วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ หน้า 7

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120
ชาญชัย
ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์
“ที่มาของหลักวิชารัฐศาสตร์ที่เรียนในประเทศไทย”
            วิชาหลักรัฐศาสตร์ที่ศึกษาในประเทศไทยอิงหลักรัฐศาสตร์ของประเทศตะวันตก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐฯ กับกลุ่มยุโรปตะวันตกโดยเฉพาะสหราชอาณาจักร เนื่องจาก
            1) ประเทศดังกล่าวมีสะสมองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ ง่ายต่อการศึกษา ทำให้มีผู้สนใจศึกษาต่อที่นั่นและกลับมาเป็นอาจารย์สอนตามมหาวิทยาลัยในประเทศไทย หลักสูตรและองค์ความรู้ที่สอนจึงอิงประเทศตะวันตก
            2) ความถนัดในภาษาต่างประเทศก็เป็นเหตุหนึ่งเช่นกัน เมื่อคนไทยส่วนใหญ่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง การศึกษาต่อหรือการอ่านตำราจึงมุ่งภาษาอังกฤษ
            เป็นการดีที่จะมีผู้ศึกษารัฐศาสตร์ที่เสาะหาความรู้จากทั่วทุกแห่งหนทั่วโลก

“เป้าหมายของการศึกษาวิชารัฐศาสตร์”
            คำถามนี้มีคำตอบได้หลายอย่าง ขึ้นกับผู้เรียนและผู้คาดหวัง เช่น ผู้เรียนอาจคาดหวังว่าเรียนเพื่อสอบให้ผ่านเท่านั้นเอง บางคนอาจบอกว่าเพื่อไปประกอบอาชีพในสายวิชานี้ รัฐบาลต้องการคนที่มีความรู้รัฐศาสตร์เพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องการให้ประชาชนในประเทศเป็นพลเมืองที่ดี เข้าใจบทบาท หน้าที่
            ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจำเป็นต้องให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจทางรัฐศาสตร์ เพราะจำต้องให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของตนเองภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และความรับผิดชอบของตนในฐานะพลเมืองที่ดีของสังคม – ดังนั้น ความรู้ทางด้านรัฐศาสตร์จึงเป็นความรู้พื้นฐานที่จำเป็นที่รัฐบาล องค์กรต่างๆ หรือแม้กระทั่งภายในครอบครัว ส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ปกครอง บุตรหลาน มีความรู้ด้านนี้อย่างกว้างขวางให้มากที่สุด เหมือนที่ครั้งหนึ่งรัฐบาลไทยมีเป้าหมายให้คนไทยทุกคนอ่านออกเขียนได้ บัดนี้ สังคมไทยหากต้องการเป็นสังคมระบอบประชาธิปไตยที่เจริญงอกงาม ต้องช่วยกันทำให้คนไทยทุกคนมีความรู้ความเข้าใจรัฐศาสตร์

            อลัน อิสอัค (Alan Isaak) เสนอว่า นักรัฐศาสตร์ต้องวิพากษ์วิจารณ์หรือตัดสินการกระทำของรัฐบาลได้ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร การเมืองที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมควรเป็นเช่นใด จุดยืนของนักรัฐศาสตร์ที่มีต่อนโยบายของรัฐบาลเป็นอย่างไร นักรัฐศาสตร์ไม่สามารถวางตัวเป็นกลางทางการเมืองได้ แต่จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองด้วยการชี้ให้เห็นว่าสิ่งใดถูกหรือสิ่งใดผิดและเพราะเหตุใด

            สอดคล้องกับที่ Magstadt ชี้ว่า นอกจากจะศึกษาว่าการเมืองเป็นอย่างไรหรือดำเนินอย่างไร ควรมุ่งเน้นว่า ‘แล้วที่ดีกว่า’ เป็นอย่างไรด้วย ดังนั้น มักจะต้องตั้งคำถามว่า “มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าหรือไม่”

            รัฐศาสตร์เป็นวิชาที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวพันกับศาสตร์อื่นๆ เช่น เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ จิตวิทยา ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จากความเกี่ยวพันกันทางวิชาการระหว่างสาขาวิชาทำให้วิชารัฐศาสตร์ได้รับผลกระทบจากสาขาวิชาอื่น และในทางกลับกันศาสตร์ในสาขาวิชาอื่นก็ได้รับผลกระทบอันเกิดจากวิชารัฐศาสตร์เช่นกัน เพราะฉะนั้นการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจในศาสตร์สาขาต่างๆ จำต้องทำความเข้าใจในวิชารัฐศาสตร์เพื่อเป็นรากฐานใช้ในการเสริมความเข้าใจให้มีลักษณะเป็นมิติที่กว้างขวางและครอบคลุม

