุมรัฐวาระพิเศษ

            นับจากเริ่มใช้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 1789 มีผู้ยื่นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการกว่าหมื่นครั้ง แต่ที่ไปถึงขั้นพิจารณา 2 สภามีเพียง 33 เรื่อง (ผ่านคะแนน 2 ใน 3) และสัตยาบันเพียง 27 เรื่อง
            การจะปรับแก้จึงเป็นเรื่องยากมากตั้งแต่ขั้นตอนแรก
ยิ่งถ้าเป็นประเด็นที่มาจากภาคประชาชน ความยากลำบากจะยิ่งเพิ่มทวี ถ้าเข้าใจประเด็นชาวอเมริกาเสื่อมศรัทธานักการเมืองของตน
            ความเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมมากที่สุด

งานที่ต้องอาศัยเวลาและศึกษาอย่างเป็นระบบ :
            ประเด็นที่มาประธานาธิบดีเป็นเรื่องเก่าที่ถกกันมาเป็นร้อยปี มีงานวิจัยจำนวนมหาศาล จนแล้วจนรอดยังเป็นการเลือกตั้งแบบเดิม พูดอีกมุมคือน่าจะเหมาะสมดีแล้ว แม้มีผู้ไม่เห็นด้วย
            การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดเป็นตัวจุดประกายให้เกิดการถกอีกรอบ มีข้อพึงระวังว่าจะต้องเป็นการคิดวิเคราะห์ ศึกษาอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ไม่เอาอารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวนำ
            เรื่องที่หลายคนไม่ทราบคือ เมื่อเริ่มก่อตั้งประเทศสหรัฐ บรรดาผู้ก่อตั้งประเทศไม่วางใจพลเมืองตัวเอง ในยุคนั้นผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งหมายถึงชายบางกลุ่มบางคนเท่านั้น ส่วนสตรี ชนพื้นเมืองไม่มีสิทธิ์ (ไม่นับทาสที่ไม่มีสิทธิ์อยู่แล้ว) ผู้ก่อตั้งประเทศไม่เชื่อว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (ทั้งๆ ที่ถูกจำกัดกลุ่ม) จะคิดพิจารณาตัดสินอย่างถูกต้อง และเกรงว่าเสียงข้างมากจะละเมิดสิทธิ์เสียงข้างน้อย (ในสมัยนั้นหมายถึงพลเมืองที่เป็นชาวบ้านไม่ยอมรับสิทธิ์ในทรัพย์สินของคนมั่งมี เคยเกิดเหตุกบฏมาก่อน) เป็นเหตุผลหนึ่งของการมี Electors คอยกลั่นกรองการเลือกของประชาชน

ในยุคปัจจุบัน บางครั้งคนที่คิดว่ารู้มาก แท้จริงอาจเข้าใจผิดหลายเรื่อง
            ยกตัวอย่าง สหรัฐมีความภาคภูมิใจว่ารัฐธรรมนูญของตนเป็นรัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษรเก่าแก่ (อยู่ทน) มากที่สุด และเป็นฉบับสั้นที่สุด เรื่องแปลกแต่จริงคือ คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่รู้เนื้อหารัฐธรรมนูญ หลายคนเข้าใจผิด เช่น คิดว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ (สหรัฐไม่มีศาสนาประจำชาติ ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ในระยะหลังผู้นับถือคริสต์ลดลง นับถือศาสนาอื่นๆ หรือประกาศตัวว่าไม่นับถือศาสนามากขึ้น) น้อยคนที่จะรู้ว่าอำนาจอธิปไตย 3 อำนาจคืออะไร (อำนาจฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ)

            บางคนคิดว่าชาวอเมริกันเป็นผู้มีความรู้ทางการเมือง เพราะเป็นเสรีชน ประเทศพัฒนาแล้ว มีความรู้ความสามารถมาก ความจริงแล้วชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ทางการเมืองอย่างเป็นระบบ เข้าใจผิดแม้กระทั่งเรื่องพื้นๆ
            การจะแก้ไขวิธีเหลือตั้งหรือปฏิรูปการเมืองในเรื่องอื่นๆ จึงต้องอาศัยเวลาและศึกษาอย่างเป็นระบบ
            หากชาวอเมริกันสนใจการเมืองมากขึ้น มีความเข้าใจถูกต้องมากขึ้น ย่อมเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคมโลก
-------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
เหตุที่ชุมนุมประท้วงเพราะคิดว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะสร้างปัญหาสร้างความเสียหาย แต่อะไรคือประเด็นที่ควรหยิบขึ้นมาประท้วงในเมื่อเป็นเพียงว่าที่ประธานาธิบดี นโยบายที่ใช้หาเสียงหลายเรื่องพูดชัดว่าเป็นเพียงข้อเสนอ หลายเรื่องอาจไม่ได้ทำจริงตามที่พูด หรือไม่รุนแรงสุดโต่งขนาดนั้น ประโยชน์ที่ยั่งยืนของการชุมนุมจะเกิดขึ้นจริงหากมีการรวมกลุ่มภาคประชาสังคม เกิดกลุ่มถาวร ร่วมกันตรวจสอบเฝ้าระวังรัฐบาลอย่างเป็นระบบ ถูกต้องตามหลักวิชาการ

