วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บริบทความมั่นคงในนโยบายความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่น 2013 (สรุปสาระสำคัญ)

บริบทความมั่นคงในนโยบายความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่น 2013
พฤศจิกายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน นาวิกศาสตร์ ปีที่ 96 เล่มที่ 11 เดือนพฤศจิกายน 2556)
 หมายเหตุ: เนื้อหาที่นำเสนอเป็นเพียงการสรุปสาระสำคัญบางส่วนเท่านั้น รายละเอียดอ่านในนาวิกศาสตร์

            พิจารณาภาพรวมพบได้ว่าสมุดปกขาวว่าด้วยนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ‘Defense of Japan 2013’ บรรยายบริบทใน 2 ด้านหลักๆ คือ
            1.บริบทเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบปี เช่น เรื่องของเกาหลีเหนือ จีน กิจกรรมทางทหารของรัสเซีย เหตุการณ์รอบปีทำให้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานหรือยังกำลังดำเนินอยู่ เนื้อหาส่วนนี้จะเปลี่ยนแปลงทุกปีตามเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น
            2.บริบทหลัก คือสถานการณ์ความมั่นคงอันเป็นหัวใจเพื่อการกำหนดยุทธศาสตร์ในระยะยาว
ได้แก่ ฉากทัศน์ถูกศัตรูโจมตีพร้อมกับกองทัพสหรัฐฯ และความสำคัญของเส้นทางเดินเรือ เนื้อส่วนนี้ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง
            บริบทความมั่นคงระหว่างประเทศมีความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น อันตรายจากภัยคุกคามมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ในขณะที่สหรัฐฯ พันธมิตรสำคัญของญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหางบประมาณกลาโหมตึงตัว

            มีประเด็นวิเคราะห์ที่สำคัญดังนี้
            1.ประเมินภัยคุกคามเกินความจริง
            สมุดปกขาวอ้างว่าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธแตโปดอง-2 (Taepodong-2) มีพิสัยยิงไกล 6,000-10,000 กิโลเมตร ส่วนขีปนาวุธมูซูดาน (Musudan) มีพิสัย 2,500-4,000 กิโลเมตร ทั้งๆ ที่ขีปนาวุธทั้งสองชนิดยังไม่เคยทำการทดสอบอย่างจริงจัง ไม่แน่ใจว่าสามารถปฏิบัติการได้จริงหรือไม่เพียงไร
            เช่นเดียวกับการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดสอบจุดระเบิดนิวเคลียร์มาแล้ว 3 ครั้ง คือเมื่อปี 2006 กับ 2009 และล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2013 แต่ทั้งหมดนี้อยู่ในขั้นทดลองในห้องทดลอง นักวิเคราะห์สหรัฐฯ ยังไม่พบหลักฐานเกาหลีเหนือมีขีดความสามารถถึงระดับผลิตเป็นอาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้การได้จริง
            ในระยะยาวเกาหลีเหนือจะมีขีดความสามารถถึงขั้นผลิตเป็นอาวุธได้หรือไม่ยังเป็นประเด็นถกเถียง เพราะจีนให้ความร่วมมือกับคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติต่อต้านโครงการนิวเคลียร์ดังกล่าว ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือต่อญี่ปุ่นจึงเป็นภัยคุกคามที่มุ่งมองไปในอนาคต มองว่าฝ่ายตรงข้ามมีอำนาจการรบขั้นสูงและมีเป้าหมายใช้โจมตีตนเอง

            2.การเปรียบเทียบอย่างหยาบๆ
            การอ้างข้อมูลว่าเกาหลีเหนือมีทหารประจำการ 1 ล้านนาย เรือรบ 650 ลำ เครื่องบินรบ 600 ลำ เทียบกับญี่ปุ่นที่มีทหาร 140,000 คน เรือรบ 141 ลำ เครื่องบินรบ 410 ลำ เป็นการเปรียบเทียบอย่างหยาบๆ ไม่ได้ประเมินขีดความสามารถในการรบที่แท้จริง เครื่องบินรบ 600 คนที่เกาหลีเหนือมีนั้นส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินรุ่นเก่าประจำการมาแล้วหลายสิบปี เครื่องบินรบรุ่นใหม่อาจมีเพียง Mig-29 จำนวน 18 ลำ กับ Su-25 จำนวน 34 ลำ นอกจากนั้นประเด็นความพร้อม ศักยภาพของนักบินก็เป็นปัญหา เนื่องจากประเทศขาดแคลนเชื้อเพลิงนักบินจึงมีชั่วโมงการฝึกบินต่ำ ส่วนทหาร 1 ล้านนายคงไม่มีโอกาสข้ามมาถึงฝั่งญี่ปุ่นเพราะกองทัพเรือเกาหลีเหนือไม่ได้ตระเตรียมเพื่อการนี้ เรือรบที่มีเกือบทั้งหมดเป็นเรือขนาดเล็กใช้แล่นตามชายฝั่งมากกว่า
            ในขณะที่ญี่ปุ่นมีจำนวนน้อยกว่า หากพิจารณาข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1976 จนถึงปี 2010 จะพบว่าญี่ปุ่นไม่ได้เพิ่มกำลังพล และมีจำนวนลดลงด้วย คือจากทหารประจำการ 180,000 นายในปี 1976 เหลือ 154,000 นายในปี 2010 จำนวนรถถังจาก 1,200 คัน เหลือเพียง 400 คัน เรือพิฆาตจาก 60 ลำ เหลือเพียง 48 ลำ (ยกเว้นเรือดำน้ำมีเพิ่มขึ้นจาก 16 ลำเป็น 22 ลำ) เครื่องบินรบของกองทัพอากาศจาก 430 ลำเหลือเพียง 340 ลำ
            แม้มีจำนวนน้อยกว่าแต่เป็นกองทัพที่ได้รับการฝึกอย่างดี พร้อมรบอยู่เสมอ ด้วยอาวุธอันทันสมัย เพราะสหรัฐฯ ขายอาวุธทันสมัยแก่ญี่ปุ่น และประเทศพยายามพัฒนาอาวุธของตนเรื่อยมา

            3.ขาดการประเมินในมิติอื่นๆ
            เช่น นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเหตุผลที่รัฐบาลเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธ ระเบิดนิวเคลียร์เพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองภายในมากกว่าจะคุกคามประเทศเพื่อนบ้าน สภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอยิ่งกระเทือนต่ออำนาจผู้บริหารประเทศหากทำสงครามกับเพื่อนบ้าน ดังนั้นโอกาสที่กองทัพเกาหลีเหนือจะทำสงครามเต็มรูปแบบกับประเทศอื่นจึงมีน้อย
            กรณีข้อพิพาทหมู่เกาะเซนกากุ (หรือที่จีนเรียกเตียวหยู) เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ขาดการพิจารณามิติอื่นๆ สมุดปกขาวรายงานว่าตั้งแต่เดือนกันยายน 2012 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เรือรบจีนล่วงล้ำน่านน้ำญี่ปุ่นแถบดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน มีการล่วงล้ำทุกเดือน หากพิจารณาลำพังเพียงตัวเลขการล่วงล้ำของเรือจีนย่อมตีความได้ว่าจีนทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น แต่หากพิจารณาบริบทอื่นๆ เช่นเหตุที่เรือจีนแสดงพฤติกรรมดังกล่าวเนื่องจากญี่ปุ่นทำการเรียกร้องสิทธิอย่างชัดเจนและถี่ขึ้น ความตึงเครียดรอบนี้จึงมีจุดเริ่มต้นจากการอ้างสิทธิของญี่ปุ่น หากญี่ปุ่นไม่แสดงพฤติกรรมอ้างสิทธิ เรือรบจีนก็จะไม่เข้าน่านน้ำหมู่เกาะเซนกากุเพื่อแสดงการอ้างสิทธิตอบโต้ญี่ปุ่นบ้าง

            4.ผลของสนธิสัญญาความมั่นคงญี่ปุ่น-สหรัฐฯ
            ตั้งแต่พฤษภาคม ค.ศ.1957 เป็นต้นมาความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่นตั้งอยู่บนสนธิสัญญาความมั่นคงญี่ปุ่น-สหรัฐฯ และมีผลต่อนโยบายความมั่นคงญี่ปุ่นอย่างมาก
            National Defense Program Guidelines 2004 ปรับแนวคิดความมั่นคงให้ขยายขอบเขตกว้างออกไปให้พร้อมรับมือการโจมตีจากแดนไกล (Attack from afar, Counter-measures from afar)
             ภายใต้กรอบแนวคิดดังกล่าวส่งผลทำให้
            4.1 ญี่ปุ่นสามารถขยายกำลังรบได้อีกมาก
            เนื่องจากต้องรับมือกับภัยคุกคามในกรอบกว้าง ไม่เพียงเฉพาะความมั่นคงในขอบเขตอธิปไตยของประเทศเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้งหมดซึ่งกินพื้นที่กว้างขวางเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ รวมทั้งชาติมหาอำนาจ การประเมินภัยคุกคาม การเตรียมกำลังรบจึงต้องอยู่ในกรอบดังกล่าว
            4.2 เผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐฯ
            การมีสนธิสัญญากับอเมริกา การที่กองกำลังอเมริกาจำนวนมากตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ในด้านหนึ่งอาจมองว่าสหรัฐฯ ค้ำประกันความมั่นคงของตน ในอีกมุมหนึ่งเท่ากับว่าญี่ปุ่นถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับขอบเขตความมั่นคงที่กว้างขึ้น และต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามสหรัฐฯ
            รัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังที่เนื้อหาสมุดปกขาวตอนหนึ่งวางฉากทัศน์ว่า ศัตรูไม่ได้เตรียมต่อสู้กับกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเตรียมต่อสู้กับกองกำลังทั้งหมดของสหรัฐฯ
            ญี่ปุ่นจึงไม่ได้เผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามของตนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐฯ ด้วย

            5.ในภาพที่กว้างออกไป มุมมองที่แตกต่าง
            ญี่ปุ่นมองว่าเกาหลีเหนือ จีนเป็นภัยคุกคามต่อตน แต่ในภาพกว้างขีดความสามารถทางทหารที่เพิ่มขึ้นของญี่ปุ่นย่อมมีโอกาสนำไปคุกคามประเทศอื่นๆ ได้เช่นกัน ดังนั้น ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (นอกเหนือจากเกาหลีเหนือกับจีน) อาจมองว่าญี่ปุ่นเป็นภัยคุกคามได้เช่นกัน
            ในแง่ของภัยคุกคามจากต่างชาติ หากใช้ตัวเลขงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านการทหารเป็นตัวตั้ง ในมุมของจีนอาจกำลังเผชิญภัยคุกคามจากญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ อย่างหนัก ข้อมูลสมุดปกขาวชี้ว่า ในปีงบประมาณ 2011 รัฐบาลจีนใช้จ่ายด้านกลาโหมราว 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ญี่ปุ่นใช้ 0.43 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนสหรัฐฯ ใช้ถึง 6.78 แสนล้านดอลลาร์เป็นประเทศที่มีงบประมาณกลาโหมมากที่สุดในโลก จึงไม่น่าแปลกใจว่าอเมริกาคือประเทศที่มีแสนยานุภาพทางทหารสูงสุดในโลก กำลังรบของจีนไม่อาจสู้หรือเทียบเท่าอเมริกาได้เลย
            แม้ข้อมูลสมุดปกขาวจะชี้ว่างบประมาณกลาโหมจีนเพิ่มถึง 3.51 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว ในขณะที่สหรัฐฯ เพิ่มเพียง 1.68 เท่า ตีความได้ว่าจีนกำลังเร่งปรับปรุงกองทัพของตนเอง แต่ในอีกมุมหนึ่งเป็นการยืนยันว่ากองทัพจีนไม่อาจเปรียบกับกองทัพสหรัฐฯ และต้องใช้เวลาอีกนานหลายปีกว่าที่กองทัพจีนจะมีขีดความสามารถทัดเทียมกับอเมริกา ดังนั้น ในอีกมุมมองหนึ่งกองทัพญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ที่เข้มแข็งต่างหากที่เป็นภัยคุกคามต่อจีน

            ในอนาคตเชื่อว่าญี่ปุ่นจะต้องเพิ่มกำลังรบและแสดงบทบาทมากขึ้น ด้วยสามเหตุผลหลักคือ เหตุผลด้านความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ อำนาจการรบของจีนที่เพิ่มมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนกำลังรบสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หากสหรัฐฯ เลือกที่จะให้ญี่ปุ่นมีบทบาทมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเชิงนโยบายหรือเชิงยุทธวิธี ณ วันนี้จนถึงอีกหลายทศวรรษจากนี้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นเวทีการประชันกำลังของชาติมหาอำนาจกับอีกหลายประเทศ
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
ทฤษฎีสัจนิยมให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งชาติมากที่สุด รัฐต้องระแวดระวัง เตรียมการรับมือภัยคุกคามทุกชนิด พร้อมเผชิญหน้าฝ่ายตรงข้าม แต่ภายใต้แนวคิดนี้นโยบายความมั่นคงแห่งชาติเต็มด้วยความหวาดระแวง ความไม่เชื่อใจ กลายเป็นดาบสองคมให้ประเทศเพื่อนบ้านมองด้วยความหวาดระแวง มองอย่างเป็นภัยคุกคามเช่นกัน นโยบายความมั่นแห่งชาติญี่ปุ่นสะท้อนลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน
ทางการญี่ปุ่นเปิดตัวเรือรบอิซูโม (Izumo) เรือรบรุ่นใหม่ที่ใหญ่ที่สุดที่ญี่ปุ่นต่อเองนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา กองทัพญี่ปุ่นจัดให้เรือดังกล่าวอยู่ในชั้นเรือพิฆาต แต่สามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์จำนวน 9-14 ลำ และอาจบรรทุกเครื่องบินรบรุ่นใหม่ล่าสุด F-35 จึงมีข้อวิพากษ์ว่าญี่ปุ่นกำลังเสริมกำลังรบขนาดใหญ่หรือไม่ จะกระทบความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างไร