            สรุป การศึกษารัฐศาสตร์จึงไม่ควรหยุดที่ความเข้าใจในเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษา แต่ที่สุดแล้วต้องถึงขั้นสามารถเสนอทางเลือกที่ดีกว่า หรือปรับปรุงของเดิมให้มีประสิทธิภาพและก่อประโยชน์ยิ่งขึ้น – นักรัฐศาสตร์จะไม่เพียงแค่พูดให้สนุกปาก วิจารณ์คนนั้นคนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ (คนชอบวิพากษ์วิจารณ์) แต่สุดท้ายไม่คิดว่าทางออก ทางที่ควรจะเป็นอย่างไร และจะช่วยดำเนินการอย่างไร เพราะจะไม่ก่อประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมใดๆ แต่นักรัฐศาสตร์จะร่วมแสดงออกทางการเมืองกับประชาชนที่มีอุดมการณ์เดียวกันเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน หรือแม้ไม่เป็นนักรัฐศาสตร์ ความรู้ความเข้าใจทางรัฐศาสตร์ย่อมเสริมความรู้และประโยชน์ที่ได้ในศาสตร์อื่นๆ
--------------------------

ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ หน้า 6

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120
ชาญชัย
ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์
“ขอบเขต สาขาของวิชารัฐศาสตร์”

• ปัจจุบัน รัฐ เป็นศูนย์กลางของการศึกษา
            เนื่องจากอำนาจการเมืองปัจจุบัน รัฐเป็นหน่วยทางการเมืองที่มีอำนาจสูงสุดในตัวเอง ดังนั้น การศึกษาวิชารัฐศาสตร์จึงมีรัฐเป็นศูนย์กลางการศึกษา เนื้อหาวิชาจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่ภายในรัฐ กระบวนการต่างๆ

• หน่วยการเมืองอื่นๆ มีความสำคัญมากขึ้น
            เหตุเนื่องจาก การพัฒนาทางการเมือง โดยเฉพาะการพัฒนาของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทำให้หน่วยทางการเมืองอื่นๆ ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนเช่นกัน โดยเฉพาะองค์กรระหว่างประเทศ หรือบรรษัทข้ามชาติ

• เน้นการศึกษาเรื่องที่เป็นปัจจุบัน
            รัฐศาสตร์เป็นการศึกษาเพื่อมุ่งตอบคำถามหรือแก้ปัญหาหรือเสนอแนะ แก่เรื่องหรือประเด็นที่เป็นปัจจุบัน ที่กำลังมีผลกระทบต่อรัฐชาติ
            เรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐศาสตร์จึงมักปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ที่ออกมาในแต่ละวัน
            แต่เพื่อให้เข้าใจรัฐศาสตร์ นักศึกษาต้องเข้าใจเรื่องในอดีตหรือประวัติศาสตร์เสียก่อน การศึกษาเรื่องราวในอดีตหรือประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหาคำตอบของคำถามรัฐศาสตร์
            นักรัฐศาสตร์จึงต้องไม่พลาดจากสถานการณ์ความเป็นไปของบ้านเมืองทั้งในและต่างประเทศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
            และเรื่องที่เป็นรัฐศาสตร์ในปัจจุบันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ในอนาคต

• เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับศาสตร์อื่นๆ มากมาย
            เช่น ประวัติศาสตร์ มนุษยวิทยา ปรัชญา จริยศาสตร์ นิติศาสตร์ จิตวิทยา การทหาร เศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประชากรศาสตร์ คณิตศาสตร์ สถิติ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ทั้งในและต่างประเทศ ขึ้นกับหัวข้อทางรัฐศาสตร์ที่กำลังศึกษาเกี่ยวข้องหรือเน้นหนักไปทางด้านใด ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งหรือหลายๆ ศาสตร์พร้อมกัน
            รัฐศาสตร์จึงเป็นการศึกษาแบบสหวิทยาการ (Multidisciplinary) ผู้ศึกษารัฐศาสตร์จึงต้องศึกษาศาสตร์อื่นๆ ควบคู่ด้วย สามารถนำความรู้จากศาสตร์อื่นเข้าผสมผสานกับรัฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์จะมัวมุ่งเน้นสนใจแต่เนื้อหารัฐศาสตร์ล้วนๆ โดยไม่สนใจศาสตร์หรือความรู้เรื่องอื่นๆไม่ได้

• ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศาสตร์ใดขึ้นอยู่กับว่าประเด็นรัฐศาสตร์ที่พูดถึงเป็นเรื่องใด
            ยกตัวอย่าง หากเป็นการบริหารประเทศมักจะต้องพูดถึงการบริหารเศรษฐกิจประเทศ ดังนั้น เศรษฐศาสตร์จึงต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก
            หรือหากเป็นความเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง เรื่องการทหารย่อมจะต้องถูกพูดถึงด้วยเสมอ
            ดังนั้น นักรัฐศาสตร์ที่สนใจหรือศึกษาเรื่องใด ต้องศึกษาในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องด้วยเสมอ