บรรณานุกรม:
1. Bardes, Barbara A., Shelley, Mack C., & Schmidt, Steffen W. (2012). American Government and Politics Today: Essentials (2011 - 2012 Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
2. Dearden, Lizzie. (2016, November 11). Donald Trump blames media for 'unfair' protests against election victory as demonstrations continue across US. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/donald-trump-president-protests-us-cities-second-night-blame-media-inciting-not-fair-portland-a7410782.html
 3. Dellinger, Walter. (1986/2000). AMENDING PROCESS. In Encyclopedia of the American Constitution (2nd Ed., pp.72-75). New York: Macmillan Reference.
4. Edwards, George C., Wattenberg, Martin P., & Lineberry, Robert L. (2014). Government in America: People, Politics, and Policy (16th Ed.). New Jersey: Pearson Education.
5. Magleby, David B., Light, Paul C. (2009). Government by the People (23rd Ed.). USA: Pearson Education.
6. Sullivan, Kathleen M. (2000). AMENDING PROCESS (update). In Encyclopedia of the American Constitution (2nd Ed., pp.75-76). New York: Macmillan Reference.
-----------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สงครามกลางเมืองซีเรีย เกมสงครามของมหาอำนาจ

พฤศจิกายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน นิตยสารหนังสือข่าวทหารอากาศ ปีที่ 76 ฉบับที่ 11 เดือนพฤศจิกายน 2559)

สงครามกลางเมืองซีเรียในขณะนี้ไม่ใช่ความขัดแย้ง การปะทะระหว่างคนซีเรียด้วยกันอีกต่อไป มีกองกำลังต่างชาติกับรัฐบาลต่างชาติเข้าเกี่ยวข้องหลายสิบประเทศ สามารถแยกออกเป็น 3 ฝ่ายใหญ่ๆ ฝ่ายแรกคือขั้วสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยประเทศอังกฤษ อียิปต์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี จอร์แดน กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหรัฐฯ
2 ฝ่ายที่เหลือคือขั้วที่รัสเซียเป็นแกนนำ กับฝ่ายผู้ก่อการร้ายและกองกำลังติดอาวุธมุสลิมทั้งหมด
บทความนี้จะนำเสนอการเผชิญหน้าระหว่างขั้วสหรัฐฯ กับรัสเซียผู้มีบทบาทสำคัญในปัจจุบันและอนาคต ให้เห็นภาพชัดว่าสงครามซีเรียในขณะนี้เป็นการเผชิญหน้าของ 2 มหาอำนาจ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความขัดแย้งของคนซีเรีย

จากความขัดแย้งภายในสู่การแทรกแซงจากภายนอก :
            สงครามกลางเมืองซีเรียเริ่มตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2011 มีพัฒนาการมีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับ เริ่มจากประชาชนกลุ่มหนึ่งไม่พอใจการบริหารของรัฐบาล ชุมนุมประท้วงอย่างสงบ เกิดความรุนแรงมากขึ้น เจ้าหน้าที่เข้าปราบปราม ทั้งฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ต่างใช้อาวุธและรุนแรงขึ้น
            สิงหาคม 2011 สมาชิกสันนิบาตอาหรับ (Arab League) หลายประเทศแสดงท่าทีต่อต้านรัฐบาลอัสซาด รัฐบาลจอร์แดนเรียกร้องให้หยุดสังหารประชาชน คูเวตถอนเอกอัครราชทูตกลับประเทศ
            4 เดือนต่อมาสันนิบาตอาหรับระงับความเป็นสมาชิกของซีเรียและคว่ำบาตรเศรษฐกิจ จากนั้นเรียกร้องให้ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) ก้าวลงจากอำนาจ พร้อมกับขอให้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีมติสนับสนุน แต่รัสเซียกับจีนคัดค้าน
            การยื่นร่างมติของสันนิบาตอาหรับช่วยให้เห็นชัดว่าตัวแทนถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแบ่งเป็น 2 ขั้ว (จีนไม่ชัดเจนว่าอยู่ขั้วใด)
            เมื่อเข้าสู่ต้นปี 2012 มีข้อมูลว่ารัฐบาลต่างชาติเริ่มส่งอาวุธแก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ถึงตอนนี้ซีเรียกลายเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ

            ในปีเดียวกันนี้เอง เกิดกลุ่มผู้ก่อการร้าย Al-Nusra Front/Jabhat al-Nusra สมาชิกส่วนหนึ่งมาจากมุสลิมต่างประเทศ อีกส่วนสังกัด Free Syrian Army (FSA) ที่ชาติตะวันตกกับอาหรับบางประเทศให้การสนับสนุนเพื่อโค่นล้มระบอบอัสซาด
            Al-Nusra Front เป็นพวกซุนนีหัวรุนแรง จัดอยู่ในกลุ่มอัลกออิดะห์ เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่ารัฐอาหรับบางประเทศสนับสนุน Al-Nusra Front โค่นล้มระบอบอัสซาด ดังนั้น Al-Nusra Front จึงเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่จัดตั้งขึ้นเพื่อโค่นล้มระบอบอัสซาดโดยเฉพาะ
            ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดในหมู่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอัสซาดด้วยกัน Al-Nusra Front มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างรวดเร็ว สามารถยึดครองพื้นที่จำนวนมาก

อีก1 ปีถัดมา ราวเมษายน-พฤษภาคม 2013 ชื่อ ISIL/ISIS เริ่มปรากฏชัดเจนในซีเรีย
            ISIL/ISIS มีจุดเริ่มต้นจากอัลกออิดะห์ เป็นแขนงหนึ่งของกลุ่มนี้ (เหมือน Al-Nusra Front) และกลายเป็นกลุ่มที่โดดเด่นเหนือ Al-Nusra Front ทั้งในประสิทธิภาพการรบ ความโหดเหี้ยมที่ปรากฏผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง เช่น การเผาเชลยทั้งเป็น และเด่นดังถึงขีดสุดเมื่อนายอาบู บาการ์ อัล-บักดาดี (Abu Bakr al-Baghdadi) ผู้นำ ISIL/ISIS ประกาศสถาปนารัฐอิสลามอย่างเป็นทางการ เปลี่ยนชื่อเป็น “Islamic State” หรือ IS เมื่อมิถุนายน 2014 ประกาศว่าตนคือ “คอลีฟะห์” หรือ “กาหลิบ” เป็นผู้นำมุสลิมทั้งปวง ประกาศให้กลุ่ม รัฐ องค์กรมุสลิมทั่วโลกเชื่อฟังตนในฐานะผู้นำรัฐอิสลาม
เมื่อถึงตอนนี้กองทัพอัสซาดต้องเผชิญผู้ก่อการร้ายต่างชาติที่เข้มแข็งถึง 2 กลุ่ม (ไม่รวมกลุ่มอื่นๆ อีกสารพัดชื่อ) ทั้ง 2 กลุ่มต่างมีข้อมูลว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่รัฐอุปถัมภ์

ขั้วสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศและการตอบโต้จากรัสเซีย :
3 เดือนต่อมา ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประกาศทำสงครามกับ IS ชี้แจงว่า ณ ขณะนี้ IS เป็นภัยคุกคามต่อประชาชนอิรัก ซีเรียและภูมิภาคตะวันออกกลาง “แต่หากปล่อยทิ้งไว้ ภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายเหล่านี้จะเติบใหญ่เหนือระดับภูมิภาค จะคุกคามแม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา”
            กองกำลังสหรัฐฯ กับพันธมิตรเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อ IS ซึ่งหมายถึงสหรัฐฯ กับประเทศสนับสนุนฝ่ายต่อต้านยกระดับการแทรกแซง
            ประเด็นที่ต้องตระหนักคือ การปรากฏตัวของ IS เป็นต้นเหตุของการโจมตีทางอากาศดังกล่าว ซึ่งหมายความว่านับจากนี้เป็นต้นไปความเป็นไปของสมรภูมิขึ้นกับมหาอำนาจสหรัฐฯ กับพวก การโจมตีทางอากาศมีส่วนช่วยบั่นทอนผู้ก่อการร้าย แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งโอกาสที่กองทัพอัสซาดจะชนะฝ่ายต่อต้านแทบไม่มีอีกแล้ว แม้ฝ่ายต่อต้านสายกลางอ่อนแอ ไม่สามารถโค่นล้มระบอบอัสซาดได้ด้วยตัวเอง