บรรณานุกรม:
1. DEFENSE OF JAPAN 2013, Japan Ministry of Defense, http://www.mod.go.jp/e/publ/w_paper/2013.html, accessed 9 July 2013.
2. Overview of Japan’s Defense Policy, Japan Ministry of Defense, http://www.mod.go.jp/e/d_act/d_policy/pdf/english.pdf, accessed 9 July 2013.
3. National Defense Program Guidelines for FY 2011 and beyond, Japan Ministry of Defense, http://www.mod.go.jp/e/d_act/d_policy/national.html, accessed 9 July 2013.
4. Japan's Abe nudges China over territorial disputes, Asahi Shimbun / Reuters, 18 January 2013, http://ajw.asahi.com/article/behind_news/politics/AJ201301180093
5. Bhubhindar Singh, Policy Brief: Japan's Perspectives of the ASEAN Defence Ministers' Meeting (ADMM)-Plus, S.Rajaratnam School of International Studies (RSIS), http://www.rsis.edu.sg/publications/policy_papers/RSIS_JP%20Perspective%20of%20ADMM%20Policy%20Brief_180113.pdf, accessed 17 March 2013
6. CHAIRMAN’S STATEMENT OF THE 22nd ASEAN SUMMIT, Bandar Seri Begawan, 24-25 April 2013, http://www.asean.org/news/asean-statement-communiques/item/chairmans-statement-of-the-22nd-asean-summit-our-people-our-future-together
-------------

วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ความพยายามของซาอุฯ ต่อการจัดการซีเรียกับอิหร่านด้วยลำพัง

22 ธันวาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6257 วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2556)
            เจ้าชาย Mohammed bin Nawaf bin Abdulaziz แห่งซาอุดิอาระเบียเขียนบทความลงสื่อ New York Times เมื่อต้นสัปดาห์ (17 ธันวาคม) ชี้ว่าหลายทศวรรษที่ผ่านมาชาติตะวันตกกับซาอุฯ ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์อันดีต่อกันนานหลายทศวรรษ แต่มาวันนี้ความสัมพันธ์เหล่านี้กำลังถูกทดสอบจากความเห็นต่างต่อเรื่องอิหร่านกับซีเรีย รัฐบาลซาอุฯ ไม่อาจทนนิ่งเงียบนิ่งเฉยอีกต่อไปเพราะนโยบายชาติตะวันตกต่ออิหร่านกับซีเรียหลายข้ออาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลาง

มุมมองที่แตกต่าง:
            การที่เจ้าชายพูดว่าวิกฤตการณ์ซีเรียยังผลทำให้พลเรือนเสียชีวิตแล้วกว่าแสนราย และส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศ กระสุนปืนใหญ่ที่ยิงใส่เขตพื้นที่พลเรือน เป็นความพยายามชี้ว่ารัฐบาลซีเรียของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาดเป็นฝ่ายผิดกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่หากมองในมุมของรัฐบาลซีเรีย ย่อมเห็นว่ารัฐบาลกำลังปกป้องกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่พยายามจะล้มล้างประเทศ และเป็นเรื่องจริงที่ว่าผู้ก่อการร้ายเหล่านี้มาจากหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่พวกสายกลางจนถึงพวกที่อิงกับอัลกออิดะห์ที่ชาติตะวันตกประกาศว่าจะต้องปราบปราม นอกจากนี้ยังประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติ ตั้งแต่พวกที่มาจากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง พวกที่มาจากทวีปแอฟริกาและแม้กระทั่งพวกที่มาจากยุโรป ความขัดแย้งในซีเรียจึงซับซ้อน ไม่อาจยุติได้ด้วยการเจรจากับฝ่ายต่อต้านเพียงไม่กี่กลุ่ม
            อีกสาเหตุที่ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตเป็นแสน คือ ทั้งฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านต่างได้รับการสนับสนุนปัจจัยการรบจากมิตรประเทศ กองทัพรัฐบาลอัสซาดได้จากรัสเซีย อิหร่าน ส่วนฝ่ายต่อต้านได้จากซาอุดิอาระเบียกับกาตาร์ และเชื่อได้ว่าบางส่วนมาจากอังกฤษ ฝรั่งเศสและสหรัฐ

            ต่อเรื่องอิหร่าน บทความได้กล่าวโจมตีชาติตะวันตกที่ยินยอมให้อิหร่านสามารถเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมต่อไป และด้วยความเชื่อที่ว่ารัฐบาลอิหร่านต้องการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ จึงเห็นว่าข้อตกลงที่เจนีวาเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนจะเป็นเหตุให้อิหร่านยังคงมีศักยภาพที่จะสร้างอาวุธร้ายแรงในอนาคต เป็นภัยคุกคามต่อประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โลกอาหรับอย่างไม่สิ้นสุด
            ในขณะที่กลุ่ม P-5+1 เห็นด้วยกับข้อตกลงเจนีวา เพราะภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวโครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะถูกจำกัดขอบเขตให้เป็นการใช้นิวเคลียร์ในทางสันติเท่านั้น หากพิจารณาเนื้อหาข้อตกลงจะพบว่ากิจกรรมนิวเคลียร์ทั้งหมดอยู่ภายใต้การตรวจตราอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) หากรัฐบาลอิหร่านในอนาคตตัดสินใจเดินหน้าพัฒนาโครงการเพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์ เชื่อว่าจะถูกตรวจจับได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อนั้นชาติมหาอำนาจจะไม่ลังเลที่จะตอบโต้อย่างรุนแรง

จุดอ่อน:
            บทความของเจ้าชาย Mohammed bin Nawaf bin Abdulaziz พบว่ามีจุดอ่อนที่สำคัญ ดังนี้
            ประการแรก ขาดการให้ความสำคัญต่อบทบาทของรัสเซียกับจีน
            ตลอดทั้งบทความไม่ได้กล่าวถึงรัสเซียกับจีนซึ่งมีบทบาทสำคัญทั้งกรณีซีเรียกับอิหร่าน เป็นไปได้ว่าบทความดังกล่าวต้องการเจาะจงพูดถึงชาติตะวันตกเท่านั้น แต่ต้องตระหนักว่าไม่อาจเพิกเฉยต่อบทบาทของรัสเซียกับจีน ซึ่งเห็นชัดว่านโยบายรัฐบาลซาอุฯ ขัดแย้งกับสองประเทศนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะรัสเซียที่พยายามชี้ว่าฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียอาจเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีสังหารประชาชน ชี้ว่าการใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมทำให้พลเรือนหลายร้อยคนเสียชีวิตนั้นปราศจากหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าใครเป็นผู้ลงมือ เป็นเหตุผลหนึ่งทำให้รัฐบาลโอบามา อังกฤษและฝรั่งเศสต้องระงับแผนการโจมตีกองทัพรัฐบาลซีเรีย นอกจากนี้รัสเซียยังช่วยสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้า Bushehr จนแล้วเสร็จ เป็นหลักฐานชี้ว่ารัสเซียสนับสนุนการที่อิหร่านจะใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ

            ประการที่สอง รัฐบาลซาอุฯ พยายามผลักดันให้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่
            ที่สุดแล้ว หากสหรัฐกับชาติสมาชิกอียูบางประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศสกับอังกฤษกระทำตามข้อเรียกร้องของซาอุฯ จะหมายถึงการโจมตีซีเรียโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ กดดันคว่ำบาตรอิหร่านเพื่อบีบรัฐบาลอิหร่านให้สละสิทธิ์การเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมเพื่อใช้ในทางสันติ อันเป็นสิทธิ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่อิหร่านพึงมีเฉกเช่นบรรดาประเทศทั้งหลายในโลก
            หากสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศสยอมกระทำตามโจมตีกองทัพรัฐบาลอัสซาด ประวัติศาสตร์โลกจะจารึกเรื่องนี้อย่างไร คนในรุ่นนี้และอนาคตจะรับรู้ว่ารัฐบาลสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศสอยู่ใต้การชี้นำของรัฐบาลซาอุฯ หรือไม่ หรือหากรัฐบาลโอบามาโจมตีซีเรียโดยลำพัง จะเป็นอีกครั้งที่ชาติมหาอำนาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่ เป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติหรือไม่

            ประการที่สาม แปลกแยกจากจุดยืนของรัฐบาลโอบามา
            หากรัฐบาลโอบามากระทำตามข้อเรียกร้องของรัฐบาลซาอุฯ ประเทศสหรัฐอาจต้องพัวพันกับความวุ่นวายในซีเรียกับอิหร่านไปอีกนาน ไม่มีอะไรประกันได้ว่าการโจมตีทางอากาศจะช่วยโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด และหากระบอบอัสซาดล่มสลายก็ใช่ว่าจะทำให้ซีเรียคืนสู่ความสงบสุข ตลอด 10 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่กองทัพสหรัฐโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนแห่งอิรัก จนมาถึงการล่มสลายของระบอบกัดดาฟี่แห่งลิเบีย ระบอบมูบารัคแห่งอียิปต์จากอาหรับสปริง ล้วนแต่พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าประเทศเหล่านี้ยังไม่สงบสุข เป็นที่ถกเถียงว่าประชาชนของประเทศเหล่านี้ได้ประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหรือไม่
            และหากต้องการโค่นล้มระบอบอิหร่านคงต้องกระทำอีกหลายขั้นตอน กินเวลาอีกหลายปี รวมถึงอาจต้องส่งกองทัพนับแสนคนเข้าทำสงครามบนผืนแผ่นดินอิหร่าน
            ตลอด 5 ปีของการดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีโอบามาแสดงท่าทีลังเลใจต่อการโจมตีซีเรียมาโดยตลอด แม้มีข่าวเรื่องการใช้อาวุธเคมีที่ประธานาธิบดีโอบามาถือว่าเป็นการล้ำเส้นต้องห้ามก็ตาม ที่สุดแล้วประธานาธิบดีโอบามาโยนเรื่องการโจมตีซีเรียให้รัฐสภาตัดสินใจ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกและไม่จำเป็น เนื่องจากในกรณีเช่นนี้ ประธานาธิบดีมีอำนาจเต็มสามารถสั่งใช้กำลังได้ด้วยตนเอง
            ทำนองเดียวกับกรณีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน รัฐบาลโอบามายืนยันเสมอว่าโครงการดังกล่าวยังห่างไกลจากการพัฒนาเป็นอาวุธ พร้อมกับกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าต้องการแก้ไขปัญหานี้ด้วยวิถีทางการทูต
            เห็นชัดว่านโยบายของซาอุฯ แตกต่างจากนโยบายของรัฐบาลโอบามา

            ประการที่สี่ รัฐบาลซาอุฯ กำลังโดดเดี่ยวตัวเองหรือไม่
            เป็นที่เข้าได้ว่ารัฐบาลซาอุฯ ในฐานะพี่ใหญ่ของคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) พยายามมีบทบาทในโลกอาหรับ ย่อมต้องแสดงบทบาทผู้นำ ที่ผ่านมานับว่าประสบผลสำเร็จในหลายเรื่อง แต่การแสดงบทบาทโดยลำพังจะประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงไร ที่ผ่านมาเห็นอยู่แล้วว่าต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากชาติตะวันตก และแม้หลายประเทศสนับสนุนแต่สุดท้ายก็ไม่อาจประสบผลเสมอไป ดังนั้น หากซาอุฯ ยังพยายามดำเนินต่อด้วยตนเองตามลำพังจะได้ผลมากน้อยเพียงไร มีแต่จะยิ่งตอกย้ำจุดยืนที่แปลกแยกแตกต่างจากชาติตะวันตก แนวทางเช่นนี้จะเป็นการโดดเดี่ยวตนเองหรือไม่

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป:
            จากเรื่องราวทั้งหมด ทำให้ได้ข้อสรุปค่อนข้างชัดเจน หลายประการ ดังนี้
            ประการแรก รัฐบาลซาอุฯ อยู่เบื้องหลังกดดันสหรัฐ
            เหตุการณ์ที่รัฐบาลโอบามาทำท่าจะโจมตีทางอากาศต่อกองทัพอัสซาดหลังจากแสดงท่าทีลังเลใจนานนับปี เหตุการณ์ที่ซาอุฯ ปฏิเสธรับตำแหน่งสมาชิกชั่วคราวของคณะมนตรีความมั่นคง จนถึงบทความล่าสุดของเจ้าชาย Mohammed bin Nawaf bin Abdulaziz ล้วนชี้ว่าซาอุฯ คือประเทศหลักที่กดดันให้รัฐบาลโอบามาต่อต้านรัฐบาลอัสซาด จนถึงขั้นเรียกร้องให้โจมตีโค่นล้มระบอบอัสซาด
            ส่วนกรณีการคว่ำบาตรอิหร่านนั้น หากไม่นับรัฐบาลอิสราเอล ซาอุฯ กับพวกเป็นอีกฝ่ายที่ร้องขอรัฐบาลโอบามากดดันอิหร่านยกเลิกการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม รัฐบาลซาอุฯ อาจมีเป้าหมายที่ลึกกว่านี้ เพราะมองว่ารัฐบาลอิหร่านเป็นภัยคุกคามไม่ว่าจะด้วยอาวุธนิวเคลียร์ หรือกระแสอาหรับสปริงในบาห์เรน ที่รัฐบาลบาห์เรนอ้างว่ากลุ่มผู้ประท้วงอยู่ภายใต้การชี้นำของอิหร่าน

            ประการที่สอง ซาอุฯ ผู้จัดระเบียบตะวันออกกลาง
            เรื่องราวทั้งหมดนี้อธิบายได้ว่ารัฐบาลซาอุฯ กำลังจัดระเบียบตะวันออกกลางกับแอฟริกาตอนเหนือ เป็นการขยายบทบาทของซาอุฯ กับคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ระบอบซีเรียกับอิหร่านคือหนึ่งในเป้าหมายเฉพาะหน้าในขณะนี้ บทความของเจ้าชาย Mohammed bin Nawaf bin Abdulaziz เป็นเพียงการตอกย้ำความเป็นผู้นำภูมิภาคของซาอุฯ กล่าวโทษชาติตะวันตกโดยเฉพาะรัฐบาลโอบามา แต่ทั้งหมดนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อนโยบายของสหรัฐแต่อย่างไร