• ในแวดวงวิชาการ วิชารัฐศาสตร์จำแนกแยกย่อยเป็นสาขาหลายสาขา (ขึ้นอยู่กับว่านักวิชาการผู้นั้น หรือสำนักนั้นจะแบ่ง) เช่น
            o สาขาปรัชญาการเมือง (Political Philosophy)
            o สาขาทฤษฎีการเมือง (Political Theory)
            o สาขากฎหมายมหาชน (Public Law)
            o สาขาการเมืองการปกครอง (Government)
            o สาขารัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration)
            o สาขาการเมืองเปรียบเทียบ (Comparative Politics)
            o สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations)

            สำหรับการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเมืองไทย เน้นหลักใน 3 สาขา ได้แก่
            1. สาขาการเมืองการปกครอง (Government)
            2. สาขารัฐประศาสนศาสตร์หรือบริหารรัฐกิจ (Public Administration)
            3. สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations)

“ธรรมชาติของวิชารัฐศาสตร์”
            • การศึกษารัฐศาสตร์สามารถเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ไม่อาจจะพิสูจน์แน่นอนเหมือนวิทยาศาสตร์
            หมายความว่า การศึกษารัฐศาสตร์สามารถใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) เริ่มจากการตั้งสมมติฐานและเข้าสู่กระบวนเพื่อทดสอบสมมติฐาน แต่เนื่องจากเกี่ยวข้องกับมนุษย์ที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่แน่นอน บางครั้งใช้เหตุผล บางครั้งใช้อย่างอื่นที่ไม่ใช่เหตุผล เช่น อารมณ์ ความรู้สึก ไสยศาสตร์ บางครั้งก็ใช้เหตุผลเป็นส่วนประกอบมากบ้างน้อยบ้าง อีกทั้งไม่สามารถจับมนุษย์หรือหน่วยทางการเมืองมาทดลองในห้องทดลองเหมือนกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เพราะผิดศีลธรรมหรือเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ การศึกษารัฐศาสตร์จึงเป็นเพียงการสังเกตุ การพยายามเข้าใจ อธิบายปรากฎการณ์หนึ่งๆ และคาดเดาผลสืบเนื่องในอนาคตอย่างเป็นระบบเท่านั้น
            เหตุผลที่สอง คือ การมีปัจจัยเกี่ยวข้องจำนวนมหาศาล ยกตัวอย่างเช่น นายกทักษิณชนะการเลือกตั้งในปี 2548 ถามว่า เหตุใดจึงชนะการเลือกตั้ง เป็นเพราะมีเงินมากกว่าหรือ เป็นเพราะผลงานการเป็นรัฐบาลก่อนหน้านี้หรือ เป็นเพราะมีทีมงานดีหรือ เป็นเพราะคนจำนวนมากพอใจในผลงานของท่านหรือ ฯลฯ เหล่านี้ยังเป็นการเพียงพูดโดยคร่าวๆเท่านั้น ดังนั้น การศึกษาเพื่อจะหาคำตอบจึงยากมาก แตกต่างจากการทดลองทางเคมีที่สามารถควบคุมตัวแปรต่างๆได้ง่ายกว่า
            เหตุผลที่สาม คือ บริบทหรือเหตุการณ์ต่างๆไม่สามารถทำซ้ำได้เหมือนเดิม จึงกลายเป็นข้อจำกัดอย่างมากต่อการศึกษาว่า ปัจจัยที่เราสนใจนั้น จริงๆแล้วมีผลอย่างไร มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะหากปัจจัยดังกล่าวเป็นผลลูกโซ่ที่เกิดจากปัจจัยอื่นๆในบริบทหนึ่งๆ

            • การไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่นอนเป็นเสน่ห์ของรัฐศาสตร์ และท้าทายความสามารถของนักรัฐศาสตร์
            ดังที่ทราบว่า รัฐศาสตร์ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจน แน่นอน เหมือนกันทุกครั้ง อย่างที่วิทยาศาสตร์ทำได้ ในแง่มุมหนึ่งอาจทำให้บางคนเกิดความวิตกเนื่องจากรัฐศาสตร์ไม่มีคำตอบที่แน่นอน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความไม่แน่นอน ความคาดการณ์ไม่ได้สมบูรณ์ เป็นเส่นห์ ของรัฐศาสตร์ ที่เรื่องราวต่างๆ ผลิกผันได้อยู่เสมอ ไม่มีผลสรุปตายตัวเหมือนเดิมอย่าง 4 คูณ 5 จะเท่ากับ 20 เสมอ และกลายเป็นความน่าท้าทายความสามารถของนักรัฐศาสตร์ เมื่อต้องเผชิญกับประเด็นหรือปัญหารัฐศาสตร์ที่ต้องเกี่ยวข้องด้วย ต้องเข้าไปแก้ปัญหาตรงนั้น

ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ หน้า 5

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120
ชาญชัย
ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์
“รัฐศาสตร์ คืออะไร”
            “รัฐศาสตร์” ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “Political Science”
            เข้าใจง่ายๆ ว่าหมายถึง การศึกษาอย่างเป็นระบบเพื่อเข้าใจ การได้มาและการใช้อำนาจ ของหน่วยการเมือง (บุคคลหรือกลุ่มบุคคล ประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ)

            ฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Harold Lasswell, 1958) ให้นิยามว่า รัฐศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ศึกษาถึงเรื่องของการเมือง เพื่อดูว่า “ใครได้อะไร เมื่อใด และอย่างไร” โดยคำว่า “ใคร” ได้แก่ ผู้นำทางการเมือง พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ ตลอดจนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งต่างเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนทางการเมือง คำว่า “อะไร” หมายถึง สิ่งที่รัฐบาลได้กระทำหรือละเว้นไม่กระทำอันเป็นผลลัพธ์ของกระบวนทางการเมือง เช่น นโยบาย และคำว่า “อย่างไร” หมายถึง วิธีการที่ใช้ในกระบวนการทางการเมือง เช่น การลงคะแนนเลือกตั้ง การโน้มน้าวใจ (Lobby) การประท้วง เป็นต้น

            กระมล ทองธรรมชาติ และเชาวนะ ไตรมาส (2546) กล่าวว่า รัฐศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับรัฐ (State) การเมือง (Politics) และการปกครอง (Government) โดยมีรายละเอียดดังนี้
            1. รัฐศาสตร์เป็นศาสตร์เกี่ยวกับรัฐ มุ่งอธิบายรัฐในมิติต่างๆ เช่น กำเนิดของรัฐ องค์ประกอบของรัฐ พัฒนาการของรัฐ รูปแบบและโครงสร้างของรัฐ อำนาจอธิปไตยของรัฐ เป็นต้น
            2. รัฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง มุ่งอธิบายลัทธิอุดมการณ์ทางการเมือง เช่น อุดมการณ์เสรีนิยม อุดมการณ์อำนาจนิยม เป็นต้น อธิบายโครงสร้างสถาบันและการทำหน้าที่ของสถาบันทางการเมือง เช่น สถาบันที่ทำหน้าที่กำหนดกติกาทางการเมือง สถาบันที่ทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ เป็นต้น อธิบายถึงพัฒนาการทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง กระบวนการทางการเมือง การควบคุมและตรวจสอบทางการเมือง
            3. รัฐศาสตร์เป็นศาสตร์เกี่ยวกับการปกครอง มุ่งอธิบายเกี่ยวกับอำนาจสูงสุดของรัฐ เช่น การกำหนดที่มา ความเป็นเจ้าของ วิธีการนำอำนาจอธิปไตยไปใช้ เป็นต้น อธิบายรูปแบบและกลไกสถาบันในการปกครองของรัฐ เช่น รัฐบาลแบบรัฐสภา รัฐบาลแบบประธานาธิบดี เป็นต้น อธิบายแบบแผนและกระบวนการในการปกครองของรัฐ เช่น การแบ่งแยกอำนาจ การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างองค์กรอำนาจด้านนิติบัญญัติกับด้านบริหาร เป็นต้น

            ดังนั้น รัฐศาสตร์จึงให้คำตอบหรืออธิบายเรื่องต่างๆ อย่างเป็นระบบ มีทฤษฎี และรูปแบบ (model) รองรับ และข้อเท็จจริง (fact) ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ จะเป็นตัวสร้างทฤษฎีและรูปแบบการอธิบายต่างๆ อย่างไรก็ตาม พึงระลึกเสมอว่ารัฐศาสตร์ยังไม่มีทฤษฎีใดที่สามารถอธิบายปรากฎการณ์ทางการเมืองทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ จำเป็นตัวอาศัยทฤษฎีหลายตัวเพื่ออธิบายซึ่งบางครั้งทฤษฎีก็ขัดแย้งกันเองด้วย ด้วยความจริงข้อนี้จึงเป็นเสน่ห์ของวิชานี้ที่ทุกคนมีโอกาสสร้างทฤษฎีของตนเองเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จนกว่าจะมีใครคนหนึ่งมาหักล้างทฤษฎีที่เราสร้างขึ้น