            การขยายตัวของสงครามกลางเมือง สงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายที่ยืดเยื้อส่งผลให้กองทัพรัฐบาลอัสซาดนับวันยิ่งอ่อนล้า สูญเสียพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ มีการเจรจาระหว่างประเทศหลายครั้งแต่ไม่มีข้อสรุป
กลางเดือนกันยายน 2015 เกิดจุดพลิกผันสำคัญ ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) กล่าวในงานประชุมสุดยอดของ Collective Security Treaty Organization (CSTO) เรียกร้องให้ชาติตะวันตกระงับความต้องการส่วนตัว พฤติกรรม 2 มาตรฐานในการสู้กับก่อการร้าย ไม่ล้มรัฐบาลคนอื่นด้วยการยืมมือองค์กรก่อการร้าย “ณ ขณะนี้เราจำต้องร่วมมือกับรัฐบาลซีเรีย กองกำลังเคิร์ดและพวกที่เรียกว่าฝ่ายต่อต้านสายกลาง (moderate opposition) เหล่าประเทศในภูมิภาค เพื่อสู้กับภัยคุกคามต่อซีเรียและต่อต้านลัทธิก่อการร้าย” ถ้าร่วมมือกันจะแก้ปัญหาได้ ย้ำว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่ซีเรีย “ทั้งด้านการทหาร ความช่วยเหลือทางเทคนิคที่จำเป็น”
            คำประกาศดังกล่าวเป็นอีกครั้งที่ประธานาธิบดีปูตินยืนยันว่าจะช่วยเหลือด้านการทหารแก่รัฐบาลอัสซาด ระบอบอัสซาดจะต้องอยู่ต่อไป แต่ครั้งนี้มีความพิเศษจากครั้งก่อนๆ เพราะไม่กี่วันต่อมา รัสเซียเริ่มเข้ามาตั้งฐานทัพในซีเรีย เครื่องบินรบที่มาประจำการในซีเรียเริ่มเปิดฉากโจมตีผู้ก่อการร้าย กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่าเป็นไปตามการร้องขอจากประธานาธิบดีอัสซาด และจะไม่ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน
            การตั้งฐานทัพในซีเรียและปฏิบัติการโจมตีอาจตีความว่ารัฐบาลปูตินมอบกองทัพรัสเซียเพื่อช่วยรบกับผู้ก่อการร้าย ถ้าตีความอย่างสุดโต่งจะหมายถึงเครื่องบินรบหลายร้อยลำ รถถังนับพัน ทหารนับแสนนาย รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ การอธิบายเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลปูตินจะเปิดสงครามโลกกับประเทศใด แต่การตีความอย่างสุดโต่งสามารถขยายผลไปไกลขนาดนั้น ในทางปฏิบัติหากรัฐบาลปูตินเห็นท่าไม่ดี คงจะดำเนินการอย่างไรอย่างไรหนึ่งเพื่อให้เรื่องยุติ ไม่บานปลาย

สงครามกลางเมืองซีเรีย เกมสงครามของมหาอำนาจ :
            สมรภูมิซีเรียในขณะนี้จึงแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน (สามารถแบ่งได้มากกว่านี้ แต่มีเพียง 2 ขั้วที่สำคัญ) ขั้วแรกนำโดยสหรัฐฯ ร่วมกับพันธมิตรรัฐอาหรับ ตุรกี ยุโรปบางประเทศ ขั้วที่ 2 นำโดยรัสเซีย อาจรวมอิหร่าน (แม้กระทั่งจีน)
            ผู้ก่อการร้ายอย่าง Al-Nusra Front กับ IS รวมทั้งกองกำลังติดอาวุธมุสลิมต่างชาติอีกสารพัดกลุ่ม คือตัวละครที่แทรกเข้ามา ทั้งนี้มีหลักฐานหรือข้อกล่าวหาว่ากลุ่มเหล่านี้เป็นผู้ก่อการร้ายที่รัฐบาลต่างชาติอุปถัมภ์ ประธานาธิบดีอัสซาดกล่าวเมื่อกลางกุมภาพันธ์ 2016 ย้ำว่า รัฐบาลซาอุฯ ตุรกีกับกาตาร์คือผู้สนับสนุน
ผู้ที่ยอมรับเรื่องนี้ย่อมต้องตีความว่ากลุ่มเหล่านี้สังกัดขั้วสหรัฐฯ นั่นเอง