          ประการที่สาม อนาคตที่ไม่แน่นอน
            นายบารัก โอบามากำลังจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครบ 5 ปีในต้นปีหน้า นั่นหมายความว่ารัฐบาลซาอุฯ ยังต้องอยู่ในกับนโยบายสหรัฐเช่นนี้ต่ออีก 3 ปี ต้องรอลุ้นว่าอีก 3 ปีจากนี้สหรัฐจะได้ประธานาธิบดีคนใหม่ที่มีนโยบายตรงข้ามกับประธานาธิบดีโอบามาหรือไม่ แม้มีความเป็นไปได้ต่ำแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ในอนาคตสหรัฐอาจได้ประธานาธิบดีที่เห็นว่าควรส่งกองทัพเข้าตะลุยในดินแดนของซีเรียกับอิหร่าน เป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ที่ควรเก็บไว้ในใจเสมอ สหรัฐกับชาติตะวันตกยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค
            อีกคำถามสำคัญคือ ภายใต้การจัดระเบียบตะวันออกกลางของซาอุฯ แผนการที่มีต่อประเทศอิสราเอลเป็นอย่างไร ในเมื่อรัฐบาลซาอุฯ กับประเทศในกลุ่ม GCC ยังคงแสดงความไม่พอใจต่อกรณีที่อิสราเอลกดขี่ข่มเหงปาเลสไตน์ อิสราเอลยังคงก่อสร้างบ้านเรือนลุกล้ำพื้นที่ยึดครองปาเลสไตน์มากขึ้นทุกที ในขณะที่อิสราเอลเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ หากซาอุฯ ไม่สามารถจัดการซีเรียกับอิหร่าน การจะจัดการอิสราเอลจะยิ่งยากกว่านั้นสักเท่าใด จะคำนวณผลประโยชน์ระหว่างชาติตะวันตก กลุ่มซาอุฯ และอิสราเอลอย่างไร เป็นโจทย์ที่ต้องแก้สมการซับซ้อนหลายชั้น ยากแก่การตัดสินใจจริงๆ

-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
ซาอุดิอาระเบียปฏิเสธเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เมื่อศึกษาโดยละเอียดพบว่าทางการซาอุฯ ไม่พอใจการดำเนินนโยบายของรัฐบาลโอบามาต่อตะวันออกลาง ในยามที่ซาอุฯ กับมิตรประเทศอาหรับกำลังอยู่ระหว่างการจัดระเบียบตะวันออกกลาง

บรรณานุกรม:
1. Prince Mohammed bin Nawaf bin Abdulaziz. Saudi Arabia Will Go It Alone. New York Times. http://www.nytimes.com/2013/12/18/opinion/saudi-arabia-will-go-it-alone.html?_r=0. 17 December 2013.
2. Syria Foreign Ministry's letters to UN Security Council and the UN Secretary General. Armweeklynews. http://www.armweeklynews.am/awn/e12/en_1054.htm17 March 2012.
3. Putin to Cameron: No evidence Syria chemical weapons attack occurred. Tehran Times. http://www.tehrantimes.com/world/110333-putin-to-cameron-no-evidence-syria-chemical-weapons-attack-occurred. 27 August 2013.
4. Russia to Deliver Control of Bushehr N. Power Plant to Iran in 2 Months. FNA. http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13920606000887. 28 August 2013.
5. Lynch, Marc. 2012. The Arab Uprising: The Unfinished Revolutions of the New Middle East. NY: Publicaffairs.
------------------------

วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อิรักกับประชาธิปไตยในความเปลี่ยนแปลง

อิรักกับประชาธิปไตยในความเปลี่ยนแปลง
21 ธันวาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1306)

            ทำไมบางประเทศที่ปกครองด้วยประชาธิปไตย สังคมจึงเจริญรุ่งเรือง สงบเรียบร้อย ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข แต่ทำไมบางประเทศที่ใช้การปกครองเดียวกัน โครงสร้างการปกครองคล้ายกันแต่ไม่ได้ผลดี ทั้งๆ ที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ สังคมโลกมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าอดีต แต่หลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางกับแอฟริกาเหนือที่เปลี่ยนการปกครองจากอำนาจนิยมมาสู่ประชาธิปไตยพบว่ามีปัญหา สังคมไม่ได้รับผลดีจากระบอบประชาธิปไตยดังที่หวัง
            ประเทศอิรักคือหนึ่งในประเทศที่กำลังกล่าวถึง เดือนเมษายน 2003 กลายเป็นวันประวัติศาสตร์ของประเทศอิรัก เมื่อกองทัพอเมริกันยาตราทัพเข้ากรุงแบกแดกโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซ็น ชาวอิรักจำนวนไม่น้อยดีใจเมื่อเห็นระบอบซัดดัมล่มสลาย แต่จนบัดนี้กว่า 10 ปีแล้วที่อิรักยังล้มลุกคลุกคลานกับระบอบประชาธิปไตย สังคมเต็มด้วยความแตกแยกและการเกิดเหตุร้ายรายวัน
            บทเรียนสำคัญที่ได้คือ การจะเป็นประชาธิปไตยได้หรือไม่นั้นขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องของค่านิยม วัฒนธรรมของสังคม อุปสรรคประชาธิปไตยของอิรักคือ สังคมยังยึดมั่นกับกลุ่มศาสนา กลุ่มอำนาจ กลุ่มเชื้อชาติ มากกว่าการยึดมั่นในความเป็นชาติร่วมกัน ชาวอิรักส่วนใหญ่ผูกพันกับกลุ่มทางสังคมมากกว่า และกลุ่มเหล่านี้ไม่มีเจตจำนงที่จะร่วมผูกพันเป็นชาติ
            ก่อนที่กองทัพสหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากอิรัก ในตอนนั้นประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชคิดแต่เพียงว่าขอให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็เป็นพอ เพื่อที่จะกองทัพสหรัฐฯ จะถ่ายโอนอำนาจให้รัฐบาลอิรักชุดใหม่ทำหน้าที่รับผิดชอบบริหารประเทศ ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่าเรื่องที่รัฐบาลบุชให้ความสำคัญจริงๆ คือการถอนทหารออกโดยเร็ว หรืออย่างน้อยต้องไม่เข้าพัวพันกับการรบในอิรักต่อไป เนื่องจากรัฐบาลบุชกำลังเผชิญปัญหาสำคัญ 2 ประการคือ การสูญเสียงบประมาณมหาศาลกับข่าวแง่ลบจากการบาดเจ็บล้มตายของทหารอเมริกันที่เพิ่มแทบทุกวัน

สังคมต้องตัดสินใจเลือกแนวทางการปกครองประเทศ:
            ถ้ายึดมั่นว่าผลประโยชน์ของประชาชนสำคัญที่สุด ประชาชนคือเจ้าของอธิปไตย ประชาชนเจ้าของประเทศย่อมมีความชอบธรรมตัดสินเลือกรูปแบบ แนวทางการปกครองการต้องการ ขอเพียงการปกครองนั้นจะช่วยให้สังคมมีอารยะมากขึ้น ไม่ใช่การก้าวเข้าสู่ความเสื่อมถอย
            เรื่องที่ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้คือไม่มีรูปแบบการปกครองใดที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเชิงอุดมคติหรือในทางปฏิบัติ เพราะมนุษย์ไม่สมบูรณ์ คนจำนวนมากคิดถึงผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยซึ่งจัดว่าเป็นการปกครองที่มีข้อดีหลายประการอยู่ภายใต้หลักการข้อนี้เช่นกัน สองร้อยกว่าปีที่สหรัฐอเมริกาปกครองด้วยประชาธิปไตย ทุกวันนี้สังคมอเมริกันยังมีประเด็นถกเถียงมากมายถึงประชาธิปไตยของตนว่าควรเป็นอย่างไร ประธานาธิบดีควรมีอำนาจน้อยหรือมากกว่านี้ รัฐบาลกำลังมีอำนาจควบคุมสังคมมากเกินไปหรือไม่ ผู้แทนรัฐสภาได้ทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนจริงแท้เพียงใด
            ดังนั้น จึงไม่มีประเทศใดในโลกสามารถปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ตามอุดมคติ ซ้ำยังถกเถียงกันอยู่ว่าประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบคืออะไร ส่วนในภาคปฏิบัตินั้นทุกประเทศยอมรับว่าต่างมีนักการเมือง ผู้ปกครองที่ฉ้อฉล เพียงแต่จะมีมากหรือน้อยเท่านั้น

            นักวิเคราะห์หลายคนให้ความเห็นว่าในกรณีของอิรักกับหลายประเทศในตะวันออกกลางกับแอฟริกาเหนือที่เกิดอาหรับสปริง ล้วนได้พิสูจน์แล้วว่าการชี้นำระบอบการปกครองจากต่างชาติ จากชาติตะวันตกสร้างปัญหาแก่ตน เพราะบรรดาประเทศผู้ชี้นำย่อมต้องพูดว่าให้ปกครองตามรูปแบบของตน ซึ่งได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าแม้ประเทศเหล่านั้นอาจจะหวังดี แต่จนวันนี้ยังไม่เกิดผลดีแต่อย่างไร
            ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องตระหนักเสมอว่ารัฐบาลต่างชาติไม่ได้รับประกันความสำเร็จ และไม่อาจโทษที่ต่างชาติไม่รับประกันความสำเร็จด้วย
            สิ่งสำคัญคือประชาชนเจ้าของประเทศต้องตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งมีความเสี่ยงต่อผลที่จะเกิดขึ้นตามมา ไม่มีใครรับรู้ผลล่วงหน้า และไม่มีใครสามารถประกันได้ว่าผลจะออกมาดีเสมอไป ดังนั้น ก่อนการเปลี่ยนแปลงใดๆ คนในสังคมควรร่วมปรึกษาหารืออย่างรอบคอบรอบด้านเสียก่อน ไม่ควรอยู่ภายใต้การชี้นำของต่างชาติ
            ปัญหาในทางปฏิบัติคือ ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงมักเป็นช่วงเวลาที่สังคมกำลังวุ่นวาย อาจอยู่ระหว่างสงครามกลางเมือง ระหว่างการช่วงชิงอำนาจการปกครอง บ่อยครั้งจึงไม่อยู่ในบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ การปรึกษาหารือ ประเทศอิรักตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

เป้าหมายที่จะเป็นประชาธิปไตยนั้นล้มเหลว:
            10 ปีหลังการโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซ็น อิรักยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คำว่าประชาธิปไตยคือประชาธิปไตยในโครงสร้างเท่านั้น กลุ่มการเมืองมุ่งหวังผลประโยชน์ของพวกตนเป็นหลัก ไม่ได้เคารพสิทธิของกลุ่มอื่นๆ ไม่ต้องการแบ่งอำนาจหรืออยู่ร่วมกันตามระบอบประชาธิปไตย มีแต่การเอาประชาธิปไตยมาบังหน้าเพื่อเข้าถึงอำนาจ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง เกิดข้อกล่าวจากผู้นำสายซุนนีว่านายนูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นมุสลิมชีอะห์พยายามรวบอำนาจและควบคุมทรัพยากรประเทศไว้กับตนเอง
            ผลที่ตามมาคือ ประเทศตอกย้ำการแตกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือพวกซุนนี ชีอะห์ และชาวเคิร์ด เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนิกายศาสนา กลุ่มอำนาจและเชื้อชาติ พวกชนเชื้อสายเคิร์ดพยายามแยกตัวปกครองตนเอง
            ความขัดแย้งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในสมัยประธานาธิบดีซัดดัม รัฐบาลสามารถควบคุมจำกัดขอบเขตความขัดแย้งให้อยู่ในวงจำกัด แต่เมื่อสิ้นระบอบซัดดัมและกองทัพอเมริกันถอนตัว รัฐบาลอิรักชุดใหม่ไม่สามารถรวบรวมประเทศให้เป็นเอกภาพอีกต่อไป เกิดความขัดแย้งทั้งจากเรื่องความเชื่อศาสนากับความต้องการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มต่างๆ เป็นความขัดแย้งที่ไม่มีใครควบคุมได้ เกิดเหตุรุนแรงรายวันจากสารพัดวิธี ตั้งแต่ระเบิดพลีชีพ ระเบิดรถยนต์ กลุ่มกองกำลังติดอาวุธโจมตีประชาชนที่ไร้อาวุธ สหประชาชาติรายงานว่าเฉพาะปีนี้ (2013) มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 8 พันคน ในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 80 เป็นพลเรือน ประเทศจัดอยู่ในกลุ่มรัฐล้มเหลว (Failed State)
            ในด้านสังคม พบว่าชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไม่ได้ดีขึ้น อัตราคนว่างงานยังคงเพิ่มมากขึ้น ประชาชนต้องกินต้องใช้แต่ประเทศไม่ได้ผลิตอะไรออกมา ระบบบริการสังคมขาดแคลน ไม่มีประสิทธิภาพและยังไม่เห็นว่าจะดีขึ้นในอนาคตอันใกล้

            ชาวอิรักหลายคนเห็นว่าการเข้ามาของกองทัพสหรัฐฯ อันนำสู่การเปลี่ยนการปกครองไม่ได้ดีอย่างที่พวกเขาหวังไว้ หลายคนผิดหวังเพราะผลลัพธ์สุดท้ายไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม ความยากจน ความอดอยากยังคงพบได้ทั่วไป ประเทศเปลี่ยนจากผู้นำเผด็จการหนึ่งคนสู่การมีผู้นำเผด็จการหลายคน ชาวอิรักบางคนพูดว่า “พวกเราเป็นเหยื่อของความขัดแย้งระหว่างนักการเมือง” และ “พวกเขาคุกคามกันเอง แต่พวกเราตาย ชาวบ้านมักเป็นเหยื่อเสมอ”