“วิธีการศึกษารัฐศาสตร์”
            Jacobson เสนอว่า ไม่ควรศึกษารัฐศาสตร์จากแนวคิดในสมองหรือจากความจำ แต่ยึดหลักการศึกษาการทดลองเหมือนวิชาเคมี ห้องทดลองของรัฐศาสตร์ คือ โลกที่อยู่นอกชั้นเรียนที่สามารถรับรู้ได้ผ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร โครงการ เอกสาร สุนทรพจน์ การรณรงค์หาเสียง ฯลฯ ซึ่งสามารถหาได้มากมายในอินเตอร์เน็ต
            ศึกษาจากเหตุการณ์จริงทั้งที่เกิดในอดีตและปัจจุบัน เพื่อทดลองว่าสอดคล้องกับทฤษฎีหรือแนวคิด หรือแนววิเคราะห์หรือไม่อย่างไร
            นอกจากนี้ การได้อภิปรายร่วมกันจะเป็นการช่วยให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์เที่ยงตรงมากขึ้น ข้อสรุปที่ได้ก็ผ่านการคัดกรองมากขึ้น การอภิปรายยังช่วยให้ได้ขัดเขลาความคิดร่วมกัน ได้แบ่งปันข้อูลร่วมกัน ได้มุมมองในหลากหลายรูปแบบ
            การศึกษาข้อมูลดิบอย่างเป็นระบบ ที่สุดแล้วจะทำให้เกิดความคิดรวบยอดในตัวมันเอง ซึ่งอาจกลายแนวคิดหรือทฤษฎีการเมืองได้ในที่สุด

ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120
ชาญชัย
ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์
“การเมืองการปกครองเป็นเรื่องใกล้ตัว”

            อาณาจักรกรีซ (Greece) สมัยโบราณ สถานที่ซึ่งผู้คนอยู่รวมกันเรียกกว่า ‘polis’ แต่ polis เป็นมากกว่าดินแดนหรืออาณาบริเวณ แต่เป็นแนวคิดที่ว่าทั้งชุมชนหรือทั้งสังคมใน polis นั้น ไม่อาจแยกสังคม การเมือง เศรษฐกิจออกจากกัน อีกทั้งยังร่วมรับรู้ในประวัติศาสตร์และแสวงหาอนาคตร่วมกัน
            o กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทั้งหมดผูกพันกันเกี่ยวข้องกันทั้งสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต
            o ตัวอย่าง เช่น Sparta กับ Athens อย่างเป็นหนึ่ง polis ที่แยกออกจากกัน และเป็นตัวของตัวเอง

• ทุกคนอยู่ภายใต้รัฐ ภายใต้การเมืองการปกครอง
            ทุกวันนี้ ทุกตารางนิ้วที่มนุษย์คนหนึ่งอาศัยในโลก ล้วนเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐใดรัฐหนึ่ง เราจะเห็นว่าตั้งแต่แรกเกิดเราก็อาศัยอยู่ในรัฐแล้ว เป็นประชากรของรัฐ รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องกับเราตั้งแต่เป็นทารก มีกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ เราจะหนีไปอยู่ใต้น้ำไม่ได้
            อภิปราย สมมุติว่า เรามีความสามารถสร้างสังคมที่แยกตัวออกจากรัฐ ถามว่าเราควรทำเช่นนั้นหรือไม่

• การเมืองการปกครองหรือรัฐนั้นเกี่ยวข้องกับเราตั้งแต่เกิดจนตาย
            และความสัมพันธ์ระหว่างเราก็รัฐก็ดำเนินไปเรื่อยๆ เช่น เมื่อเราสมรสแต่งงานก็ต้องไปจดทะเบียนสมรสเพื่อการให้การแต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย คือรัฐเห็นดีเห็นงามด้วย รัฐยอมรับรู้การแต่งงานนั้น และเมื่อเราเสียชีวิตก็ต้องมีผู้ไปแจ้งตายให้กับเรา เพื่อรัฐจะบันทึกว่าคนผู้นี้ได้เสียชีวิต ได้สูญหายไปจากรัฐแล้ว

• การเมืองการปกครองมีอิทธิพลต่อชีวิตเรา
            รัฐที่เราอยู่อาศัยไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่ได้ออกกฎหมาย นโยบายต่างๆ ที่มีผลต่อชีวิตเรา เราสามารถเข้าใจง่ายๆ ด้วยการคิดว่า ปัจจุบัน ประเทศที่เราอาศัยอยู่ในมีกี่กระทรวง กระทรวงต่างๆเหล่านั้นแหละที่จะมีผลต่อชีวิตของเราในด้านต่างๆ ทั้งที่เรารู้และไม่รู้ ที่เราเข้าใจและยังไม่เข้าใจ
            มีคนกล่าวว่าอาหารเช้าที่เราทานทุกวันเกี่ยวข้องกับกฎหมายหรือนโยบายที่ออกมาจากรัฐ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมยาฆ่าแมลง นโยบายส่งเสริมปลูกพืชปลอดสารพิษ การควบคุมหรือการปล่อยลอยตัวราคาพืชผลต่างๆ

• ทุกแวดวงมักมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
            o แม้วงการกีฬาก็มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง
            o สมาคมกีฬาที่มีการเมืองมาก มักเป็นสมาคมที่มีงบประมาณจำนวนมหาศาล สมาคมบางแห่งของไทยมีงบประมาณปีละพันล้านบาทไทย

• การมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการเมืองการปกครองจึงสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเรา
            และประเด็นจึงไม่อยู่ที่ว่า เราเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่ควรถามว่าเราควรเกี่ยวข้องด้วยอย่างไร

ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ หน้า 3

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120
ชาญชัย
ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์
“นิยาม หน่วยการเมือง”
            หน่วยการเมือง (political unit) อาจเป็นปัจเจกบุคคล (Individual) กลุ่มบุคคล กลุ่มผลประโยชน์ สถาบันการเมือง รัฐ/ชาติ องค์กรระหว่างประเทศ ที่แสดงพฤติกรรมการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง และ/หรือรับผลแห่งพฤติกรรมการเมืองจากตนเองหรือหน่วยการเมืองอื่น
            ตัวอย่างนักคิดทางการเมืองที่พูดถึงหน่วยการเมือง เช่น รุสโซ (Jean Jacques Rousseau, 1712-1778) อธิบายคำว่า “ชาติ” หมายถึง กลุ่มบุคคลที่ผูกพันอยู่ด้วยกันโดยถือเกณฑ์การเป็นพลเมือง (citizenship) ของหน่วยหรือสังคมการเมืองเดียวกัน
            ดังนั้น
            1. หน่วยการเมืองหนึ่งอาจประกอบด้วยอีกหลายหน่วยการเมือง เช่น พรรคการเมืองประกอบด้วยสมาชิกพรรค (ปัจเจกบุคคล) จำนวนมาก หรือ ประเทศไทยประกอบด้วยหน่วยการเมืองทั้งปัจเจกบุคคล กลุ่มผลประโยชน์ สถานบันการเมือง ฯลฯ
            2. พลเมืองทุกคนเป็นหน่วยการเมือง เพราะรับผลทางการเมืองจากหน่วยการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะจากรัฐ และทางกฎหมายให้สิทธิทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง

            คำถามเพื่อการอภิปราย องค์กรหรือสถาบันศาสนาเป็นหน่วยการเมืองหรือไม่

            คำถามเพื่อการอภิปราย สถาบันศาสนากล่อมเกลาให้ศาสนิกชนเป็นคนดี ยึดหน้าที่พลเมืองทางการเมือง ถือเป็นการดำเนินการของหน่วยการเมืองหรือไม่

• หน่วยการเมือง อาจเป็นทั้งที่อยู่ภายในกับภายนอกรัฐ
            หน่วยการเมืองภายในรัฐ เช่น พลเมืองของประเทศ กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ สถาบันการเมืองที่อยู่ภายในประเทศ
            ส่วนหน่วยการเมืองภายนอกรัฐ เช่น รัฐอื่น องค์กรระหว่างประเทศ NGOs (Greenpeace) บรรษัทข้ามชาติ หรือแม้กระทั่งบุคคลสำคัญของโลกบางคน หน่วยการเมืองภายนอกรัฐเรียกอีกอย่างในศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่า ตัวแสดง (actor)

• การเมืองเป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยการเมือง คือ มีการกระทำต่อกันด้วยมุ่งหวังทางการเมือง
            o เช่น ส.ส.ไปลงพท.หาแกนนำชาวบ้าน เป็นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยการเมือง
            o ดังนั้น การปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยการเมือง มักมีความมุ่งหวังทางการเมืองอยู่ด้วยเสมอ

ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ หน้า 2

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120
ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์
ชาญชัย
“อำนาจ คืออะไร”
            อำนาจ (Power) คือ ความสามารถในการทำให้ผู้อื่นกระทำในสิ่งที่ผู้ใช้อำนาจต้องการ
            ฮันส์ มอร์เก็นทาว ให้นิยาม อำนาจการเมือง ว่า “เป็นสัมพันธภาพทางจิตวิทยาระหว่างผู้ใช้อำนาจนี้กับผู้ที่เป็นเป้าของการใช้อำนาจนี้ อำนาจดังกล่าวช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมความประพฤติปฏิบัติบางอย่างของผู้ที่เป็นเป้า โดยอาศัยอิทธิพลที่ฝ่ายแรกมีเหนือจิตใจของฝ่ายหลัง อิทธิพลที่ว่านี้มาจาก 3 แหล่งด้วยกันคือ การคาดหวังว่าจะได้ผลประโยชน์ ความกลัวที่จะเสียเปรียบเป็นเบี้ยล่าง และความเคารพนับถือหรือความรักต่อสถาบันหรือบุคคลต่างๆ”