            การที่สงครามกลางเมืองยืดเยื้อถึง 5 ปีครึ่งและยังไม่มีท่าทีว่าจะจบก็เนื่องด้วยแรงสนับสนุนจาก 2 ขั้ว สมรภูมิซีเรียในขณะนี้ในแง่มุมหนึ่งจึงหมายถึงการต่อสู้ระหว่าง 2 ขั้วดังกล่าว ไม่ใช่เฉพาะความขัดแย้งของคนซีเรียเท่านั้น ความเป็นไปของซีเรียไม่ขึ้นกับชาวซีเรียอีกต่อไป บัดนี้อยู่ในมือของรัฐบาลต่างชาติแล้ว
            จากการวิเคราะห์ มีความเป็นไปได้ว่าขั้วสหรัฐฯ ในขณะนี้ต้องการให้สงครามกลางเมืองยืดเยื้อต่อไป เหตุผลหลักไม่ใช่เรื่องระบอบอัสซาดจะอยู่หรือจะไปอีกแล้ว แต่ต้องการบั่นทอนขั้วรัสเซีย มุมมองนี้อธิบายว่าเมื่อรัสเซียพาตัวเองเข้าพัวพันถึงขั้นเปิดฐานทัพในซีเรีย โจมตีผู้ก่อการร้าย ให้อาวุธเครื่องกระสุนแก่กองทัพอัสซาดอย่างต่อเนื่อง ขั้วสหรัฐฯ คิดใช้โอกาสนี้ให้ซีเรียกลายเป็นอัฟกานิสถานของรัสเซียอีกครั้ง แน่นอนว่าครั้งนี้รัสเซียไม่ได้ทุ่มสุดตัวเหมือนสงครามอัฟกานิสถานครั้งสมัยสงครามเย็น แต่ย่อมต้องแบ่งประมาณจำนวนไม่น้อยเพื่อสมรภูมิซีเรีย รัฐบาลสหรัฐฯ กับยุโรปย่อมเห็นว่าดีกว่าที่รัสเซียจะใช้งบประมาณทั้งหมดเพื่อพัฒนากองทัพ เผชิญหน้านาโตโดยตรง อีกทั้งอาจต้องการตรวจสอบขีดความสามารถของกองทัพรัสเซีย ไม่เชื่อว่ากองทัพรัสเซียเข้มแข็งจริง

            ส่วนรัฐบาลรัสเซียเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะใช้งบประมาณบางส่วนเพื่อแสดงบทบาทของตนในเวทีโลก ให้โลกได้เห็นสมรถนะของเครื่องบินรบอย่าง Su-34 Tu-22M ขีปนาวุธหลายรุ่น รวมทั้งรถถัง T-90 เสริมภาพลักษณ์ของประธานาธิบดีปูติน บั่นทอนภาพลักษณ์ตะวันตก หวังให้ซีเรียเป็นสงครามเวียดนามของสหรัฐฯ

            เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถตกลงกับรัสเซีย รัสเซียจะเล่นงานแต่พวกผู้ก่อการร้าย ไม่โจมตีพวกฝ่ายต่อต้านสายกลางที่ขั้วสหรัฐฯ สนับสนุน ด้วยเหตุผลข้อนี้และอื่นๆ จึงเชื่อว่าสงครามจะยืดเยื้อต่อไป ตราบเท่าที่มหาอำนาจไม่ปล่อยมือ ประเทศซีเรียยังคงอยู่ แต่กลายเป็นซากปรักหักพัง ยิ่งปล่อยให้สงครามยืดเยื้อเพียงใด ซากปรักหักพังก็ยิ่งเพิ่มขึ้น หลายพื้นที่เหมือนกลับไปสู่ยุคหิน เสียโอกาสฟื้นฟูพัฒนาประเทศ และเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว คือความแตกต่างที่เพิ่มมากขึ้น แต่ละวันคนซีเรียบาดเจ็บล้มตายมากขึ้น (ล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตรวมทุกฝ่ายสูงถึง 250,000 คนแล้ว) ผู้คนนับล้านกลายเป็นผู้อพยพ โอกาสกลับคืนมาตุภูมิยิ่งเลือนราง บางคนอาจไม่คิดหวนกลับแล้ว โดยไม่มีหลักประกันว่าจะมีอนาคตที่ดีกว่า
            ซีเรียจะกลายเป็นเวียดนามของสหรัฐฯ หรือเป็นอัฟกานิสถานของรัสเซีย หรือจะเป็นอย่างไร เป็นประเด็นที่ควรติดตามต่อไป