            10 ปีที่กองทัพสหรัฐฯ บุกโค่นล้มระบอบซัดดัม ช่วยสถาปนารัฐประชาธิปไตยอิรัก พบว่าจนบัดนี้อิรักยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพียงแต่มีชื่อว่าเป็นประชาธิปไตย มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่กลายเป็นรัฐล้มเหลวที่ประกอบด้วยหลายกลุ่มอำนาจที่พยายามแย่งชิงผลประโยชน์ ประเทศไร้ความสงบสุข มีการต่อสู้ภายในประเทศ มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นประจำ ก่อให้เกิดคำถามมากมายว่าอิรักในวันนี้ดีกว่ายุคซัดดัมหรือไม่ อะไรคือการปกครองที่ดี และจะพาอิรักออกจากสถานการณ์วุ่นวายในขณะได้อย่างไร ซึ่งบางคนเสนอว่าต้องยึดหลักนิติธรรม ต่อต้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ แก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ให้ประเทศอยู่ในบรรยากาศที่ทุกภาคส่วนสามารถทำงานได้ตามปกติ และทั้งหมดนี้ประชาชนอิรักไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดต้องออกมาแสดงพลัง กำหนดอนาคตของตนเอง
-------------------
บรรณานุกรม:
1. Allawi, Ali A. 2007. The Occupation of Iraq: Winning the War, Losing the Peace. USA: Yale University Press.
2. Five myths about Iraq. The Washington Post. http://www.washingtonpost.com/opinions/five-myths-about-iraq/2013/03/15/f7a62a40-8772-11e2-9d71-f0feafdd1394_story.html. 16 March 2013.
3. A crisis for Iraq — and the Middle East. The Washington Post. http://www.washingtonpost.com/opinions/a-crisis-for-iraq--and-the-middle-east/2013/05/05/f197bcbe-b363-11e2-bbf2-a6f9e9d79e19_story.html. 6 May 2013.
4. Different feelings on 10th anniversary of Saddam's downfall.  Aswat Al Iraq. http://en.aswataliraq.info/(S(frap54ijmcirfn45saoqssfd))/Default1.aspx?page=article_page&id=152954&l=1. 9 April 2013.
5. Shanker, Thom. On Sunday Talk Shows, U.S. Officials Defend Iraq Policy”. New York Times. http://www.nytimes.com/2003/09/14/international/middleeast/14CND-POLI.html.
Accessed 14 September 2003.
6. Ismael, Tareq Y. and Haddad, William W. 2004. Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.
7. UN Casualty Figures for November 2013. United Nations Iraq. http://www.uniraq.org/index.php?option=com_k2&view=item&id=1394:un-casualty-figures-for-november-2013&Itemid=633&lang=en. Accessed 10 December 2013.
8. Ghanim, David. 2011. Iraq's Dysfunctional Democracy. USA:  Praeger.
-----------------------

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การพัวพันของอาเซียนกับทางออกของ ADIZ

15 ธันวาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6250 วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2556)
            การประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Identification Zone หรือ ADIZ) ของจีนเหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออก นอกจากเกี่ยวพันกับประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันโดยตรงแล้ว ยังพัวพันประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอาเซียน หากคิดในแง่ลบ คิดถึงการเผชิญหน้าทางทหารที่จะรุนแรงมากขึ้นในวันข้างหน้า ยิ่งชวนให้คิดหาทางออกสกัดกั้นเหตุร้ายเหล่านั้น
            บทความนี้จะวิเคราะห์การเข้ามาพัวพันของอาเซียน พร้อมข้อเสนอแนะทางออกบางประการ ดังนี้
ความวิตกกังวลของอาเซียน การประกาศเขตแสดงตนในอนาคต:
            ADIZ หรือเขตแสดงตนของจีนที่ประกาศเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนไม่มีผลต่อความมั่นคงของชาติสมาชิกอาเซียนโดยตรง สายการบินพลเรือนของกลุ่มประเทศอาเซียนหลายสายแสดงตนต่อทางการจีนเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ส่วนในทางการเมืองระหว่างประเทศ แรงตึงเครียดจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกกระทบต่ออาเซียน เกิดภาวะชวนให้หวั่นวิตกพอสมควร
            ในตอนที่รัฐบาลจีนประกาศเขตแสดงตนนั้น ได้พูดทิ้งท้ายว่าอาจประกาศเขตแสดงตนเพิ่มเติมในอนาคต ถ้าตีความเรื่องนี้ในแง่บวกอาจตีความได้ว่ารัฐบาลจีนย่อมไม่พูดแบบปิดทางตนเอง จำกัดตนเองว่าจะไม่ประกาศเขตแสดงตนอีกแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่มีความตั้งใจที่จะประกาศเพิ่มในระยะเวลาอันใกล้ ประโยคดังกล่าวไม่น่ามีผลกระทบต่อสถานการณ์ทะเลจีนใต้แต่อย่างไร แต่ถ้าตีความในแง่ลบ โดยพิจารณาขีดความสามารถของกองทัพจีนที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ พิจารณาจากชาติสมาชิกอาเซียนบางประเทศที่ขัดแย้งกับจีนไม่แตกต่างจากกรณีของทะเลจีนตะวันออก ย่อมไม่อาจละทิ้งความคิดว่าในวันข้างหน้าจีนจะประกาศเขตแสดงตนในทะเลจีนใต้
            หากคาดการณ์โดยเทียบเคียงกรณีทะเลจีนตะวันออก จีนอาจเริ่มต้นเลือกประกาศบางเขต โดยให้กินบริเวณครอบคลุมพื้นที่ข้อพิพาทอ้างกรรมสิทธ์ทับซ้อน เช่น หมู่เกาะสแปรตลีย์ หมู่เกาะปะการังสการ์โบโรห์ และหมู่เกาะพาราเซล เมื่อถึงวันนั้นจะเกี่ยวข้องกับชาติสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ และเกี่ยวข้องกับสมาคมอาเซียนโดยตรงเนื่องจากเป็นคู่เจรจากับจีนในการแก้ปัญหาทะเลจีนใต้
            ผลที่ตามมาอาจเป็นเหตุให้ชาติสมาชิกอาเซียนบางประเทศต้องอิงสหรัฐมากขึ้น ยอมให้สหรัฐมีบทบาทเพิ่มขึ้นไม่ต่างจากที่รัฐบาลอาเบะกับรัฐบาลของประธานาธิบดีปาร์ค กึนเฮ (Park Geun-hye) เรียกร้องให้รัฐบาลโอบามาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เป็นข้ออ้างอย่างดีให้สหรัฐใช้ขยายบทบาททางการเมืองระหว่างประเทศ ขยายบทบาททางทหารในภูมิภาคนี้ รัฐบาลจีนย่อมคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ และต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์กับอาเซียนโดยรวม
            ในอีกมุมหนึ่ง หากคู่กรณีของจีนในทะเลจีนใต้ยั่วยุจีนมากขึ้น อาจเป็นเหตุให้รัฐบาลจีนตัดสินใจประกาศเขตแสดงตนได้เช่นกัน ในกรอบของอาเซียนเชื่อว่าอาเซียนมีกระบวนการจัดการเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว การให้ชาติมหาอำนาจ 2 ประเทศเผชิญหน้าในทะเลจีนใต้ย่อมไม่ส่งผลดีต่อเสถียรภาพของภูมิภาค
            นอกจากนี้ การประกาศเขตแสดงตนของประเทศหนึ่งมักกระตุ้นให้อีกประเทศโต้ตอบด้วยหลากหลายวิธี เช่น เพิ่มการลาดตระเวนทางอากาศ ประกาศว่าจะซื้อเครื่องบินรบรุ่นใหม่ รวมทั้งการประกาศขยายเขตแสดงตน ดังที่รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศขยายเขตแสดงตนเพื่อตอบโต้รัฐบาลจีน ทำให้เกิดเขตแสดงตนทับซ้อนเพิ่มขึ้น ความขัดแย้งที่มีอยู่เดิมซับซ้อนยิ่งขึ้น เกิดวิวาทะซ้อนวิวาทะ

ประเด็นนานาชาติ อาเซียนถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง:
            นอกจากความกังวลที่จีนอาจประกาศเขตแสดงตนในทะเลจีนใต้ อีกประเด็นที่ควรให้ความสำคัญคือการที่บางประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นพยายามดึงอาเซียนเข้าเป็นพวก หรืออย่างน้อยให้อาเซียนแสดงท่าทีสนับสนุน
            ความพยายามดึงหลายประเทศเข้าเกี่ยวข้อง เป็นการดำเนินนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นที่น่าสนใจ
            ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ รัฐบาลอาเบะพยายามดึงรัฐบาลสหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง กดดันรัฐบาลโอบามาด้วยการไม่ให้สายการบินพลเรือนของตนยอมรับ ADIZ ของจีน แต่เมื่อรัฐบาลโอบามาไม่รับลูก พยายามลดความตึงเครียด แนะนำให้จีนกับญี่ปุ่นจัดตั้งกลไกป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ดูเหมือนว่ารัฐบาลอาเบะยังเห็นว่าไม่เพียงพอ หันมาเรียกร้องให้ประชาคมโลกร่วมต่อต้านเขตแสดงตนของจีน ดังที่นายอิสึโนริ โอโนะเดระ (Itsunori Onodera) รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวขณะเยือนฟิลิปปินส์ว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าโลกจะต้องรับรู้ตรงกันว่าพฤติกรรมที่กระทำโดยฝ่ายเดียวของปักกิ่งไม่ควรเพิ่มความตึงเครียดแก่ภูมิภาค” แม้จะพูดว่าต้องการให้ทั่วโลกรับรู้ แต่ย่อมตีความได้ว่าเป้าหมายของญี่ปุ่นหมายถึงประเทศในเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะกลุ่มอาเซียน
            ล่าสุด ในการประชุมระหว่างญี่ปุ่นกับสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ชาติที่เริ่มต้นเมื่อวันศุกร์ แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศจีน นายกฯ อาเบะพูดเป็นนัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญที่ญี่ปุ่นกับอาเซียนต้องร่วมมือกันต่อต้านจีน ด้านประธานาธิบดีซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน แห่งอินโดนีเซียกล่าวว่า “อินโดนีเซียเข้าใจผลประโยชน์ของญี่ปุ่นเรื่องการขยายบทบทความมั่นคง” ในภูมิภาค พร้อมกับกล่าวถึงทะเลจีนใต้ที่มีความขัดแย้งเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์ว่า “อินโดนีเซียกังวลอย่างยิ่งว่าความขัดแย้งเหล่านี้” ถ้าระเบิดออกจะส่งผลกระทบต่อหลายประเทศ

ข้อเสนอแนะ ทางออก:
            ประการแรก เป้าหมายคือลดความตึงเครียด ลดโอกาสที่จะเกิดเหตุร้ายไม่คาดฝัน
            ลักษณะเด่นประการหนึ่งของ ADIZ หรือเขตแสดงตน คือ ไม่มีมาตรฐานสากล แต่ละประเทศประกาศ กำหนดเขต และวางกฎเกณฑ์ตามแต่เห็นสมควร ไม่มีประเทศใดสามารถห้ามอีกประเทศหนึ่งไม่ให้ประกาศเขตแสดงตน ดังนั้น เป้าหมายของการแก้ไขจึงไม่ใช่การห้ามการประกาศ ADIZ แต่อยู่ที่การลดความตึงเครียด ลดโอกาสที่จะเกิดเหตุร้ายไม่คาดฝัน

            ประการที่สอง ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องต้องมีส่วนร่วม
            นายหม่าอิงจิ่ว ประธานาธิบดีไต้หวันเป็นผู้นำที่แสดงท่าทีดังกล่าวตั้งแต่ต้น เรียกร้องให้ทุกประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องเจรจาเพื่อหาทางออก
            มีข่าวว่าญี่ปุ่นกำลังหารือกับชาติสมาชิกอาเซียนเพื่อการเดินอากาศอย่างปลอดภัย พาดพิงกรณีการประกาศเขตแสดงตนของจีน การเจรจาในประเด็นนี้จะสำเร็จได้ด้วยการเชิญทุกประเทศที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเจรจา ซึ่งรวมถึงประเทศจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอาจต้องรวมสหรัฐกับรัสเซียด้วย ในการนี้สมาคมอาเซียนสามารถแสดงตนเป็นเจ้าภาพจัดประชุมผ่านกลไกของอาเซียนที่มีอยู่

            ประการที่สาม ความปลอดภัยของผู้โดยสารต้องมาก่อน
            ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศกับความมั่นคงทางทหารเป็นหลัก ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน การเดินทางโดยเครื่องบินพลเรือนทั้งหลายต้องได้รับประกันว่าจะปลอดภัย ไม่ควรให้มีข้ออ้างใดๆ ที่จะกระทบต่อเสรีภาพการเดินทาง ความปลอดภัยของประชาชน
            หลายทศวรรษที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐมีนโยบายให้เครื่องบินพลเรือนของตนทุกลำแสดงตนต่อต่างประเทศ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร เรื่องนี้ควรเป็นหลักสากล ส่วนกรณีน่านฟ้าที่เป็นข้อพิพาทอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนและมีโอกาสเสี่ยงสูง เช่น เขตแสดงตนทับซ้อนเหนือหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ ควรใช้วิธีหลีกเลี่ยงเส้นทาง หรือมีข้อตกลงระหว่างประเทศที่ชัดเจน

            ประการที่สี่ ตั้งกลไกประสานงาน ระบบติดต่อสื่อสาร
            ตั้งแต่เริ่มประกาศเขตแสดงตน ทางการจีนพูดชัดว่ามุ่งหวังให้เขตแสดงตนเป็นเขตแห่งความปลอดภัย ไม่เกิดเหตุเสี่ยง เป็นเขตแห่งความร่วมมือไม่ใช่การแข่งขัน ยินดีที่จะสื่อสาร ปรึกษาหารือกับประเทศต่างๆ เพื่อรักษาความปลอดภัยในการเดินอากาศ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพและการพัฒนาของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
            สอดคล้องกับแนวทางของสหรัฐที่เสนอให้จัดตั้งกลไกบริหารจัดการวิกฤติ ช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เชื่อว่าประเทศส่วนใหญ่น่าจะเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว ในขณะนี้มีเพียงญี่ปุ่นเท่านั้นที่ยังไม่ยอมเจรจาจัดตั้งกลไกประสานงาน เนื่องจากติดเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์หมู่เกาะ รัฐมนตรีกลาโหมโอโนะเดระกล่าวว่า “ภายใต้ ADIZ ของจีน หมู่เกาะเซนกากุกลายเป็นดินแดนของจีน และด้วยข้อสรุปเช่นนี้ทำให้เราไม่สามารถยอมรับการเจรจาใดๆ” ท่าทีดังกล่าวจึงเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาระหว่างญี่ปุ่นกับจีน โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่รัฐบาลอาเบะมีท่าทีแข็งกร้าว แต่ไม่น่าจะกระทบต่อประเทศอื่นๆ