• สัมพันธภาพของอำนาจ
            อำนาจมีมานานตั้งแต่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าในสังคมหรือรัฐที่เราอาศัยอยู่มีอำนาจ ความน่าสนใจอยู่ที่สัมพันธภาพของอำนาจในรัฐสมัยใหม่ที่มนุษย์เป็นผู้กำหนด
            คำถามต่อมาคือใครควรเป็นผู้กำหนด Machiavelli แนะนำผู้ปกครองว่าต้องกำหนดและรักษาอำนาจของตนไว้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด
            คำถาม อำนาจการบริหารประเทศปัจจุบัน ใครเป็นผู้กำหนด
            รัฐธรรมนูญไทยวางกรอบการใช้อำนาจ หรือสัมพันธภาพของอำนาจ คำถามที่น่าคิดคือใครเป็นผู้ร่างรธน.

• อำนาจ กับ อิทธิพล (influence)
            อิทธิพล (influence) คือ อำนาจที่คงอยู่ แม้ว่าผู้มีอำนาจจะไม่ได้แสดงอำนาจต่ออีกคนหนึ่ง (ฝ่ายที่ถูกใช้อำนาจ ยอมรับการมีอยู่ของอำนาจ แม้ผู้มีอำนาจไม่ได้แสดงออกในขณะนั้นๆ)
            เช่น เรายังให้ความเคารพ นับถือ เชื่อฟัง ครูชั้นประถมของเรา – ปัจจุบันท่านไม่ได้เป็นครูของเรา (เราไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังท่าน) เรามีการศึกษามากกว่าท่าน (ในแง่มุมของการเป็นผู้มีความรู้ เรารู้มากกว่าท่านอีก) แต่เรายังเคารพท่าน
            เช่น ตำราจากชาติตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกามีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองที่สอนในสถาบันการศึกษาระดับสูงส่วนใหญ่ของไทย ทำให้นักวิชาการไทยจำนวนไม่น้อยที่ยึดเอาแนวคิดของตะวันตกมาเป็นหลักคิด

• อำนาจ กับ สิทธิอำนาจ
            สิทธิอำนาจ (authority) คือ ความชอบธรรมในการใช้อำนาจต่อผู้อื่น
            คือ ระดับหรือขอบเขตอำนาจที่ดำรงอยู่เสมอตราบเท่าที่อยู่ในตำแหน่งแห่งอำนาจ และผู้ถูกใช้อำนาจยอมรับโดยปริยาย
            เช่น ไม่ว่าใครจะดำรงตำแหน่งเป็นตำรวจจราจร ก็จะมีอำนาจในระดับและขอบเขตของตำแหน่งที่กฎระเบียบ กฎหมายมอบให้
            สิทธิอำนาจมาจากบรรทัดฐาน (norms) หรือการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งอาจมาจากกฎหมาย ศาสนา ความดีงามที่ยึดมั่น
            เช่น วัฒนธรรมไทยเด็กจะต้องให้ความเคารพแก่ผู้ใหญ่ หรือ ศาสนาสอนให้ลูกต้องกตัญญูพ่อแม่ ลูกต้องเชื่อฟังพ่อแม่

• ข้อคิดบางประการเกี่ยวกับอำนาจ
            o อำนาจ เป็นกลางในตัวเอง แต่ที่ไม่ดีเพราะคนเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ดี ชาวกรีกโบราณเชื่อว่าอำนาจเป็นเพียงเครื่องมือ ส่วนจะให้ผลดีหรือร้ายขึ้นกับผู้ใช้ว่านำไปใช้ทางใดต่างหาก
            o แต่บางคนพบว่า อำนาจมักถูกใช้ในทางที่ผิด เป็นที่มาของการฉ้อฉล ดังที่ Lord John Acton กล่าวว่า “power tends to corrupt and absolute power corrupts absolutely.”
            โดยนัยยะของ Acton ท่านไม่ได้ปฏิเสธว่า ไม่ควรมีอำนาจหรือไม่ควรให้อำนาจทำงานตามกลไกของมัน แต่เตือนใจว่าอำนาจมักจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเสมอ และยิ่งมีอำนาจมากยิ่งทำผิดได้มากและถูกควบคุมได้ยากมากขึ้น

ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ หน้า 1

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์
ชาญชัย
ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์
บทนำ
            ก่อนจะอธิบายว่า รัฐศาสตร์ คืออะไร เราจะพูดถึงคำที่ใกล้ตัวกว่าก่อน เช่น คำว่า การเมือง หมายถึงอะไร
            แม้ว่าจะเข้าใจนิยามของคำว่าการเมืองหรือไม่ แต่เมื่อเราพาดหัวข่าว “ฝ่ายค้านอภิปรายรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อนในสภา” เราตอบกับตัวเองทันทีว่านี่คือข่าวการเมือง นี่คือเรื่องการเมือง หรือ “คุณทักษิณโฟนอินเข้ามาในที่ประชุม” เราก็ทราบอีกว่าเป็นเรื่องการเมืองเช่นกัน

“การเมือง คืออะไร”
            คำว่า การเมือง ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Politics
            มีผู้ให้คำนิยามหลากหลาย อาทิ
            นิโคโล มาเคียเวลลี่ (Niccolo Machiavelli, 1469-1527) ให้นิยามว่า การเมือง คือ การแสวงหาอำนาจ กิจกรรมทางการเมืองใดๆ ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ส่วนศีลธรรม จริยธรรม ความปรารถนาดี ความเมตตาล้วนเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจเพียงประการเดียว เพื่อให้ได้มาหรือรักษาไว้ซึ่งอำนาจผู้ปกครองต้องพร้อมทำทุกอย่างแม้ต้องจูบเด็กหรือฆ่าเด็ก และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อจะปกครองคนได้ง่ายๆ
            คำถามเพื่อการอภิปราย หากการที่ประชาชนส่วนใหญ่มีการศึกษาแต่น้อย เป็นคนยากคนจน คนที่พึ่งพาตนเองไม่ค่อยจะได้ แต่ง่ายที่ผู้ปกครองจะชักจูงหรือให้อยู่ภายใต้ เป็นเรื่องที่ควรทำหรือไม่ ตามแนวคิดของมาเคียเวลลี่
            จอห์น เรเดคอป (John Redekop) ให้นิยามว่า การเมือง หมายถึง กิจกรรมทั้งหลายซึ่งมีเป้าประสงค์หลักอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างดังต่อไปนี้ คือ
1. ต้องการปรับเปลี่ยนหรือมีอิทธิพลต่อโครงสร้างหรือกระบวนการทางการเมือง การปกครอง ต้อง
2. ต้องการมีอิทธิพลต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงการเปลี่ยนตัวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
3. ต้องการมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะ
4. ต้องการมีอิทธิพลต่อการปฏิบัตินโยบาย
5. ต้องการสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นแก่สาธารณะที่มีต่อการปกครอง กระบวนการ บุคคลและนโยบายสาธารณะ
6. ต้องการมีอิทธิพลหรืออำนาจในรัฐบาล

            เจนคิน (Jenkin) อธิบายโดยพูดถึง 2 นัยยะ
            1. การเมืองในนิยามผ่านสถาบัน (ทางการเมือง)
            เช่น พรรคพลังประชาชน มีอยู่จริง สามารถจัดตั้งรัฐบาล นายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็น ส.ส.จากพรรค คนไทยยอมรับว่ามีนายกฯคนนี้
            รัฐไทย (ประเทศไทย) นั้นมีอยู่จริง และได้รับการยอมรับระหว่างรัฐในความมีตัวตน รัฐดำเนินกิจการภายในที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง โดยเฉพาะต่อพลเมืองของตน
            สถาบันทางการเมืองต่างๆ ที่พูดถึงกันในปัจจุบันต่างก็อยู่ในข่ายนี้ เช่น เอ็นจีโอ กลุ่มหรือแนวร่วมทางการเมือง เช่น นปช. กลุ่มพันธมิตร รวมทั้งสถาบันระหว่างประเทศอย่างองค์การสหประชาชาติ
            2. ความสัมพันธ์ทางสังคม (social relationship) ที่อธิบายผ่านนิยามการเมือง
            เป็นเรื่องของหน้าที่และการพึ่งพาอาศัยกัน เช่น ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาที่เชื่อฟังทำตามสิ่งที่นายสั่ง เช่น นายกฯ มีอำนาจสั่งการรัฐมนตรี รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการข้าราชการกระทรวง ข้าราชการกระทรวงมีบทบาทมีต่อชาวบ้าน ประชาชนเลือก ส.ส. เพื่อเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ

            ในที่นี้เพื่อให้การศึกษามีขอบเขตมุ่งเจาะจงส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง จึงขอใช้นิยามในกรอบแคบว่า การเมือง (politics) คือ เรื่องของการได้มาซึ่งอำนาจและการใช้อำนาจของหน่วยการเมือง ดังนั้น การเมืองเกี่ยวข้องกับอำนาจเสมอ หรือการเมืองคือเรื่องของอำนาจ