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ความขัดแย้งซีเรียได้ดำเนินต่อเนื่องกว่า 5 ปีครึ่งแล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวสถานการณ์ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลง เริ่มจากการชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่างสงบ ตามด้วยต่างชาติเข้าแทรก การปรากฏตัวของผู้ก่อการร้าย กองกำลังมุสลิมต่างชาติกว่าร้อยประเทศ การเผชิญหน้าระหว่าง 2 ขั้ว 2 มหาอำนาจชัดเจนมากขึ้น เข้าพัวพันมากขึ้น บัดนี้ความเป็นไปของสมรภูมิกับอนาคตซีเรียจึงขึ้นกับการตัดสินใจบนผลประโยชน์ของ 2 ฝ่าย 2 มหาอำนาจ เป็นความขัดแย้งที่จะยืดเยื้อยาวนาน อาจสรุปว่าคือภาคต่อจากสงครามเย็น เป็นประเด็นสำคัญที่ควรตระหนัก
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
เป็นเรื่องแปลกที่รัสเซียกับฝ่ายสหรัฐฯ (รวมชาติตะวันตกกับรัฐอาหรับ) ต่างมีนโยบายปราบปรามผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS แต่ต่างฝ่ายต่างทำ ฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหาว่ารัสเซียไม่ได้มุ่งทำลาย IS แต่มุ่งเป้าที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอัสซาดมากกว่า ในขณะที่รัสเซียปฏิเสธ อีกทั้งมีประเด็นที่นักวิชาการหลายคนชี้ว่านโยบายปราบ IS ของฝ่ายสหรัฐฯ ไม่ได้ผล ถ้ามองในกรอบแคบความแตกต่างนี้มาจากการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนรัฐบาลอัสซาด ถ้ามองในกรอบกว้างคือการเผชิญหน้าระหว่าง 2 มหาอำนาจ

บรรณานุกรม:
1. Hanano, Amal. (2012). Syrian Hope: A Journal. In The Dawn of the Arab Uprisings: End of an Old Order? (pp.225-236). London: Pluto Press.
2. Lister, Charles R. (2015). The Syrian Jihad: Al-Qaeda, the Islamic State and the Evolution of an Insurgency. New York: Oxford University Press.
3. Lynch, Marc. (2012). The Arab Uprising: The Unfinished Revolutions of the New Middle East. NY: Publicaffairs.
4. Masters, Jonathan. (2013, September 11). Syria's Crisis and the Global Response. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://www.cfr.org/syria/syrias-crisis-global-response/p28402
5. Napoleoni, Loretta. (2014). The Islamist Phoenix: The Islamic State and the Redrawing of the Middle East. New York: Seven Stories Press.
6. NATO: Russia may assist in destruction of Syria's chemical weapons. (2013, October 23). Haaretz. Retrieved from http://www.haaretz.com/.premium-1.553979
7. President Assad's AFP Interview. (2016, February 12). The Syria Times. Retrieved from http://syriatimes.sy/index.php/interviews/22171-president-assad-s-afp-interview
8. Putin: Russia supports and will support the Syrian government.  (2015, September 15). Pravda. Retrieved from http://english.pravda.ru/russia/politics/15-09-2015/131969-putin_russia_syria-0/
9. Russian planes start pinpoint strikes against IS positions in Syria — Defense Ministry. (2015, September 30). TASS. Retrieved from http://tass.ru/en/defense/824957
10. Syria Al Qaida group ‘wants to attack US’. (2014, January 30). Gulf News. Retrieved from http://gulfnews.com/news/region/syria/syria-al-qaida-group-wants-to-attack-us-1.1284269
11. The White House. (2014, September 10). Statement by the President on ISIL. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/10/statement-president-isil-1
12. Yetkin, Murat. (2014, October 7). Turkey, ISIL and the PKK: It’s complicated. Daily News. Retrieved from http://www.hurriyetdailynews.com/turkey-isil-and-the-pkk-its-complicated.aspx?pageID=449&nID=72628&NewsCatID=409
-----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...