            ประการที่ห้า จัดทำมาตรฐานสากล
            ในระยะยาวควรจัดทำเป็นมาตรฐานสากล เช่น กำหนดแนวทางการปรึกษาหารือกับเพื่อนบ้านที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า ดังเช่นกรณีการประกาศขยายเขตแสดงตนของเกาหลีใต้ ที่ได้ปรึกษากับกับสหรัฐ ญี่ปุ่นและจีนล่วงหน้า
            กำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อรักษาเสรีภาพการบิน ความปลอดภัยของการบินทั้งเครื่องบินพลเรือนและอากาศยานกองทัพ ให้เป็นแนวทางปฏิบัติร่วมโดยไม่กระทบต่ออธิปไตยหรือการอ้างกรรมสิทธิ์ที่เป็นข้อพิพาท อันจะช่วยให้ง่ายต่อการยอมรับและระงับการยั่วยุจากเขตแสดงตนของประเทศต่างๆ ไม่ควรให้ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศเป็นข้ออ้างหรือข้อจำกัด
            แนวทางเหล่านี้ไม่ได้ห้ามหรือกีดกันการประกาศเขตแสดงตน แต่เพื่อลดความขัดแย้งให้เหลือน้อยที่สุด ลดความหวาดระแวง และโอกาสที่จะเกิดเหตุร้ายไม่คาดฝันให้ต่ำที่สุด

            การประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ หรือ ADIZ มีจุดเริ่มต้นในช่วงทศวรรษ 1950 ในยุคสงครามเย็น ไม่น่าเชื่อว่ากว่า 2 ทศวรรษแล้วที่โลกผ่านพ้นยุคสงครามเย็น แต่เขตแสดงตนยังคงอยู่ และเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงประเทศที่เริ่มประกาศใช้กับการขยายขนาด ตอกย้ำแนวคิดที่ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคือจุดที่ความตึงเครียดกำลังก่อตัวรุนแรงมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้อาเซียนไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรแสดงบทบาทมีส่วนในการจัดการปัญหา เพื่อให้ทุกประเทศใช้เขตแสดงตนในทางสันติดังที่กล่าวอ้าง ความร่วมมือแก้ปัญหาดังที่เสนอแนะจะเป็นเครื่องสะท้อนเจตนาของแต่ละประเทศได้พอสมควร
--------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
การประกาศ ADIZ หรือเขตแสดงตนของจีนนำมาซึ่งวิวาทะจากประเทศที่เกี่ยวข้อง บ้างเห็นว่าเขตแสดงตนของจีนผิดจากมาตรฐานสากล บ้างเห็นว่าเป็นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง บ้างเห็นว่าจีนต้องการแย่งชิงหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ แต่ความจริงแล้ว ADIZ ไม่มีมาตรฐานสากล สามารถเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการยั่วยุ กรรมสิทธิ์หมู่เกาะยังเป็นข้อถกเถียงอยู่ แต่ผู้นำประเทศของแต่ละรัฐบาลต้องหาทางออกที่เหมาะสม มีปัจจัยการเมืองภายในเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

บรรณานุกรม:
1. Chinese ADIZ in East China Sea: Posers for India.The Institute for Defence Studies and Analyses. http://www.idsa.in/idsacomments/ChineseADIZinEastChinaSeaPosersforIndia_agupta_021213. 2 December 2013.
2. Saleem, Omar. 2000. The Spratly Islands Dispute: China Defines the New Millennium. American University International Law Review. 15, no. 3 (2000). http://www.wcl.american.edu/journal/ilr/15/saleem.pdf.
3. Southeast Asia eyes Chinese air zone expansion. The Christian Science Monitor. http://news.yahoo.com/southeast-asia-eyes-chinese-air-zone-expansion-000009354.html. 6 December 2013.
4. Seoul to declare new air defense zone. The Korea Times. http://www.koreatimes.co.kr/www/news/nation/2013/12/120_147272.html. 2 December 2013.
5. Japan, U.S. to continue coordinating on China’s air zone issue. The Japan Daily Press. http://japandailypress.com/japan-u-s-to-continue-coordinating-on-chinas-air-zone-issue-0440449/. 4 December 2013.
6. ‘China’s planned ADIZ over West Phl Sea to trigger tension’. The Philippine Star. http://www.philstar.com/headlines/2013/12/08/1265559/chinas-planned-adiz-over-west-phl-sea-trigger-tension. 8 December 2013.
7. Japan-ASEAN summit statement to call for free air space over high seas. Japan Times. http://www.japantoday.com/category/politics/view/japan-asean-summit-statement-to-call-for-free-air-space-over-high-seas. 7 December 2013.
8. Defense Ministry spokesman on China's air defense identification zone. Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-12/03/c_132938762.htm. 3 December 2013.
9. China's aggressive air zone rattles a suspicious region. The Christian Science Monitor. http://news.yahoo.com/china-39-aggressive-air-zone-rattles-suspicious-region-000004431.html. 6 December 2013.
10. “Bigger KADIZ will take effect Dec.15”. The Korea Times. http://www.koreatimes.co.kr/www/news/nation/2013/12/116_147597.html. 8 December 2013.
11. Indonesia Signals Concerns Over Regional Security. Wall Street Journal. http://online.wsj.com/news/articles/SB10001424052702303293604579255361492865686. 13 December 2013.
12. Japan, Asean can play 'proactive role for peace', says Abe . The Jakarta Post. http://www.thejakartapost.com/news/2013/12/13/japan-asean-can-play-proactive-role-peace-says-abe.html. 13 December 2013.
-----------------

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เผยธาตุแท้รัฐบาลจีน ญี่ปุ่นและสหรัฐ ผ่านการประกาศ ADIZ ของจีน

8 ธันวาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
 (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6243 วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2556 และได้รับการเผยแพร่ผ่าน สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2556, http://www.thaizhong.org/index.php?option=com_content&view=article&id=4227:---adiz-&catid=63:articlespecialorther-cat&Itemid=100)

           เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา รัฐบาลจีนประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Identification Zone หรือ ADIZ) เหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออก บางส่วนทับซ้อนเขตแสดงตนของประเทศใกล้เคียง ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและไต้หวัน ทั้งยังทับซ้อนเขตแสดงตนของญี่ปุ่นเหนือหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ เกิดวิวาทะระหว่างประเทศเหล่านี้และพัวพันถึงสหรัฐ จนรองประธานาธิบดีโจ ไบเดนต้องรีบบินด่วนมาพูดคุยกับรัฐบาลญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
            บทความนี้จะวิเคราะห์ตีแผ่ประเด็นสำคัญๆ ของวิวาทะเหล่านี้โดยสังเขป ดังนี้

หลายประเทศ หลายมาตรฐาน:
            ADIZ หรือเรียกสั้นๆ ว่าเขตแสดงตนไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก รัฐบาลสหรัฐเป็นต้นคิดเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ล ฮาเบอร์ เป้าหมายคือเป็นส่วนหนึ่งของระบบเตือนภัยทางอากาศ ให้เครื่องบินต่างชาติทุกลำที่บินตรงเข้าเขตอธิปไตยต้องแสดงตน เพื่อให้เครื่องบินสหรัฐมีเวลาเข้าสกัดกั้นในกรณีที่เป็นเครื่องบินข้าศึก การแสดงตนดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ยุคสงครามเย็น กองทัพสหรัฐวางกฎเกณฑ์และระบบการป้องกันภัยดังกล่าวอย่างจริงจัง
            รัฐบาลโอบามาและอีกหลายประเทศโจมตีว่ากฎเกณฑ์ ADIZ ของจีนไม่เหมาะสม เพราะภายใต้กฎเกณฑ์ของจีน อากาศยานต่างชาติทุกลำจะต้องแสดงตน ไม่ว่าจะการบินตรงเข้าเขตแดนหรือเป็นเพียงการบินผ่านเขตแสดงตน พร้อมกับอ้างว่าไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของสหรัฐ
            ข้อวิพากษ์เรื่องนี้คือรัฐบาลโอบามา ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ไม่ยอมพูดว่าแต่ละประเทศต่างวางกฎเกณฑ์ของตนตามใจชอบ กำหนดขอบเขตน่านฟ้าตามอำเภอใจ ไม่มีมาตรฐานสากล การที่ ADIZ ของหลายประเทศสอดคล้องกับแนวทางของสหรัฐ นั่นเป็นเพราะว่าเขตแสดงตนของประเทศเหล่านั้นเป็นพันธมิตรหรืออยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐ สหรัฐเคยเป็นผู้กำหนดเขตแสดงตนของญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้

เรียกร้องขอการยอมรับ แต่ไม่ยอมรับของอีกฝ่าย:
            เมื่อรัฐบาลจีนประกาศ ADIZ เหนือน่านฟ้าแถบทะเลจีนตะวันออก นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นประกาศไม่ยอมรับเขตดังกล่าวทันที พลเอกชิเกรุ อิวาซากิ (Shigeru Iwasaki) ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมญี่ปุ่นกล่าวว่า “(การประกาศ ADIZ) เพียงฝ่ายเดียวเป็นเรื่องอันตราย”
            ทางการจีนโจมตีว่าทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างก็มีเขตแสดงตนและเรียกร้องให้ประเทศอื่นปฏิบัติตาม แต่เมื่อจีนประกาศเขตแสดงตนบ้างกลับปฏิเสธ ในยามที่สหรัฐ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะประกาศเขตแสดงตน ทั้ง 3 ประเทศไม่ได้ปรึกษาหารือกับประเทศเพื่อนบ้านก่อน แต่ตอนนี้มากล่าวหาจีนว่าทำไมจึงไม่ได้ปรึกษาเพื่อนบ้านก่อน
            ข้อเท็จจริงคือ หลังรับมอบการปกป้องน่านฟ้าจากกองทัพสหรัฐเมื่อปี 1969 ญี่ปุ่นประกาศเพิ่มเขตแสดงตนอีกสองครั้ง ครั้งแรกในปี 1972 และครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2010 แต่รัฐบาลจีนไม่ยอมรับสักครั้ง จึงไม่แปลกใจหากทางการญี่ปุ่นจะไม่ยอมรับ ADIZ ของจีนบ้าง
            กรณีที่น่าสนใจที่สุดคือ รัฐบาลสหรัฐเรียกร้องให้ทุกประเทศยอมรับ ADIZ ของตน แต่กองทัพสหรัฐกลับไม่เคยยอมรับเขตแสดงตนของประเทศใด และเข้าสกัดกั้นอากาศยานรบทุกลำที่บินเข้าเขต ADIZ ของตน

การประกาศ ADIZ ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง:
            ญี่ปุ่นอ้างว่าเครื่องบินรบจีนรุกล้ำน่านฟ้าญี่ปุ่น จึงต้องประกาศ ADIZ เพื่อป้องกันตนเอง ในยามนี้เมื่อจีนประกาศ ADIZ ของตนบ้าง ญี่ปุ่นชี้ว่าจีนกำลังยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง ทั้งๆ ที่ทุกประเทศอ้างเหตุผลเดียวกันว่าที่ต้องมีเขตแสดงตนก็เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย เพื่อเตือนอากาศยานที่บินล่วงล้ำเข้าใกล้
            ญี่ปุ่นอ้างว่าการประกาศ ADIZ โดยไม่ปรึกษาหารือเป็นเรื่องอันตราย แต่ญี่ปุ่นประกาศเขตแสดงตนถึง 3 ครั้งโดยไม่เคยปรึกษาจีน
            ในเชิงหลักการ รัฐบาลญี่ปุ่นมีสิทธิ์ที่จะคงแผนการลาดตระเวนกับปฏิบัติการทางทหารทุกอย่าง (โดยเฉพาะในเขตพื้นที่แสดงตนทับซ้อน เขตน่านฟ้าที่ทุกฝ่ายเป็นกังวลมากที่สุด) แต่การยืนยันแผนปฏิบัติการเช่นเดิมย่อมเป็นตัวก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุรุนแรงโดยไม่คาดฝัน ญี่ปุ่นมีสิทธิ์ที่จะเลือกเผชิญหน้าหรือเลือกที่จะหลีกเลี่ยง ในทำนองเดียวกัน กองทัพจีนก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คือสามารถเลือกที่จะยั่วยุหรือเลือกที่จะเลี่ยงความขัดแย้ง
            เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นคือ หลังการประกาศ ADIZ ได้เพียงวันเดียว รัฐบาลจีนก็ส่งเครื่องบินลาดตระเวนสอดแนมไปตรวจการเหนือหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ ฝ่ายญี่ปุ่นตอบโต้ด้วยการส่งเครื่องบินรบเข้าสกัดกั้น ข้อสังเกตคือเป็นเพียงการสกัดกั้น ไม่เกิดการปะทะ ทั้งสองฝ่ายระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง
            ไม่อาจปฏิเสธว่าการเผชิญหน้าลักษณะดังกล่าวย่อมมีโอกาสกลายเป็นชนวนของความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น แต่นับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา 2 ประเทศไม่เคยทำสงครามต่อกัน การสกัดกั้นอากาศยานเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่เสมอและเพิ่มมากขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา
            นักวิเคราะห์หลายคนกังวลว่าอาจเกิดความรุนแรงโดยไม่ตั้งใจ ยกเหตุการณ์ใน 2001 เครื่องบินขับไล่จีนลำหนึ่งพุ่งชนเครื่องบินลาดตระเวน EP-3 ของสหรัฐ แต่ทุกอย่างย่อมอยู่ภายใต้การควบคุมของแต่ละฝ่ายว่าต้องการให้ความรุนแรงบานปลายหรือไม่ กรณี EP-3 เป็นหลักฐานที่ดี เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างกลับคืนสู่ภาวะปกติ
            ประเด็นที่ต้องไม่ลืมคือ ไม่ว่าจะมี ADIZ หรือไม่ จีนกับญี่ปุ่นมีความขัดแย้งด้านความมั่นคงที่ชัดเจนและมากพออยู่แล้ว ถ้าคู่กรณีต้องการให้ความขัดแย้งบานปลายย่อมกระทำได้ตลอดเวลาไม่จำต้องอ้างเขตแสดงตนของจีน ดังนั้น ความกังวลว่า ADIZ จะก่อให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่จึงเป็นการกล่าวเกินจริง

การช่วงชิงหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ:
            ในบรรดาการวิเคราะห์เหตุผลแรงจูงใจของจีน หลายคนเห็นพ้องต้องกันว่ารัฐบาลจีนมุ่งหวังผลประโยชน์จากกรณีข้อพิพาทหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ รองประธานาธิบดีโจ ไบเดนกับนายกฯ อาเบะเห็นตรงกันว่าทางการจีนหวังผลเรื่องหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ เพื่อกดดันญี่ปุ่นให้ยอมเจรจาเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะ เนื่องจาก ADIZ ที่ประกาศมีส่วนทับซ้อนหมู่เกาะดังกล่าว
            แต่คำกล่าวเหล่านี้เป็นการกล่าวอ้างเพียงฝ่ายเดียวทั้งสิ้น เพราะทั้งจีนกับญี่ปุ่นต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะ ที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นไม่ยอมเจรจาเรื่องกรรมสิทธิ์ โดยอ้างว่าไม่มีเหตุต้องเจรจา เนื่องจากเป็นของตนโดยสมบูรณ์
            หากมองในมุมของจีน รัฐบาลจีนย่อมมีความชอบธรรมที่ปกป้องน่านฟ้าหมู่เกาะของตน การประกาศเขตแสดงตนเหนือหมู่เกาะและพื้นที่โดยรอบจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หรือหากจีนจะพยายามช่วงชิงดินแดนของตนคืนย่อมเป็นการสมควร
            และเช่นเคย ประเทศคู่กรณีจะไม่ยอมถอยแน่นอน การอ้างกรรมสิทธิ์หมู่เกาะพิพาทจะคงสถานะเดิมต่อไป เพียงแต่เพิ่มเรื่องการทับซ้อนของเขตแสดงตนอีกเรื่องหนึ่ง

สองมาตรฐานจากอเมริกาอีกแล้วหรือ:
            มีการพูดถึงโอกาสที่เครื่องบินพลเรือนจะถูกยิง โดยยกกรณีตัวอย่างในปี 1983 เมื่อเครื่องบินของสายการบินเกาหลีใต้ลำหนึ่งบินเข้าน่านฟ้าโซเวียตและถูกยิงตก นักบินกับผู้โดยสารทั้งหมด 269 คนเสียชีวิต ในเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าโดยทั่วไปแล้วเครื่องบินพลเรือนจะไม่มีปัญหา ยากที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะสายการบินจะส่งแผนการบินให้กับผู้ควบคุมภาคพื้นดินล่วงหน้า มีการติดต่อกับผู้ควบคุมอยู่ตลอดเวลา
            ปัญหาจึงอยู่กับสายการบินที่ไม่ยอมแสดงตน ไม่ยอมส่งแผนการบินให้กับหน่วยงานจีน
            ในตอนแรกทางการญี่ปุ่นพยายามกดดันห้ามสายการบินของประเทศไม่รายงานเส้นทางการบิน ไม่แสดงตนต่อทางการจีน แต่เมื่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแนะให้สายการบินสหรัฐแสดงตน สื่อญี่ปุ่นก็พากันวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลสหรัฐอย่างรุนแรง ชี้ว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดีแก่จีนและทำให้ประเทศในภูมิภาคสับสน เกิดข้อสงสัยว่าสหรัฐยังเป็นผู้ปกป้องเสรีภาพในการบินของโลกดังที่อวดอ้างหรือไม่ เป็นพฤติกรรมสองมาตรฐานหรือไม่
            เรื่องนี้ต้องเข้าใจว่าแต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐมีนโยบายให้เครื่องบินพลเรือนของตนทุกลำแสดงตนต่อต่างประเทศ ด้วยเหตุผลเพื่อความปลอดภัยของพลเรือน อากาศยานที่ไม่แสดงตนคืออากาศยานของรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่อาจโทษว่ารัฐบาลสหรัฐปฏิบัติสองมาตรฐาน
            หลังการประชุมร่วมระหว่างรองประธานาธิบดีไบเดน กับนายกฯ อาเบะ ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าความปลอดภัยของเครื่องบินพลเรือนเป็นเรื่องสำคัญ ประเด็นนี้สามารถวิเคราะห์ได้หลายมุม ในมุมแรกคือรัฐบาลญี่ปุ่นพยายามใช้ประเด็นเครื่องบินพลเรือนเป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลจีน แสดงท่าทีแข็งกร้าว ในอีกมุมหนึ่งอาจตีความว่ารัฐบาลอาเบะรู้ล่วงหน้าว่าทางออกของเรื่องนี้คืออะไร แต่เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่าอ่อนแอ สูญเสียคะแนนนิยมจากพวกชาตินิยมญี่ปุ่น จึงประกาศจุดยืนเรื่องการไม่แสดงตนของเครื่องบินพลเรือนไปก่อน พร้อมกับกล่าวโทษรัฐบาลสหรัฐที่ไม่เสมอต้นเสมอปลาย ตอนจบของเรื่องนี้คือผู้นำสองประเทศได้เจรจาและเห็นพ้องต้องกันว่าความปลอดภัยของเครื่องบินพลเรือนต้องมาก่อน

            ในระหว่างการเยือนจีนเพื่อแก้ไขปัญหาเขตแสดงตน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงกล่าวต่อรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตอกย้ำคำพูดเดิมๆ ว่า “สองฝ่ายควรรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีในทิศทางที่ถูกต้อง เคารพผลประโยชน์หลักและข้อกังวลของกันและกัน กระตือรือร้นในการขยายความร่วมมือที่ทำได้จริง จัดการประเด็นอ่อนไหวและความแตกต่างอย่างเหมาะสม”
            รวมความแล้ว การเยือนจีนของรองประธานาธิบดีไบเดนไม่สามารถยับยั้ง ADIZ ของจีน ข้อสรุปที่ได้คือขอให้จีนกับญี่ปุ่นสร้างกลไกบริหารจัดการ สร้างช่องทางการสื่อสารระหว่างกันเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เป็นแนวทางเดียวกับที่รัฐบาลจีนแสดงท่าทีตั้งแต่ต้น การเยือน 3 ประเทศของรองประธานาธิบดีไบเดนคือวิธีการที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดลงเอยด้วยดี อันเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลทุกประเทศต้องการ แต่เรื่องราวจะจบเพียงเท่านี้หรือไม่ต้องติดตามต่อไป
-------------------------
บรรณานุกรม:
1. Chao, Xie. China's ADIZ is for more than just Diaoyu sovereignty. Global Times. http://www.globaltimes.cn/content/829275.shtml#.Up0_qdIW0Rk. 2 December 2013.
2. ADIZs common but China’s is worrisome. The Japan Times. http://www.japantimes.co.jp/news/2013/11/25/reference/adizs-common-but-chinas-is-worrisome/#.Up1H0tIW0Rk. 25 November 2013.
3. Keck, Zachary. China Imposes Restrictions on Air Space Over Senkaku Islands. The Diplomat. http://thediplomat.com/2013/11/china-imposes-restrictions-on-air-space-over-senkaku-islands/. 23 November 2013.
4. Background: Air Defense Identification Zones. China Daily. http://www.chinadaily.com.cn/china/2013-11/27/content_17136149.htm. 27 November 2013.
5. Manicom, James. China’s air zone stirs tensions but within rights. East Asia Forum. http://www.eastasiaforum.org/2013/11/30/chinas-air-zone-stirs-tensions-but-within-rights/. 30 November 2013.
6. Chang, Felix K.  “Where Will It End?: China’s East China Sea Air Defense Identification Zone”. The Diplomat. http://www.fpri.org/geopoliticus/2013/11/where-will-it-end-chinas-east-china-sea-air-defense-identification-zone. 24 November 2013.
7. SDF, U.S. military say operations unaffected by China's ADIZ. The Asahi Shimbun. http://ajw.asahi.com/article/behind_news/politics/AJ201311290064. 29 November 2013.
8. Chinese jets monitor US & Japan planes in China’s ADIZ. Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/video/2013-12/01/c_132931510.htm. 1 December 2013.
9. Glaser, Bonnie S. China's ADIZ undermines regional stability. Asia Times. http://www.atimes.com/atimes/China/CHIN-01-261113.html. 26 November 2013.
10. Japan, U.S. to continue coordinating on China’s air zone issue. The Japan Daily Press. http://japandailypress.com/japan-u-s-to-continue-coordinating-on-chinas-air-zone-issue-0440449/. 4 December 2013.
11. China air zone divides US and its allies. Financial Times. http://www.ft.com/intl/cms/s/0/7927a56e-5b47-11e3-a2ba-00144feabdc0.html#axzz2mNT0d2oK. 2 December 2013.
12. Xi urges US to respect China's core interests, properly handle differences. People’s Daily. http://english.peopledaily.com.cn/90883/8475636.html. 5 December 2013.
-------------------

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ออสเตรเลียดักฟังอินโดนีเซีย เรื่องที่เปิดเผย-ปกปิด และข้อเสนอแนะ

6 ธันวาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1301)

            รัฐบาลของประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ประท้วงการสอดแนมจากออสเตรเลีย หลังสื่อเปิดเผยข้อมูลของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่ของซีไอเอและสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ชี้ว่าในปี 2009 หน่วยข่าวกรองออสเตรเลียดักฟังโทรศัพท์ผู้นำประเทศและบุคคลสำคัญของรัฐบาลรวม 10 คน ด้านนายโทนี แอบบอตต์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียอธิบายว่าการสอดแนมเป็นเรื่องปกติที่ทุกประเทศกระทำ เป็นเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ และออสเตรเลียกระทำเพื่อผลประโยชน์ของอินโดนีเซียด้วย สองฝ่ายตอบโต้ไปมา ภายใต้วิวาทะเหล่านี้มีเรื่องที่เปิดเผยให้สาธารณชนทราบ และมีอีกหลายเรื่องที่ถูกปกปิดหรือบิดเบือน

            ประเด็นแรก สอดแนมเฉพาะโทรศัพท์มือถือและกระทำต่ออินโดนีเซียเท่านั้นหรือ
            นายมาร์ตี นาตาเลกาวา รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ตั้งคำถามว่า “ผมต้องการคำตอบอย่างยิ่งว่าทำไมการสนทนาส่วนตัวระหว่างท่านประธานาธิบดีกับภรรยาจึงสำคัญต่อความมั่นของออสเตรเลีย” พร้อมกับเรียกร้องขอคำขอโทษ ออสเตรเลียจะต้องให้คำมั่นว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก สองสามวันต่อมาเมื่อรัฐบาลแอบบอตต์ไม่ตอบสนองข้อเรียกร้อง ประธานาธิบดียูโดโยโนออกโรงกล่าวด้วยตนเองว่า “ประเทศอินโดนีเซียและข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าทำไมออสเตรเลียจึงดักฟังเจ้าหน้าที่บางคน รวมทั้งข้าพเจ้า นี่ไม่ใช่ยุคสงครามเย็น”
            ข้อมูลที่เปิดเผยผ่านนายสโนว์เดนชี้ว่ามีการดักฟังโทรศัพท์มือถือผู้นำประเทศและบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล แต่ในอีกมุมหนึ่งการย้ำเน้นหรือการจำกัดกรอบทำให้ประเด็นถูกบิดเบือนว่าเรื่องการสอดแนมบรรดาผู้บริหารประเทศเท่านั้น ละเลยการสอดแนมอื่นๆ

            การจะเข้าใจเรื่องราวการสอดแนมอย่างครบถ้วน จำต้องเข้าใจว่าหน่วยงานสอดแนมของออสเตรเลียอยู่ภายใต้ระบบเครือข่ายสอดแนมที่ใหญ่กว่า หรือที่รู้จักกันในนาม “Five Eyes
            “Five Eyes” คือ กลุ่มพันธมิตรเพื่อการสอดแนม 5 ชาติ ประกอบด้วย อังกฤษ แคนาดา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลียและสหรัฐฯ โดยมีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ กลุ่มความร่วมมือนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ก่อนสงครามเย็น หน่วยงานสอดแนมออสเตรเลียที่เรียกว่า Defence Signals Directorate (DSD) หรือชื่อปัจจุบันคือ Australian Signals Directorate อยู่ในฐานะเป็น “ลูกข่าย” ที่มีสหรัฐฯ เป็น “แม่ข่าย”
            ภายใต้กลุ่มดังกล่าวจะดำเนินการสอดแนมด้วยโครงการต่างๆ หลายโครงการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย
            หนึ่งในโครงการสอดแนมมีชื่อว่าโครงการ Echelon เป็นระบบเครือข่ายการสอดแนมที่สหรัฐฯ ดำเนินการภายใต้กลุ่ม “Five Eyes” เพื่อดักจับสัญญาณทั่วโลก ประกอบด้วยสัญญาณโทรศัพท์ แฟกซ์ อีเมล สัญญาณดาวเทียม สัญญาณไมโครเวฟ สัญญาณโทรศัพท์มือถือ (cellular) และสัญญาณที่ผ่านสายไฟเบอร์ออฟติก ผ่านสถานีดักฟังที่ติดตั้งตามจุดต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งระบบดาวเทียมจารกรรม ดังนั้น การสอดแนมจึงไม่ได้กระทำต่อโทรศัพท์มือถือเท่านั้น แต่กระทำผ่านช่องทางต่างๆ มากมาย การป้องกันการดักฟังทางโทรศัพท์มือถืออย่างเดียวไม่อาจป้องกันการสอดแนมได้ทั้งหมด
            เอกสารที่นายสโนว์เดนเปิดเผยชี้ว่ามีโครงการหนึ่งที่ชื่อว่า "Stateroom" โครงการนี้คือการดักฟังสัญญาณจากอาคารสถานทูตของตนที่ตั้งอยู่ในประเทศต่างๆ อุปกรณ์เครื่องมือสอดแนมจะได้รับการปกปิดหรือตกแต่งเพื่อไม่ให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ว่าคืออะไร จุดที่ติดตั้งอุปกรณ์คือสถานทูตของออสเตรเลียประจำกรุงจาการ์ตา กรุงเทพฯ ฮานอย ปักกิ่ง กรุงดิลี (Dili) เมืองหลวงของติมอร์ตะวันออก กรุงกัวลาลัมเปอร์ และพอร์ตมอร์สบี (Port Moresby) เมืองหลวงของปาปัวนิวกินี ข้อมูลนี้จึงชี้ว่าทางการออสเตรเลียไม่ได้สอดแนมเฉพาะอินโดนีเซียเท่านั้น แต่กระทำต่อหลายประเทศตั้งแต่ปักกิ่งถึงกัวลาลัมเปอร์ หรือครอบคลุมเอเชียตะวันออกกับอาเซียน
            แหล่งข้อมูลของอินโดนีเซียกล่าวในลักษณะทำนองนี้เช่นกัน ชี้ว่าภายใต้กลุ่ม “Five Eyes” ออสเตรเลียทำหน้าที่สอดแนมหลายประเทศในเอเชีย ส่วนนิวซีแลนด์รับผิดชอบฝั่งตะวันตกของแปซิฟิก การสอดแนมของออสเตรเลียจึงไม่ได้กระทำต่ออินโดนีเซียเพียงประเทศเดียวเท่านั้น และกระทำในลักษณะเหมือนๆ กันคือติดตั้งอุปกรณ์ดักจับสัญญาณในสถานทูตของตนประจำประเทศต่างๆ

            ประเด็นที่สอง ต่างฝ่ายต่างสอดแนม
            การจะกล่าวโทษรัฐบาลแอบบอตต์เพียงประเทศเดียวคงไม่ถูกต้อง เพราะทางการออสเตรเลียสอดแนมมานานหลายยุคหลายสมัยแล้ว
            มีข้อมูลว่าในทศวรรษ 1960 ออสเตรเลียสามารถล่วงรู้ข้อมูลลับของสถานทูตอินโดนีเซียในกรุงแคนเบอร์รา เมืองหลวงออสเตรเลียที่ผ่านการเข้ารหัสโดยอาศัยเครื่องเข้ารหัส Hagelin ที่ผลิตจากสวีเดน เนื่องจากหน่วยงานข่าวกรอง GCHQ ของอังกฤษ (ภายใต้ความร่วมมือ Five Eyes) ช่วยหน่วยงานข่าวกรองของออสเตรเลียในการถอดรหัสจากเครื่องดังกล่าว
            แม้จะมีเรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้น ทางการอินโดนีเซียทำการปรับปรุงระบบการเข้ารหัส ออสเตรเลียก็ยังคงพยายามดักจับข้อมูลอย่างต่อเนื่อง นาย Meidyatama Suryodiningrat ให้ข้อมูลว่าหน่วยงานเข้ารหัสแห่งชาติของอินโดนีเซีย (Indonesia’s National Encryption Agency) ได้แจ้งเตือนรัฐบาลซ้ำหลายครั้งว่าออสเตรเลียดักฟังการสื่อสารของสถานทูตอินโดนีเซียในกรุงแคนเบอร์ราตั้งแต่ปี 1991
            นอกจากนี้สื่อ The Guardian รายงานว่า DSD ทำงานใกล้ชิดกับสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (National Security Agency หรือ NSA) ในการสอดแนมข้อมูลจำนวนมหาศาลระหว่างการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Convention on Climate Change) ในปี 2007 ที่เมืองบาหลี อินโดนีเซีย
            ข้อมูลเหล่านี้ชี้ว่าออสเตรเลียทำการสอดแนมอินโดนีเซียมานานแล้ว และยังกระทำอยู่จนถึงทุกวันนี้
            ในอีกมุมหนึ่ง ทางการอินโดนีเซียสอดแนมออสเตรเลียเช่นกัน
            สื่อ The Australian กับ Sydney Daily Telegraph ต่างรายงานว่าในปี 2004 นาย Abdullah Mahmud Hendropriyono อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองอินโดนีเซียยอมรับว่าทั้งสองประเทศต่างดักฟังซึ่งกันและกัน รัฐบาลอินโดนีเซียเคยดักฟังโทรศัพท์ของนักการเมือง ข้าราชการและการสื่อสารของกองทัพออสเตรเลีย และดักจับข้อมูลของสถานทูตออสเตรเลียในกรุงจาการ์ตาในช่วงปี 1999 ขณะเกิดวิกฤตการณ์ในติมอร์ตะวันออก ในตอนนั้นนายกฯ จอห์น โฮเวิร์ด (John Howard) ของออสเตรเลียไม่ได้เอ่ยปากร้องขอคำขอโทษแต่ประการใด
            หากจะกล่าวโทษทางการออสเตรเลียที่สอดแนมอินโดนีเซีย ก็ต้องกล่าวโทษอินโดนีเซียที่สอดแนมออสเตรเลียด้วย

            ประเด็นที่สาม ประชาชนน่าจะถูกสอดแนม อะไรเป็นเหตุผลของการกระทำเช่นนั้น
            เว็บไซต์ Cryptome หรือที่นิยมเรียกกันว่า Wikileaks เปิดเผยข้อมูลลับของ NSA ว่า NSA ดักฟังโทรศัพท์ประชาชนจำนวนมาก เฉพาะในช่วงระหว่างวันที่ 10 ธันวาคม 2012 ถึง 8 มกราคม 2013 NSA (ราว 1 เดือน) ดักฟังโทรศัพท์ทั่วโลกรวม 124,800 ล้านครั้ง ประเทศที่ถูกดักฟังได้แก่ ปากีสถาน อัฟกานิสถาน อินเดีย อิรัก ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐฯ อียิปต์ จอร์แดน เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลีและเนเธอร์แลนด์
            แม้เอกสารที่เปิดเผยจะไม่กล่าวถึงการสอดแนมประชาชนอินโดนีเซีย หากเทียบเคียงกับข้อมูลการสอดแนมในประเทศอื่นๆ ระบบการสอดแนมของ “Five Eyes” มีความเป็นไปได้สูงว่าทางการออสเตรเลียไม่ได้สอดแนมเฉพาะบุคคลสำคัญอินโดนีเซียเพียง 10 คนเท่านั้น

            ก่อให้เกิดคำถามว่าการสอดแนมประชาชนมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด กระทำเพื่อประโยชน์ในเรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย เรื่องอาชญากรรมข้ามชาติเท่านั้นหรือ มีการสอดแนมเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจด้วยหรือไม่ เนื่องจากมีข้อกล่าวหามานานแล้วว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจภายในประเทศ สอดแนมให้กับภาคธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน คุณวิเวียน เรดดิง (Viviane Reding) คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการยุติธรรมของสหภาพยุโรป (European Union Commissioner for Justice) ตั้งคำถามว่า “ทำไมจึงดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ของชาวยุโรปผู้บริสุทธิ์นับล้านคน นี่ไม่ใช่การต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย บางทีอาจเป็นการกระทำเพื่อจะได้ข้อมูลลับทางการค้า”

ข้อเสนอแนะ:
            ที่ผ่านมารัฐบาลยูโดโนโยกระทำการหลายอย่างคล้ายรัฐบาลเยอรมัน เช่น แสดงท่าทีเอาจริงเอาจัง ให้ความสำคัญกับการดักฟังผู้นำประเทศ นักการเมือง เรียกร้องคำขอโทษ และพยายามร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เพื่อผลักดันข้อมติสมัชชาสหประชาชาติต่อต้านการดักฟังดังกล่าว แต่ยังมีบางเรื่องที่ไม่ได้ทำอย่างจริงจัง เช่น การโยงเรื่องราวให้ครบถ้วน ให้ถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เป็น “แม่ข่าย” ของระบบการสอดแนม และการแสดงบทบาทในฐานะหนึ่งในชาติสมาชิกอาเซียน
            ถ้าอินโดนีเซียแสดงบทบาทครบถ้วนมากกว่านี้ จะเป็นอีกครั้งที่แสดงบทบาทพี่ใหญ่ ผู้นำของภูมิภาค ดังที่เช่นรัฐบาลเยอรมันแสดงบทบาทผู้นำยุโรป ผู้นำโลกในการต่อต้านการดักฟังจากสหรัฐฯ ในกรณีของอินโดนีเซียอาจปรับบทเล็กน้อยให้เข้ากับแนวทางอาเซียน คือไม่กะโตกกะตากมากจนเกินไปหรือกลายเป็นข้อพิพาทใหญ่โต อาเซียนนิยมการปิดห้องคุยมากกว่า
            ในขณะนี้เยอรมนี บราซิลและอีกหลายประเทศได้เสนอร่างข้อมติเข้าสู่สมัชชาสหประชาชาติ อินโดนีเซียอาจเสนอเป็นข้อมติของอาเซียนเป็นประการแรก จากนั้นจึงค่อยร่วมปรึกษาหารือกับนานาชาติเพื่อรวมเป็นข้อมติประชาคมโลกอีกทอด

            ทุกประเทศล้วนมีหน่วยข่าวกรองเพื่อทำงานด้านความมั่นคงของประเทศ แต่การสอดแนมที่เลยเถิด ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงโลก เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายสากล อาชญากรรมข้ามชาติ ก่อให้เกิดคำถามว่าการสอดแนมประชาชนทั่วไปเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ อะไรคือจุดมุ่งหมายแอบแฝง เป็นคำถามเดียวกับที่ตั้งข้อสงสัยกรณีการดักฟังโทรศัพท์ของผู้นำอินโดนีเซียกับภรรยา ภายใต้สถานการณ์ในขณะนี้หากรัฐบาลอินโดนีเซียแสดงบทบาทปกป้องการดักฟังประชาชนทั่วทั้งภูมิภาค ก็จะก่อประโยชน์ทั้งต่อการเมืองภายในประเทศ ผลประโยชน์แห่งชาติของอินโดนีเซียและส่งผลดีต่อภูมิภาคไม่มากก็น้อย
----------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
1. ผลประโยชน์แห่งชาติร่วมและการขัดแย้งกรณีออสเตรเลียดักฟังอินโดนีเซีย
อินโดนีเซียกลายเป็นอีกประเทศที่มีปัญหากับการสอดแนมดักฟังโทรศัพท์ผู้นำประเทศ รัฐบาลยูโดโยโน แสดงท่าทีแข็งกร้าวทั้งทางวาจาอื่นๆ เพราะกระทบต่อความมั่นคง กระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ แต่รัฐบาลแอบบอตต์ยืนยันว่าการสอดแนมเป็นเรื่องปกติ ปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของตนเช่นกัน
ในยามที่การสอดแนม การจารกรรมจาก NSA กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลก คุณอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมันได้ประกาศนโยบายต่อต้านการสอดแนมอันเกินกว่าเหตุ ด้วยการริเริ่มและการดำเนินอย่างจริงจัง ทำให้อีกหลายประเทศทั่วโลกต่างเข้ามาประสานพลัง ต่อต้านการสอดแนมจาก NSA และได้เห็นแบบอย่างภาวะผู้นำโลกของเยอรมนีในหลายด้าน

บรรณานุกรม:
1. ฉันทิมา อ่องสุรักษ์. 2550. เครื่องมือดำเนินนโยบายต่างประเทศ: งานข่าวกรอง. กรุงเทพ: ส่องศยาม.
2.Indonesia Recalls Ambassador From Australia Over Spy Allegations. Jakarta Globe. http://www.thejakartaglobe.com/news/indonesia-recalls-ambassador-from-australia-over-spy-allegations/. 18 November 2013.
3. Indonesia Suspends People Smuggling Cooperation Following Australia Spy Scandal. Jakarta Globe/AFP. http://www.thejakartaglobe.com/news/indonesia-suspends-intelligence-military-cooperation-with-australia/. 20 November 2013.
4. Whitehead, John W. Obama, NSA Spying and the Dangers of Secretive, Authoritarian Government. http://www.informationliberation.com/?id=45402. 4 November 2013.
5. Revealed: Britain's 'secret listening post in the heart of Berlin'. The Independent. http://www.independent.co.uk/news/uk/home-news/revealed-britains-secret-listening-post-in-the-heart-of-berlin-8921548.html. 5 November 2013.
6. Australia reportedly spies on Indonesia president . The Jakarta Post/AP. http://www.thejakartapost.com/news/2013/11/18/australia-reportedly-spies-indonesia-president.html. 18 November 2013.)
7. Suryodiningrat, Meidyatama, Cold War mentality goes too far. The Jakarta Post. http://www.thejakartapost.com/news/2013/11/19/commentary-when-australia-s-cold-war-mentality-goes-too-far.html. 19 November 2013.
8. Dorling, Philip. The latest revelations will cause further diplomatic embarrassment, but Australia isn't going to stop spying. The Age. http://www.theage.com.au/federal-politics/political-opinion/canberra-doesnt-trust-jakarta-20131118-2xr3i.html. 18 November 2013.
9. Australia's spy agencies targeted Indonesian president's mobile phone. The Guardian. http://www.theguardian.com/world/2013/nov/18/australia-tried-to-monitor-indonesian-presidents-phone. 18 November 2013.
10. Indonesia ‘Downgrading’ Australia Ties Amid Spying Row. Jakarta Globe/AFP. http://www.thejakartaglobe.com/news/indonesia-downgrading-australia-ties-amid-spying-row/. 20 November 2013.
11. Leak Reveals NSA Spied on 46 Million Italian Phone Calls. Corriere della Sera.  http://www.corriere.it/13_ottobre_28/leak-reveals-NSA-spied-on-46-million-italian-phone-calls-1ae5c508-3fc7-11e3-9fdc-0e5d4e86bfe5.shtml. 28 October 2013.
12. “EU official alleges NSA sought economic edge for U.S.” CBS News. http://www.cbsnews.com/8301-202_162-57609911/eu-official-alleges-NSA-sought-economic-edge-for-u.s/. 29 October 2013.
13. Lowenthal, Mark. 2009. Intelligence: From Secrets to Policy. 4th edition. USA: CQ Press.
----------------

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

หลักคิดของรัฐบาลเนทันยาฮูต่อนิวเคลียร์อิหร่าน

1 ธันวาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6236 วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2556)
            โครงการนิวเคลียร์อิหร่านเป็นหนึ่งในประเด็นความมั่นคงที่สำคัญในตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านยืนยันว่าโครงการมีเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น แต่ชาติมหาอำนาจไม่มั่นใจ ดำเนินนโยบายคว่ำบาตร พร้อมกับเรียกร้องการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว สัปดาห์ที่แล้วรัฐบาลอิหร่านกับกลุ่ม P5+1 ประสบผลสำเร็จในการเจรจาที่กรุงเจนีวา ข้อตกลงโดยสังเขปคือ อิหร่านยอมที่จะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นเกินกว่าร้อยละ 5 จะไม่ติดตั้งเครื่องหมุนเหวี่ยง (centrifuges) ที่ใช้ในการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมเพิ่มเติม เว้นแต่การซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด หยุดการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ที่เมืองอารัค (Arak) ส่วนกลุ่ม P5+1 จะไม่ออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มอีก จะคลายการคว่ำบาตรบางส่วน และคืนเงิน 4.2 พันล้านดอลลาร์แก่อิหร่านซึ่งเดิมถูกอายัดไว้
            ข้อตกลงดังกล่าวมีอายุ 6 เดือนเพื่อปูทางสู่ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ในอนาคต ในระยะนี้อิหร่านสามารถส่งออกทองคำกับน้ำมันได้อีกครั้ง นายฮัสซัน โรฮานี ประธานาธิบดีอิหร่านพอใจต่อข้อตกลงเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต่างจากชาติมหาอำนาจกลุ่ม P5+1 อันประกอบด้วยสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีนและเยอรมนียอมรับข้อตกลงดังกล่าวเช่นกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่น่ายินดีนี้ นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกลับแสดงอาการไม่พอใจ ไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับข้อตกลง เชื่อว่าอิหร่านยังสามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างรวดเร็วและจะใช้โจมตีอิสราเอล

            ท่าทีของอิสราเอลจึงสวนทางกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ เมื่อประมวลข้อมูลต่างๆ สามารถอธิบายหลักคิด นโยบาย การดำเนินนโยบายของรัฐบาลเนทันยาฮูได้ดังนี้

เป้าหมายหลักความมั่นคง ยุทธศาสตร์:
            ความมั่นคงทางทหารคือผลประโยชน์สำคัญยิ่ง (vital interest) ของอิสราเอลที่ไม่อาจต่อรอ นับตั้งแต่ก่อตั้งรัฐสมัยใหม่หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ประเทศทำสงครามกับชาติอาหรับหลายครั้ง ทุกวันนี้แม้สถานการณ์จะดีกว่าในอดีตมาก แต่ความตึงเครียดยังคงอยู่ อิสราเอลยังยึดมั่นเสมอว่าชาติอาหรับหลายประเทศ รวมทั้งอิหร่านยังเป็นภัยคุกคามต่อตน
            นายกฯ เนทันยาฮู กล่าวอย่างชัดเจนว่าภัยคุกคามเริ่มต้นขึ้นในปี 1979 เมื่ออิหร่านเกิดปฏิวัติอิสลามพร้อมกับนโยบายหลักที่เห็นว่ายิวเป็นภัยคุกคามต่ออิหร่าน ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านอิหร่านมีประธานาธิบดีหลายท่าน บางคนดำเนินนโยบายแข็งกร้าว บางคนไม่ถึงขั้นนั้นแต่ทุกคนมีเป้าหมายหลักตรงกัน เนื่องจากประธานาธิบดีทุกคนบริหารประเทศภายใต้แนวทางของผู้นำสูงสุดคืออยาตุลเลาะห์ โคไมนี (Ayatollah Khomeini) และคนปัจจุบันคืออยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี (Ayatollah Khamenei) ที่เห็นว่า “การลบอิสราเอลออกจากเป็นแผนที่ในภูมิภาคเป็นพันธกิจของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran)” ต้องกำจัดอิสราเอลให้สิ้นซาก
            นายกฯ เนทันยาฮูเชื่อมโยงภัยคุกคามจากอิหร่านเข้ากับประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) ในยุคที่ชาวยิวหลายล้านคนถูกพวกนาซีสังหารอย่างเหี้ยมโหด หากอิหร่านโจมตีอิสราเอลด้วยอาวุธนิวเคลียร์ก็จะกลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ในฐานะที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีจึงต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ท่านต้องการ “เป็นใครบางคนที่ทำทุกอย่างเพื่อดูแลปกป้องชาวยิว รัฐยิว เพื่อไม่ให้ความโหดร้ายในอดีตเกิดซ้ำอีกครั้ง”
            หนึ่งในแนวทางป้องกันประเทศนอกจากจะต้องห้ามไม่ให้ศัตรูไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ยังจะต้องทำให้ศัตรูอ่อนแอ  หมดสภาพภัยคุกคาม โดยเฉพาะประเทศที่มีทรัพยากร มีโอกาสเติบโต มีผู้นำเข้มแข็ง แน่นอนว่าอิสราเอลไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทั้งหมดได้ด้วยตนเอง หนึ่งในวิธีการที่อิสราเอลใช้คือการดึงมือประเทศอื่นเข้ามาช่วยเหลือ เช่น ดึงรัฐบาลจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน อิสราเอลหวังว่ารัฐบาลโอบามาจะจัดการกับอิหร่านเหมือนดังที่จัดการกับอิรัก หรืออย่างน้อยต้องคว่ำบาตรอิหร่านให้ประเทศตกอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยเสียขา

ตั้งธงว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม ต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์:
          เพื่อบรรลุเป้าหมายหลักด้านความมั่นคง จำต้องอ้างเหตุผลบางเรื่อง หนึ่งในนั้นคือการตั้งธงว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านมีเพื่อประโยชน์ทางการทหาร ต้องการผลิตอาวุธนิวเคลียร์เพื่อโจมตีอิสราเอล
            ประเด็นวัตถุประสงค์โครงการนิวเคลียร์อิหร่านเป็นเรื่องที่ถกเถียงได้ไม่จบไม่สิ้น แม้รัฐบาลหลายชุดประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าดำเนินโครงการเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น แต่ก็มีหลักฐานที่น่าสงสัยจนทำให้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติประกาศคว่ำบาตร อันเป็นที่มาของการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ทางการเมืองระหว่างประเทศอีกหลายระลอกจากสหรัฐและพันธมิตร จนรัฐบาลโรฮานีต้องเรียกร้องขอเจรจาเพื่อยุติการคว่ำบาตร
            ในขณะที่กลุ่ม P5+1 เชื่อว่าการบรรลุข้อตกลงเมื่อสัปดาห์ก่อนจะช่วยให้โลกมีความสงบสุขมากขึ้น แต่นายกฯ เนทันยาฮูกลับเห็นว่าข้อตกลงที่เจนีวาไม่ใช่ข้อตกลงประวัติศาสตร์ แต่เป็นความผิดพลาดร้ายแรง เนื่องจากข้อตกลงคือการลดแรงกดดันต่ออิหร่านโดยไม่ได้รับอะไรกลับมาอย่างเป็นรูปธรรม อิหร่านสามารถวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ต่อไป หากวันใดรัฐบาลเปลี่ยนนโยบายก็จะสามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างรวดเร็ว รัฐบาลเนทันยาฮูอ้างว่าอิหร่านสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์โดยใช้วัสดุฟิชไซล์ (fissile material) ที่มีอยู่ภายใน 26 วัน
            ในมุมมองของอิสราเอล การขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์อิหร่านจะต้องควบคุมโครงการอิหร่านอย่างสมบูรณ์ หรือจะต้องทำลายโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง ไม่ปล่อยให้มีโอกาสผลิตอาวุธได้แม้แต่น้อย
            หากกลุ่ม P5+1 ยินยอมให้อิหร่านใช้นิวเคลียร์ในทางสันติก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าอิหร่านจะต้องไม่มีเครื่องเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม ไม่สามารถผลิตพลูโตเนียม พร้อมกับยกตัวอย่างบางประเทศที่กระทำในลักษณะดังกล่าว เช่น แคนาดา อินโดนีเซีย
            หลักคิดของอิสราเอลคือหากอิหร่านมีเครื่องเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมก็จะสามารถเสริมสมรรถนะในระดับความเข้มข้นร้อยละ 90 ซึ่งเป็นระดับที่ใช้ผลิตอาวุธ และตราบใดที่เครื่องปฏิกรณ์ที่เมืองอารัค (Arak) ยังเดินเครื่องอยู่ เท่ากับว่าอิหร่านมีขีดความสามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ทางออกที่ดีที่สุดคืออิหร่านต้องทำลายเครื่องปฏิกรณ์ดังกล่าว

จุดอ่อน:
            นโยบายและการดำเนินนโยบายของอิสราเอลข้างต้นมีจุดอ่อนสำคัญหลายประการ เริ่มจากการที่อิหร่านได้ลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์  (Non-Proliferation Treaty หรือ NPT) ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าวอิหร่านมีสิทธิ์ใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ มีสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมเพื่อใช้ในทางสันติเฉกเช่นประเทศทั้งหลายในโลก เช่น เพื่อการผลิตไฟฟ้า เพื่อใช้ในทางการแพทย์
            ประธานาธิบดีโรฮานีเป็นอีกผู้หนึ่งที่ยืนยันสิทธิ์ในการใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติ “ตามกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ และแนวทางของ NTP และไม่มีผู้ใดสามารถตัดสิทธิ์การใช้นิวเคลียร์ตามกฎหมาย”
            ตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเนทันยาฮูพยายามชี้ชวนให้รัฐบาลโอบามาและประเทศอื่นๆ ใช้จังหวะช่วงนี้กดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขว่าอิหร่านจะต้องไม่เสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมด้วยตนเองอีกต่อไป ทำลายเครื่องหมุนเหวี่ยง (centrifuges) ทั้งหมด  ปิดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เมืองอารัค หรือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง หากอิหร่านไม่ยอมปฏิบัติตาม สหรัฐกับนานาชาติจะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรให้รุนแรงกว่าที่เป็นอยู่
            ปัญหามีอยู่ว่าหากรัฐบาลโอบามาทำตามข้อเรียกร้องอิสราเอล กดดันอิหร่าน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ หลายประเทศจะพากันประณาม เพราะละเมิดสิทธิ์ในการใช้นิวเคลียร์ในทางสันติของอิหร่าน จะเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลโอบามาแสดงความก้าวร้าวให้โลกประจักษ์ รัสเซียกับจีนย่อมไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องลักษณะนี้เพราะเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ เป็นการคุกคามอิหร่านอย่างชัดเจน
            ถ้าจะวิเคราะห์ให้ลึกกว่านี้ หากรัฐบาลโอบามาทำตามข้อเรียกร้องของอิสราเอล ผลลัพธ์คือการเจรจาเจนีวารอบนี้จะล้มเหลว (หรือไม่เกิดการเจรจาตั้งแต่ต้น) อิหร่านจะถูกคว่ำบาตรต่อไปและอาจถูกคว่ำบาตรรุนแรงมากขึ้น เพราะสมาชิกรัฐสภาอเมริกันหลายคนจ้องจะเพิ่มมาตรการกดดัน คนเหล่านี้เห็นชอบกับแนวทางของอิสราเอล หากเป็นเช่นนั้นเท่ากับเศรษฐกิจอิหร่านจะอ่อนแอต่อเนื่องไม่มีโอกาสฟื้นตัว เกิดปัญหาเศรษฐกิจสังคมอย่างรุนแรง อิสราเอลอาจหวังในใจลึกๆ ให้ความอ่อนแอความวุ่นวายภายในประเทศอิหร่านเป็นชนวนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศ
            หรือถ้ารัฐบาลอิหร่านตัดสินใจเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจังก็จะเป็นเหตุให้อิสราเอลมีความชอบธรรมมากพอที่จะชิงโจมตีอิหร่าน รวมทั้งรัฐบาลโอบามาอาจต้องตัดสินใจกระทำเช่นนั้นด้วย
            โดยรวมแล้ว หลักคิดและแนวทางของรัฐบาลเนทันยาฮูคือ เพื่อความมั่นคงของประเทศ อิสราเอลพร้อมที่จะกระทำทุกอย่าง พร้อมที่จะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดสิทธิอันพึงมีของอิหร่าน อาศัยแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ อิทธิพลของสหรัฐ กดดันให้อิหร่านยอมกระทำตามความต้องการของตน รวมทั้งการชิงโจมตีอิหร่านถ้าจำเป็น

            ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่อิสราเอลดำเนินนโยบายแข็งกร้าวเช่นนี้จะโทษอิสราเอลฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะรัฐบาลอิหร่านที่ผ่านมาได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวข่มขู่คุกคามเช่นกัน สองฝ่ายเต็มด้วยความหวาดระแวง ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน หลักคิด การแสดงออกของรัฐบาลเนทันยาฮูต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่านคือภาพสะท้อนที่ชัดเจน
            การบรรลุข้อตกลงกับกลุ่ม P5+1 เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะกลายเป็นย่างก้าวแห่งประวัติศาสตร์ของอิหร่าน ที่จะอยู่ร่วมกับประชาคมโลกอย่างสร้างสรรค์ อยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านอย่างสงบสุข เวลา 6 เดือนนับจากนี้จะเป็นช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ความตั้งใจของอิหร่าน และอิสราเอลก็ควรใช้โอกาสนี้เพื่อพิสูจน์ความจริงใจว่าต้องการอยู่ร่วมกับอิหร่านโดยสันติเช่นกัน
------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
การคว่ำบาตรจากสหรัฐกับพันธมิตรต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่านพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เศรษฐกิจสังคมอิหร่านได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีโรฮานีชนะการเลือกตั้ง และมาพร้อมกับนโยบายสานสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ เร่งเจรจาแก้ปัญหาการคว่ำบาตร การเจรจาจึงเป็นเรื่องสำคัญ กำหนดอนาคตอิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลาง

บรรณานุกรม:
1. Netanyahu: Iran has enough low-grade uranium for 5 nuclear bombs. The Jerusalem Post. http://www.jpost.com/Iranian-Threat/News/Netanyahu-Iran-has-enough-low-grade-uranium-for-5-nuclear-bombs-332219. 19 November 2013.
2. Corsi, Jerome R. 2009. Why Israel Can't Wait: The Coming War Between Israel and Iran. New York: Threshold Editions.
3. Transcript of Netanyahu's UN General Assembly speech. Haaretz. http://www.haaretz.com/news/diplomacy-defense/1.550012 .1 October 2013.
4. Behind the Headlines: Geneva Agreement between the P5+1 and Iran. Israel Ministry of Foreign Affairs. 25 November 2013. http://mfa.gov.il/MFA/ForeignPolicy/Issues/Pages/Geneva-Agreement-between-P51-and-Iran-24-Nov-2013.aspx#. Accessed 28 November 2013.
5. Israeli statements on Geneva talks with Iran. Israel Ministry of Foreign Affairs. 25 November 2013. http://mfa.gov.il/MFA/ForeignPolicy/Iran/Pages/Israeli-statements-on-Geneva-talks-with-Iran.aspx. Accessed 28 November 2013.
6. Report: US mulls letting Iran keep uranium enrichment facilities in nuclear deal. The Jerusalem Post. http://www.jpost.com/Iranian-Threat/News/Report-US-mulls-letting-Iran-keep-uranium-enrichment-facilities-in-nuclear-deal-328745. 15 October 2013.
7. Netanyahu: Iran has enough low-grade uranium for 5 nuclear bombs. The Jerusalem Post. http://www.jpost.com/Iranian-Threat/News/Netanyahu-Iran-has-enough-low-grade-uranium-for-5-nuclear-bombs-332219. 19 November 2013.
8. Naji, Kasra. 2008.  Ahmadinejad: The Secret History of Iran's Radical Leader. CA: University of California Press.
9. Iran says time for solving nuclear issue not "unlimited". Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-09/11/c_125363577.htm. 11 September 2013.
-------------------------